ด้านครูชี้ "หยอกล้อกันปกติ"
......................................................................
กรณีน้องเด็กผู้ชายโดนเพื่อนแกล้งและทำร้ายร่างกายที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้
นับว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เผยภาพจริงของสังคมโรงเรียนที่มีการรังแกกัน (school bullying)
เป็นเรื่องปกติและสามารถยอมรับได้มาอย่างช้านานและถูกละเลยมาโดยตลอด
โดยเฉพาะเมื่อเจอกับประโยคดังกล่าวข้างต้นของคุณครู บอกเลยว่าสถานการณ์นี้มันโคม่า
และต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
เพราะผู้ที่ต้องกระทำหน้าที่ในการสร้างสังคมที่ชัดเจนสำหรับเด็กว่าการกระทำไหน
"ยอมรับได้" และ "ยอมรับไม่ได้" กลับไม่สามารถกระทำหน้าที่นั้นได้
ซ้ำร้ายกลับยังคงเป็นแรงเสริมเร้าให้เหตุการณ์และพฤติกรรมนั้นยังคงดำเนินต่อไป
คุณครูครับ ในฐานะที่ผมเคยเป็นทั้งผู้รังแก ผู้ถูกรังแก
และคนที่พบเห็นผลของการรังแกกัน ผมมีเรื่องจะบอกครับ
รู้มั้ยครับว่าการรังแกกันในโรงเรียนมีหลายรูปแบบมาก
แต่อยากให้ทุกคนช่วยกันคิดนะครับว่านอกจากนักเรียนจะรังแกกันเองแล้ว
ใครบ้างที่รังแกนักเรียนในลักษณะแบบนี้ในโรงเรียนอีกบ้าง
- ทางวาจา เช่น การด่าว่าต่อหน้าธารกำนัล การเรียกที่ไม่ใช้ชื่อแต่เรียกด้วยลักษณะภายนอกและปมด้อยอื่นๆ หรือการใส่ยศให้ข้างหน้า เช่น "แม่พงศธร" การกระทบกระเทียบ เช่น "กลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปากเหรอจ๊ะแม่คุณ" อะไรเทือกนี้
- ทางกาย เช่น การทำร้ายร่างกายแบบต่างๆ ชกต่อย ตบ ตีอย่างที่เห็นในคลิป ลงโทษให้ยืนกลางแดด ให้วิ่งรอบสนามร้อนๆ ให้วิดพื้น ปั่นจิ้งหรีด เสมือนฝึกทหาร
- ทางสังคม เช่น การไม่รับเข้ากลุ่ม ผ่านการเมินเฉย แสแสร้งทำท่าทีขยะแขยง มองว่าด้อยกว่า ไม่นั่งใกล้
- ทางจิตใจ เช่นการปล่อยข่าวร้าย เอาของไปซ่อน มองแบบเหยียดหยาม (dirty look) การเอาป้ายไปแปะ เช่น "ผมเป็นตุ๊ด" "เตะได้ 3 ที" อะไรเทือกนี้
คุณครูครับ อยากบอกว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ในฐานะคนที่เคยเป็นนักเรียนมา
หลายสิ่งคือสิ่งที่ครูทำกับเพื่อนในห้องของเราเป็นปกติ
และครูๆ ทั้งหลายมีส่วนหล่อเลี้ยงความเลวร้ายเหล่านี้ไว้ ด้วยการเพิกเฉย
และมองว่า เป็นเรื่องปกตินี่แหละครับ มันเลวร้ายมากจริงๆ นะครับ
เพราะครูกำลังบอกเด็กๆ ของเราว่า อะไรพวกนั้นเป็นสิ่งที่ "ยอมรับได้"
และครูกำลังทำสิ่งเหล่านั้นให้พวกเราเห็นกันโดยทั่วไป
ครูรู้มั้ยครับตามข้อมูลของ ฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมของโรงเรียน New South Wale
บอกว่าตามสถิติแล้วการรังแกกันส่วนมาก (85%) จะมีคนดู และส่วนมากคนดูเหล่านี้จะไม่ทำอะไร
ซึ่งการมีคนดูที่ยั่วยุ นิ่งเฉยหรือเดินจากไป ล้วนกระตุ้นให้ผู้กระทำยิ่งทำรุนแรงขึ้น
และการที่ครูได้ยินเรื่องนี้แล้วนิ่งเฉย ครูก็เป็นเหมือนหนึ่งในคนดูที่กระตุ้นเร้าสิ่งนั้น
และเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เราจะมีเหยื่ออีกหลายราย
และจะมีผู้กระทำที่ไม่ได้ถูกแก้ไขออกไปจากรั้วโรงเรียนอีกเยอะมาก ถ้าครูยังคิดอยู่แบบนี้
ครูรู้มั้ยครับว่าการรังแกกันในโรงเรียนสร้างความเสียหาย
และบาดแผลให้เด็กๆ ของเรามากมายขนาดไหน
มันทำให้เด็กได้รับผลกระทบทางจิตใจจนไม่เป็นอันเรียน
พัฒนาการทางสังคมเด็กจะชะงักลง เด็กจะมีก้อนปมแห่งความอับอาย และความไม่มั่นใจฝังลึก
เด็กหลายคนเป็นโรคซึมเศร้า (Major Depressive Disoder)
เป็นโรคเครียดที่เป็นผลจากเหตุการณ์รุนแรงในชีวิต (PTSD)
และบางรายมีการอาการทางจิตเวชที่จนทุกวันนี้ต้องพบนักบำบัดเป็นประจำ
ต้องเผชิญกับการนอนไม่หลับ แค่ขุดเรื่องนี้ขึ้นมาก็ทำให้รู้สึกกลัว
ไหว้หล่ะครับ ผมอยากให้ครูละเอียดอ่อนกับเรื่องอะไรเหล่านี้มากขึ้น
โดยเริ่มจากการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักเรียน
เลิกการกระทำทั้งหมดข้างต้นและปรับเปลี่ยนพวกเขาด้วยวินัยเชิงบวก (Positive discipline)
เมื่อเห็นเหตุการณ์อะไรแบบนี้ อย่านิ่งเฉยนะครับ ครูต้องเข้าไปแทรกแทรง
ให้เด็กได้เรียนรู้ว่าสิ่งไหนที่รับได้ และรับไม่ได้ในการอยู่ด้วยกัน
แม้แต่เด็กผู้กระทำเองการลงโทษรุนแรงกับเขาก็ไม่ใช่ทางแก้
เด็กในวัยนี้เขาต้องได้เรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองผ่านการพุดคุยด้วยเหตุผล
และกระบวนการทำงานที่ให้เขาได้สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกและรับรู้ในผลที่เขาได้ทำลงไป
ผ่านมาตรการที่ให้เขาได้รับผิดชอบกับสิ่งที่ทำโดยไม่นำเอาความรุนแรงมาใช้ซ้ำอีก
เรียนตามตรงนะครับ จากประโยคที่ครูพูดมาผมโกรธครูมาก
แต่ก็นั่นแหละ ความคิดแบบนี้มันเป็นมรดกทางโครงสร้างวัฒนธรรมของเรา
ที่คิดว่าการกระทำความรุนแรงเป็นเรื่องปกติที่ถูกส่งต่อกันมาอย่างยาวนาน
โดยครูเองก็อาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นหนึ่งในผู้กระทำอยู่
แต่ถึงเวลาที่มรดกทางความคิดอันน่าขยะแขยงนี้จะไม่ถูกส่งต่อไปยังรุ่นต่อไป
โดยเริ่มง่ายๆ จากการที่เราไม่มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเด็ก "หยอกล้อกันปกติ"
