"See Angkor Wat and die
See Bagan and live"
ประโยคผีเปรต ของ อาโนล ทอยบี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่ส่งอิทธิพลให้คนทั่วโลก
โดยเฉพาะยุโรป และ อเมริกา ต้องข้ามน้ำข้ามทะเล ยอมเสียเงินเก็บมาท่องเที่ยวกันเป็นแรมเดือน เพื่อสัมผัสความสวยงามยิ่งใหญ่ของทั้งสองสิ่ง เอาว่าชาตินี้ให้ได้เห็นกับตา
หลังจากได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมพุกาม (Bagan) และพิสูจน์แล้วว่ามันสมคำร่ำรือและไม่เกินเหตุเลยกับประโยคข้างต้น พอกลับมาจากเมียนมาร์ ก็เลยตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า กูจะต้องเป็นอมตะ ด้วยการไปดูนครวัดก่อนตายให้ได้ ทริปนี้เลยจับพลัดจับผลูพาขึ้นกับอีวิวสองคน ด้วยว่านางเคยบอกว่าถ้าจะไปนครวัดให้ชวนด้วย ครั้งนี้ก็เลยมีเพื่อนร่วมเดินทางด้วยกัน
| นครวัดสุดยอดแห่งปราสาทขอม |
| ระวิววรรฬา บิน ซาเย็ต เพื่อนสาวจาก ศิลปศาสตร์ เอกจีน ที่จะมาร่วมเดินทางในครั้งนี้ (นางยังไม่ตายนะคะ) |
โดยการเดินทางครั้งนี้เราเลือก รถบขส. ที่ยิงตรงจากกรุงเทพ - เสียมเรียบเลยค่ะ สนนราคาคนละ 750 บาทขาดตัว ซึ่งจากการตามอ่านรีวิวต่างๆ ก็จะไปได้หลายทางนะคะไม่ว่าจะนั่งรถไปลงโรงเกลือแล้วต่อไป หรือนั่งรถบ่อนไปปอยเปต แล้วต่อไป แต่เราไม่เอาค่ะ เพราะว่ารถบ่อนต้องฉีกขี้ตาตื่นแต่เช้า และคอนโดอิชั้นอยู่ใกล้หมอชิต เลยเลือกรถบขส. ซึ่งรถจะมี 2 รอบนะคะ 8 โมง กับ 9 โมง เราเลือก 9 โมงซึ่งบรรยากาศบนรถบอกเลยว่าต่างชาติทั้งหมด มีคนไทยก็คือกู อีวิว คนขับ และพนักงานบริการเท่านั้น โดยเราใช้เวลาเดินทาง 8 ชม. ซึ่งสะดวกมาก ไม่ต้องต่อรถเลย ไปถึงด่านลงปั๊มพาสปอต แล้วก็รอฝรั่งทำวีซ่า ระหว่างรอฝรั่งเราก็เดินลำไยกัน ขี้ในบ่อนที่ปอยเปตบ้างว่าไป และยิงยาวจนถึงเสียมเรียม มีอาหารให้ มีขนม น้ำส้ม น้ำเปล่าให้ พอมาถึงเสียมเรียบก็มีบริการตุ๊กๆ ฟรีส่งถึงโรงแรมอีก โอ๊ยยย ยอมใจ
| อาหารแจกบนรถ |
| บรรยากาศภายในรถ |
| ด่านพรมแดน ฝั่งไทย |
| ทางเดินไปปั๊มพาสปอร์ตก่อนออกนอกประเทศ |
| รถจอดรอเราปั๊มพาส์ปอตหน้าบ่อนเพื่อข้ามไปฝั่งกัมพูชา |
| บัตรขาเข้า - ขาออกของกัมพูชา (Arrival/ Departure Card) |
| ถึงแล้วค่าาาาาาาา กัมพูชา |
ซึ่งนครวัดเนี่ยตั้งอยู่ที่ จ. "เสียมเรียบ" (Siem Reap) คือนั่งรถต่อไปอีกจากปอยเปตประมาณ 2 ชั่วโมงเห็นจะได้ ซึ่งคนไทยจะรู้จักกันในนาม "เสียมราฐ" คืออย่างนี้ค่ะ สองชื่อนี้มีความหมายเชิงนัยยะค่ะ อีเสียมเรียบเนี่ยหมายถึง ว่าสยาม (เสียม) แพ้ (เรียบ)ในการทำการสู้รบในสมัยกรุงศรีระหว่างเขมรกับสยาม ทีนี้พี่ไทยนางไม่ยอมค่ะ นางเลยเรียกเปลี่ยนเป็น เสียมราฐ ซึ่งแปลว่าสยามชนะ น่ารักดีไม๊หล่ะค่ะ
| ตุ๊กๆ ฟรีส่งถึงโรงแรม |
ทีนี่ตุ๊กๆ นี่ฟรีก็ฟรีจริงนะคะ แต่นางก็มาในลักษณะการทำมาหากินแหละค่ะ คือนางจะถามว่าพรุ่งนี้เราไปไหนไม๊ ไปกับนางสิบลาๆๆ เราก็บอกว่าเรายังไม่แน่ใจเลย ต้องคุยกันก่อน นางก็ยกพรรณนาโวหารมาตั้งแต่นางต้องเลี้ยงลูกเมีย ที่บ้านลำบากตรากตรำ ต่างๆ นาๆ เพื่อให้เราเห็นใจ แต่เราก็ไม่ตกลงค่ะ จนนางบอกว่า โอเค งั้นคืนนี้ไปคิดนะ พรุ่งนี้ประมาณแปดโมงเช้านางจะมารอคำตอบ อีดอก พอรุ่งเช้า อีกวันนางมา แล้วเราตัดสินใจไม่ไปกับนาง นางหวีดค่ะ นางบอกว่าเราต้องจ่ายนางค่าเสียเวลา บ้านนางอยู่ไกล ต้องแหกหีตีกรรเชียงมา อ้าวววว กะเทยก็ขึ้นกันสิค่ะ ก็เถียงกัน และยืนหยัดไม่จ่าย จนนางยืนด่าเราว่า นี่ตั้งแต่ขับรถมายังไม่เคยเจอคนเปรตๆ แบบเรา นี่เป็นครั้งแรกที่เจอ ซึ่งถูกลูกสวนจากระวิววรรณฬา บินซา เย็ดไป เช่นกันว่า "นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เจอเหตุการณ์เปรตๆ แบบนี้เช่นกันค่ะ" จึงขอเตือนนะคะว่าถ้าตุ๊กๆ ตื้อ ถ้าไม่ไป ก็บอกว่าไม่ไปเลย อย่าทำสวย เกรงใจ เพราะตุ๊กๆ หาใหม่ได้ตลอด เต็มบ้านเต็มเมืองค่ะ ทุกหัวระแหงจริงๆ จนเกิดเป็นข้อสงสัยว่า "คนที่นี่ต้องไม่ทำอะไรกันเลยนอกจากเป็นตุ๊กๆ"
โดยในตลอดทริปนี้เราพักกันที่ garden village guesehouse โดยพักแบบ mixdorm เหมือนเคย โดยที่นี่มีหลายราคาให้เลือกตั้งแต่ ห้องประหยัดพัดลม ราคาคืนละ 3.5 ดอลล่าร์ ห้องพัดลม 4 ห้องแอร์ 5 ซึ่งตอนแรกเราจะเอาห้องแอร์เตียง 6 คน แต่เต็ม ก็เลยมาเอาห้องประหยัดพัดลมซึ่งมีหลายเตียงมาก จ่ายเงินไทยไป 140 เพราะตอนนั้นยังไม่ได้แลกตังค์ ขึ้นมาดูห้อง โอ้โหววววว หลายเตียงมาก เหมือนเรือนนอนผู้พยพ ชายหน้าดี มีความสุข กะเทยกรีดร้องมาก แต่ละเตียงก็จะมีปลั๊ก ไฟ พัดลม ผ่า ห่ม ผ้าขนหนู ประจำเตียงให้ มีลอคเกอร์ให้แต่ต้องหากุญแจเอง พยักงานชาวขแมร์น่ารัก และหล่อมาก ยอมใจ และมีสระว่ายน้ำให้ด้วย
ปล. ที่นี่สามารถใช้เงินดอลล่าได้เลย!!!!!
เนื่องจากเรามาถึงโรงแรมค่อนข้างเย็น หลังจากจัดแจงนู่นนี่นั่นเสร็จก็ออกกันมากินข้าว ก่อนหน้านั้นแลกตังค์ที่เคาเตอร์ได้เรท 1000 บาทไทย ได้ 29 เหรียญ คิดๆ ดูแล้วก็คือ 1 เหรียญ 35 บาทซึ่งแพงมว๊าก แต่ทำไงคะ ไม่มีทางสู้จริงๆ เพราะทริปฉุกละหุกมาก เลยไม่ได้แลกเงินใดๆ ทั้งสิ้น
แลกเงินเสร็จก็เดินต่อมากินข้าว เมนูกู 2.50$ อีวิว 3 $ ซึ่งรสชาติอาหารนี่ใกล้เคียงกับไทยเลย แต่รสจะอ่อนกว่า แต่ถือว่าอร่อยเลยทีเดียวเชียว
ปล. ที่นี่สามารถใช้เงินดอลล่าได้เลย!!!!!
เนื่องจากเรามาถึงโรงแรมค่อนข้างเย็น หลังจากจัดแจงนู่นนี่นั่นเสร็จก็ออกกันมากินข้าว ก่อนหน้านั้นแลกตังค์ที่เคาเตอร์ได้เรท 1000 บาทไทย ได้ 29 เหรียญ คิดๆ ดูแล้วก็คือ 1 เหรียญ 35 บาทซึ่งแพงมว๊าก แต่ทำไงคะ ไม่มีทางสู้จริงๆ เพราะทริปฉุกละหุกมาก เลยไม่ได้แลกเงินใดๆ ทั้งสิ้น
แลกเงินเสร็จก็เดินต่อมากินข้าว เมนูกู 2.50$ อีวิว 3 $ ซึ่งรสชาติอาหารนี่ใกล้เคียงกับไทยเลย แต่รสจะอ่อนกว่า แต่ถือว่าอร่อยเลยทีเดียวเชียว
| ราคา 3 ดอล |
อาหารขแมร์นี่ใส่ผงชูรสลืมนะคะ เป็นช้อนๆ ไม่ใช่ช้อนโต๊ะ แต่เป็นช้อนตักข้าว ใครซีเรียสเรื่องผงชูรส ก็ไปบอกพวกนางได้ว่าไม่ใส่
| ราคา 2.50 ดอล |
หลังจากนั้นเราก็เดินลัดเลาะไปตามถนน Pub Street ย่านสถานบันเทิงชื่อดังของเสียมเรียบ อารมณ์ข้าวสาร แต่คึกคัก และร้านรวงสวยงามกว่า
เราเดินๆ ไปจนถึงตลาดกลางคืน แล้ว ยังไงค่ะ อิชั้นเจอ จักรภพ เพ็ญแจค่ะ พีคมาก พีคยิ่งกว่าได้เห็นนครวัดอีก ก็เลยก็แขใส่กันไปตามระเบียบ
และที่ตลาดกลางคืนนี้เองที่เราได้พบกับมารุโก๊ะ สาวสวยจากญี่ปุ่น เราเริ่มการพูดคุยด้วยการจับหมวกสานทำมือที่วางอยู่หน้าร้านมาลองใส่
"โอ๊ยยย สวยมาก ปังมาก"
เมื่อเดินไปในร้านเราจึงได้เจอกับคนขาย
ในใจคิด "เหง้าหน้าทำไมดูฮาราจูกุจัง"
"คุณเป็นคนกัมพูชาป่ะครับ" เราถาม
"ไม่ใช่ค่ะ ฉันเป็นคนญี่ปุ่น แต่ฉันรักกัมพูชา
ฉันเลยมาอยู่ที่นี่ มาทำงานเปิดร้านขายของ
ของทุกอย่างทำเองหมด มาอยู่คนเดียว
บ้านก็อยู่แถวนี้แหละค่ะ กลับญี่ปุ่นทีก็ปีละครั้ง"
เราสงสัยเหมือนกันว่าเหตุผลใดที่ทำให้ใครคนหนึ่ง
ยอมทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง
มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศเพียงลำพัง
เราพยายามหาคำตอบจากเธอ
แต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นประโยคเดิมๆ ที่ว่า
"I love here"
หรือว่าบางครั้ง "ความรัก"
มันเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้
: alittle มารุโกะ สาวญี่ปุ่นที่หลงรักกัมพูชา
| มารุโก๊ะจัง |
ซึ่งของที่ตลาดกลางคืนนี้คือถูกมาก เยอะมาก ราคาย่อมเยาน่ารัก บอกแพงไปหน่อยต่อครึ่งๆ ยังได้เลย แม่ค้าใจดีนี่ได้เสื้อ I love Cambodia มาในราคา 2.5 ดอลล่า
หลังจากเดินลำไยกันสักพักเราก็กลับกันมาที่ Pub street เพื่อหาร้านนั่งจิบเบียร์ และอยากเต้น วับๆๆ ตอนแรกก็ไปนั่งร้าน beer battel อันนี้มานั่งเพราะเค้าบอกว่าจะมีวงคนไทยมาเล่น นั่งไปสั่งเบียร์ไป เอ้า ไม่ขึ้นเลย เลยตัดสินใจไปอีกร้าน โอ้โหววว ชื่อว่า Temple โอ้โหวววว เพลง วับๆๆๆๆ กะเทยก็เลยตีเนียนไม่ซื้อไรทั้งนั้น เต้นให้หายอยากแล้วก็กลับ หมดไปหนึ่งวัน สำหรับวันนี้
| Angkor Beer เบียร์ประจำชาติ |
เส้นทางสู่นครวัด
ในวันรุ่งขึ้นเราก็ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวจะไปนครวัดกัน หลังจากตบตีกับคนขับตุ๊กๆ แล้วเราก็เช่าจักรยานที่โรงแรมของเราปั่นไปเที่ยวนครวัด ซึ่งว่ากันว่าปั่นไปประมาณ 7 กิโลได้ สนนราคาเต็มวัน 2 ดอลล่าร์
เมื่อได้จักรยาน กะเทยก็เหมือนกินรีได้ปีกหางเช่นเคย ปั่นไปหวีดไปตลอดทาง ซึ่งเส้นทางการไปนครวัดนั้นไม่ยากค่ะ
ถามชาวบ้านร้านตลาดได้ตลอดทางด้วยคำว่า "Angkor wat" แล้วชี้ๆ เป็นอันรู้กัน แล้วก็สังเกตว่าตุ๊กๆ ที่มีผู้โดยสารต่างชาติวิ่งไปทางไหน ก็ทางนั้นแหละค่ะ เพราะร้อยทั้งร้อยคือไปนครวัด
เราปั่นมาได้สักพัก ก็เจอรถหยุด สังเกตข้างหน้าเห็นเป็นแผงกั้นเหมือนกั้นทางรถไฟบ้านเรา ซึ่งตอนแรกคิดว่าต้องใช่รถไฟแน่ๆ แต่ดูไปดูมา เป็นเตียงพยาบาลขนเด็กค่ะ โอ้โหววววว คือเซอไพรส์มาก เป็นการขนย้ายผู้ป่วยจากตึกหนึ่งไปอีกตึกหนึ่งของโรงพยาบาลเด็กค่ะ ใครมาห้ามพลาดการรับชมนะคะ เอเลเก้นมาก
เมื่อได้จักรยาน กะเทยก็เหมือนกินรีได้ปีกหางเช่นเคย ปั่นไปหวีดไปตลอดทาง ซึ่งเส้นทางการไปนครวัดนั้นไม่ยากค่ะ
ถามชาวบ้านร้านตลาดได้ตลอดทางด้วยคำว่า "Angkor wat" แล้วชี้ๆ เป็นอันรู้กัน แล้วก็สังเกตว่าตุ๊กๆ ที่มีผู้โดยสารต่างชาติวิ่งไปทางไหน ก็ทางนั้นแหละค่ะ เพราะร้อยทั้งร้อยคือไปนครวัด
เราปั่นมาได้สักพัก ก็เจอรถหยุด สังเกตข้างหน้าเห็นเป็นแผงกั้นเหมือนกั้นทางรถไฟบ้านเรา ซึ่งตอนแรกคิดว่าต้องใช่รถไฟแน่ๆ แต่ดูไปดูมา เป็นเตียงพยาบาลขนเด็กค่ะ โอ้โหววววว คือเซอไพรส์มาก เป็นการขนย้ายผู้ป่วยจากตึกหนึ่งไปอีกตึกหนึ่งของโรงพยาบาลเด็กค่ะ ใครมาห้ามพลาดการรับชมนะคะ เอเลเก้นมาก
| การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยของร.พ.เด็กเสียมเรียบ |
ซึ่งระหว่างทางปั่นไปยังนครวัดนั้นก็จะเป็นถนนสายเล็กๆ ที่มีต้นไม้ขึ้นตลอดสองข้างทาง ขนาบไปด้วยป่า ซึ่งแตกต่างจากตัวเมืองอย่างเห็นได้ชัด เหมาะแก่การปั่นจักรยาน ทำสวยมาก
ซึ่งเราปั่นกันเพลินๆ 7 กิโลก็มาถึงด่านเก็บตั๋ว ซึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันว่า "เราลืมซื้อตั๋ว" แล้วยังไงคะ เจ้าหน้าที่บอกว่าเราต้องปั่นกลับไป 4 กิโล เพื่อไปซื้อตั่ว เฮ่นโหลวววว ตอนนั้นอยากทึ้งผมตัวเองมาก แต่ทำไรไม่ได้ค่ะ กะเทยสองคนก็เลยต้องปั่นงงๆ ไปซื้อตั๋ว 1 Day ราคา 20 ดอลล่าร์ ซึ่งตั๋วนี่ก็มีตั๋ววันเดียว สามวัน เจ็ดวัน ว่าไป แล้วแต่ใครอยากดูไรมากน้อย แต่เราเอาวันเดียวพอ เพราะอยากมาให้ถึงแค่นครวัด นครธม และปราสาทตาพรหมของขุ่นแม่แองจี้ พอ!
| ทางเข้าที่จำหน่ายตั๋วเข้าชมนครวัด |
| หน้าตาบัตรเข้าชมนครวัด ที่มีหนังหน้าผู้เข้าชมด้วย (กลัว) |
หลังจากซื้อบัตรเสร็จแล้วเราก็ปั่นไปเรื่อยๆ จนมาเจอกับรถเข็นขายมาม่าผัด เราก็แวะซื้อ เพราะยังไม่ได้กินข้าวเช้ากัน ที่รถอันนี้เราก็เจอกับเณรน้อยหลายองค์กำลังสั่งมาม่ากันอย่างครึกครื้น
ในขณะที่เราสั่งอาหารเป็นภาษาอังกฤษแม่ค้าก็ทำหน้างง เราเลยปรึกษากับเพื่อนวิว ผู้ร่วมทริปด้วยภาษาไทย พร้อมกับมีเสียงแม่ค้าแทรก
"อ้าววว คนไทยหรอกเหรอ ถ้าพูดไทยนี่พี่รู้เรื่อง
เพราะพี่เคยทำงานอยู่ที่สาธุประดิษฐ์อยู่ 10 ปี "
เอ้าแล้วทำไมพี่ถึงกลับมาทำงานที่บ้านหล่ะครับ
"เราอยู่นู่น 10 ปีแล้ว มันเบื่อ
ก็เลยกลับมาบ้านดีกว่า
กลับมาขายของวันๆ นึงก็พออยู่ได้
ไม่ต้องรวย ไม่ต้องจน
ขอแค่มีความสุข กับครอบครับพอ"
แล้วแฟนพี่นี่เจอกันที่ไหนครับ เจอที่ไทยป่ะ
"ใช่เจอที่ไทย แต่ไม่เคยเจอกันนะ
คุยโทรศัพท์กันตลอด แล้วนัดเจอ
แล้วก็ชอบพอกัน ทำไงได้คนมันคู่กันแล้ว
เวลาขายของพี่ก็ทำหน้าที่ผัด แฟนพี่เค้าทอด
ช่วยๆ กัน ตอนนี้ก็มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน"
เห้ยยยยยยย มันเป็นการซื้อมาม่าผัดที่ทัชมาก
ในระหว่างรอมาม่า เราก็ได้มีโอกาสพูดคุย หยอกเอิ้นกับเณร ด้วยภาษาแขมร์อันเท่าหางอึ่ง ซึ่งเอาจริงๆ คุยกันไม่รู้เรื่องหรอก
แต่ด้วย อวัจนภาษา ด้วยอะไรด้วย มันเลยมีความรู้สึกว่าเราสื่อสารกันได้ จากการพูดคุยกับเณรทำให้เราเกิดคำถามเหมือนกันว่า ทำไมเรารู้สึกว่าเรากล้าที่จะหยอกเอิ้น กับเณรที่นี่มากกว่าเณรที่ไทย หรือความเชื่อในอะไรบางอย่างที่เรามีที่ไทย ทำไมเวลาเราออกมาข้างนอก ที่บริบทสังคมวัฒนธรรมต่างกัน มันเลยทำให้ความเชื่อบางอย่างเบาบางลง และเราสามารถเดินหลุดออกมาจากกรอบบางอย่างได้ง่ายขึ้น ซึ่งนี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งข้อดีของการเดินทางที่ทำให้เราเห็นตัวเองในบริบทของสภาพสังคมวัฒนธรรมที่ต่างออกไป และคงเหมือนกับที่เมียนมาร์ที่เราเห็นและให้คุณค่าของ "เณร" ในความเป็น "เด็ก" มากกว่าความเป็น "นักบวช" ภาพของความสดใส ความแก่นเฟี้ยว น่ารัก เลยถูกขับออกมาให้เราเห็นอย่างชัดเจน เพราะเราเลือกมองมุมนี้มากกว่า และมันก็คงไปลดความเกรงกลัว ไม่กล้าอะไรบางอย่างในตัวเราลง และนี่ก็เป็นบทเรียนว่าถ้าเราเลือกมองมุมไหน เราก็จะเห็นมุมนั่นมากกว่านั่นเอง
แต่ด้วย อวัจนภาษา ด้วยอะไรด้วย มันเลยมีความรู้สึกว่าเราสื่อสารกันได้ จากการพูดคุยกับเณรทำให้เราเกิดคำถามเหมือนกันว่า ทำไมเรารู้สึกว่าเรากล้าที่จะหยอกเอิ้น กับเณรที่นี่มากกว่าเณรที่ไทย หรือความเชื่อในอะไรบางอย่างที่เรามีที่ไทย ทำไมเวลาเราออกมาข้างนอก ที่บริบทสังคมวัฒนธรรมต่างกัน มันเลยทำให้ความเชื่อบางอย่างเบาบางลง และเราสามารถเดินหลุดออกมาจากกรอบบางอย่างได้ง่ายขึ้น ซึ่งนี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งข้อดีของการเดินทางที่ทำให้เราเห็นตัวเองในบริบทของสภาพสังคมวัฒนธรรมที่ต่างออกไป และคงเหมือนกับที่เมียนมาร์ที่เราเห็นและให้คุณค่าของ "เณร" ในความเป็น "เด็ก" มากกว่าความเป็น "นักบวช" ภาพของความสดใส ความแก่นเฟี้ยว น่ารัก เลยถูกขับออกมาให้เราเห็นอย่างชัดเจน เพราะเราเลือกมองมุมนี้มากกว่า และมันก็คงไปลดความเกรงกลัว ไม่กล้าอะไรบางอย่างในตัวเราลง และนี่ก็เป็นบทเรียนว่าถ้าเราเลือกมองมุมไหน เราก็จะเห็นมุมนั่นมากกว่านั่นเอง
หลังจากคุยไปคุยมา หัวเราะกันไปสักพักก็มีเณรองค์หนึ่งเดินมาหาเรา พร้อมกับดึงของในย่ามมาให้ แล้วพูดว่า "นุมปัง นุมปัง" แล้วยื่นมาทางเรา ทำเอาเราตั่วสั่นไปหมดทั้งตัวด้วยความอิ่มใจเราสองคนอีวิวตัวทรุด แบบ เฮ้ยยยย ทำไมเณรทำกับเราแบบนี้ คือยังไม่ถึงนครวัด แต่มันเจอจุดพีคไปแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ หลังจากกรี๊ดกร๊าด แล้วกินมาม่าสักพัก เณรองค์เดิม เดินเอาน้ำดื่มมายื่นให้สองขวด ทีนี้กะเทยลงกราบเลยค่ะ เข่าทรุดลงกับพื้น และนี่คงเป็นที่มาของคำว่าซึ้งในรสพระธรรม เย็นชื่นใจมากเลยเพคะ
| "นุมปัง" ที่เณรน้อยชักจากย่ามออกมาให้พวกเรา |
| น้ำดื่ม ที่สดชื่นที่สุดเท่าที่เคยกินมา |
หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเราเกิดความรู้สึกผิดแปลบเข้าไปในขั้วหัวใจ ภาพ และคำพูด ลดทอนเพื่อนบ้านของเราวนเข้ามาในหัว พร้อมกับคำขอโทษของเราจากใจ แทนใครหลายๆ คนที่ดูถูก ลดทอนเพื่อนบ้าน และให้คุณค่าพวกเขาไม่เท่าเรา แต่ในทางกลับกันเมื่อเรามาบ้านเมืองเค้า คนที่นี่ใจดีกับเรามาก ช่วยเหลือเราอย่างดี และมีคุณค่า ศักดิ์ศรี ไม่ต่างจากเราเลย
ถึงแล้วนครวัด
และในที่สุดเราก็ปั่นมาถึงนครวัดค่ะ เมื่อเห็นนครวัดไกลๆ กะเทยก็แบบ "ตายๆๆๆ มึงดูสิ ใหญ่โตมาก ตายแล้วตายๆๆๆ" ยิ่งพอมาถึงด้านหน้าทางเข้า มึงเอ้ยยย ครางกันไม่ได้พัก คือมันยิ่งใหญ่จริงๆ นี่ยังไม่ได้เข้าไปข้างในนะ แค่ข้างหน้า คือเห็นภาพแล้วนึกย้อนไปสมัยที่มีคนสำรวจเดินๆ มาแล้วเจอ คงตกใจน่าดู อยากรู้ว่านางคิดอะไรตอนเห็นครั้งแรก
มาสาระกันดีกว่าค่ะ
ว่ากันว่านครวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อเป็นปราสาทประจำรัชกาลและศาสนสถานฮินดูในลัทธิ "ไวษณพ" (เคารพพระนารายณ์ หรือพระรามไงจ๊ะ) ซึ่งตอนนั้นศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู แถบนี้นี่ปังมาก ด้วยเหตุนี้เองภาพสลักต่างๆ ในนครวัดจึงเป็นการอวยพระวิษณุเป็นส่วนใหญ่ และยังไงคะ มีรูปปั้นนางอัปสรากว่า 1,700 องค์ เนื่องจากเชื่อว่า ในดินแดนของพระวิษณุเนี่ยต้องมีนางอัปสรานางฟ้านางสวรรค์ เดินขวักไขว่กันให้คลั่กยังไงหล่ะคะ และที่สำคัญที่นี่ก็ถูกใช้เป็น "สุสาน" ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 อีกด้วยค่าาาา
| สะพานที่ทอดยาว ไปยังตัวปราสาทที่สร้าง ความประทับใจแรกให้กับเรา |
| บั้ง!!!! งานหน้าแน่หน้าปราสาทต้องมา ให้สมกับความเอเลเก้นของสถานที่แห่งนี้ |
| ภาพสลักหินอันสวยงาม |
| หลังจากเดินผ่านสะพานยาวมาแล้ว เราก็จะเดินขึ้นวิหารหนึ่งที่จะพาเราเข้าสู่ ทางเดินสู่ปราสาทสามง่ามอันนั้นแหละค่ะ |
ซึ่งอีกสิ่งที่สร้างความว้าวให้กับเราคือ ภาพสลักต่างๆ ในตัววัดนี่แหละค่ะ คือนึกถึงวัดพระแก้วออกไม๊คะ ที่ระเบียงคตก็จะมีภาพวาดสีสวย เรื่องรามายณะ แต่ที่นี่ไม่วาดค่ะ นางแกะสลักหิน ปังมาก ยอมใจ แล้วคืองานละเอียด งานขนตา
| อาชา ขนตางอน |
| โอ๊ยยย เป็นอีเลเฟ่น ที่ขนตา เอเลเก้นมาก |
ซึ่งตลอดการเดินชมภายในตัวปราสาทนั้น คือมีที่ให้ถ่ายรูปทำสวยเยอะแยะมาก เดินไป ก็มโนว่าตัวเองเป็นนางในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันไป
คือนางเป็นปราสาทที่ใหญ่โต โออ่า กว้างขวางมาก คิดดูว่า พระเจ้าสุริยวรมันเนี่ยอยากสร้างที่นีให้ปัง จนเกณฑ์คนแล้ว เกณฑ์คนอีก เอาหินขนผ่านมาทางแม่น้ำเสียมเรียบจากเทือกเขาพนมกุเลน แล้วใช้เวลาเกือบ 30 ปี จนชาวบ้านชาวเมืองเบือนหน้าหนี แล้วก็เท เลยทำให้อาณาจักรเสื่อมไปในที่สุด
แล้วทีนี้จุดพีคของที่นี่ก็คงเป็นการขึ้นไปชมปราสาทประธานข้างบน ตรงกลางที่ทุกคนต้องต่อแถวรับบัตร ถอดหมวก แล้วก็เดินขึ้นไปไดสูงลิบขึ้นไป ซึ่งข้างบนเราจะสามารถเห็นทิวทัศน์ความยิ่งใหญ่ของนครวัด ได้อย่างชัดเจน สวยงาม ข้างบนนี้จะมีพระประธาน และผนังโดยรอบจะมีภาพนางอัปสราอยู่เป็นจำนวนมาก
| นางไม่กลัวความสูงเลยค่ะ ดูหน้าก็รู้ |
ว่ากันว่านางอัปสรากว่า 1,700 องค์นั้นมีสีหน้า เครื่องประดับ ทรวดทรง และเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งเราพินิจพวกนางใกล้ๆ ก็แบบว่านางสวยกันจริงๆ สวยในแบบฉบับผู้หญิงขแมร์โบราณ ซึ่งผู้หญิงขแมร์หลายคนที่เราเห็นก็ยังมีโครงหน้าแบบนางอัปสราอยู่
| นางอัปสรานมเงาวับ เพราะคนแขมร์เชื่อว่าถ้าอยากได้ลูกให้มาอธิษฐานแล้วจับนมนาง |
.....................................................
มาปราสาทราชวังระดับโลกแบบนี้เราจะมาเดินเฉยๆ ก็ไม่ได้ ดังนั้นเอาเป็นว่าเราควรต้องเก็บภาพความทรงจำของเราครั้งนี้ให้อยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน แบบที่มาแล้วต้องทำ ต้องเอาให้คุ้ม
งั้นก็ขอต้อนรับทุกท่านสู่แฟชั่นเช็ต ชุด "งานนี้ต้องธมๆ" (ธม = ใหญ่) ได้เลยค่าาาา
นครธม มหานครแห่งขอม และมนต์เสน่ห์แห่งรอยยิ้มบายน
นครธม อีกหนึ่งมหานครแห่งขอมโบราณที่ไม่ใช่แห่งเดียวกับนครวัด แต่อยู่ใกล้ๆ กัน (จริงๆ ก็ไม่ใกล้หรอก ปั่นนานอยู่) มหานครแห่งนี้สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ความหมายตามชื่อเลยคือ มหานครอันยิ่งใหญ่ (ธม = ใหญ่ในภาษาขแมร์) คือก่อนเข้าในเมืองก็จะมีสะพานข้ามคูน้ำ ที่มีรูปปั้นอสูรกับเทวดากำลังยุดนาคในพิธีกวนเกษียณสมุทร และซุ้มประตูเมืองที่มีรูปสลักรอยยิ้มหน้าคนอยู่ทั้ง 4 ทิศ พอเราเห็นแล้วแบบ ว้าว อ่ะ คือให้อารมณ์เรากำลังเข้าไปในเมืองโบราณจริงๆ แอบนึกในใจ แล้วถ้าเข้าไปแล้วกูหลุดไปอีกโลกแล้วไม่ได้กลับมาหล่ะ จะทำไงน้าาาา ซึ่งพื้นที่ของนครธมนั้นมีขนาดใหญ่กว่านครวัดถึง 4 เท่า การโถมสร้างปราสาทเป็นจำนวนมากในพื้นที่นครธมทำให้คนเบื่อยหน่ายและเท จนหมดศรัทธาต่อระบอบกษัตริย์ อีกเช่นเคย
ซุ้มประตูโบราณกับพาหนะสมัยใหม่ ความแตกต่างแห่งยุคสมัยอันสวยงาม
| ริมฝั่งแม่น้ำคูเมือง |
| ภาพสลักใบหน้าคนทั้ง 4 ทิศบริเวณประตูทางเข้าพระนคร |
เอี๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยด..
เสียงเบรกจักรยานดังขึ้น เมื่อเข้ามาถึงวัดบายน
ระหว่างเตรียมของกำลังขึ้นไปเยี่ยมชมตัววัด
ดันไปได้ยินสำเนียงเสียงคำจีนขึ้นข้างๆ ด้วยความเป็นมิตร(ฉาชีพ)
จึงทักทายไป แต่หาได้รู้ไม่ว่าคำทักทายครั้งนั้น
กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจอันมหาศาล
"เราขี่จักรยานมาสี่เดือนแล้ว ปั่นมาจากจีน
เรื่อยมาจนเวียดนาม ลาว ไทย นี่ก็ลองมาดูเขมรหน่อย
ถ้าจะให้นับก็ราวๆ 3,000 กว่ากิโลแล้วที่ปั่นมา"
"เราเรียนมาด้วยกันตอนมัธยม พอจบมหาลัยก็เครียดมาก
เลยคุยกันว่า เฮ้ยยย เราจะใช้ชีวิตแบบเครียดๆ อย่างนี้ทำไมว่ะ
เลยตัดสินใจปั่นจักรยานออกมา
เพราะถ้าไม่ออกมาดูโลกตอนนี้ ไม่รู้ตอนไหนจะได้ดู"
"ยังไม่รู้จะหยุดตอนไหน
จริงๆไม่รู้จะหยุดปั่นไหมด้วยซ้ำ"
ผิวหนังบริเวณแขนที่เปลี่ยนสีเพราะแดดกล้า
ก็ไม่อาจทำลายความมุ่งมั่นตั้งใจของพวกเขาได้
สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดี สำหรับคนท้อแล้วอยากถอยทุกคน
ยังย้ำให้เห็นว่า ท้อเถอะ แต่ห้ามถอย
สื่อสารและถ่ายทอดโดย ระวิววรรณฬา บิน ซาเย็ต
| สองหนุ่มนักปั่นจากจีน |
สำหรับการมาเยือยนครธมครั้งนี้สิ่งที่คาดหวังจะได้เจอคือ "รอยยิ้มแห่งบายน" แห่งปราสาทบายน ที่ว่ากันว่าเป็นรอยยิ้มปริศนา มหาเสน่ห์ ซึ่งปราสาทแห่งนี้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างขึ้นเพราะเชื่อว่าพระองค์เป็นร่างอวตารของพระพุทธเจ้า สังเกตได้จากภายในปราสาทหลังกลางที่มีพระพุทธรูปปาคนาคปรก เป็นสัญลักษณ์สำคัญ เลยสร้างปราสาทไว้ คือ ชุดความคิดเดียวกับการสร้างนครวัดเลย แต่อันนั้นพระราม
ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้มียอดปราสาทกว่า 50 ยอด ที่มีใบหน้ารอยยิ้มบายนกว่า 200 หน้า และยังเป็นปริศนาอยู่ว่า พวกนางยิ้มอะไรกัน และเป็นใบหน้าของใคร ซึ่งรอยยิ้มแห่งบายนนี้ สวยงามดังคำลือ เป็นยิ้มโปรยมหาเสน่ห์ชวนคิดตามจริงๆ ว่า ยิ้มอะไรกัน ซึ่งเราว่ารอยยิ้มแบบนี้ส่งอิทธิพลต่อคนเสียมเรียบอีกด้วย เพราะจากการได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มา 2 วันสิ่งที่เราประทับใจอย่างมากตั้งแต่มาถึงคือ "รอยยิ้ม" ของคนที่นี่ คือจะบอกยังไงว่าเป็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์มากๆ เป็นยิ้มที่ตรึงตา และทำให้ผู้ชมสามารถเลื้อยได้ เราตั้งชื่อยิ้มของคนขแมร์ว่า "ยิ้มโปรย" เป็นยิ้มที่ค่อยๆ ฉีกจนเห็นฟัน แล้วมันมีพลังอย่างบอกไม่ถูก คือ The land of smile นี่ขอถอนจากไทย แล้วยกไปให้คนที่เสียมเรียบเลย
|
| อัปสรา ณ บายน |
| คู่รักพักผ่อน |
| ภาพสลักหินภายในปราสาท |
ปราสาทตาพรหม แห่ง Tomb raider
สถานีต่อไปคือปราสาทตาพรหม อันโด่งดังจากภาพยนตร์ Tomb raider (2001) ที่มีคุณแม่แองโจลีน่า โจลี่ แสดงนำ ว่ากันว่าการมาถ่ายหนังครั้งนั้นของเธอทำให้เธอหลงรักประเทศนี้จนรับเด็กไปอุปการะเป็นลูกบุญธรรมกันเลยทีเดียว และหนังเรื่องนี้ก็ยิ่งอยากทำให้คนทั้งโลกมาเยือนสถานที่แห่งนี้อีก เป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวกัมพูชาที่ปังมาก ซึ่งไม้เด็ดของที่นี่คือการที่ต้นไม้ ขึ้นบนปราสาท จนแทบจะกลืนกิน
| ปั่น เรื่อยๆ ไกล แต่ไม่เบื่อ |
| วงดนตรีขแมร์ ที่มีเครื่องดนตรีแบบของไทยในหลายชิ้น จะตั้งวงเล่นกันสถานที่สำคัญ คนเล่นคือคนงานเหมืองที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองระเบิด |
![]() |
| เรียนเชิญองค์แม่ |
ว่ากันว่าชื่อปราสาทแห่งนี้มาจากชายชราคนหนึ่งที่ชื่อ "ตาพรหม" ซึ่งแกขยันคอยมากวาดลานปราสาทแห่งนี้ทุกวันไม่เคยขาด ก็เลยกลายเป็นชื่อปราสาทไปโดยปาริยาย ซึ่งว่ากันว่าปราสาทหลังนี้สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่อไว้เป็นวัดหลวงของนครธม และสร้างอุทิศพระมารดาด้วย
.................................................
และการ Cover ขุ่นแม่แองจี้ก็เกิดขึ้น
ระหว่างทางกลับนครวัด
เมื่อเสร็จจากปราสาทตาพรหมเราก็ตัดสินใจกันว่า เราจะจบวันนี้ด้วยการไปซึมซับกับนครวัดอีกทีให้หายอยาก ระหว่างทางก็แวะลำไยตลอดทาง เจอที่ไหนอยากแวะก็แวะ อยากกินไรก็กิน อยากทักใครก็ทัก อยากรำก็รำ เป็นการเดินทางที่ลำไย และสนุกมาก ข้อดีของการพาเพื่อนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเราคือ ไม่ต้องพูดเยอะว่าจะทำไรบ้าง แค่วาดมือ แค่ขยับปากก็รู้ว่าต้องทำไรต่อ มันเลยสนุก มากๆ เลยแหละค่าาา
| หอยนี่เห็นมาตั้งแต่เข้าด่าน ตั้งใจอยากลอง เลยซื้อ สรุปซื้อมาแกะไม่เป็นค่าา เลยเท |
| ส้มตำขแมร์ ที่ใช้กะปิแทนปลาร้า ซึ่งอร่อยไปอีกแบบ |
หลังจากกินส้มตำเราก็เดินเข้าไปในปราสาทอะไรไม่รู้ ในระหว่างทางไปก็มีวงดนตรีเหมือนเคย คราวนี้กะเทยสองคนก็วาดลวดลาย คล้ายอัปสรา รำ วับๆๆ เพื่อสร้างความบรรเทิงให้กับตัวเอง นักดนตรี และผู้สัญจรผ่านไปมา ฟี๊ดแบคดีมาก
ภายในปราสาทก็จะมีคุณยายคอยจัดแจงเรื่องธูปเทียนบูชาพระ และผูกสายสิญจน์ให้กับคนที่มาสักการะด้วย สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนที่ได้มีโอกาสมาเยือน หลายคนบริจาคใส่กล่องให้ยายเยอะมาก ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าถ้าคนเราทำอะไรด้วยความบริสุทธิ์ใจ ที่ทำให้คนที่รับสัมผัสได้ การตอบแทนความรู้สึกดีๆ จะเกิดขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
Action = Reaction
หลังจากรำออกมาจากปราสาทและมีเด็กๆ ที่จับตามองอยู่ปรบมือเบาๆ ให้เราก็เดินมาจับจักรยาน กำลังจะปั่นออกไป ซึ่งประจวบเหมาะกับจังหวะที่เจอเด็กกลับมาจากโรงเรียน ซึ่งเราก็เหลือบไปเห็น นุมปัง ที่เณรน้อยผู้ใจดีให้เรามาซึ่งเรากินไม่หมดแน่ๆ เพราะไม่ชิน เราเลยตัดสินใจให้เด็กๆ ซึ่งเด็กๆ ดีใจมาก ซึ่งเราคิดว่าเณรน้อยก็คงดีใจมากเช่นกันที่ขนมปังที่ท่านให้เรามา สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ อีกหลายคน
| ขนมปัง สร้างรอยยิ้ม |
| ขบวนเด็กๆ สองข้างทาง |
| ถ้าเราละเอียดอ่อนกับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เราก็สามารถยิ้มได้ตลอดการเดินทาง |
ในขณะที่เราปั่น เราก็ทักเด็กๆ กลุ่มหนึ่งที่กำลังเก็บลูกอะไรสักอย่าง และก็จอดรถเพื่อมาช่วยพวกนางเก็บกัน
| ความสนุกง่ายๆ ในวัยเด็ก |
นครวัดยามเย็น
และแล้วเราก็มาถึงนครวัดยามเย็น เห้ยยยย นางสวยงามกว่าตอนกลางวันเยอะเลย คงเพราะแสงอ่อนลง และบรรยากาศที่เย็นลงด้วยหล่ะม้าง แม้จะก้าวมาครั้งที่ 2 แต่มันก็ยังคงตื่นเต้น และทำให้หัวใจเต้นแรงอยู่เหมือนเดิม ยิ่งใหญ่จริงๆ พี่จ๋า
"See Angkor Wat and Die" "อย่าเพิ่งตายถ้ายังไม่เห็นนครวัด"
ประโยคนี้มันไม่เกินเลยไปจริงๆ เราจ้องมองสถาปัตยกรรมตรงหน้า ดูไปก็ปริ่ม
เพราะดีใจกับตัวเองที่ทำอีกหนึ่งความฝันของตัวเองสำเร็จ กับสถานที่ในฝันที่ไม่คิดมาก่อนว่ามันใกล้บ้านเราแค่เอื้อม
เพราะดีใจกับตัวเองที่ทำอีกหนึ่งความฝันของตัวเองสำเร็จ กับสถานที่ในฝันที่ไม่คิดมาก่อนว่ามันใกล้บ้านเราแค่เอื้อม
.......................................
นครวัดเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่เราว่า "คนไทยต้องมา" เพราะเป็นสถานที่ระดับโลกที่ฝรั่งตาน้ำข้ามต่างอยากข้ามน้ำข้ามทะเลเสียเงินทองมากมายเพื่อมาให้เห็นกับตา แต่สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ระดับโลกนี้กลับอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครเพียงแค่ 8 ชั่วโมงโดยรถทัวร์ ซึ่งเดินทางง่ายกว่าการไปต่างจังหวัดบางที่อีก ถ้าใครว่างสัก 3 วัน อยากให้ "นครวัด" เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในใจของทุกคนนะ
และสำหรับทริปนี้ก็ต้องขอขอบคุณอีวิว ที่เข้ามาเติมเต็มการเดินทางครั้งนี้อย่างสวยงามสมบูรณ์ ทริปนี้สนุกมาก ลำไยมาก เพราะมันมีพื้นฐานอะไรหลายๆ อย่างเหมือนกัน มันคงไม่ใช่เรืองบังเอิญที่การไปแขแม่ครัว หรือพนักงานโรงแรมเป็นเรื่องธรรมดา มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่การรำในวัด การหวีดขณะขับรถ การแขแม่ค้า การเต้นในผับ หรือการต่างๆ อีกหลายการเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่ได้มากับนาง
ออกุน เจริญ เจริญ สะอาด ธม ธม
.........................................................
