วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559

10 เรื่องสำคัญเกี่ยวกับ "บาดแผลในวัยเด็ก" ที่ "ครู" ทุกคนต้องรู้

ในขณะที่ความเศร้าโศกเสียใจเป็นสิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ความเจ็บปวดทางจิตใจอาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกพูดถึงหรือถูกรับรู้มากนัก เพราะเจ้าหล่อนจะมาในรูปแบบคล้ายคลึงกับปัญหาอื่นๆ เช่น ความคับข้องใจ การไม่มีสมาธิจดจ่อ ไม่สามารถทำตามคำสั่ง หรือทำงานเป็นกลุ่มได้ ซึ่งเด็กๆ เหล่านี้มักถูกวินิจฉัยคลาดเคลื่อนด้วยอาการวิตกกังวล มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือสมาธิสั้น มากกว่าการทำความเข้าใจความเจ็บปวดทางจิตใจภายในที่คอยขับเคลื่อนให้มีอาการหรือพฤติกรรมเหล่านั้น

สำหรับเด็กๆ กลุ่มนี้แล้วการเรียนเป็นสิ่งที่ยากลำบากสำหรับเค้า แต่ถ้าบาดแผลทางจิตใจถูกระบุว่าเป็นต้นเหตุแห่งพฤติกรรมแล้ว เราสามารถประยุกต์วิธีการในการเข้าถึงตัวเด็กเพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กๆ ในการรับมือกับสถานการณ์ปัญหาเหล่านั้นเมื่อเขาอยู่ที่โรงเรียนได้ โดยคุณ Caelan Kuban Soma ผู้อำนวยการสถาบันเด็กที่ได้รับบาดแผลทางจิตใจและได้รับผลกระทบจากการสูญเสียแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Institute for Trauma and Loss in Children) ในโครงการ Starr Global Learning Networkได้แบ่งปันข้อคิดดีๆ ที่จะทำให้คุณครูทั้งหลายได้เข้าใจเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับประสบการณ์อันเจ็บปวด โดยแถมวิธีการเล็กๆ น้อยๆ ที่เราสามารถให้การช่วยเหลือเด็กๆ ของเราไว้ด้วย

ขอขอบคุณรูปภาพจาก weareteacher

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

"บริการช่วยเสร็จ" (Ejaculation help)

"บริการช่วยเสร็จ" (Ejaculation help)
บริการทางการแพศย์ (นี่เอาทั้งเพศทั้งแพทย์รวมกัน)
สำหรับคนพิการทางร่างกายที่ไม่สามารถชักว่าว(masturbate)ได้ด้วยตนเอง

รูปจาก White hands

เมื่อวานแปลบทความ 10 สิ่งเรื่องเพศไปแล้ว
วันนี้เลยอยากเอาอันนี้มาแบ่งปัน
เพราะมันทัชแรงมากกกกกก และเห็นว่าเป็นประโยชน์

บริการอันนี้เป็นของ "White hands" โดยมีจุดมุ่งหมาย
ที่จะดำรงไว้ซึ่ง "ศักดิ์ศรีและอิสรภาพทางเพศของมนุษย์"
เขามองการให้บริการอันนี้ในขอบเขตของสวัสดิการสังคมอันหนึ่ง
โดยผู้ที่สนใจจะสมัครเข้าเป็นลูกค้าจะต้องมีเงื่อนไขหลักๆ
คือเป็นผู้ที่ไม่สามารถจะชักว่าวได้ด้วยตัวเอง
ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยผู้ที่เป็นอัมพาต หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

10 สิ่งเรื่อง "เพศ" ที่ "นักสังคมสงเคราะห์" ต้องรู้

เนื่องจากได้อ่านมาแล้วทัชมาก เลยอยากแปลและแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ ได้มีโอกาสได้อ่านด้วย ผิดถูกยังไงแจ้งกันมาเด้อ

Top 10 Things Social Workers Need To Know About Human Sexuality

โดย by Jeremy Irvin, LMSW, M.Ed., and Kimberly McKay, Ph.D.

 ขอขอบคุณรูปภาพจาก desiblitz.com


1. เพศสรีระ (biological sex) อัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity), และ การแสดงออกทางเพศ (gender expression) มันต่างกันจย้าาาาาาาาาา
บ่อยครั้งที่แนวความคิดเรื่องเพศสรีระ (biological sex) อัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity), และการแสดงออกทางเพศ (gender expression) ถูกนำมาใช้ผสมปนเปกัน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วสามสิ่งนี้โคตรรรรรรรรรรร ที่จะแตกต่างกันเลย อ่ะ งั้นเรามาดูทีละคำ

  • เพศ หรือ เพศสรีระ (biological sex) นั้นหมายถึง อัตลักษณ์ทางเพศที่คุณถูกกำหนดและให้นิยามโดยคนอื่นตั้งแต่เกิด เช่นหมอ และผู้ใหญ่ต่างๆ โดยยึดตามอวัยวะเพศของคุณ คือมีจู๋ก็เป็นผู้ชาย มีจิ๋มก็เป็นผู้หญิง ซึ่ง!!!!! การถูกนิยามแบบนี้มันอาจจะเหมาะเจาะพอดิบพอดีหรือไม่เลยกับคำว่าเพศที่คุณนิยามด้วยตัวคุณเอง 
  • อัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity) คือสิ่งที่คุณรับรู้เกี่ยวกับตัวตนทางเพศภายในของคุณเองอ่ะ ว่าคุณเป็นอะไร
  • การแสดงออกทางเพศ (gender expression) คือ สิ่งที่คุณนำเสนอตัวตนของคุณให้กับโลกนี้ได้รู้จักอ่ะว่าเป็นยังไง 
อ่ะถ้าเอาให้ง่ายขึ้นคือว่า อีเพศ หรือเพศสรีระ (biological sex)  หน่ะ  มันขึ้นอยู่กับคุณมีเครื่องเพศอะไร (จู๋ จิ๋ม หรือมีแม่มทั้งสองอย่าง) อัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity) เช่น ชาย หญิง หญิงข้ามเพศ กะเทย ต่างๆ คือสิ่งที่คุณรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับตัวตนทางเพศของคุณอ่ะว่าคุณเป็นใคร และอีารแสดงออกทางเพศ (gender expression) คือลักษณะทางเพศที่คุณแสดงให้คนอื่นเห็น เช่นคุณอ้อนแอ้นอรชรเหมือนผู้หญิง หรือมีความเข้มแข็งเหมือนผู้ชาย ซึ่งแม้ว่าด้วยวัฒนธรรมของเราที่มักจับยัดว่าคนมีจู๋ต้องเข้มแข็งและวีดว้ายไม่ได้ หรือคนมีจิ๋มต้องอรชรนุ่มนิ่มเท่านั้น แต่เอาจริงโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ไม่ได้แสดงออกความเป็นชายหญิงตรงกับเครื่องเพศแค่สองแบบเท่านั้นเด้อออ คิดใหม่นะจ๊ะ!!!

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Twinsters

Twinsters 
เรื่องราวของสองฝาแฝดที่ถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมที่พลัดพรากแล้วกลับมาเจอกัน
สารคดีชีวิตจริง เจ้าของเรื่องกำกับเอง
คือมันดีต่อใจมาก มีชีวิตมาก เพราะมันคือชีวิตที่โคตรจริงมากๆ
................................................................


เรื่องราวของสองพี่น้องฝาแฝดชาวเกาหลี
ที่ถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมจากครอบครัวชาวฝรั่งเศสและเมกา
และนางสองคนต่างไม่รู้กันมาก่อนว่าตัวเองมีแฝด
จนวันนึงมีเพื่อนส่งคลิปวีดีโอของผญ. คนหนึ่งมาให้
แล้วบอกว่าอีนี่เหมือนเธอมาก จนเป็นที่มาให้ทั้งคู่พยายามติดต่อกัน 
และเดินทางข้ามทวีปเพื่อเจอกันในที้สุด

เพราะทุกอาชีพสำคัญ

วันนี้อลตก และ ออนก ไปเป็นวิทยากรให้กับน้องๆ ม.ต้น
ที่โรงเรียนขยายโอกาสแห่งหนึ่งในกทม.
เพื่อให้น้องรู้จักองค์กร NGOs และอาชีพต่างๆ ที่ทำงานเพื่อสังคม



เราไล่กิจกรรมตั้งแต่ให้น้องๆ ได้ List สถานการณ์ทางสังคม
ที่เขาคิดว่าเป็นปัญหา และ list รายชื่ออาชีพในโลกนี้ที่เขารู้จัก
ให้มากที่สุดเท่าที่สามารถเป็นไปได้

เราให้เวลาน้องๆ ได้ช่วยกันนำอาชีพที่เขา list
แล้วนำไปจับคู่กับสถานการณ์ปัญหาสังคมที่เขาคิดมา
เพื่อดูว่าในแต่ละสถานการณ์ปัญหามีอาชีพอะไรบ้างที่เข้าไปเกี่ยวข้อง
น้องๆ พยายามคิดและออกแบบงานให้อาชีพต่างๆ
สัมพันธ์กับสถานการณ์ปัญหากันสุดฤทธิ์
ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นไปอย่างน่าชื่นใจ
: รถติด มีมอเตอร์ไซต์รับจ้างที่เป็นทางออกให้กับคนกรุงฯ ในภาวะเร่งรีบ
: ขยะล้นเมือง มีคนเก็บขยะคอยช่วยเก็บ
แล้วนำขยะไปขายเพื่อเข้ากระบวนการรีไซเคิล

หนังสือที่ว่าด้วย "โรฮิงญา"

"โรฮิงญา บนเส้นทางสุดขอบโลก"
ภาพถ่ายโดย สุเทพ กฤษณวารินทร์
และ "โรฮิงญา รอยน้ำตาที่ลุ่มน้ำกะลาดาน" 
โดย สารคดี ฉบับที่ 377 ก.ค. 2559
.........................................................................



เป็นสองเล่มที่ทำให้เราได้รู้จักพี่น้องเราอย่างลึกซึ้งมากขึ้น
การทำงานที่ผ่านมาเหมือนเราแค่รู้จักพวกเขาแค่ผิวเผิน
หนังสือสองเล่มนี้สร้างความเข้าใจ และเปิดปุ่ม "อ๋อ" ชั้นดีให้กับเรา
หลายสิ่งที่เคยสงสัยก็ได้รับคำตอบ
คำถามที่ไม่เข้าใจเมื่อเจอตอนทำงาน
ก็ได้รับการประติดประต่อจากเรื่องราวของทั้งสองเล่ม
เสียดายที่เพิ่งมีโอกาสได้มาอ่านหลังทำงานจบแล้ว
ถ้าได้อ่านก่อนหน้านี้ เราคงรู้จักและเข้าใจเขามากกว่านี้

ปัญหาของกิจกรรมวันแม่ในโรงเรียน

อย่างที่หลายคนเคยอ่านเคยเห็นมาแล้วกับเรื่องของกิจกรรมวันแม่ในโรงเรียน
ที่มักสร้างผลกระทบต่อเด็กหลายคน
เนื่องจากเป็นผู้เคยตกเป็นเหยื่อโดยตรงจากประเพณีพวกนั้นเมื่อตอนเด็กๆ
จึงอยากเป็นอีกหนึ่งเสียงที่อยากแชร์ในเรื่องนี้


มันมีปัญหายังไง?
กิจกรรมวันแม่ชนิดที่โรงเรียนเชิญแม่มาแล้วให้ลูกขึ้นไปกราบแม่บนเวทีนั้นมันมีปัญหาครับ
มันทำงานโดยตรงกับความรู้สึกของเด็ก
คนที่ไม่สามามารถพามาได้ ไม่ว่าจะเป็นในกรณี แม่ไม่มา แม่เสียชีวิต หรือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง
มันกระทำซ้ำทางจิตใจ มันกระตุ้นความรู้สึกขาด และกดทับความภาคภูมิใจในตัวเองลง
และกิจกรรมพวกนี้ก็มักจะจัดในโรงเรียนประถม ซึ่งมันก็ส่งผลเสียทางความรู้สึกต่อเด็กอย่างมหาศาล
เด็กในวัยประถมมีพัฒนาการทางความรู้สึกที่รู้ทุกอารมณ์โดยเฉพาะความรู้สึก "กลัว"
และมีพัฒนาการทางสังคมที่เริ่มยึดโยงกับกลุ่มเพื่อน

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อยู่ "ใกล้" แต่โคตร "ไกล" กัน

เมื่อเรา "ถูกสร้าง" ให้เกลียดชังและดูถูกคนข้างบ้านมาอย่างยาวนาน
............................................................................


เหตุการณ์ที่ผ่านมามันย้ำชัดถึง "ผลผลิต" ทางความคิด
ของคนไทยที่ถูกสร้างด้วย "สังคม" แบบ "ไทยๆ" ที่ชัดเจนมาก
โดยเฉพาะเรื่องทัศนคติที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้าน

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เท่าที่จำได้

เท่าที่จำได้
โดย ฟองจันทร์




เล่มนี้กว่าจะได้ต้องแหกหมีตีกรรเชียงไปถึงงานหนังสือ เรื่องสั้นของฟองจันทร์ได้แก้ผ้าฟองจันทร์ให้เราเห็นเลยว่าอีผู้เขียนนางเป็นคนยังไง และผู้เขียนที่เรารู้จักในชีวิตจริงก็ไม่ต่างไปจากงานที่นางเขียนหรอก แต่เราเพิ่งรู้ว่านางมีเลเว่วความเผ็ด ความปากจัด ความขี้ประชดประชันได้ถึงเบอร์นี้ นี่บอกเลยว่าเป็นน้องนีนี่จะไม่กล้าไปเป็นแฟนมัน 55555 ภูมิใจในตัวนาง เก่งมาก จะติดตามงานเขียนเรื่อยๆ นะ

รักผู้เขียน #ผัวก็คือผัว

ให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้

ให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้
โดย หนุ่มเมืองจันท์


เอาจริงแค่ชื่อเรื่องก็ทัชเรามากแล้ว ยิ่งพอได้อ่านยิ่งทำให้เราคิดที่จะระมัดระวังกับความคิดว่า "รู้แล้ว" ของตัวเองมากขึ้น เล่มนี้มอบเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ของประโยชน์ของการให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้ได้อย่างดี เล่มนี้ทำให้เราเห็นคุณค่าและบอกเราว่าจงเห็นความสำคัญของรายละเอียด นี่ก็เพิ่งรู้นะว่าหนุ่มเมืองจันท์จบธรรมศาสตร์ และเคยเป็นอุปนายกอมธ. 55555

ขอขอบคุณพี่แพทสำหรับของขวัญรับปริญญาชิ้นนี้นะครั

บุกคนสำคัญ

บุกคนสำคัญ
โดย นิ้วกลม


หนังสือเล่มนี้พาเราไปรู้จักบุคคลสำคัญต่างๆ ของโลก
อย่างที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน หลายอย่างนี่อึ้งมาก
เราชอบเล่มนี้มากเพราะในขณะที่อ่านเรารู้สึก
เหมือนกำลังแอบดูเหตุการณ์ที่นิ้วกลมกำลังคุยกับคนเหล่านั้นจริงๆ
หนังสือเล่มนี้พาเราไปรู้จัก "ชีวิต" ของบุคคลสำคัญทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จัก
มันสนุกมากตรงที่นิ้วกลมพยายามถามคำถามกับบุคคลเหล่านั้น
เพื่อทำความเข้าใจและหาคำตอบจากเรื่องราวชีวิตของแต่ละคน
ซึ่งเราคิดว่าในที่สุดคำตอบที่ได้ก็คือคำตอบจากฐานของนิ้วกลมเอง
ที่มันตกผลึกมาจากเรื่องราวของบุคคลเหล่านั้น
มันทำให้เรารู้ว่าในหลายครั้งเราถามคนอื่นเพื่อตอบคำถามของตัวเรา
เราฟังคำตอบของคนอื่นเพื่อนำมาค้นหาคำตอบของตัวเรา
เรารู้จักคนอื่นเพื่อย้อนกลับมารู้จักตัวเรา
เราอาจเข้าใจและได้คำตอบของคำถามไม่เหมือนนิ้วกลมบ้าง
แต่นั่นแหละคือความสนุกของการอ่านเล่มนี้

ขอขอบคุณน้อง MinnieOppiiz Mintra Sanjit
สำหรับของขวัญรับปริญญาชิ้นนะนะฮร้าาาา

I Roam Alone:Treeking Through South America

I Roam Alone
Treeking Through South America
ห้องเรียนแห่งขุนเขาอเมริกาใต้
โดย มิ้น #IRoamAlone


เป็นเล่ม ที่สองแล้วที่เราตามการเดินทางของมิ้นท์ หลังจากเล่มแรกที่เป็นการเดินทางโดยรถไฟสายทรานไซบีเรีย เนื้อเรื่องยังเป็นไปด้วยความสนุกและน่าติดตาม หนังสือของมิ้นท์ไม่ใช่หนังสือนำเที่ยว แต่เป็นหนังสือเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวที่มีข้อมูลให้ตามเที่ยวต่อได้
เล่มนี้พาเราร่วมเดินทางขึ้นเขาแถบอเมริกาใต้ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือเราได้ติดตามการเท่าทัน และรู้จักตัวเองของผู้เขียนที่ใช้การเดินทางขึ้นเขาเป็นห้องเรียนให้ตัวเองได้มีเวลาปฏิบัติและฝึกคิด เสน่ห์ของการเดินทางคนเดียวในที่ๆ แปลกไปจากที่เราคุ้นชินคือเราจะเห็นตัวเองชัดขึ้น เพราะเราจะรู้สึกเล็กกระจ้อยร้อยลงท่ามกลางความแปลกใหม่ มันจึงเป็นโอกาสให้ใจเราได้เรียนรู้และคุยกับตัวเอง

ครั้งนี้มิ้นท์ค้นพบว่า "ไปเที่ยวมันต้องสนุกสิ" ใช่!!! มันต้องเป็นแบบนั้น หลายๆ ครั้งเราหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าทำไม เราถึงไม่ได้อยากไปในที่ๆ คนอื่นไป หรือเท ไม่ไปที่นู่นนี่นั่นได้ง่าย ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และเราก็ได้คำตอบว่า เราชอบความสนุก และมิตรภาพ ถ้าที่ๆ เราอยู่ หรือที่ที่ๆ จะไปมันมีสิ่งเหล่านี้อยู่เราก็พร้อมเทเพื่ออยู่ซึมซับสิ่งนั้น เราจับติดตัวเองเลยว่าถ้ามีสัญญาณความอึดอัด ความหมุ่ย ความไม่ได้ดั่งใจ เราก็จะเท และเดินออกมาหาอะไรที่มันสบายใจกว่า เพราะเราออกเดินทางมาเพื่อหาความสุขเว้ยยยย

ด้วยความบังเอิญของการเดินทางครั้งนี้ของเรามันมีส่วนที่คล้ายกันกับบทหลังๆ ของมิ้นท์ เราเห็นด้วยมากว่าเมื่อเราเดินทางคนเดียว เราจะเปิดรับใครเข้ามาได้ง่ายมาก และเราเองก็จะดึงดูดคนอื่นให้เข้ามาหาได้มากเช่นกัน เพราะมันอาจจะเป็นความใหม่ และความไกลกันของความรู้สึกทางอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เรากล้าทำความรู้จักและกล้าเปิดใจให้กันมากขึ้นเมื่อเราอยู่ต่างเมือง หรือเราเจอคนที่มาจากเมืองอื่น แต่นั้นแหละ มันอาจจะเป็นแค่ความรู้สึกช่วงสั้น เราอย่าคาดหวัง เพียงแค่ซึมซับและรู้สึกดีกับมันกับช่วงเวลาตรงนั้นก็พอ กำไรแล้วแก :)

อ่านเพลินพร้อมเขิลไปกับเรื่องราวของมิ้นท์และอมยิ้มไปกับเรื่องราวของตัวเองที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่วัน เล่มนี้อ่านจบขณะนอนอาบแดดทำสวยที่เซ็นโทซ่า เฮ่!

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Me before you

สำหรับเรา Me before you
คือหนังรักที่จบได้สวยงามจับใจที่สุด


เด็กไม่ใช่จุดขายของการท่องเที่ยว

เลิกได้แล้วกับการดูงาน
แบบพาเดินเยี่ยมชมสถานดูแลต่างๆ
.......................................................................


Where To Invade Next‬




ไปดูมาสองรอบยังถึงใจถึงอารมณ์เหมือนเดิม
ยิ่งถ้าใครที่เรียนและอินในงานสังคมสงเคราะห์
สวัสดิการสังคม และ พวกสิทธิมนุษยชนนะ มึงเอ้ยยย!!
เราจะเหมือนโดนกระทำชำเราทางความรู้สึก
หลายๆ คำพูดในสารคดีเรื่องนี้จะโดนจุดเสียวทางอารมณ์
จุด G-spot ทางความคิดจนเราจะกระตุก ตุ๊บๆๆๆๆ เป็นระยะ
พูดเลยว่านอนตายติดเบาะลงตรงนั้น!!
นางพาเราไปบุกประเทศต่างๆ ด้วยตีมที่ว่า "ไปเก็บดอกไม้"
ดังนั้นนางก็ได้ดอกไม้มาจริงๆ สวยงามมาก และบันดาลใจมากด้วย
นางพาเราไปรู้จักกับเหง้าคิดของรัฐและค่านิยมความเชื่อแกนกลาง
ที่คนในสังคมนั้นยึดถือ ที่แม่งถ้ามาพูดกันในไทยก็จะโดนด่าว่า "อิโลกสวย" ไม่ว่าจะเรื่อง

ความรุนแรง คือ เรื่องสาธารณะ


ความรุนแรง คือ เรื่องสาธารณะ
...........................................................................


วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เปลี่ยนลูก หรือ เปลี่ยนเรา?




พ่อแม่จะมองอย่างไรเมื่อเจอสถานการณ์ที่ลูก
แสดงพฤติกรรมหรือแสดงออกทางเพศ
ขัดแย้งกับความคาดหวังของตน และสังคม

มันเป็น "วิกฤติ" ที่ต้องแก้ไข 
หรือ "โอกาส" ที่ลูกกำลังบอกอะไรเรา?

การรังแกกันในโรงเรียนมันไม่ใช่เรื่อง "ปกติ"

ด้านครูชี้ "หยอกล้อกันปกติ"
......................................................................


กรณีน้องเด็กผู้ชายโดนเพื่อนแกล้งและทำร้ายร่างกายที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้ 
นับว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เผยภาพจริงของสังคมโรงเรียนที่มีการรังแกกัน (school bullying) 
เป็นเรื่องปกติและสามารถยอมรับได้มาอย่างช้านานและถูกละเลยมาโดยตลอด

เมื่อพี่น้อง "โรฮิงญา" ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชีวิต

ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว เป็นช่วงเวลาที่เราต่อสู้ กับกระแสสังคมรอบข้างอย่างหนัก 
เป็นช่วงที่เราต้องยืนหยัดในจุดยืนทางวิชาชีพ และสิ่งที่เราเชื่อ
เรามีความอยากมหาศาลที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการเป็นอะไรสักอย่างในสถานการณ์นั้น 
และวันหนึ่งโอกาสที่ไม่คาดฝันก็มาถึง โอกาสที่เราได้ทำงานกับกลุ่มที่เราอยากทำมากที่สุด 
พี่น้อง "โรฮิงญา"

ตลอดระยะเวลาเกือบปีที่ผ่านมาเราได้เป็นพยานในความเจ็บปวดในสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ 
เราได้รับเกียรติในการรับฟังและบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ 
เราคิด "ชีวิตของคนๆ หนึ่ง ต้องมาเจออะไรเบอร์นี้เลยเหรอ"

เราได้รับพลังและมองเห็นพลังที่ลุกโชนของพวกเขา 
พลังในการต่อสู้เพื่อรักษาชีวิต และพลังแห่งรักของครอบครัว 
เขาบอกเราว่า

"อย่าปล่อยผ่านเมื่อเด็กทำพฤติกรรมไม่น่ารัก"

วันนี้เราพบกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 5 ขวบ 
เป็นเด็กผู้ชายที่เรียกเราว่ากะเทยแล้วหัวเราะชอบใจ
เป็นเด็กผู้ชายที่มีถ้อยคำพูดและความคิด
ที่อยากกระทำความรุนแรงกับเด็กคนอื่นๆ 
เป็นเด็กผู้ชายที่ด่าคำหยาบคายเหมือนผู้ใหญ่
และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่เราเจอน้องคนนี้

สำหรับคนทำงานด้านเด็กคงรู้ดีว่านี่เป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง

ไม่โกรธลุงแค่อยากให้ลุงเข้าใจ

สำหรับเราแล้วธรรมศาสตร์ยังเป็นสถาบันการศึกษาขั้นสูง 
ที่ให้อะไรเหนือความคาดหวังสำหรับเรามาก 
ธรรมศาสตร์เป็นเมืองจักรวาลแห่งความรู้ 
(Universe + City ตามคำกล่าวต้อนรับของอ.ปริญญา ในวันปฐมนิเทศมหาลัย) 
และเป็นเมืองจักรวาลแห่งความหลากหลายที่เอื้อต่อการขบคิดและเจริญเติบโตมาก 
ซึ่งจริงๆ แล้วเราเชื่อว่าสังคมธรรมศาสตร์ ก็คือสังคมประเทศไทยนั่นแหละ 
แต่ต่างกันตรงที่ ที่นี่พยายามสร้างพื้นที่สำหรับทุกคน 
ซึ่งสวนทางกับในขณะนี้ที่เรากำลังจำกัดพื้นที่และบีบบังคับให้คนคิดเหมือนกัน 

โนววววววววววววววววววววว เป็นไปไม่ได้!!!

เรายอมรับตามที่ลุงพูดจริงๆ ว่าเรายกมือไหว้อาจารย์ล้มเจ้า (ตามความหมายลุง) 
และขอบอกเพิ่มเติมด้วยว่าเรายกมือไหว้ด้วยความเคารพโดยสนิทใจไม่ใช่การถูกบังคับด้วย 
เราเคารพในวิชาความรู้ แง่มุมที่แปลกใหม่ การชวนคิดและถามในประเด็นที่ไม่มีใครกล้าจะแตะต้อง 
เรามีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และค้างเติ่ง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราจะเกลียดใคร
เพียงเพราะเขาวิจารณ์และตั้งคำถามกับสิ่งที่เราบูชา แ
ละสังคมธรรมศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า เราสามารถไหว้ใครก็ได้ 
ไม่ว่าเค้าจะเป็นใคร และเราไม่ควรตำหนิหรือเอามาตรวัดความดีงามของเรา
ไปตัดสินว่าใครควรไหว้ หรือไม่ควรไหว้ด้วยมาตรฐานความดีงามของเรา

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

แอบเม้าท์ TEDx ThammasatU

จบไปแล้วกับงาน TEDx ThammasatU ที่จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ในฐานะผู้ชมได้ที่เปิดโอกาสให้ Speaker จาก TED ได้กระทำชำเราทางความคิดและเร้าพลังใจให้มาตลอดกว่า 4 ปีที่ผ่านมานั้นการได้รับข่าวว่าจะมี TED Talk มาจัดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มันจึงเป็นอะไรที่ทำให้เราเนื้อสั่นได้แรงมาก จากวันแรกที่ได้มีโอกาสตั้งแต่สมัครจนถึงเข้าฟังภายในงานที่ผ่านมาวันนี้เลยอยากมาเล่าเรื่องและส่งมอบ Fee back ให้กับทีมผู้จัดเด้ออออด


ขั้นตอนรับสมัคร
เราเพิ่งรู้มาก่อนว่าการจะเป็นผู้เข้าฟัง TED talk ต้องผ่านการรับสมัครจากทีม HR เป็นเรื่องเป็นราวอะไรเบอร์นั้น คือเราต้องเขียนใบสมัครที่ให้อารมณ์เหมือนตอบข้อสอบอัตนัยประมาณห้าหกข้อได้ ซึ่งนี่มีความรู้สึกเหมือนตอบข้อสอบชิงทุนค่ะ เพราะแลดูวัดทัศนคติ และส่อรู้เรื่องความสนอกสนใจเราพอสมควร 55555 แล้วหลังจากนั้นก็ต้องรอประกาศผลจากทาง HR ที่จะส่งเมลมาบอกว่า "คุณได้ผ่านการคัดเลือก" โอ้โหววววววววววว นาทีนั้นเหมือนมงลงค่ะ มือสั่นปากสั่นมาก ดีใจมาก

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

การเลี้ยงดูแบบปฏิเสธ สร้างเด็กที่ขาดความมั่นใจ

เรารู้จักใครหลายคนที่มักขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิต ไม่กล้าบอกความต้องการ ไม่กล้าตัดสินใจ แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไม่กล้าสั่งข้าว ไม่กล้าบอกว่าอยากไปไหน ไม่กล้าปฏิเสธ ด้วยเหตุว่ากลัวทำผิด กลัวการตัดสินใจไม่ได้รับการยอมรับ หรือการตัดสินใจนั้นโดนปฏิเสธ หรือถูกยกเลิกเสีย

ขอขอบคุณรูปภาพจาก Haijai.com

การขาดความมั่นใจในตนเอง หรือสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มันผ่านกระบวนการสร้างจากเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่ได้ประสบมาอย่างยาวนานตั้งแต่วัยเด็ก เป็นการเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้เล็กๆ ที่ถูกสั่งสมมาเป็นระยะเวลานานซึ่งส่วนใหญ่เด็กจะถูกทำให้ "รู้สึกพ่ายแพ้" ผ่านคำพูด กาiแสดงออก เชิงปฏิเสธต่อการกระทำ การตัดสินใจที่ละเลยต่อศักยภาพ ความปรารถนา และพัฒนาการตามช่วงวัยของเขาจนมันได้กัดกินความมั่นคงภายในของเด็กให้เว้าแหว่งไป เราได้มีโอกาสพูดคุยกับใครหลายคนทำให้เห็นว่า สิ่งที่ลดทอนความมั่นใจและภาคภูมิใจในตัวเด็กได้มากที่สุด คือพ่อแม่ และเหล่าเครือญาติ ซึ่งที่จริงแล้วควรเป็นหน่วยสนับสนุนที่แข็งแรงที่สุดให้แก่เด็ก เพราะเด็กถักร้อยชีวิตทางความสัมพันธ์และสร้างความมั่นคงภายในจิตใจจากฐานครอบครัวที่ยอมรับในตัวเขา ไม่ว่าเขาจะทำได้ตามความคาดหวังหรือทำไม่ได้ก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญที่เขาต้องการคือ

"ยอมรับหนูเถอะ ยอมรับในแบบที่หนูเป็นนี่แหละ 
แม้มันจะเว้าๆ แหว่งๆ บ้าง แต่นี่หนูไง หนูของพ่อกับแม่ 
หนูของญาติๆ หนูของโลกใบนี้อ่ะคะ"

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตายไปเถอะค่ะน้อง



ภาพเหตุการณ์ของเด็กผู้หญิงที่โพสต์รูปตนเองกับห่วงเชือก
พร้อมคำบรรยายภาพที่แสดงถึงการตัดสินใจที่จะจบชีวิตของตนเองลง
เนื่องจากเหตุผลบางประการโดยมีชาวเน็ตคอมเม้น
และแชร์อย่างถล่มทลายเป็นไปในทิศทาง "ตายไปเถอะค่ะน้อง" 
เป็นภาพสะท้อนสถานการณ์ทางสังคมไทยที่ชัดเจน 
ว่าพวกเราหลายคนมักที่จะตัดสินคนอื่นโดยใช้มาตรวัตรของตนเอง
และกลายเป็น "ฆาตกรร่วม" ที่สร้าง "ศพ" 
และทำให้การตาย "เกิดขึ้นจริง" โดยเราไม่รู้ตัว

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

จาก "Banana Splits" สู่โครงการ "ผูกสาแหรก"

"Banana Splits" แรงบันดาลใจของครูทรายทิพย์
สู่โครงการ "ผูกสาแหรก" ของโรงเรียนเปี่ยมคุณศึกษา
แห่ง วัยแสบสาแหรกขาด‬
.............................................................


"Banana Splits" คือโครงการสำหรับกลุ่มนักเรียนที่เผชิญสถานการณ์ปัญหาพ่อแม่หย่าร้างหรือเสียชีวิตโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานโดยคุณ Elizabeth M. McGonagle นักสังคมสงเคราะห์ชาวนิวยอร์ค ได้ก่อตั้งโครงการนี้ครั้งแรกในโรงเรียนประถมที่ Ballston Spa นิวยอร์ค ในปี 1987 และก็ได้รับความนิยมไปยังรัฐอื่นๆ ทั่วประเทศและอีกหลายประเทศทั่วโลกที่มีฐานทัพอเมริกาตั้งอยู่ โดยป้า Elizabeth บอกว่า "Banana Splits" มันไม่ใช่การบำบัดอะไรขนาดนั้นหรอก มันเหมือนกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน (peer support group) ซะมากกว่า

นักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน


ขอเกาะกระแสคุณครูทรายทิพย์จาก "วัยแสบสาแหรกขาด"
เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักกับ "นักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน"
แม้ในเรื่องครูทรายทิพย์จะเป็นนักจิตวิทยาก็ตาม
แต่ด้วยความที่หนังปูมาตั้งแต่ฉากแรกที่ตึกคณะ
จึงเข้าใจว่านางเรียนสังคมสงเคราะห์เป็นแน่ 
จึงขอเกาะกระแสขายของละกันว่า
นักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียนนี่จำเป็นจริงๆ นะเออ
.......................................................................


แต่เมื่อประเทศไทยยังไม่มีนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียนดังนั้น
จึงขอเอานักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียนทางฝั่งอเมริกามาให้รู้จักละกันนะ

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

หลวงพระบาง 2015 (2)

10 / 2 / 59

เราตื่นเช้ามาด้วยความสดใส เช่าจักรยานจากโรงแรมไปตลาด เพื่อหาของกิน และหาซื้อ Memory card กล้องถ่ายรูป และในที่สุดเราก็ได้มาในราคา 400 บาท เราตอบสนองความต้องการภายในจิตใจด้วยการปั่นเที่ยวไปเรื่อยๆ อยากหยุดไหนก็หยุด ชื่นชมเมืองมรดกโลกในแบบฉบับของตัวเองที่ไม่มีหนังสือนำเที่ยวแต่ใช้ปากในการถามเอาว่าคนที่มาที่นี่เค้าเที่ยวไหนกัน เลือกไปเฉพาะที่ๆ เป็นทางผ่าน และพอปั่นได้ สรุปว่าสถานที่ท่องเที่ยว วัด วังก็อยู่ใกล้ๆ กัน และหลวงพระบางเองก็มีวัดเยอะมากๆ แบบติดๆๆๆๆๆ กัน


ขนมนี่อร่อยมาก


ถนนสายนี้กลางคืนจะเต็มไปด้วยร้านค้า และถูกแปลงร่างเป็นถนนคนเดินกลางเมืองหลวงพระบาง


ปั่นไปปั่นมาฝนก็เริ่มลงเม็ด เราก็มาแวะหลบฝนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งกลางหลวงพระบาง ได้นั่งกินไอติมตัดที่ขายประจำ ได้นั่งคุยกับครูของที่นี่ จนแกชวนให้ไปสอนเด็กๆ เพราะบอกนางไปว่าเราทำงานกับเด็กที่เมืองไทย ได้มีโอกาสมาเล่นกับเด็กๆ ก็จัดเลย ไล่มาตั้งแต่ปรบมือ ปลาเล็ก ปลาใหญ่ เล่นๆ จนฝนหยุดก็ขอตัวปั่นต่อ เป็นการแวะเติมพลังที่มีความสุขมากจริงๆ


เราได้มีโอกาสแวะพระราชวังของเจ้าชีวิต ที่ภายในจะมีหอพระบางที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบางในปัจจุบัน และมีส่วนของพระราชวังที่เป็นห้องหับที่เจ้าชีวิตเคยใช้ออกราชการ เคยใช้นอน เคยใช้รับแขก ใช้เล่น ซึ่งบรรยากาศภายในวังก็ดูเรียบง่าย น่ารัก เมาะแมะมาก สิ่งที่เราชอบที่สุดในนี้คือการผันแปรให้ที่นี่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สะสมของต่างๆ เกี่ยวกับเจ้าชีวิต ที่นี่มีมงกฎ มีดาบ ให้เราได้ดู แต่ที่พีคสุด คงเป็นของขวัญเจริญสัมพันธไมตรีจากประเทศต่างๆ ที่ส่งมาให้ลาว อารามมาตั้งแข่งกันว่าใครส่งมาเริศสุด ซึ่งจากการเดินสำรวจแล้วเรายกให้ อเมริกาเป็นฝ่ายชนะ เพราะนางส่งชิ้นส่วนจากดวงจันทร์ที่ลุง นีล อาร์มสตรองไปเหยียบมาให้ ซึ่งไม่รู้ทำไม เราตื่นเต้นและชอบมาก แลดูเป็นอะไรที่ rare item 

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

The act of killing และ The look of silence

แนะนำๆๆๆๆๆ สำหรับ The act of killing กับ The look of silence (แนะนำดูเรื่องหลัง เพราะเรื่องแรกยาวและลำใยเกิน) ภาพยนตร์สารคดีที่สัมภาษณ์ผู้ฆ่า และครอบครัวของผู้ถูกฆ่า ตัวเป็นๆ ในเหตุการร์ปราบปรามและฆ่าเพื่อหวาดล้างคอมมิวนิสต์ในประเทศอินโดนีเซีย หนังที่จะทำให้เราได้ทบทวนความเป็นมนุษย์ของเรา ว่าเราได้เผลอไผลนำชุดความเชื่อในตัวแทนของ ความดี ความรักชาติ ผู้ยึดมั่นในศาสนา ไปตัดสินฆ่าใครได้อย่างบริสุทธิ์ใจว่าอันนั้นคือสิ่งที่ถูกต้องควรทำบ้างหรือเปล่า เอาจริงมันเหมือนฉายประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยให้เราเห็นนะคล้ายๆ 6 ต.ค. แต่เป็นเวอร์ชั่นอินโด และเหตุการณ์ทางสังคมทุกวันนี้หลายๆ อันเราก็ยังมีคนที่นับถือและยกย่องตัวเองเป็นตัวแทนของความดี และความถูกต้อง ไปตัดสินยุติชีวิตทางสังคม และลมหายใจของคนอื่นให้เห็นอยู่บ่อยๆ บางครั้งอะไรแบบนี้การเป็นคนในมันไม่เห็นนะเพราะเราอยู่ในบริบทของความเชื่อ และเรื่องเล่าที่กรอกหูเราเดิมๆ จนทำให้เราเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าสิ่งนั้นๆ คือความจริงสูงสุด เราต้องต่อสู้เพื่อมัน!! ดังนั้นเราว่าจำเป็นมากที่เราจะต้องออกมายืนเป็นคนนอกมองดูตัวเองและสถานการณ์ภายในที่เกิดขึ้น ไปรับรู้เรื่องราวของที่อื่นเพื่อเทียบเคียงกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นในบ้านเรา เปิดใจฟังเรื่องเล่าใหม่ๆ เพื่อจะได้เท่าทันไม่ให้เป็นเหยื่ออารมณ์ของตนเองและเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร ‪#‎ไปดูเถอะ‬ ไปเสพความน่ากลัวของมนุษย์ ไปเสพความน่ากลัวของตำราประวัติศาสตร์ ไปตั้งคำถามถึงสถานการณ์ในบ้านเรา และความคิดของเรา ไปดูเพื่อคิดต่อ ถึงมันจะอึดอัด ฟึดฟัดเวลาดู แต่มันดีเวลาจบ

บอง ออง แขมร์

บอง ออง แขมร์
โดย Bongtao


หนังสือพาเราไปรู้จักกับกัมพูชาอย่างเพื่อนที่อยู่ข้างบ้าน แต่ไม่เคยคุยกันมาก่อน แล้วอยู่ดีๆ ต้องโดนบังคับให้มาอยู่บ้านเดียวกันอ่ะ จากที่ไม่เคยคุยก็ต้องคุย จากที่คิดว่าจะไม่รู้จักก็ต้องมาทำความรู้จักกัน มันเลยทำให้หนังสือเล่มนี้มีอะไรเมาะๆ แมะๆ ที่ผู้เขียนได้พบเจอระหว่างทำงานที่พนมเปญให้คนอ่านอย่างเราเพลินและสนุกตามไปด้วย สิ่งที่เราชอบที่สุดในเล่มนี้คือสำนวนการเขียนของบองเต่าที่มีจริตเวเนแฝงเร้นอยู่มากๆ อ่านไปขำไป บางคำนี่คิดได้คิดไงอ่ะ
ขอบคุณน้อง Chatt Up สำหรับของขวัญรับปริญญาชิ้นนี้ อ่านเล่มนี้เสร็จ ทริปพนมเปญมาแน่ๆ

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การเรียนการสอนศาสนามีไว้ทำไม?

ช่วงนี้ได้มีโอกาสมาช่วนสอนเมาะๆ แมะๆ ที่โรงเรียนพ่อ ด้วยความที่ชอบเสร่อ ก็ขอดูหนังสือเด็กนู่นนี่ เพื่อย้อนวัยและอยากรู้ว่าเด็กสมัยนี้เรียนอะไรกัน หยิบหนังสือสังคมมา บังเอิญเปิดเจอหน้าพระพุทธศาสนา บั้ง!!! หงุดหงิดมาก




โรงเรียนแห่งนี้เด็กเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม มีคุณครู 4 คน พุทธ 1 คนคือพ่อของเรา ส่วนอีก 3 คนเป็นมุสลิม "เราสามารถปฏิบัติตนเป็นพุทธศาสนานิกชนที่ดีได้ดังนี้" คือหนึ่งในบทเรียนจากหนังสือสังคม และตัวอย่างข้อสอบที่ครูเอามาให้ทำในหมวดศาสนา เราจะเห็นว่ามันเรียนกันถึงตัวหลักธรรม เกี่ยวกับการสืบทอดพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นบทเรียนที่เฉพาะกลุ่ม ละเลยความแตกต่างทางความเชื่อทางศาสนา และสะท้อนว่าเราไม่ได้เคารพศาสนาอื่นอย่างที่เราพูด แม้ไม่ได้บันทึกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติลงในรัฐธรรมนูญแต่รัฐไทยต่างรับรู้และแสดงออกด้วยการบังคับมาในลักษณี้อย่างยาวนานตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก ผ่านแบบเรียน และเรื่องเล่าต่างๆ ในสังคม

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ธรรมศาสตร์มีไว้ทำไม

ช่วงนี้เสพดราม่าผลสำเร็จจากล้อการเมืองสนุกมาก ประเด็นคำถามที่ป้าๆ ถามบ่อยมากเหมือนกันคือ "ธรรมศาสตร์สอนบ้าอะไรทำไมนักศึกษาถึงได้เลวระยำตำบอนไม่รักชาติขนาดนี้" หรือคำตัดสินที่ใช้มาตราหน้าธรรมศาสตร์บ่อยมากคือ "นักศึกษาโดนล้างสมอง" "ธรรมศาสตร์ล้มเจ้า" วันนี้เราเลยมีเรื่องมาแฉธรรมศาสตร์ให้ฟัง

ขอขอบคุณรูปภาพจากCheerclub Thammasat


รู้มั้ยว่าเมื่อทุกคนได้มาเรียนที่นี่ทุกคนจะต้องเรียนวิชาบังคับมหาลัยพวก TU ทั้งหลาย สมัยเราเรียน เราจะได้เรียนพวกวิชาปรัชญาและศาสนา เกี่ยวกับแนวคิดต่างๆ ทางด้านสังคมศาสตร์ มันเป็นครั้งแรกที่เด็กที่เพิ่งจบมัธยมได้ยินเรื่องเล่าต่างๆ ที่แตกต่างจากที่เราเคยได้ยิน อาจารย์ที่นี่โยนคำถาม ที่เราไม่เคยถูกใครถาม หรือไม่มีใครกล้าถามมาก่อนให้กับเรา เราตกใจ และสั่นคลอนมาก เราช็อค บอกตรง! เราเรียนเพื่อทำความรู้จักกับนักปรัชญาและนักคิดในประวัติศาสตร์ต่างๆ ว่าเขาคิดเห็นอย่างไร ต่อชีวิต ค่านิยม ความเชื่อทางสังคมการเมืองในยุคนั้นๆ โดยไม่มีอาจารย์หรือหนังสือบอกเราว่า แนวคิดใครดีสุด อ. แค่บอกว่า ใครคิดยังไง และนักคิดกันเองโต้แย้งความคิดกันยังไง ช่วงแรกเราเรียนไม่รู้เรื่อง เรางง เพราะเราถูกสอนมาด้วยการที่มีคนบอกเราตลอดว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ทุกอย่างมันค้างเติ่ง!!!

สำหรับสายสังคมบางคณะก็จะมีวิชาบังคับนอกคณะที่เราจะต้องเรียนอีก เช่น รัฐศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ เป็นต้น เราได้เรียนเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองแบบต่างๆ ว่ามีกี่แบบ กี่ฝ่าย แต่ละฝ่ายคิดยังไง โดยไม่มีใครบอกอีกเหมือนกันว่า ฝ่ายไหน ถูกผิด เรางงอีก เอ้าแล้วอันไหนมันถึงจะถูกว่ะ? เราค้างเติ่ง!!!

อาจารย์ธรรมศาสตร์หลายคนท้าทายพวกเราด้วยการถามว่า ทำไมคุณคิดแบบนั้น? คุณเชื่อแบบนั้นจริงเหรอ? คุณคิดว่าอะไรคือความจริง? คุณคิดว่ามันคือความจริงจริงเหรอ? ทำไมคุณถึงคิดว่ามันคือความจริง? มิหนำซ้ำพวกนางยังเหิมเกริมถามว่า แล้วคุณคิดเหรอว่าที่ผมเล่าเป็นความจริง? คุณเชื่อว่ามันจริงเพราะแค่ผมบอกเหรอ? คุณคิดว่าอะไรคือความดี แล้วความดีใครสร้าง? ความดีของคุณแล้วมันเป็นความดีในการรับรู้ของคนอื่นด้วยมั้ย? มึงงงมั้ย? กูงงสิ เราถูกชวนให้ตั้งคำถามกับความดี ความเลว ความงาม ความต่างๆ นางชวนถามชวนคุยหมด 555555 ตอนนั้นนะรู้สึกว่า โอ๊ยยยย ทำไมไม่บอกกูอะไรดีไม่ดี จริงไม่จริง ความจริงมันก็ต้องมีสิ่งเดียว เค้าบอกว่าถูกก็ต้องถูกสิ ไม่ใช่เหรอ? ค้างเติ่งอีกแล้ว

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Room

อภิมหาอวย!!
Room คือความสมบูรณ์แบบที่เกิดขึ้นจากส่วนผสมเล็กๆ น้อยๆ อันพิถีพิถัน และละเมียดละไม ฉากเล็กๆ ในหนังเรื่องนี้กลับมีพลังอันยิ่งใหญ่ทีพุ่งชนปุ่มอารมณ์ของคนดูอย่างเราได้อย่างจัง พูดก็พูดเถอะ อย่าเพิ่งตายถ้ายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะใน 117 นาทีของหนังเรื่องนี้ ได้สอดแทรกความรู้ในระดับพฤติกรรมมนุษย์ สภาพแวดล้อมทางสังคม ผลกระทบทางจิตใจ และภาพใหญ่อย่างปรัชญการใช้ชีวิตที่ดีมากๆ
เราว่าความสำเร็จของหนังนอกจากจะมอบความบันเทิงให้กับคนดู และให้ความรู้ที่จบแค่ที่หนังนำเสนอแล้วนั้น การให้แง่มุมบางอย่างที่ทำให้คนดูได้นำไปคิดต่อ และต่อยอดได้คือคุณงามความดีที่คนดูอย่างเราควรสรรเสริญและกราบ และนี่คือสิ่งที่ Room ได้ฝากรอยรักไว้กับเรา


วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ข่มขืน = ประหารชีวิต เราจะเอากันอย่างนี้จริงหรือ?

ว่าด้วยเรื่องแคมเปญรณรงค์ ข่มขืน = ประหารชีวิต 
อยากให้ตามเก็บอ่านลิ้งที่แปะไว้ให้ด้วยนะ ของดีทั้งนั้น


วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

หลวงพระบาง 2015 (1)

สบายดี หลวงพระบาง
คำกล่าวทักทายภาษาลาว ที่ถูกหยิบยกมาเป็นชื่อหนังรักของหนุ่มไทย สาวลาว 
ที่ทำให้หลายคนอดไม่ได้ที่จะมาชื่นชมมนต์เสน่ห์แห่งเมืองมรดกโลกแห่งนี้ และเราเองก็เช่นเดียวกัน 
แต่คุณพระคุณเจ้ามาลาวแล้วตั้งสองครั้ง แต่เรากลับไม่เคยมาถึงหลวงพระบางเลย
ครั้งที่สามนี้เลยมุ่งหวังว่าจะมาหลวงพระบางให้ได้สักที

ขอขอบคุณสมุดบันทึกการเดินทางจากน้องมะตูม กระเป๋าเงินจากแม่ไผทำ 
และกระเป๋าสะพายจากน้องเบียร์ ของขวัญรับปริญญาเราเอง

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

The Boy in The Striped Pajamas

The Boy in The Striped Pajamas


หนังที่ทำให้เราเศร้า จุก และปวดหัวได้โดยไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด
ทุกอย่างมันคุกรุ่นคั่งค้างภายในและหดหู่ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
สิ่งที่เห็นได้ชัดและน่ากลัวที่สุดของมนุษยชาติที่หนังเรื่องนี้พยายามแสดงให้เราเห็นคือ
"การพยายามทำให้คนไม่ใช่คน 
ไม่ว่าจะด้วยการเปรียบเทียบให้คนกลายเป็นปีศาจ หรือสิ่งชั่วร้าย
สร้างภาพความเป็นคนชั่วโดยสมบูรณ์ในลักษณะที่ไม่มีอะไรดี
การผลักไสและขับเน้นถึงการเป็นสิ่งอื่น เป็นอะไรที่แปลกและต่างไปจากเรา"
ซึ่งสิ่งที่ชวนสังเวชใจมากไปกว่าหนัง คือเหตุการณ์เหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน 
เพราะเหตุการณ์กระแสสังคมกรณีโรฮิงญาครั้งนั้นยังหลอกหลอนเรา
คงดูแค่ครั้งเดียว เพราะมันเจ็บปวดจริงๆ

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

Spotlight


กราบ 1 กราบ 2 กราบ 3 ให้กับนางเลย
Spotlight ทำให้ 126 นาทีเคลื่อนผ่านไปไวอย่างน่าใจหาย
เป็นหนังอีกเรื่องที่เราเปลี่ยนท่านั่งบ่อยมาก กูตื่นเต้น มันบีบหัวใจ และลุ้น!!
มัน Based on true story หว่ะแก หนังที่สร้างจากเรื่องจริง
ที่บาทหลวงกว่า 200 คน ล่วงละเมิดทางเพศเด็กกว่า 1,000 คน
และการเพิกเฉย ละเลย ไม่ใสใจของสังคมแวดล้อมหลายฝ่าย
เราว่าถ้าเพื่อนๆ วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนและคนทำงานด้านสื่อได้ดูคงไฟลุกโชน เราเห็นคุณค่าและพลังที่แท้จริงของคำว่าสื่อมวลชนที่สามารถส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ให้สังคมและชีวิตผู้คนได้ ‪#‎กัดไม่ปล่อยที่แท้จริง‬
ในทางสังคมสงเคราะห์มีหลายอย่างที่หนังได้ฉายให้เราได้เห็น 



วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

โรตีแลนด์ มากกว่า / ยิ่งกว่า / เท่ากับ

โรตีแลนด์
มากกว่า / ยิ่งกว่า / เท่ากับ
โดย ไพโรจน์ เผ่าดี




หนังสือที่พาเราไปรู้จักกับอินเดียอย่างถึงแก่น ตอนแรกเราคิดว่ามันเป็นหนังสือนำเที่ยว แต่เอาเข้าจริงๆ นี่ก็เป็นหนังสือนำเที่ยวนะ นำให้อยากไปเที่ยวมากๆ เป็นหนังสือที่แสดงให้เห็นความละเอียดละออทางด้านมุมมองของผู้เขียนที่กระตือรือร้นที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่เห็นตรงหน้า ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างเรามากๆ

เนิร์ด - ชิ่ง - โฮม

เนิร์ด -  ชิ่ง - โฮม


โดย บัณฑิต เทียนรัตน์



หนังสือที่เล่าเรื่องราวชีวิตของผู้เขียนที่จับพลัดจับผลูไปเป็นผู้ช่วยพยาบาลดูแลคนชราในเนิร์สซิ่งโฮมที่ออสเตรเลีย นอกจากตัวผู้เขียนเองที่เราชอบมากแล้ว เพราะแอบกรี๊ดพี่แกมาตั้งแต่ the winner is Thailand พอเห็นว่าแกเขียนปุ๊บ หัวใจนี่ตุบตับอย่างรัวกลอง ยิ่งเราเองเป็นเด็กที่เรียนด้านผู้สูงอายุและสนใจเรื่องความตายอยู่ด้วย เลยอินและลึกซึ้งกับเรื่องเล่าและเนื้อหาในหนังสือเป็นพิเศษ

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...