วันนี้เราพบกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 5 ขวบ
เป็นเด็กผู้ชายที่เรียกเราว่ากะเทยแล้วหัวเราะชอบใจ
เป็นเด็กผู้ชายที่มีถ้อยคำพูดและความคิด
ที่อยากกระทำความรุนแรงกับเด็กคนอื่นๆ
เป็นเด็กผู้ชายที่ด่าคำหยาบคายเหมือนผู้ใหญ่
และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่เราเจอน้องคนนี้
สำหรับคนทำงานด้านเด็กคงรู้ดีว่านี่เป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง
วันนี้โชคดีที่มี BoomBim ChanaPa อยู่บ้านด้วยกัน
เราจึงไม่โดดเดี่ยวที่จะแทรกแทรงโดยสร้างความหนักแน่น
และสม่ำเสมอในการยืนยันถึงการกระทำที่ "ยอมรับได้" และ "ยอมรับไม่ได้"
เพื่อให้เด็กน้อยได้เรียนรู้ทีละนิด
ทุกครั้งที่เด็กอยากกระทำความรุนแรงกับคนอื่น
เราจะบอกเขาทุกครั้งว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เรา "ไม่ยอมรับ"
เราชวนเขาพูดคุยว่าถ้ามีคนอยากทำความรุนแรงกับเราเราจะชอบมั้ย
เราชวนคิดว่าจริงๆ แล้วมันมีทางออกวิธีอื่นอีกมากมาย
เรายืนยันทุกครั้งด้วยการสบตาและน้ำเสียงหนักแน่น
เมื่อเค้ากลับมาพูดสิ่งที่เราไม่อาจยอมรับได้
เมื่อเด็กทิ้งขยะลงไปใต้ถุนบ้าน เราบอกเขาว่า
การทิ้งขยะแบบนั้นเรา "ยอมรับไม่ได้"
เราได้บอกถึงผลกระทบของการทิ้งขยะลงในทะเล
และชวนเขาลงไปเก็บขยะที่เขาทิ้งด้วยกัน
เมื่อน้องเรียกเราว่ากะเทย เราบอกน้องทันทีว่าเรามีชื่อ
และเราต้องให้ความเคารพคนอื่นด้วยการเรียกชื่อ
การเรียกคนอื่นด้วยเพศ และลักษณะอื่นๆ เป็นสิ่งที่เรา "ไม่ยอมรับ"
เราชวนเขาคิดว่าถ้าเราเรียกเขาว่า "ไอ้ดำ" เขาจะชอบมั้ย
เขานิ่งคิดและพยักหน้าเบาๆ ว่าไม่ชอบ
นั่นเป็นโอกาสของเราที่จะบอกเขาว่า
คนอื่นก็ไม่ชอบที่ถูกเรียกด้วยอะไรที่เขาไม่ยินดีเหมือนกัน
เมื่อเด็กพูดคำหยาบ เราหยุดและบอกน้องว่า
สำหรับเราแล้วคำพูดนี้ไม่น่ารัก และเราไม่ยอมรับ
เราบอกว่าเราไม่อยากให้น้องพูดคำเหล่านั้นอีก
เมื่อน้องพูดอีกเราจะไม่ปล่อยผ่าน
เราหยุดนิ่งและหันไปหาเค้าด้วยความจริงจังทุกครั้ง
ในการพูดคุยกันเราใช้น้ำเสียงปกติ
เมื่อเขาเล่าเรื่องราวหรือถาม เราตอบรับ
และชวนพูดคุยเสมอด้วยท่าทียอมรับ
เรามักลงท้ายด้วยหางเสียง "ครับ" ตลอดระยะเวลาที่พูดคุย
แต่เมื่อเขาทำพฤติกรรมที่เรา "ไม่ยอมรับ"
เราจะนิ่ง และใช้น้ำเสียงจริงจังเพื่อยืนยันให้เขาเห็น
เราใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อใจ
และเสริมพลังเด็กผ่านคำชมและรับฟังเรื่องราว
ของเขาที่ถูกขีดเขียนและระบายผ่านกระดาษ
เราใช้เวลาในการทำสิ่งเดิมๆ อยู่ทั้งวัน
จนเราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทีละนิด
น้องเริ่มพูด "ครับ" ด้วยน้ำเสียงเบาๆ และเริ่มแข้มแข็งขึ้น
เมื่อเราเสริมพลังและยืนยันว่านั่นแหละคือสิ่งที่ถูกต้อง
น้องเริ่มรู้ว่าการเรียกเราด้วยคำว่ากะเทย
หรือการพูดคำหยาบคือสิ่งที่ไม่ถูกยอมรับ
น้องไม่สามารถเปลี่ยนได้ทันที
แต่เมื่อทักท้วงน้องจะนิ่งและคิดมากขึ้น
น้องเริ่มเรียกเราว่าบังกอล์ฟ เริ่มถามคำถาม
และมักเรียกเราเพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง
ก่อนกลับน้องบอกลาเรา เราทวง
"ไหนยังไม่สวัสดีครับเลย"
น้องยกมือไหว้อายๆ พร้อมพูดสวัสดีครับ
เรารู้สึกถึงชัยชนะเล็กๆ!
...................................................................
1 วันที่อยู่ด้วยกันเราอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลง
และสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กับเด็กชายคนนี้มาก
แต่น้องคนนี้กลับยืนยันสิ่งยิ่งใหญ่ที่เราเชื่อ
ว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กนั้นต้องเริ่ม
จากผู้ดูแลและคนรายรอบตัวเด็ก
การไม่เพิกเฉยและแทรกแทรงเล็กๆ
อย่างหนักแน่นสม่ำเสมอจะทำให้เด็กค่อยๆ เรียนรู้
แต่หลายครั้งผู้ใหญ่มักปล่อยผ่านและมองว่าไม่เป็นไร
ผู้ใหญ่อย่างเราๆ มักอดทนไม่พอและยอมแพ้กลางทาง
เรามักมองว่าอย่าไปสนใจ ไม่ใช่ลูกเรา
แต่เราลืมไปว่าลูกชาวบ้านวันนี้
อาจสร้างผลกระทบให้ลูกเรา
หรือลูกใครก็ได้ในวันข้างหน้า
การยืนหัวเราะชอบใจกับคำพูดและพฤติกรรมที่ไม่น่ารักของเด็ก
รวมทั้งการเพิกเฉยกับสิ่งเหล่านั้น
ล้วนกำลังบ่มเพาะผู้กระทำตัวน้อยให้เติบใหญ่
ขึ้นมาในสังคมเพื่อรอการถูกพิพากษาจากเราๆ
ในวันที่เขาทำผิดพลาดครั้งใหญ่
ซึ่งเราเองต่างมีส่วนสร้างเขาขึ้นมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เราว่ามันไม่แฟร์!
ดูภาพนี้สิ แล้วจะเห็นว่า
เราทุกคนต่างเคยไร้เดียงสาด้วยกันทั้งนั้น
