The Letter เริ่มเล่าเรื่องราวด้วยการให้ความตายของยายเล็ก
ญาติห่างๆ ของดิวเป็นตัวนำดิวกลับไปสู่เชียงใหม่และทำให้ได้พานพบกับต้น หนุ่มนักวิจัยพันธุ์พืชที่ได้เก็บกระเป๋าสตางค์ส่งคืน ในขณะที่ดิวและเกดจำต้องลงรถทัวร์เพราะไม่มีตั๋วและได้สานสัมพันธ์รักกันในเวลาต่อมา
ความตายครั้งนี้ของยายเล็กไม่มีผลรุนแรงต่อความรู้สึกของดิว เพราะยายเล็กเป็นญาติห่างๆ
ที่ดิวไม่เคยเจอ ทำให้ดิวไม่มีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งร่วมด้วย
แค่มีในลักษณะของสายสัมพันธ์แห่งญาติที่เป็นหน้าที่ทางสังคมทางวัฒนธรรมหนึ่งที่ดิวต้องมาเคารพและจัดการศพเท่านั้น
นี่จึงเป็นบทเรียนแรกที่สะท้อนให้เราเห็นว่าความตายทุกครั้ง ไม่ได้ทำให้เกิดความสูญเสียและผลกระทบกับบุคคลทุกครั้งไป
เพราะความตายที่แสดงถึงการจากไปของบุคคลหนึ่งจะมีผลต่อความรู้สึกของอีกหนึ่งบุคคลหรือไม่นั้นมันต้องดูความเชื่อมโยงของความรู้สึกสัมพันธ์ลึกซึ้งหรือประสบการณ์ร่วมที่บุคคลนั้นเคยมีระหว่างกันมาด้วย
แต่ในทางกลับกันญาติคนเดียวที่ยายเล็กเหลือก่อนตายคือดิวซึ่งเป็นหลานสาวของพี่สาวยายเล็ก
และยายเล็กก็ได้ทิ้งมรดกเป็นบ้านหลังเล็กและไร่กระเทียมไว้ให้ สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่าความสัมพันธ์ทางเครือญาติเป็นความสัมพันธ์พิเศษอย่างหนึ่งที่แม้บุคคลจะไม่มีประสบการณ์ร่วมหรือความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันแต่ก็ทำให้คนเรานึกถึงกันและแบ่งปันบางสิ่งบางอย่างให้แก่กันได้
เหตุการณ์ต่อมาที่หนังได้สะท้อนให้เราเห็นแง่มุมของความตายคือตอนที่เกดเพื่อนสาวคนสนิทคนเดียวของดิวได้เสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรม
ถูกจัดให้เป็นการตายแบบกะทันหันตามแบบแผนการตาย
ซึ่งการตายในลักษณะนี้จะส่งผลกระทบต่อญาติเป็นเป็นอย่างมากเนื่องจากยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเผชิญหรือตั้งรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
และการให้ความหมายของการตายกะทันหันโดนประทุษร้ายว่าเป็นการตายที่ไม่ดี (โกมาตร
จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ, 2550) การจากไปของเกดครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อดิวเพราะเกดคือคนสนิทข้างกายคนเดียวที่ดิวหลงเหลืออยู่ เปรียบเสมือนที่พึ่งทางใจสุดท้าย
และมากไปกว่านั้นดิวเองก็เกิดความรู้สึกผิดคิดว่าตนเองมีส่วนที่ทำให้เกดต้องตายด้วย
โดยดิวได้พูดกับต้นว่า “เพราะดิวเอง
ดิวคิดแต่เรื่องตัวเอง ถ้าวันนั้นดิวไปกับเขา และไม่ลืมโทรศัพท์ทิ้งไว้
เกดคงไม่เป็นแบบนี้” ในเหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่นักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์จะเข้ามามีส่วนกับกรณีนี้โดยให้คำปรึกษาและใช้หลักการสะท้อนความจริงชี้ให้ดิวเห็นถึงความจริงของเหตุการณ์ในขณะนั้นว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า
ไม่สามารถควบคุมได้ และทุกคนก็ได้ทำหรือตัดสินใจไปอย่างดีที่สุดตามบริบทเวลา
และสภาพแวดล้อมตอนนั้นแล้ว เพื่อที่จะทำให้ผู้ใช้บริการเห็นภาพความจริง
ได้ละซึ่งความรู้สึกผิดและอยากกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ในอดีตทิ้งไปเสีย
แล้วเดินหน้าต่อไปสู่เป้าหมายชีวิตในอนาคต
และนอกจากนั้นเราสามารถใช้การกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการได้ระบายและสะท้อนอารมณ์ของตนออกมาเพื่อที่จะได้แบ่งเบาภาระแห่งความโศกเศร้าที่คั่งค้างภายในให้ผู้อื่นได้รับฟัง
ดังที่ รศ.ดร. สุวัจฉรา เปี่ยมญาติ
เคยให้ความรู้ในวิชาการให้การปรึกษาทางสังคมสงเคราะห์ไว้ว่า “การระบายคือการบำบัดเบื้องต้นอย่างหนึ่ง”
การสูญเสียเพื่อนสนิทที่คอยเคียงข้างกายมาตลอดเป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นร้ายแรงจนดิวไม่อาจยืดหยัดเพียงลำพังคนเดียวท่ามกลางเมืองหลวงที่วุ่นวายนี้ได้
ห้องที่เคยคับแคบเมื่ออยู่ด้วยกันสองคนกลับกลายเป็นกว้างขวางและอ้างว้างอย่างแปลกพิลึก
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ดิวตัดสินใจไปเชียงใหม่ เพราะก่อนหน้านั้นสิ่งพิเศษที่ได้เกิดขึ้นกับดิวคือการได้รู้จักและรักษาความสัมพันธ์กับต้นมาโดยตลอด
ประกอบกับการมีบ้านที่ได้รับมรดกมาจากยายเล็ก ที่ทำให้ดิวรู้สึกว่าตัวเองยังมีทางเลือกและมีที่ไปเป็นที่ยึดเหนี่ยวใหม่ของดิว
หลังจากที่ดิวลงจากรถมาก็เจอกับต้นที่เข้ามาช่วยยกกระเป๋าและมาส่งดิวที่บ้าน
ตลอดระยะเวลาที่ดิวได้มารักษาใจที่นี่ ดิวได้รับการดูแลเคียงข้างอย่างดีจากต้น
ไม่ว่าจะเป็นการต้มข้าวต้มให้เมื่อดิวป่วย ช่วยซักผ้า หรือเข้ามาปลอบประโลมในวันที่ดิวได้บอกว่า
“ดิวไม่เหลือใครแล้วแหละต้น”
และหลังจากนั้นต้นก็ได้เข้ามาเป็นคนพิเศษ เป็นความผูกพันใหม่ที่เปรียบเสมือนน้ำใสๆ รดลงบนหัวใจที่แห้งผากให้กลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง
โดยฉากสำคัญที่ต้นได้ให้กำลังใจดิวเพื่อให้ดิวสามารถเดินต่อไปได้คือ การที่ต้นได้ตอนกิ่งต้นไม้ต้นใหม่ไว้กับต้นบ๊วยเพื่อที่จะสะท้อนให้ดิวเห็นถึงความงดงามของสิ่งใหม่และการเริ่มต้นใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นดังคำพูดของต้นที่ว่า
“ไม่ว่าจะยังไงชีวิตก็จะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นเสมอ ผมก็อยากให้คุณเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน”
ในกรณีนี้ต้นเปรียบเสมือนบุคคลที่ได้เข้ามาเป็นเพื่อนช่วยลดความทุกข์โศกให้กับดิว
โดยเพื่อนสามารถช่วยให้บุคคลเผชิญหน้ากับความทุกข์โศกได้มากด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคอยอยู่เคียงข้างเสมอ
เป็นผู้ฟังการระบายความรู้สึกต่างๆ คอยส่งข้อความสั้นๆ มาปลอบใจ
ส่งของที่ระลึกมาให้ อาจเป็นหนังสือดีๆ หรือ เชิญชวนให้ไปทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน (ปิติพร
จันทรทัต ณ อยุธยา,
ไพศาล ลิ้มสถิต, แสวง บุญเฉลิมวิภาส, และ อำพล จินดาวัฒนะ, 2554) หลังจากนั้นดิวและต้นได้ช่วยกันซ่อมแซมบ้าน
หมุนเข็มนาฬิกาเริ่มต้นชีวิตใหม่
เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชนที่ตัวเองอาศัยโดยมีคนในชุมชนเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ทำให้ดิวได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและมีความสำคัญ รู้สึกและตระหนักว่าตนเองไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวอีกต่อไป แล้วความทุกข์โศกจากการสูญเสียก็ได้ค่อยๆ มลายหายลง และในที่สุดดิวและต้นก็ได้แต่งงานกันท่ามกลางความยินดีโดยมีชาวบ้านเป็นสักขีพยาน การแต่งงานครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการที่แสดงให้เห็นว่าคนทั้งสองได้แบ่งปันความรู้สึกลึกซึ้งแห่งรักร่วมกัน
จากต้นชายหนุ่มผู้ไม่มีใครข้างกายมาตลอดชีวิตเพราะพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่อายุ 10
ขวบและเติบโตมาด้วยตัวคนเดียวโดยตลอด และดิวหญิงสาวผู้ที่แม่แต่งงานใหม่และย้ายไปต่างประเทศจนต้องย้ายมาอยู่กับเพื่อนและในที่สุดเพื่อนก็เสียชีวิตลง
คนสองคนที่ต่างขาดในสิ่งที่ตนเองรัก ได้เข้ามาเติมเต็มซึ่งกันและกัน เสมือนส่วนของจิ๊กซอที่ขาดหายไปที่มาพบกันจนประสานเป็นภาพที่สวยงามและไม่สามารถแยกจากกันได้ และนั่นจึงเป็นคำตอบว่าเหตุใดความรักของดิวและต้นถึงได้ลึกซึ้งและมีความผูกพันที่เกี่ยวโยงกันในหลายปัจจัย
ดิวและต้นได้ใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกันอย่างมีความสุข
ต้นรับหน้าที่เป็นพ่อครัวหลักของบ้านโดยมีเมนูประจำตัวคือผัดฟักแม้วที่ดิวชอบมาก ในพักหลังๆ
ต้นมีอาการเป็นลมบ่อยเป็นสัญญาณไม่ดีที่ต้นเองก็ทราบดีอยู่
หนังได้สะท้อนความห่วงใยที่ต้นมีต่อดิวด้วยการถามดิวว่า “ดิวไม่ลองหัดผัดฟักแม้วเหรอ ต้นไม่อยู่จะได้ทำเองได้” และสัญญาณเตือนอันนี้ก็กลายเป็นจริงเมื่อต้นเป็นลมล้มพับจนต้องหามส่งโรงพยาบาลกะทันหัน
โดยหมอแจ้งต่อดิวว่า ตรวจพบเนื้องอกในสมองและต้นจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่เดือน
โดยการแจ้งข่าวร้ายครั้งนี้ของหมอเป็นการแจ้งแล้วเดินกลับไป
โดยไม่ได้ห่วงใยต่ออาการเบื้องหลังของผู้ที่ได้รับข่าวนั้น
จากการเข้ารับฟังการบรรยายในหัวข้อ The Role of Social Work in Palliative
Care Team ของข้าพเจ้า โดยคุณวีรมลล์ จันทรมี นักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทยได้ให้ความรู้ว่า
“เมื่อผู้ป่วยและญาติโดนบอกข่าวร้ายมันจะเหมือนโดนสายฟ้าฟาด
ถึงแม้เขาเหล่านั้นจะเตรียมตัวมาก่อนก็ตาม
การบอกข่าวร้ายจึงต้องกระทำอย่างมีศิลปะโดยแพทย์เจ้าของไข้ผู้ที่คนไข้และครอบครัวให้ความเชื่อถือและสามารถตอบคำถามได้ดีที่สุด”
(6 กุมภาพันธ์ 2557)
ในทางปฏิบัติ
Brewin
(1991 อ้างถึงใน ประสาน ต่างใจ และ
ธนพรรณ สิทธิสุนทร,
2539) พบว่าแพทย์มักจะมีวิธีบอกข่าวร้าย (breaking the bad
new) แก่ผู้ป่วย 3 วิธี คือ หนึ่งบอกตรงๆ
เหมือนไม่มีความรู้สึกร่วมทุกข์ด้วย (blunt unfelling way)
เช่น แพทย์เดินไปที่เตียงผู้ป่วยแล้วพูดกับผู้ป่วยทันทีว่า “หมอเสียใจด้วยนะครับที่ผลขั้นต้นบอกว่าเป็นมะเร็ง”
แล้วก็เดินออกจากห้องไป
แล้วก็คิดในใจว่าอย่างไรก็ตามผู้ป่วยต้องเศร้าอยู่แล้วต้องทำใจเองและตนเองไม่สามารถช่วยอะไรได้
แบบที่สอง คือ แบบที่แพทย์ให้เวลากับผู้ป่วยเป็นส่วนตัว เอาใจใส่ดูแลผู้ป่วย (concern)
แต่ตัวแพทย์เองก็รู้สึกว่าเป็นความเจ็บปวดอย่างมากที่ต้องทำหน้าที่บอกข่าวนี้กับผู้ป่วย
(kind and sad ways)
แพทย์ที่บอกด้วยวิธีนี้มักจะบอกกับผู้ป่วยด้วยท่าทีที่สิ้นหวังเศร้าสร้อย
บางทีก็เกือบจะร้องไห้ไปกับผู้ป่วยด้วย
ซึ่งท่าทีของแพทย์แบบนี้มักจะไม่สามารถให้กำลังใจกับผู้ป่วยได้
ทั้งยังอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกกังวลเกี่ยวกับข่าวที่ได้รับรู้อยู่แล้ว
เข้าใจว่าสถานการณ์แย่กว่าที่เป็นจริง เพราะตัวแพทย์ยังดูหมดหวัง
แพทย์ที่ใช้วิธีนี้มักจะบอกความจริงแก่ผู้ป่วย โดยไม่ได้ดัดแปลงให้เหมาะสมเนื่องจากตัวแพทย์เองกังวลว่าการดัดแปลงคำพูดของตนเองจะไม่เป็นการจริงใจกับผู้ป่วย
และอาจจะทำให้ผู้ป่วยมีความหวังผิดๆ ไปก็ได้ (false hope)
วิธีสุดท้าย ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมคือ
การบอกด้วยท่าทีที่เข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยตลอดจนให้ความหวังแก่ผู้ป่วย (understanding
and positive way) ซึ่งจะประกอบไปด้วยหลายๆ ส่วน
ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนพบผู้ป่วย การสื่อสารที่เหมาสม การให้กำลังใจ
การเตรียมแผนการดูแลระยะสั้นๆ ก่อนกับผู้ป่วย
ตลอดจนให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยว่าแพทย์จะไม่ทอดทิ้ง จะดูแลผู้ป่วยต่อไป
ทั้งหมดนี้ต้องให้ควบคู่ไปกับข่าวร้ายที่จะบอกไม่ควรจะเก็บไว้บอกตอนท้าย การบอกข่าวร้ายแก่ผู้ป่วยไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ผู้ป่วยเสียกำลังใจ
แต่การบอกอย่างมีวิธีการจะช่วยให้ผู้ป่วยมีความหวังในการต่อสู้ชีวิตต่อไป
แพทย์ผู้ดูแลจะคอยให้กำลังใจ และกระตุ้นความหวังในตัวผู้ป่วย (maintain
hope) โดยการเน้นส่วนที่ดีของสิ่งที่เกิดขึ้น (sincere
controlled optimism) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจต่อสู้
ช่วยให้ชีวิตของผู้ป่วยมีความหมายมากที่สุดจนถึงวันสุดท้าย ซึ่งข้าพเจ้ามีความเห็นว่าการบอกข่าวร้ายนี้แพทย์
(doctor) นักสังคมสงเคราะห์ (social worker) และทีมสหวิชาชีพ (multidisciplinary team) ในโรงพยาบาลควรตระหนักและให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างญาติกับผู้ป่วยด้วย
เพราะการเจ็บป่วยหรือการมีชีวิตของคน 1 คนนั้นมันแวดล้อมไปด้วยคนในครอบครัวรอบข้างที่มีความสัมพันธ์กันอีกหลายคน ซึ่งการสร้างการมีส่วนร่วมให้คนในครอบครัวได้รับรู้เป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างการยอมรับอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปรับตัวและในการดูแลรักษาผู้ป่วยระยะสุดท้าย
เมื่อดิวได้ทราบข่าวดิวไม่สามารถทำใจยอมรับและเก็บอารมณ์ต่อหน้าต้นได้
ดิวร้องไห้ ในขณะที่ต้นบอกให้ดิวทำใจเพราะตนอาจจะไม่หาย หรือไม่ฟื้นจากห้องผ่าตัด
ดิวต่อรองไม่ยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดิวพูดกับต้นว่า “ร่างกายของต้นไม่ใช่ของต้นคนเดียวแล้วนะ แต่มันเป็นของดิวด้วย” ในขณะที่ต้นเองก็ยังมีความกังวลอยู่อย่างมากเช่นกันซึ่งสังเกตจากประโยคที่ต้นได้บอกดิวที่ว่า
“ผมไม่อยากหลับตาไปในห้องผ่าตัดแล้วตื่นมาไม่เจอคุณ” จากประโยคข้างต้นทำให้เราเห็นว่าต้นยังไม่สามารถยอมรับได้ถ้าหากตนเองตายในตอนนี้เพราะยังไม่ได้ปลดเปลื้องภาระทางอารมณ์และปลดห่วงผูกพันในรัก
หลังจากที่ต้นผ่าตัดและได้มาพักฟื้นอยู่ที่บ้าน
ดิวคอยดูแลต้นอย่างใกล้ชิด
สิ่งที่ภาพยนตร์ได้ถ่ายทอดให้เราเห็นคือการดูแลในมิติของจิตใจ และสังคม
ไม่ว่าจะเป็นการที่ดิวพาต้นไปชมบรรยากาศข้างนอกด้วยการเข็นรถวีลแชร์
หรือการให้กำลังใจผ่านคำพูดหรือสัมผัส ส่วนของเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงานและสังคมนั้นก็ได้มาเยี่ยมเยือนต้นเช่นเดียวกัน
เพื่อนคนงานนำยามาให้ หัวหน้าก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องงาน
ซึ่งสามารถช่วยให้ต้นเบาใจไปได้บ้าง ในมิติด้านกายนั้นน่าจะเป็นมิติที่ควรเพิ่มเติมมากที่สุดในกรณีของต้น
เพราะมีอยู่หนึ่งฉากในหนังที่ต้นต้องทนทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวดที่แผลผ่าตัด
จนต้องกรีดร้องและสงบลงด้วยการโอบกอดจากดิว
นพ.โกมาตร
จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ (2550)
ได้กล่าวไว้ว่าสิ่งสำคัญของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายคือ
การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (palliative care) ที่มุ่งดูแลครอบคลุมใน
4 มิติของชีวิตดังนี้คือ
1. การดูแลทางด้านร่างกาย ให้ความสะดวกสบายลดความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด
ลดการรักษาที่ไม่จำเป็น ให้ผู้ป่วยไม่ต้องทุกข์ทรมานจากการรักษามากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยผู้ชำนาญเฉพาะทาง
ได้แก่ วิสัญญีแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ เป็นต้น
2.
การดูแลด้านภาวะจิตใจ เพื่อเยียวยาและประคับประคองจิตใจผู้ป่วย
ลดความกังวล ผ่านการให้กำลังใจและให้ความมั่นใจต่อการไม่ทอดทิ้งผู้ป่วยให้ต้องเผชิญกับสภาวะนี้เพียงลำพัง
เพราะในระยะสุดท้ายนั้นผู้ป่วยมีความกลัวในความกังวลในหลายด้าน
ไม่ว่าจะเป็นกลัวการถูกทอดทิ้งและอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ความตายเป็นสิ่งที่ทำให้ไร้คุณค่าศักดิ์ศรีที่ต้องได้รับการช่วยเหลือตลอดเวลา
ความตายเป็นการสูญเสียที่ไม่พร้อม และการไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังความตาย
โดยการดูแลภาวะจิตใจนี้สามารถทำได้โดย ครอบครัว เพื่อนฝูง ชุมชน เป็นต้น
3.
การดูแลด้านสังคม
ความเจ็บป่วยไม่เพียงส่งผลกระทบเฉพาะต่อปัจเจกบุคคลเท่านั้นแต่ยังก่อปัญหาอื่นๆ
ต่อบุคคลรอบข้างและเครือข่ายทางสังคมด้วย
โดยเฉพาะกรณีของผู้ป่วยใกล้ตายซึ่งมักก่อความเครียดให้กับสมาชิกในครอบครัวอย่างมาก
หากจัดการไม่ดีก็อาจก่อให้เกิดปัญหารุนแรงทั้งต่อผู้ป่วยและคนรอบข้าง
แต่ขณะเดียวกัน แง่มุมทางสังคมก็ส่งผลกระทบต่อตัวของผู้ป่วยใกล้ตายได้เช่นกัน
และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าการทำงานกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัวนั้นไม่มีสูตรตายตัว
แต่ต้องมีความยืดหยุ่นสูง นอกจากนี้ยังต้องยึดถือ “ครอบครัวของผู้ป่วย”
และ “เครือข่ายทางสังคม” เป็นส่วนหนึ่งของทีมในการดูแลผู้ป่วยด้วย (วีรมลล์ จันทรดี, 2548, น. 56 อ้างถึงใน โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ,
2550)
4.
การดูแลด้านจิตวิญญาณ
ซึ่งเป็นส่วนที่ลึกสุดในจิตใจของมนุษย์ และส่งผลต่อชีวิตโดยรวมของบุคคล ดังนั้น
ผู้รักษาจึงควรทราบถึงความต้องการทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยระยะสุดท้ายและตอบสนองสิ่งนั้นเพื่อเป็นการส่งผู้ป่วยให้จากไปอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นถึงการดูแลด้านสังคมในกรณีของผู้ป่วยใกล้ตายซึ่งมักก่อความเครียดให้กับสมาชิกในครอบครัวเป็นอย่างมาก
เพราะการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวหมายถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในครอบครัว
ครอบครัวจำเป็นต้องปรับตัวและปรับบทบาทเพื่อก้าวผ่านภาวะวิกฤตินี้ไปให้ได้ และการป่วยของต้นก็เช่นเดียวกันที่ส่งผลกระทบต่อดิวโดยตรง
ดิวมีความเครียดอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะทางด้านการงานที่ดิวไม่ค่อยมีเวลาจนหัวหน้าต้องโทรมาทวงงานและเป็นปากเสียงกันทางโทรศัพท์จนต้นได้ยิน
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ต้นก็เกิดความกังวลด้วยเช่นเดียวกัน ต้นพยายามที่จะบอกดิวว่าดิวต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป
ไม่อยากให้ดิวนั่งจมทุกข์อย่างไม่มีความสุข
ต้นได้บอกถึงความอึดอัดและความกลัวของการเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายคือการไม่รู้วันตายของตนเอง
ต้นบอกว่า “ไม่กล้าที่จะหลับตา เพราะกลัวจะไม่ได้ตื่น ถ้ากำหนดได้ก็คงดี
มันจะได้ไม่ทรมานแบบนี้
แต่ถ้ากำหนดได้ผมอยากให้ทุกวันที่เหลืออยู่ดิวได้มีชีวิตชีวาเป็นดิวคนเดิมที่ผมรัก ต้นบอกให้ดิวกลับไปกรุงเทพฯ เพื่อทำงานและดิวก็ได้ทำตามความปรารถนาของต้น
ในระหว่างที่เดินทางกลับและรถแวะพักระหว่างทางนั้นดิวก็ได้โทรหาต้นและบันทึกเสียงบอกความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจว่า
“ดิวรักต้นนะ รักยิ่งกว่าชีวิตตัวเองอีก” ซึ่งเป็นขณะเดียวที่ต้นกำลังจะอัดวีดีโอสุดท้ายเพื่อบอกลาดิว
ในขณะที่ดิวกลับกรุงเทพฯ
ต้นก็ได้ฝากฝังความต้องการของตนเองก่อนจากให้กับคนที่ไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นการฝากฝังให้นำเถ้ากระดูกของตนเองไปโปรยรอบบริเวณต้นบ๊วยของตระกูล
การฝากฝังให้นำต้นบ๊วยต้นเล็กไปปลูกลงดิน การฝากฝังให้เจ้าของร้านขายโปสการ์ดทยอยส่งจดหมายให้ดิว เป็นต้น
ซึ่งถือเป็นการปลดเปลื้องภาระทางจิตใจและได้กระทำสิ่งที่ค้างคาใจอันเป็นปัจจัยสำคัญในการตายดี
ในหนังสือ ก่อนวันผลัดใบหนังสือแสดงเจตนาการจากไปในวาระสุดท้าย (ปิติพร
จันทรทัต ณ อยุธยา,
ไพศาล ลิ้มสถิต, แสวง บุญเฉลิมวิภาส, และ อำพล จินดาวัฒนะ, 2554) เป็นบรรณาธิการ
ได้กล่าวไว้ว่าเมื่อประมวลแนวคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน
อาจสรุปได้ว่าเป้าหมายในวาระสุดท้ายของชีวิตสำหรับทุกคนคือการจากไปอย่างมีคุณค่า
มีสติ สงบ สมศักดิ์ศรี การรับรู้ตัวเองว่าตัวเองมีคุณค่านำมาสู่ความสุข
และพร้อมจะจากโลกนี้ไปอย่างสงบสุข คุณค่าในชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้ายคือการกระทำภารกิจที่คั่งค้างให้จบสิ้น
การใคร่ครวญถึงสิ่งต่างๆ
ที่ได้กระทำมาในชีวิตและมองเห็นแง่มุมในด้านบวกของสิ่งเหล่านั้น
การได้รำลึกหรือฟื้นฟูความสัมพันธ์กับคนรอบตัว การทำความเข้าใจกับความหมายในชีวิต
แม้ไม่ได้กลับไปแก้ไขอดีต แต่เพียงเข้าในอย่างถ่องแท้ในความหมายของชีวิตที่แท้จริง
ก็สามารถปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาในจิตใจอย่างสมบูรณ์ และความหมายของชีวิตต้นคือการได้มีคนที่รักอยู่เคียงข้างอย่างดิว
เมื่อดิวได้กลับมาเชียงใหม่ต้นใด้ขอร้องให้ดิวอ่านจดหมายของยายเล็กให้ฟังในขณะเดียวกันกับที่ต้นค่อยๆ
หลับตาและจากไปอย่างสงบ การได้ตายใกล้ๆ กับคนที่รักและได้ฟังจดหมายแห่งรักของยายเล็กฉบับที่ต้นใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนจดหมายส่งให้ดิวในตอนป่วยระยะสุดท้ายด้วยแล้วนั้นทำให้ต้นสามารถคลายกังวล
จากไปโดยการยึดกุมความสงบของจิตใจด้วยจิตวิญญาณที่ต้นยึดถือนั่นก็คือ จิตวิญญาณแห่งรักที่ต้นมีต่อดิวและที่คนทั้งสองมีต่อกัน
โดยจิตวิญญาณนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นความเชื่อทางศาสนา แต่ลักษณะของจิตวิญญาณคือ
การแสวงหาความหมายจากตัวตนภายในของผู้ป่วย เป็นเรื่องของพลังใจ ความหวัง ความผูกพันระหว่างผู้ป่วยกับบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เกิดภาวะของความสงบสุขและความพร้อมที่จะเผชิญกับวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
(โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ, 2550)
ภายหลังจากที่ต้นเสียชีวิตลงดิวได้นำเอากระดูกของต้นไปโปรยบริเวณโดยรอบของต้นบ๊วยประจำตระกูล
และได้นำต้นบ๊วยต้นเล็กไปปลูกข้างๆ ตามคำสั่งเสียของต้น
การจากไปครั้งนี้ทำให้ดิวมีความเสียใจเป็นอย่างมากเสมือนเสี้ยวหนึ่งของตัวเองขาดหายไปถึงขนาดดื่มเหล้า แม้ต้นจะตายด้วยโรคเรื้อรังที่มีระยะเวลาแห่งการรักษาที่รู้แน่ชัด
และมีเวลาที่ดิวได้เรียนรู้ทำใจในช่วงระยะเวลาสั้นๆ
แต่การตายของบุคคลอันเป็นที่รัก มักก่อให้เกิดอากัปกริยาที่น่าเวทนาต่างๆ เช่น
อาการช็อค ไม่ยอมรับความจริง ร้องไห้คร่ำครวญ อาการสิ้นหวังเป็นต้น (ประสาน ต่างใจ
และ ธนพรรณ สิทธิสุนทร,
2539) อาจเป็นเพราะว่าความตายมีความหมายหรือถูกนิยามให้เป็นเรื่องราวของความพลัดพราก
ความสูญเสีย และเป็นการสิ้นสุดของความผูกพันที่อาจจะมีต่อเนื่องกันมาตลอดชีวิต (โกมาตร
จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ, 2550) จากกรณีตัวอย่างของดิวที่เศร้าโศกเสียใจจนต้องพึ่งเหล้านั้นก็ไม่ใช่ดิวคนเดียวที่เป็นแบบนี้หลังจากที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
ดังนั้นการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care)
จึงได้จัดให้มีการดูแลครอบคลุมถึงการดูแลความโศกเศร้า (bereavement) รวมถึงปฏิกิริยาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้ป่วยเสียชีวิต โดยการจัดให้มีทีมงานเข้าค้นหาถึงความต้องการต่างๆ
ของครอบครัวผู้ป่วย รวมถึงการให้การช่วยให้คำปรึกษาชี้แนะสำหรับช่วงเวลาโศกเศร้าหลังจากการเสียชีวิตของผู้ป่วยทันที
หรือภายในเวลาเป็นชั่วโมง หรืออาจจะเริ่มหลังจากการจัดการงานศพเรียบร้อยแล้วก็ได้
ส่วนมากอาการเหล่านี้จะคงอยู่ตั้งแต่เวลาไม่กี่เดือนหรืออาจนานเป็นสองปี
และควรกลับคืนมาสู่สภาวะปกติ ถ้าหากยาวนานกว่านี้
ควรได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษ (ปิติพร จันทรทัต ณ อยุธยา, ไพศาล ลิ้มสถิต, แสวง บุญเฉลิมวิภาส, และ อำพล จินดาวัฒนะ, 2554) เป็นบรรณาธิการ
ความสูญเสียครั้งนี้เจ็บปวดและหนักหนาสำหรับดิวมาก
ดิวจึงได้ตัดสินใจย้ายกลับกรุงเทพฯ แต่ก่อนกลับในขณะที่นั่งรถดิวได้รับจดหมายลึกลับที่เขียนถึงตนเป็นลายมือของต้น
เนื้อความข้างในบอกให้ดิวคิดถึงตัวเองบ้าง และต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้
ทำให้ดิวตัดสินใจไม่กลับกรุงเทพฯ และเลี้ยวรถกลับมาอยู่บ้านที่เชียงใหม่ ในจดหมายฉบับที่สอง
ต้นได้บอกว่า การเขียนจดหมายถึงดิวทำให้ต้นอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ต้นได้ถามดิวว่าดีขึ้นแล้วยัง อยากเห็นดิวที่มีชีวิตชีวาคนเก่าเมื่อมองลงมาต้นจะได้มีความสุข
บอกดิวว่าต้นไม่ได้จากดิวไปไหน ให้ดิวลองมองรอบตัวแล้วจะรู้ว่าต้นยังอยู่ข้างๆ
เสมอ จดหมายฉบับที่สาม
ต้นได้บอกเคล็ดลับของการทำผัดฟักแม้วไว้ให้ดิวทำกินยามคิดถึง
จดหมายฉบับที่สี่ต้นได้บอกให้ดิวดูแลตัวเองดีๆ และบอกว่าดิวคงเหงามาก
คนเราทุกคนก็ต้องผ่านเรื่องทุกข์ใจและดิวเองก็ต้องผ่านการเดินทางข้ามทะเลทรายอันแห้งแล้งนี้ให้ได้
จดหมายของต้นจะเป็นเหมือนแหล่งน้ำเล็กๆ ให้ดิวได้มีเรี่ยวแรงในการเดิน
โดยฉบับสุดท้ายที่ส่งมาเป็นวีดีโอ เพราะต้นเขียนหนังสือไม่ไหว
ภายในวีดีโอต้นได้บอกความในใจตั้งแต่วันแรกที่เจอ และคำสัญญาที่มีต่อดิว
ต้นได้ขอร้องว่า “อย่าลืมผมนะ เราจะได้กลับมาพบกันอีกในวันข้างหน้า”
จากจดหมายของต้นเราจะเห็นได้ว่าความตายไม่ได้เป็นตัวแยกหรือเป็นกรรไกรตัดขาดความสัมพันธ์ที่มีต่อเนื่องกันมาตลอดชีวิตของบุคคล
ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นบุคคลหนึ่งที่เคยผ่านการสูญเสียบุคคลอันเป็นสุดที่รักในชีวิตด้วยแล้วนั้นย่อมรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดอันแสนยิ่งใหญ่นี้ดี
เมื่อแม่ของข้าพเจ้าได้เสียชีวิตไปเมื่อข้าพเจ้าอายุ 9 ขวบ ณ ตอนนั้นสิ่งที่รู้สึกคือมันโหวงเหวงไปหมด
มันเหมือนต้นไม้ที่โดนลมพายุแล้วไม่มีไม้ค้ำ ไม่รู้ชีวิตต้องดำเนินต่อไปทางไหน
แต่ระยะเวลาและไอสัมผัสความรักที่ยังคงเหลือผ่านสภาวะแวดล้อมโดยรอบไม่ว่าจะเป็นไดอารี่ที่แม่ทิ้งไว้
ไม่ว่าจะเป็นสถานที่หรือภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราสามารถระลึกถึงได้
ต่างเข้ามาเป็นยาใจและทำให้เรารู้ซึ้งและรู้สึกได้ว่า เรายังมีเขาอยู่ในทุกๆ ที่
มันยังมีสิ่งที่ทำให้เราและเขายังสามารถยึดโยงถึงกันผ่านประสบการณ์ร่วมและผ่านสิ่งเร้าต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ สถานที่ หรือบันทึกความทรงจำ และดิวก็เช่นเดียวกัน
ที่สามารถผ่านความทุกข์อันแสนสาหัสมาได้เพราะจดหมายของต้นที่ทำให้รู้ว่าแม้ร่างกายของต้นจากไปแล้วแต่ความรักความห่วงใยของต้นยังคงอยู่
สิ่งนี้ทำให้ดิวสามารถฟื้นคืนพลังกลับมาใหม่ เราจะเห็นได้ว่าในทุกครั้งที่ดิวได้รับจดหมายดิวจะมีความสุข
ดิวได้ผสานตัวเองลงไปกับจดหมาย จดหมายเปรียบเสมือนยาที่ค่อยๆ บรรเทาความโศกเศร้า
ต้นได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้กำลังใจ
ได้ทำหน้าที่ผู้ที่อยู่เคียงข้างในวันที่ต้นไม่อยู่ด้วยตัวของต้นเองผ่านจดหมาย ซึ่งการเขียนจดหมายรักส่งให้กันก็เป็นหนึ่งในความปรารถนาของต้นตั้งแต่ครั้งยังมีชีวิต
และนั่นก็คงเป็นสิ่งที่ต้นได้วางแผนไว้แล้ว
เพราะต้นเองก็คงรู้ดีว่าดิวคงไม่สามารถทนทุกข์กับความสูญเสียที่เกิดขึ้นนี้ได้เพียงลำพัง
และมากไปกว่านั้นในระหว่างที่จดหมายได้ทำหน้าที่ในการคลายความเศร้าให้กับดิวก็ได้มีสิ่งที่สุดพิเศษที่เกิดขึ้นกับดิวคือ
การมีสิ่งมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นในตัวของดิวซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากความรักอันลึกซึ้งของคนสองคน
เกิดจากการผสานและการอุทิศเสี้ยวหนึ่งของกันและกันของต้นกับดิว
ทำให้ดิวมีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตใหม่ และมีสายใยที่เชื่อมถึงกันอย่างชัดเจน
การถือกำเนิดของสิ่งใหม่ภายหลังจากการจากไปของใครบางคนในครอบครัวเป็นยาวิเศษขนานหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวหรือบ้านนั้นๆ
มีสิ่งทดแทนเข้ามาเติมเต็มให้มีชีวิตชีวามากขึ้น ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงการให้สัมภาษณ์ของคุณรอง
เค้ามูลดี ในรายการวูดดี้เกิดมาคุย ทางช่องโมเดิร์นไนท์ทีวีออกกากาศเมื่อวันที่ 10
พฤศจิกายน 2556 ที่อาจารย์เคยเปิดให้ดูเกี่ยวกับการมีหลานสาวตัวน้อยๆ
เป็นสมาชิกใหม่ในบ้านว่า “ต้องบอกว่าเค้าเป็นฟืนอย่างดีที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างของเราที่กำลังจะดับ
มันปะทุออกมาใหม่ พอเวลาเหนื่อยกลับมาท้อมาพอเห็นเค้ารู้สึกเรามีความสุข
บางทีเรานอนดึกมากนะ พ่อนอนตีสองตีสามแต่เช้าต้องรีบตื่นมาเพื่อให้ทันเค้าไปโรงเรียน
หอมแก้มเค้าให้เค้าหอมแก้มตา เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว”
และสิ่งเหล่านี้เองมันย้ำชัดว่า แม้บุคคลคนหนึ่งได้ตายไปมันไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างคนเป็นและคนตายจะจบลง
เพราะชีวิตมันมีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งระหว่างสายใยความผูกพันธ์ที่ยึดโยงกันไว้เป็นอย่างมาก
ซึ่งทำให้ข้าพเจ้านึกถึงประโยคหนึ่งจากหนังสือเรื่อง Harry Potter โดย J.K. Rowling แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ในเล่มไหนที่ข้าพเจ้าอ่านแล้วสะดุดและได้บันทึกเก็บไว้เพราะมันตรงกับความรู้สึกและความเป็นจริงในใจจิตใจของข้าพเจ้าเป็นอย่างมากที่ว่า
“even though the
person who loved you is gone,will give you some protection forever” หรือข้าพเจ้าขอแปลเป็นไทยตามอารมณ์ความรู้สึกของข้าพเจ้าเองว่า “แม้บุคคลอันเป็นที่รักในชีวิตของคุณได้จากไปแต่จะมีเศษเสี้ยวหนึ่งของจิตวิญญาณภายในที่ถูกทิ้งไว้ให้หล่อเลี้ยงและคุ้มครองจิตใจคุณอยู่เสมอ”
จากการดูหนังเรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นแง่มุมของความตายที่หลากหลาย
ความตายในหนังเรื่องนี้เป็นสัญญาณและจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตใหม่
เช่นการตายของยายเล็กที่พาให้ดิวมาพบกับต้น
การตายของเกดที่ทำให้ต้นและดิวได้สานสัมพันธ์รักลึกซึ้งระหว่างกัน
และการตายครั้งยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายของต้นที่ทำให้เราเห็นถึงการยังหลงเหลืออยู่ตลอดการของความสัมพันธ์บางอย่างที่การตายไม่อาจพรากไปได้
นอกจากนั้นเรายังเห็นว่าช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเป็นช่วงนาทีทองที่สามารถทำให้บุคคลได้เรียนรู้เข้าใจความหมายของชีวิต
ช่วงเวลาอันจำกัดที่เหลือเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลได้คิดถึงความต้องการลึกซึ้งภายในจิตใจ
สามารถทำภารกิจในการปลดเปลื้องภาระที่ค้างคา และได้ทำในสิ่งที่อยากทำ อย่างต้นที่ได้ฝากฝังเรื่องราวต่างๆ
ไว้ให้กับคนข้างหลัง ได้ปลดเปลื้องภาระในการที่จะบอกรักดิว
และได้ทำภารกิจเป็นเพื่อนผู้คอยอยู่เคียงข้างผ่านจดหมาย
ผ่านการให้ความช่วยเหลือจากบุคคลรอบข้าง ซึ่งถือได้ว่าชุมชน และสังคมของต้นได้เข้ามาช่วยเหลือดูแลสนับสนุนในส่วนนี้ได้เป็นอย่างมาก
ถ้าเปรียบการตายหรือการจากไปของคนเราเป็นเสมือนพระอาทิตย์ตกดิน
ท้องฟ้าช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงที่สวยงามมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง
เป็นเวลาให้ใครหลายคนได้สัมผัสกับความงามแห่งธรรมชาติและเป้าหมายแห่งการดำรงอยู่ที่แท้จริงของชีวิต
และนั่นเป็นสัจธรรมที่ทำให้เรามีความหวังและกำลังใจ ว่าแม้วันนี้ใครคนหนึ่งจะจากไป
แต่ในวันพรุ่งนี้ท้องฟ้าจะกลับมาสวยงามสดใสสูงสุดอีกครั้ง
วันที่จะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นมากมาย วันที่จะเป็นโอกาสแห่งการเริ่มต้น
และดำรงชีวิตใหม่จากบทเรียนของเมื่อวาน และ The Letter จดหมายรัก
ฉบับนี้ก็ได้สื่อสารและสะท้อนแง่มุมของความตายออกมาได้อย่างลึกซึ้งสวยงาม
เอกสารประกอบ
หนังสือ
โกมาตร จึงเสถียรทรัพท์, ชาติชาย
มุกสง, นงลักษณ์ ตรงศีลสัตย์, นภนาท อนุพงศ์พัฒน์, ประชาธิป กะทา, ราตรี
ประดับแก้ว, และคนอื่นๆ. (2550). วัฒนธรรม ความตาย กับวาระสุดท้ายของชีวิต คู่มือเรียนรู้มิติสังคม ของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
(พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: หนังสือดีวัน.
ประสาน ต่างใจ, และ ธนพรรณ สิทธิสุนทร
(บรรณาธิการ). (2539). มุมมองเรื่องความตายและภาวะใกล้ตาย. กรุงเทพฯ: คบไฟ.
ปิติพร จันทรทัต ณ อยุธยา, ไพศาล ลิ้มสถิต,
แสวง บุญเฉลิมวิภาส, และ อำพล จินดาวัฒนะ (บรรณาธิการ). (2554). ก่อนวันผลัดใบ หนังสือแสดงเจตนาการจากไปในวาระสุดท้าย (พิมพ์ครั้งที่
4). กรุงเทพฯ: ทีคิวพี.
วีรมลล์ จันทรดี. (2548). การประเมินปัญหาและความต้องการทางด้านสังคม. ใน ประเสริฐ เลิศสงวนสินชัย,
อิศรางค์ นุชประยูร, พรเลิศ ฉัตรแก้ว, และฉันชาย สิทธิพันธุ์ (บรรณาธิการ). การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย.
กรุงเทพฯ: คณะกรมการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.