ผู้เขียนเองยังจำความตื่นเต้นของตนเองในช่วงของการไปสืบพยานเด็กได้อยู่ว่า มันมีทั้งความประหม่า กังวล ไม่แน่ใจว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ไม่ชัดเจนว่าต้องติดต่อประสานงานเรื่องไหนกับใคร อีกทั้งความคาดหวังต่อตนเองและจากวิชาชีพอื่น ๆ มีหลายอุปสรรคปัญหาที่เราไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าเราจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน
ในฐานะที่ช่วงหลังมานี้ผู้เขียนได้ปฏิบัติงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเน้นการสืบพยานเด็กในชั้นศาลเป็นหลัก ผู้เขียนจึงพยายามถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของตนเองที่ได้รับจากการสืบพยานเด็กในชั้นศาล ทั้งในศาลต่างจังหวัด และกรุงเทพมหานครฯ มาเพื่อแบ่งปันว่ามีแนวปฏิบัติอะไรบ้างที่เราควรทำ และถ้าเจออุปสรรคเฉพาะหน้าแล้ว เราจะต้องติดต่อใคร และทำอะไรได้บ้าง เพราะบทบาทของพวกเรานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย การสนับสนุนให้เด็ก ๆ สามารถสื่อสารเรื่องราวของพวกเขาได้ดีที่สุด รวมทั้งการเป็นผู้พิทักษ์สิทธิเด็กและเสนอแนะต่อศาลให้จัดให้มีอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้การสืบพยานเด็กนั้น ปลอดภัย สามารถลดผลกระทบ และคำนึ่งถึงผลเประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ
เตรียมพร้อมก่อนถึงวันสืบพยาน
ขึ้นทะเบียนแล้ว มีบัตรแล้ว แต่ยังไม่เคยถูกเรียก?
หลายท่านประสบปัญหาว่าขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงยุติธรรมไปนานแล้วแต่ยังไม่เคยถูกเรียกให้ไปสืบพยานเด็กสักที ทั้งในชั้นตำรวจและชั้นศาล ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ที่รายชื่อของท่านมีการตกหล่น ทางผู้เขียนมีคำแนะนำดังนี้
1. พื้นที่ต่างจังหวัด:
สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)
จะเป็นหน่วยประสานนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา
ทั้งในชั้นตำรวจและชั้นศาล ผู้เขียนแนะนำให้ทุกท่าน เดินทางหรือทำหนังสือไปยัง พมจ.
ของจังหวัดที่ท่านอยู่ เพื่อแจ้งอย่างเป็นทางการว่าท่านพร้อมปฏิบัติงาน
2. พื้นที่กรุงเทพมหานคร
- ชั้นตำรวจ: บ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพมหานคร จะเป็นหน่วยประสานในการจัดหานักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ผู้เขียนแนะนำให้ท่านแจ้งไปยังบพด.กทม. เพื่อแนะนำตัวว่าท่านอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และพร้อมปฏิบัติหน้าที่
- ชั้นศาล: กองคุ้มครองเด็กและเยาวชน (กคค.) กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) จะเป็นหน่วยประสาน ผู้เขียนแนะนำให้ท่านแจ้งไปยัง กคค.ดย. เพื่อแนะนำตัวว่าท่านอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และพร้อมปฏิบัติหน้าที่
เตรียมพร้อมก่อนถึงวันสืบพยาน
1. หน่วยงานตามที่ระบุไว้ในด้านบนจะประสานมายังท่าน
เมื่อท่านได้รับการประสานงานมาแล้ว ให้อ่านหนังสือต้นเรื่องที่มาจากศาล
อย่างละเอียดว่า คดีที่ได้นั้นเป็นคดีอะไร เด็กในคดีนั้นเป็นผู้ต้องหา
หรือเป็นพยานในคดี หรือเป็นกรณีที่พยานเป็นผู้ใหญ่
แต่โดยปกติแล้วหนังสือที่ส่งประสานมามักไม่ค่อยระบุข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมในการสืบพยาน
หรือถามปากคำเท่าใดนัก
2. ท่านควรโทรไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากอัยการเจ้าของสำนวน
โดยปกติในหนังสือเชิญให้ไปสืบพยานจะไม่ได้ระบุชื่อหรือเบอร์ติดต่ออัยการเจ้าของสำนวนเอาไว้
ท่านควรโทรไปที่ศาลตามเบอร์ท้ายหนังสือ เพื่อคุยกับเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังค์ของคดีนั้น ๆ
เพื่อขอชื่อและเบอร์อัยการเจ้าของคดีอีกต่อหนึ่ง ในขั้นนี้
หน้าบัลลังค์ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ที่นักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยาโทรมาขอเบอร์อัยการเพื่อเตรียมคดีมาก่อน
อาจะสงสัยหรือไม่สบายใจที่จะให้เบอร์อัยการ
ท่านจึงจำเป็นต้องอธิบายให้เห็นถึงความสำคัญในการติดต่ออัยการเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเด็ก
เพื่อประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมก่อนการสืบพยาน
3. เมื่อโทรหาอัยการแล้ว
ท่านควรแนะนำตนเองว่าเป็นนักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยาที่ได้รับการประสานงานให้มาร่วมสืบพยานในคดีนี้และประสงค์จะนัดคุยเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
และหารือเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมก่อนการสืบพยาน
โดยปกติแล้วข้อมูลเบื้องต้นที่จำเป็นต้องรู้ประกอบด้วย
- เพศ และอายุของเด็ก
- พัฒนาการของเด็กเป็นอย่างไร โดยเฉพาะพัฒนาการทางการเรียนรู้ ระดับสติปัญญา ความบกพร่องต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและสติปัญญา
- เด็กเป็นพยานที่เป็นผู้ถูกกระทำ หรือเป็นพยานรู้เห็นในคดีนี้
- หากเด็กเป็นพยานที่เป็นผู้ถูกกระทำ พฤติการณ์ในคดีที่เด็กถูกกระทำคืออะไร ผู้กระทำทำอะไรต่อเด็ก โดยใช้อุปกรณ์หรืออวัยวะอะไร ทำอย่างไรกับตัวเด็ก หรืออวัยวะใดของเด็ก
- หากเด็กเป็นพยานรู้เห็นในคดี เด็กมีความสัมพันธ์กับจำเลย หรือโจทก์ในคดีนี้อย่างไร
โดยส่วนใหญ่อัยการจะไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก
ในส่วนนี้ท่านอาจจะต้องสอบถามเพิ่มเติม เช่น
จากการที่อัยการได้ดูเทปบันทึกการถามปากคำโดยทีมสหวิชาชีพในชั้นสอบสวนนั้น
อัยการเห็นว่าความสามารถในการเข้าใจคำถาม หรือตอบคำถามของเด็กเป็นอย่างไรบ้าง
มีอะไรที่น่ากังวลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือไม่
หรือหากกรณีที่เด็กอยู่ภายใต้การคุ้มครองของหน่วยงานรัฐ เช่น
บ้านพักเด็กและครอบครัว หรือสถานคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
การขอเบอร์ติดต่อหน่วยงานที่ดูแลเด็ก
เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและความพร้อมของเด็กก่อนถึงวันสืบพยานจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเตรียมความพร้อมของท่าน
สิ่งที่ต้องนำติดตัวไปในวันสืบพยาน
- หนังสือเชิญเข้าร่วมการสืบพยานที่ท่านได้จากศาล
- บัตรป.วิตัวจริง และสำเนา
- บัตรประชาชนตัวจริง และสำเนา
- อุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อประโยชน์ในการสืบพยาน
เมื่อถึงวันสืบพยาน:
ก่อนสืบพยาน
สิ่งสำคัญคือ ท่านจะต้องไปถึงก่อนเวลานัด!!
เพราะมีหลายอย่างที่ท่านจะต้องตรวจสอบและเตรียมความพร้อม
เมื่อท่านเดินทางไปถึงให้สอบถามเจ้าหน้าที่ของศาลเพื่อไปยังห้องสืบพยานเด็ก
ในกรณีที่บางศาลมีห้องสืบพยานเด็กมากกว่า 1 ห้อง
ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่บังลังค์ที่รับผิดชอบคดีที่เรามาสืบพยานว่าจะใช้ห้องไหน
โดยสิ่งที่ท่านจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมก่อนการสืบพยานประกอบไปด้วย
1. เช็คอุปกรณ์ว่ามีครบถ้วนและใช้งานได้จริงหรือไม่
👂หูฟัง สำหรับนักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยา
ที่ได้ยินเสียงมาจากห้องพิจารณาคดีใหญ่
โดยท่านจะต้องขอให้หน้าบังลังค์ตรวจสอบว่าอุปกรณ์ใช้ได้หรือไม่ก่อนถึงเวลาสืบพยาน
ในกรณีที่เมื่อไปถึงห้องสืบพยานเด็ก และปรากฎว่าที่ศาลไม่มีหูฟังเตรียมไว้
ให้ท่านประสานงานไปยังหน้าบัลลังค์
เพื่อแจ้งขอให้จัดให้มีหูฟัง ในกรณีที่หน้าบัลลังค์ไม่เข้าใจ
และขอให้อนุโลมสืบพยานไปแบบไม่มีหูฟัง
ให้ท่านยืนยันว่าไม่สามารถทำได้
เพราะกฎหมายระบุให้การสืบพยานนั้นอัยการและทนายจะต้อง “ถามผ่าน”
นักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยา
เพื่อไม่ให้เด็กได้ยินคำถามโดยตรงจากห้องพิจารณาคดี หากไม่มีหูฟัง
เด็กจะได้ยินเสียงโดยตรงผ่านลำโพงในห้องสืบพยานเด็ก ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจ
ความเครียด และความกังวลต่อเด็ก
โดยส่วนตัวของผู้เขียน
เคยเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้หนึ่งครั้งเมื่อเริ่มสืบพยานช่วงแรก
แม้เด็กจะเป็นพยานรู้เห็นในคดีที่เพื่อนบ้านเป็นผู้เสียหาย แต่เห็นได้ชัดเจนว่า
เด็กมีความเครียดและความกังวลอย่างสูงจากการได้ยินคำถามโดยตรงจากอัยการ
และทนายฝั่งจำเลย ดังนั้น
หากไม่ได้รับความร่วมมือในการจัดหาหูฟังจากเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังค์
ให้ท่านขอพูดคุยกับศาลโดยตรงเพื่อแจ้งเรื่องดังกล่าว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้เขียนแนะนำว่าท่านควรนำหูฟังที่มีสายเสียบต่อกับอุปกรณ์ของศาลไปเป็นการส่วนตัวจะเป็นการดีที่สุด
เพราะจะได้ทั้งความสะอาด และป้องกันความผิดพลาดที่ศาลไม่มีหูฟังด้วย
🎤 ไมโครโฟน ที่ได้ยินไปยังห้องพิจารณาคดีใหญ่
นักสังคมสงเคราะห์
หรือนักจิตวิทยา อาจจะเจอสถานการณ์ที่ศาลไม่มีไมโครโฟน หรือไมโครโฟนเสีย
ซึ่งทำให้จำเป็นต้องใช้ไมโครโฟนที่ติดอยู่กับหูฟังของท่าน
หากเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ท่านจำเป็นต้องแจ้งต่อศาลว่า
ไมโครโฟนในห้องพิจารณาคดีใช้ไม่ได้ หรือไม่มี
และท่านจะขออนุญาตเป็นคนพูดทวนคำตอบของเด็กให้ศาลฟัง
เพราะท่านจำเป็นต้องเป็นผู้ใส่หูฟัง
ผู้เขียนแนะนำว่าในการทวนคำตอบของเด็กนั้นให้ใช้ภาษาที่เด็กใช้โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยน
คือเด็กตอบอย่างไรให้พูดไปเช่นนั้น โดยเริ่มต้นประโยคว่า
“เด็กตอบว่า................” เพื่อให้ศาลรู้ว่าเรากำลังทวนคำตอบของเด็ก
🗠 คำสาบานตน ตามศาสนาของเด็กและตามศาสนาของนักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยา
ในกรณีที่เด็กยังเล็ก และยังไม่สามารถอ่านหนังสือได้
ศาลมักจะอนุโลมไม่ให้เด็กต้องสาบานตน ในกรณีที่เด็กโตแล้ว
แต่ยังไม่สามารถอ่านหนังสือได้
นักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยาจะต้องเป็นผู้อ่านและให้เด็กกล่าวตาม
2. เช็คความพร้อมของสถานที่
เพื่อดูว่าห้องสืบพยานมีความเหมาะสมกับลักษณะความสูง อายุ หรือลักษณะความพิการของเด็กหรือไม่
มีอะไรในห้องที่อาจจะต้องมีปรับเปลี่ยน เช่น ที่นั่ง ระดับไมค์
เพราะการสืบพยานจะต้องใช้ระยะเวลา อย่างต่ำมักจะประมาณ 1 ชั่วโมงขึ้นไป
การจัดที่นั่ง
และระดับไมค์ที่เหมาะสมกับเด็กจะทำให้เด็กรู้สึกสบายและปลอดภัยมากขึ้นในระหว่างการสืบพยาน
3. เจอเด็กเพื่อสร้างสัมพันธภาพ ตรวจสอบความพร้อม ชี้แจงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และตั้งกติการ่วมกันกับเด็ก
ในขั้นนี้ผู้เขียนจะไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับทักษะ
และเทคนิคเพราะเชื่อว่าท่านมีสิ่งนี้อยู่แล้วจากการปฏิบัติงานและการอบรม
แต่สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือ
- การตรวจสอบความพร้อมของเด็ก โดยการพูดคุยเบื้องต้น ดูความเข้าใจของเด็กว่าเขารู้หรือไม่ว่าวันนี้เขาจะมาทำอะไร ดูว่าเด็กมีความกังวลเรื่องอะไรบ้าง ความกังวลดังกล่าวสามารถร่วมกันจัดการได้อย่างไรบ้าง และท่านเองสามารถช่วยสนับสนุนเด็กได้อย่างไรบ้าง หากกรณีที่ท่านเห็นว่าเด็กมีความเครียด และความกังวลสูง ให้ท่านปรึกษากับอัยการเพื่อแจ้งว่าเด็กอาจจะไม่มีความพร้อมมากนัก และอาจจำเป็นต้องขอต่อศาลให้เปิดเทปที่บันทึกในชั้นสอบสวนแทนคำเบิกความเด็กก่อน
- ชี้แจงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ให้ท่านให้ความสำคัญเกี่ยวกับลำดับขั้น และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของเด็ก เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าเขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพื่อให้เขาได้มีความรู้สึกว่าเขาสามารถคาดการณ์และควบคุมสภาพแวดล้อมอะไรได้บ้าง เช่น การอธิบายว่าเสียงและภาพของเขาจะถูกถ่ายทอดไปยังห้องพิจารณาคดีใหญ่ มีใครบ้างที่อยู่ในห้องพิจารณาคดีใหญ่ และเป็นคนที่จะถามคำถามกับเขาผ่านท่าน การอธิบายลำดับขั้นตอน เช่น จะมีการกล่าวคำสาบานตน การชี้ตัวจำเลย เป็นต้น
- การตั้งกติการร่วมกันกับเด็ก
- การแจ้งเด็กว่าเขาสามารถหยุดพักได้ถ้ารู้สึกเหนื่อย หรือเครียด
- หากเขาไม่สะดวกใจจะพูด เขาสามารถใช้วิธีการอื่นได้ เช่นการเขียน หรือการใช้อุปกรณ์เสริมที่ท่านเตรียมมา
- เขาสามารถใช้ภาษาที่เขาพูดได้เลย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเป็นคำสุภาพ ยืนยันกับเด็กว่าจะไม่มีใครว่าหรือตำหนิเด็ก ให้เขารู้สึกปลอดภัยเหมือนพูดกับเพื่อน ถ้าเด็กไม่กล้าพูดโดยตรงกับไมค์ สามารถพูดกับท่านได้และท่านจะเป็นคนทวนคำตอบของเด็กให้ศาลฟังเอง
- ในกรณีที่เป็นคดีเพศ หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับเนื้อตัวร่างกายของเด็ก ถ้าท่านประเมินแล้วว่าจำเป็นต้องใช้ภาพแผนภูมิร่างกาย หรือตุ๊กตากายวิภาค (ส่วนตัวผู้เขียนมักใช้แผนภูมิร่างกาย เพราะสามารถเป็นเครื่องมือในการสร้างสัมพันธภาพที่เด็กใช้วาดภาพระบายสีได้) ท่านจำเป็นต้องนำอุปกรณ์เหล่านั้นมาแนะนำกับเด็กก่อน โดยการสอบถามความเข้าใจว่าเด็กรู้จักอวัยวะแต่ละส่วน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคดีครบถ้วนหรือไม่ และเด็กเรียกอวัยวะเหล่านั้นว่าอย่างไร และพูดคุยกับเด็กว่าเขาสามารถเรียกชื่ออวัยวะเหล่านั้นตามชื่อที่เขาเรียกได้เลย หากท่านตัดสินใจจะใช้อุปกรณ์เหล่านี้ให้ท่านแจ้งอัยการให้แจ้งต่อศาลว่าจะมีการใช้อุปกรณ์นี้เพื่อช่วยให้เด็กพูดถึงอวัยวะของเด็ก และของผู้กระทำได้ดีขึ้น ท่านสามารถดาวโหลดแผนภูมิร่างกายได้ที่ ไฟล์นี้
4. ตรวจสอบกับเด็กว่าเขาต้องการให้ใครอยู่ด้วยในห้องสืบพยานบ้าง
ในบางกรณี โดยเฉพาะคดีเพศ เด็กบางคนอาจจะไม่สะดวกใจที่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลใกล้ชิดของเขาอยู่ร่วมภายในห้องสืบพยาน หรือในห้องพิจารณาคดี ในกรณีที่เด็กแจ้งความประสงค์ไม่อยากให้บุคคลเหล่านั้นอยู่ภายในห้องสืบพยานหรือห้องพิจารณาคดี ให้ท่านแจ้งกับบุคคลดังกล่าว
5. ตรวจสอบกับอัยการว่าหมายจ. หรือเอกสารพยานหลักฐานที่จะให้เด็กชี้นั้นมีอะไรบ้าง และจัดเรียงไว้อย่างไร
โดยปกติแล้วอัยการจะฝากหมายจ. ซึ่งเป็นเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีไว้ให้กับนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยา เพื่อให้เด็กชี้ หรือสอบถามจากหมายจ.นั้น ๆ หมายจ.แต่ละอันจะมีเลขท้าย เช่น จ.1 จ.2 เมื่อได้รับหมายจ. แล้วให้ท่านเปิดดูคร่าว ๆ เพื่อดูว่าได้เรียงลำดับไว้อย่างดีหรือไม่ การเรียงลำดับไว้อย่างถูกต้อง และการที่ท่านทราบว่าหมายจ.แต่ละอัน คือชื่อเอกสารอะไรบ้าง จะช่วยให้ท่านเปิดหาได้ง่ายมากขึ้นเวลาที่อัยการสอบถามและขอให้ท่านเปิดเอกสารตามหมายจ.นั้น ๆ
ในขณะที่สืบพยาน
- สังเกตอารมณ์ จิตใจ ของเด็กว่ามีความวิตก กังวล หรือมีความเครียดในระหว่างการสืบพยานหรือไม่ หากมี ให้ตรวจสอบกับเด็กว่าต้องการหยุดพัก หรือไม่ หากในกรณีที่เด็กแสดงความต้องการ หรือท่านเห็นว่าสมควรให้เด็กหยุดพัก ให้ท่านแจ้งขอต่อศาล
- ในระหว่างสืบพยาน หากท่านจะมอบอะไรให้กับเด็ก เช่น ผ้าให้เด็กห่ม หรือตุ๊กตาหรือสิ่งของเพื่อให้เด็กกอดหรือขยำ เพื่อระบายความเครียด ท่านจะต้องแจ้งเพื่อขออนุญาตจากศาลก่อนเท่านั้น เพื่อป้องกันการถูกโจมตี หรือเข้าใจผิดได้ว่าเป็นการให้ของรางวัลต่อเด็ก และควรชี้แจงต่อศาลถึงเหตุผลในการให้สิ่งของเหล่านั้นด้วย เช่น สังเกตว่าเด็กหนาว หรือสังเกตว่าเด็กรู้สึกกังวล หรือประหม่าจึงให้ตุ๊กตาหรือสิ่งของที่เด็กสามารถกอด ขยำ เพื่อคลายกังวล
- ในกรณีที่ท่านเห็นว่า ทนาย หรืออัยการ ถามคำถามที่ซ้ำซ้อน ให้ท่านแจ้งต่อศาลว่า คำถามเหล่านั้นเด็กได้ตอบไปแล้ว หรือได้ถามมาแล้วแต่เด็กไม่สามารถตอบได้ เพื่อลดความเครียดของเด็กจากการถูกถามคำถามเดิมซ้ำๆ ของเด็ก
- ในระหว่างการสืบพยาน หากปรากฎว่ามีบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี เข้ามาในห้องพิจารณาคดี เช่นนักศึกษาฝึกงาน หรือบุคคลภายนอก ให้ท่านสังเกตพฤติกรรของเด็ก และตรวจสอบกับเด็กว่า เขารู้สึกอย่างไร สะดวกใจที่จะให้บุคลเหล่านั้นฟังเรื่องราวที่เขาเล่าในห้องพิจารณาคดีหรือไม่ หากเด็กรู้สึกไม่สบายใจ หรืออึดอัด ให้ท่านแจ้งต่อศาลเพื่อขอให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ออกจากห้องพิจารณาคดี
- ในกรณีที่อัยการขอให้ท่านเปิดหมายจ.เพื่อถามเด็ก หรือใช้อุปกรณ์ เอกสารอื่นใดในขณะสืบพยาน ท่านควรโชว์เอกสารกับกล้องก่อนเสมอ เพื่อยืนยันให้ศาลและห้องพิจารณาคดีใหญ่เห็นว่าท่านได้เปิดเอกสาร หรือใช้อุปกรณ์นั้น ๆ ตามจริง
ภายหลังการสืบพยาน
- ให้นักสังคมสงเคราะห์ หรือนักจิตวิทยาร่วมตรวจสอบความถูกต้องของปากคำเด็กที่ศาลบันทึกว่าถูกต้องตามที่เด็กได้ให้ข้อเท็จจริงไว้หรือไม่ หากพบความผิดพลาดใด ๆ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่บังลังค์ให้ปรับแก้
- ภายหลังการสืบพยายแล้ว ให้มีการทบทวนความรู้สึกกับเด็ก ว่าวันนี้รู้สึกอย่างไร มีความกังวลเรื่องอะไรบ้าง เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก หากพบความกังวลอะไร นักสังคมสงเคราะห์ หรือนักจิตวิทยาควรจะแจ้งกับผู้ปกครอง หรือแนะนำวิธีการดูแลเด็กหลักจากนี้ได้
- หากนักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยา พบความน่ากังวลเกี่ยวกับ สวัสดิภาพ พฤติกรรมของเด็ก ที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ และเห็นว่าเด็กเป็นกลุ่มเด็ก ที่ควรได้รับการสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพ ควรหารือกับเด็กและผู้ปกครอง เพื่อแจ้งความจำเป็นในการส่งต่อข้อมูลเด็ก ไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อดำเนินการในการติดตาม เยี่ยมเยียน และทำงานต่อกับเด็กและครอบครัว โดยท่านควรสอบถามข้อมูลการติดต่อของเด็ก หรือผู้ปกครองที่เด็กอาศัยอยู่ สถานที่ที่เด็กอาศัยอยู่ในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ในการส่งต่อข้อมูลให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ ในการส่งต่อกรณีเหล่านี้ไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ ผู้เขียนแนะนำให้ดำเนินการเป็นหนังสือในการส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เป็นผู้ประสานติดต่อนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์มา ท่านสามารถดูตัวอย่างหนังสือได้ที่ ไฟล์ฉบับนี้
- ในกรณีที่ท่านเห็นถึงความไม่พร้อมของอุปกรณ์ในการสืบพยาน ที่เป็นอุปสรรคในการสืบพยาน และลดทอนศักยภาพเด็กในการพูดความจริง และลดทอนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อเด็ก ท่านสามารถเดินไปหน้าบังลังค์เพื่อแจ้งต่อศาลและให้คำแนะนำต่อศาลโดยตรง ว่าควรจัดให้มีอุปกรณ์ดังกล่าวในครั้งหน้า หรืออาจจะทำเป็นหนังสือให้คำแนะนำต่อศาล จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่าการทำหนังสือให้คำแนะนำต่อศาลจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเพราะศาลจะมีต้นเรื่องจากหนังสือเพื่อไปดำเนินการภายในต่อได้ ท่านสามารถตัวอย่างหนังสือได้ที่ ไฟล์ฉบับนี้
หากท่านมีข้อคำถามอื่นใดเพิ่มเติมสามารถพิมพ์ไว้ในกล่องแสดงความคิดเห็นได้เลยค่ะ
ด้วยรัก
สค.ร.อลตก
