วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เยือน "นครวัด" ก่อนตาย: นั่งรถทัวร์ 8 ชม. กับการสัมผัสสถาปัตยกรรมที่คนทั่วโลกอยากมาดู

"See Angkor Wat and die
See Bagan and live"
ประโยคผีเปรต ของ อาโนล ทอยบี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่ส่งอิทธิพลให้คนทั่วโลก
โดยเฉพาะยุโรป และ อเมริกา ต้องข้ามน้ำข้ามทะเล ยอมเสียเงินเก็บมาท่องเที่ยวกันเป็นแรมเดือน เพื่อสัมผัสความสวยงามยิ่งใหญ่ของทั้งสองสิ่ง เอาว่าชาตินี้ให้ได้เห็นกับตา
หลังจากได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมพุกาม (Bagan)  และพิสูจน์แล้วว่ามันสมคำร่ำรือและไม่เกินเหตุเลยกับประโยคข้างต้น พอกลับมาจากเมียนมาร์ ก็เลยตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า กูจะต้องเป็นอมตะ ด้วยการไปดูนครวัดก่อนตายให้ได้ ทริปนี้เลยจับพลัดจับผลูพาขึ้นกับอีวิวสองคน ด้วยว่านางเคยบอกว่าถ้าจะไปนครวัดให้ชวนด้วย ครั้งนี้ก็เลยมีเพื่อนร่วมเดินทางด้วยกัน

นครวัดสุดยอดแห่งปราสาทขอม

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์7: นั่งรถไฟกลับย่างกุ้ง และตอนจบของการเดินทาง

วันนี้เราเลือกเดินทางกลับด้วยรถไฟเช่นเดิม ไม่รู้สิ อยู่ไทยเคยนั่งรถไฟครั้งเดียวแต่มาที่นี่นั่งบ่อยมาก และมีความรู้สึกชอบด้วย ซึ่งจากโรงแรมที่พักมาสถานีรถไฟก็ใช้การเดินเอาไม่ถึง 15 นาทีก็มาถึง

สถานีรถไฟมัณฑะเลย์
เมื่อเราเข้ามาซื้อตั๋วเรียบร้อยรถไฟจะออกช่วงเย็น เรามาบ่ายเห็นเวลายังเหลือ เราเลยใช้เวลาในการเดินทอดน่องชมบรรยากาศวิถีชีวิตของชาวมัณฑะเลย์ก่อนกลับ

แด่วันสุดท้ายของการสอบ

การถกเถียงประเด็นรับ ไม่รับ ด้วยเหตุผลเป็นสิ่งที่พอจะอ่านได้
และเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจในความคิดเห็นที่แตกต่าง
แต่การเหยียดหยาม ด่าทอ ผลิตวาทกรรมรุนแรง ใส่ร้าย
และสร้างภาพประทับของการ "ไม่ใช่มนุษย์" หรือมี "ค่าน้อยกว่ามนุษย์" ทั่วไป
ให้กับ โรฮิงญา นั้นเป็นสิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุด
โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นกับคนสังคมสงเคราะห์หลายคน
ช่วงนี้มักเห็นความกระอักกระอ่วนทางจริยธรรมทางวิชาชีพ
และความคิดความเชื่อส่วนบุคคลหลายคนเกิดคำถามว่า
"ไหนเรื่องนี้ต้องคิดแบบสังคมสงเคราะห์ยังไงเหรอ"
"สิ่งที่เราเรียนขัดแย้งกับความเป็นจริง"
"ตอนนี้ขอคิดตามความเป็นจริงก่อนนะ สิ่งที่เรียนเก็บไว้ก่อน"
ซึ่งเจอหลายโพสต์ หลายสเตตัสก็เลยเกิดคำถามในใจเหมือนกันว่า

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สุขสันต์วัน IDAHOT


17 พฤษภาคมเป็นวันสากลยุติการเกลียดกลัว คนที่มีลักษณะการแสดงออกทางเพศ รสนิยมทางเพศ ที่มีความแตกต่างจากบรรทัดฐาน การนิยาม และความคาดหวังของสังคม หรือของปัจเจกชนใดก็แล้วแต่ (ยาวมากแต่ขอใช้ชื่อนี้) แต่จริงๆ มันชื่อว่า 

IDAHOT (International Day Against Homophobia, Transphobia and Biphobia) วันสากลแห่งการยุติการเกลียดกลัวการรักเพศเดียวกันและการข้าม


ซึ่งจากการที่เป็นคนที่ไม่อยากระบุเพศตัวเองและจากการเข้ารับฟังเวทีสัมนาทำเราเองก็มีสิ่งที่อยากพูดว่าด้วยเรื่อง


1. เราว่าการนิยาม และจัดคนเข้ากล่องเพศต่างๆ มันมักมากับความคาดหวัง และการที่ใครบางคนบอกว่าใครสักคนต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นั้น มันอันตรายเพราะ เมื่อใครก็ตามมีลักษณะแตกต่างจากความคาดหวังนั้นๆ คนในสังคมก็เลยเกลียดกลัว และเหยียดหยาม ในยุคที่มีเสรีภาพในการแสดงออก และมีความลื่นไหล เกี่ยวกับรสนิยม และการแสดงออกทางเพศเช่นนี้ หลายคนมองว่าเรื่องเพศมันซับซ้อน ไปกันใหญ่ เราเห็นกะเทยมีผัวทอม เราเห็นกะเทยชอบผู้หญิง แต่สำหรับเรามองว่ามันเป็นเรื่องปกติ ถ้าเราทุกคนยืนมองปรากฎการณ์นี้ด้วยสายตา ที่ไม่ยึดติดกับคำนิยามของเพศ การแสดงออกทางเพศ และความคาดหวังที่เราเคยมีและร่วมสร้างกันขึ้นมา เปลี่ยนเป็นความคิดว่า เราทุกคนสามารถแสดงตัวตนแบบไหนก็ได้ และเราทุกคนสามารถมีรสนิยม ชอบไม่ชอบใครก็ได้ และทุกอย่างก็สามารถลื่นไหลได้ตลอดเวลา

2. หลายครั้งเรามักได้ยินพ่อแม่หลายคนมัก คาดหวังตั้งแต่ยังไม่มีลูก หรือลูกอยู่ในท้องว่า "ถ้าเลูกฉันป็นผู้หญิงนะ จะส่งไปเรียนบัลเล่ย์ จะให้เรียนร้องเพลง ถ้าเป็นผู้ชาย จะให้เขาเรียนดนตรี เล่นฟุตบอลให้ติดทีมชาติไปเลย" เราจะเห็นว่า พ่อแม่ หลายคน ตัดสินใจให้ลูกเป็นอะไรตั้งแต่เขายังไม่เกิด ความคาดหวังและภาพวาดของพ่อแม่ที่มีต่อลูกเหล่านี้เริ่มถูกแต่งแต้ม และหล่อหลอมเด็กคนนั้นๆ ว่าควรเป็นแบบนั้น ต้องเป็นแบบนี้ตั้งแต่วัยเด็ก ยากมากที่พ่อแม่หลายคนจะเกิดลูกออกมาแล้วพร้อมเรียนรู้ ให้โอกาสลูกเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เพศ ความชอบ ศาสนา หรืออะไรก็แล้วแต่ พอถึงจุดหนึ่งที่ลูกหลายคนเริ่มรู้ตัวเอง อยากเป็นอย่างที่ตัวเองชอบ ทำในสิ่งที่ตนอยากทำ แต่ถ้าสิ่งนั้นขัดกับความคาดหวัง และภาพฝันที่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็น นรกในบ้านจึงเกิดขึ้นในหลายครอบครัว จึงเกิดคำถามเหมือนกันว่า เราเลี้ยงลูกเพื่อให้เขาได้ใช้ชีวิตของเขา หรือเราเลี้ยงความฝันของเราไว้ในชีวิตของใครอีกคน

3. เรามักได้ยินข้ออ้างในการไม่อนุญาตให้แต่งกายข้ามเพศในหลายๆ ครั้งว่าเป็นการไม่เหมาะสมไม่ให้เกียรติสถานที่ แต่ก็น่าแปลกใจเหมือนกันว่า เราให้คุณค่าของอิฐ หิน ดิน ทรายที่ประกอบสร้างกันเป็นอาคารสถานที่ มากกว่าการให้คุณค่าในการแสดงออกทางตัวตน และจิตวิญญาณภายในของมนุษย์

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์6: ตะลุยมัณฑะเลย์ กับบรรยากาศโคตรฟินที่สะพานไม้สักอูเบ็ง

หลังจากที่พนักงานโรงแรมนัดแนะเรื่องแชร์รถเพื่อไปทัวร์มันฑะเลย์ให้เสร็จสรรพ วันนี้เราก็เลยมีเพื่อนร่วมเที่ยวด้วยกันทั้งหมด 5 คน โดยที่แรกที่เราไปกันคือ พระมหามัยมุนี 1 ใน 5 มหาบูชาสถานของประเทศเมียนมาร์ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเราดีใจมากที่ได้มีโอกาสมาสักการะ เพราะตอนแรกเราไม่ได้รู้เลยว่าเมียนมาร์มี 5 มหาบูชาสถาน และต้องมา แต่ด้วยโชคชะตา และความบังเอิญทำให้เราได้มีโอกาสกราบไหว้ทั้ง 5 บูชาสถาน และที่สุดท้ายก็คือ ที่พระมหามัยมุนีแห่งนี้

พระมหามัยมุนี ที่สุดแห่งความงามจากยะไข่

ภายในวิหารที่ขึ้นสู่การปิดทองจะอนุญาตให้เฉพาะเพศชายเท่านั้น

ตามตำนานเนี่ยเขาเล่ากันว่าแต่เดิมพระมหามัยมุนีนี่ไม่ได้อยู่ที่มัณฑะเลย์หรอก แท้จริงอ่ะเป็นสมบัติล้ำค่าของชาวยะไข่โน่น แต่ด้วยเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องความสวยสดงดงาม และความศักดิ์สิทธิ์เลยทำให้กษัตริย์พม่าในแต่ละยุคสมัยยกทัพไปหวังจะแย่งชิงกันมานักต่อนักแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ จนมาถึงยุคพระเจ้าปดุงผู้เกรียงไกรกองทัพพม่าถึงจะทำสำเร็จได้ แกก็เลยอัญเชิญพระมหามัยมุนีมาประดิษฐานที่มัณฑะเลย์ เล่นเอาคนยะไข #ร้องไห้หนักมาก กันเลยทีเดียว คงคล้ายกับกรณีที่ไทยยกทัพไปรบกับลาวแล้วก็เชิญพระแก้วมรกตกลับมาด้วยนั้นแหละ ทุกวันนี้คนเวียงจันทน์หรือคนลาวเองก็ยังเศร้าเสียดายและยังไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


ซึ่งว่ากันว่าพระมหามัยมุนีเนี่ยเป็นพระพุทธรูปเนื้อนิ่ม คือกดลงไปแล้วจะไม่แข็ง กดแล้วบุ๋ม แต่จากการจับจริงมาแล้วบอกเลยค่ะว่าแข็ง ไม่บุ๋ม 5555 แต่อาจจะมีเนื้อสัมผัสที่ดีกว่าหน่อย เพราะที่เราเห็นเนื้อตัวท่านตะปุ่มตะป่ำอยู่นั้นเกิดจากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนค่ะ ที่ทยอยปิดทองกันมาหลายยุคหลายสมัย จนทองเต็มตัวเกาะตัวกันเป็นเนื้อใหม่ อย่างที่เราเห็นกัน

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์5: ล่องแม่น้ำอิระวดีจาก "พุกาม" สู่ "มัณฑะเลย์"

สำหรับการเดินทางสู่มันฑะเลย์ครั้งนี้เราจะไม่ใช้รถ ใช้ราอะไรทั้งนั้น แต่ครั้งนี้เราจะใช้เรือ 
เรือที่เราจะล่องแม่น้ำอิระวดี ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เลี้ยงคนเมียนมาร์ 
ซึ่งเราได้รับคำแนะนำว่า ต้องลองล่องเรือไปพุกามจากมัณฑะเลย์ให้ได้จากพี่น้อยสาวชาวเมียนมาร์ที่ดูแลเราตอนฝึกงาน มาครั้งนี้เราเลยตัวสั่นเร่าๆ จะต้องล่องเรือให้ได้ เราซื้อตั๋วเรือตั้งแต่วันแรกที่มาถึงพุกามโดยให้คนขับแท็กซี่พามาซื้อถึงที่ ซึ่งจริงๆ แล้วตามที่พักก็มีบริการขายตั๋วอะไรพวกนี้อยู่ซึ่ง สนนราคา 34 ดอลล่าร์ คือ พันกว่าบาทค่ะมึง แพงมาก แต่นี่ก็ยอม คือสนองความเสี้ยน ก็ต้องยอม
โดยเรือจะออกเวลา 5.30 เป๊ะๆ เราจะใช้เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง ล่องแม่น้ำอิระวดี ผ่านทัศนียภาพที่เห็นความเป็นอยู่สองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งจะมีอาหารเช้า และกลางวันให้บริการ

ขึ้นเรือเช้ามืด ไม่เห็นอะไรเลย

และท้องฟ้าก็ค่อยๆ สว่างขึ้น


กัปตันเมียนมาร์ (พี่ชายกัปตันอเมริกา) ที่เราจะฝากชีวิตไว้ด้วย

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...