วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์5: ล่องแม่น้ำอิระวดีจาก "พุกาม" สู่ "มัณฑะเลย์"

สำหรับการเดินทางสู่มันฑะเลย์ครั้งนี้เราจะไม่ใช้รถ ใช้ราอะไรทั้งนั้น แต่ครั้งนี้เราจะใช้เรือ 
เรือที่เราจะล่องแม่น้ำอิระวดี ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เลี้ยงคนเมียนมาร์ 
ซึ่งเราได้รับคำแนะนำว่า ต้องลองล่องเรือไปพุกามจากมัณฑะเลย์ให้ได้จากพี่น้อยสาวชาวเมียนมาร์ที่ดูแลเราตอนฝึกงาน มาครั้งนี้เราเลยตัวสั่นเร่าๆ จะต้องล่องเรือให้ได้ เราซื้อตั๋วเรือตั้งแต่วันแรกที่มาถึงพุกามโดยให้คนขับแท็กซี่พามาซื้อถึงที่ ซึ่งจริงๆ แล้วตามที่พักก็มีบริการขายตั๋วอะไรพวกนี้อยู่ซึ่ง สนนราคา 34 ดอลล่าร์ คือ พันกว่าบาทค่ะมึง แพงมาก แต่นี่ก็ยอม คือสนองความเสี้ยน ก็ต้องยอม
โดยเรือจะออกเวลา 5.30 เป๊ะๆ เราจะใช้เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง ล่องแม่น้ำอิระวดี ผ่านทัศนียภาพที่เห็นความเป็นอยู่สองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งจะมีอาหารเช้า และกลางวันให้บริการ

ขึ้นเรือเช้ามืด ไม่เห็นอะไรเลย

และท้องฟ้าก็ค่อยๆ สว่างขึ้น


กัปตันเมียนมาร์ (พี่ชายกัปตันอเมริกา) ที่เราจะฝากชีวิตไว้ด้วย




ในการนั่งเรือนั้นเราไม่มีให้ทำอะไรมากเท่าไหร่ นอกจากเดินขึ้นเดินลง เพราะเรือมันมี 3 ชั้น เปลี่ยนที่นั่งไปเรื่อยๆ และอ่านหนังสือเล่มโปรดที่ติดตัวไป

เป้ใหญ่คู่ใจ นี่เพิ่งซื้อมาใหม่ เพราะของเดิมพัง

เป้เล็กแบกหน้าประดับด้วยธงประเทศต่างๆ ที่เคยไปเยือน และถุงนอนที่ขาดไม่ได้ บางครั้งนางก็ทำหน้าที่เป็นหมอนข้าง



การนั่งเรือเดินทางแบบนี้ เราว่ามันเป็นบรรยากาศที่เหมาะที่จะทบทวนตัวเอง ทบทวนเรื่องราว สถานที่ ผู้คน ที่เราได้พบเจอมา มันเปิดโอกาสให้เราได้พักผ่อน ได้ย่อยอะไรต่างๆ ที่เราเจอมาตลอดการเดินทาง เราว่าการเดินทางที่ใช้ระยะเวลาหลายวัน เราต้องหาวันว่างแบบนี้สักวัน เพื่อให้สิ่งที่เราพบเจอมาได้ตกผลึก เพราะหลายๆ ความคิดที่โลดเล่นเข้ามาในกลีบสมองในขณะเราเดินทางนี่มันมีคุณค่าที่เราจะต้องใช้เวลาในการใคร่ครวญและชื่นชมมัน














ชาวบ้านใช้วัวเทียมเกวียน (Bullock Cart หรือ Oxcart) มาขนน้ำ


ภาพที่เราได้มาก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากภาพวิวที่เราเห็น สิ่งที่ชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำเค้าทำกัน กล้องก็ซูมได้แค่นี้ แต่ภาพพวกนี้ก็ทำหน้าที่ในการเป็นตัวกระตุ้นความทรงจำได้ดีจัง เพราะเวลาเราเห็นมันแล้ว ความเคลื่อนไหวในภาพไกลๆ ที่เราเห็นจากสายตาในวันนั้นก็ยังมีชีวิตแจ่มชัดอยู่เลย



ชาวบ้านกำลังไล่วัวควาย และเดินเรียงแถวกันไปไหนสักที่




นานทีจะเจอเรือใหญ่แล่นสวน


ชาวบ้านใช้แม่น้ำ เป็นที่อาบน้ำ ซักผ้า



ฝั่งน้ำที่เป็นหยักสวยงาม สองข้างทาง





อาหารเที่ยง


ในช่วงหนึ่งของริมแม่น้ำ จะมีหาดทรายขาวละเอียดทอดตัวยาวหลายกิโล จะมีชาวบ้านมาสร้างเพิงพักอาศัยอยู่ด้วย


ผู้โดยสารครั้งนี้มีประมาณ 10 คนกับเรือลำใหญ่ 3 ชั้น หลายๆ คนก็เลยได้นอนเหยียดแข้งขากันสบายใจ



หนังสือ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางจริงๆ

ในการเดินทางครั้งนี้เราก็ได้มีโอกาสรู้จักกับครอบครัวนี้ที่โดยสารเรือเพื่อมาลงระหว่างทาง คือครอบครัวนี้อบอุ่นมาก เราสามารถสัมผัสได้ถึงพลังของความรักที่มันถ่ายโอนมายังเราได้อ่ะ มันทำให้เราเองก็มีความสุขและได้รับแรงบันดาลใจไปกับพวกเขาด้วย ยินดีที่ได้รู้จัก และขอบคุณสำหรับพลังนะครับ




การลงระหว่างทางของคนท้องถิ่นนั้น เรือก็จะมีไม้ยาวพาดแบบนี้ แล้วมีราวจับชั่วคราว ซึ่งต้องใช้ทักษะการทรงตัวชั้นสูงในการลง เรานั่งดูไปลุ้นไป และชอบมาก



คุณน้าผู้ชายคอยช่วยเหลือภรรยาตลอดทางลง



ไม้พายจำเป็น

เพื่อนร่วมทาง


ในระหว่างทางเราจะได้ยินเสียง ตา ต้า (บ๊าย บาย) ของเด็กๆ เมียนมาร์ที่จะคอยโบกมือ และส่งเสียง ตลอดสองข้างทาง การโบกมือพร้อมกล่าว ตา ต้า กลับก็ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นด้วยเหมือนกัน





เด็กๆ กำลังโบกไม้โบกมือให้กับเรา

ผู้หญิงกำลังขนน้ำกลับบ้าน

สมุดจดเรื่องราวระหว่างทาง และหนังสืออ่านเล่น สิ่งสำคัญสำหรับนักเดินทาง

แสงแห่งวันกำลังหมด

หลังบ้านของคนงานในเรือ




พระอาทิตย์กำลังตก

เสื่อในเรือที่นำเข้าจากประเทศไทย เห็นแค่นี้ก็เหมือนเจอญาติ
บนเรือลำนี้เราได้เจอกับเมแกน หญิงสาวชาวมะกันที่เดินทางมาเป็นครูภาษาอังกฤษที่ฉะเชิงเทรา การได้พูดคุยกับเมแกนในวันนี้ ทำให้เราได้พลังและคำตอบของความสับสนบางอย่างของเด็กที่กำลังจะจบใหม่ Thank you 3 times นะเมแกน
"ตอนนี้ฉันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่ฉะเชิงเทรา
ฉันเลือกมาเป็นครูที่นี่เพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง 
อยากลองดูซักตั้ง ว่ามันใช่ตัวฉันจริงๆ ไหม
ฉันจบคณะศึกษาศาสตร์ ฉันคิดว่ามันจำเป็นที่เราต้องลองเรียนรู้
กับสิ่งที่เราจะอยู่กับมันไปตลอดในอนาคต ฉันต้องมั่นใจกับมัน
ก่อนที่ฉันจะไปเรียนต่อปริญญาโท เพราะค่าเทอมที่เมกามันแพงมาก
ฉันไม่อยากเสียเงิน เสียเวลา กับสิ่งที่ฉันไม่ได้ชอบมันจริงๆ"

"แล้วตอนนี้คุณคิดว่าเป็นไงบ้าง คุณได้คำตอบแล้วยัง"
"ได้แล้ว ตอนนี้ฉันมีความสุขมาก 
ฉันจะสอนที่นี่จนถึงพฤศจิกา แล้วจะกลับไปต่อโทที่เมกา 
ฉันได้บ้านแล้วด้วยนะแชร์กับเพื่อนอีก 3 คน (ยิ้ม)"

"แล้วถ้าจบโทแล้วคุณมีแผนอะไรต่อไหม"
"ฉันก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่ฉันคิดว่าฉันคงไม่เป็นครูที่เมกาหรอก
คุณรู้ไหม ครูที่ไทยกับที่เมกาต่างกันมาก อยู่ที่นี่ฉันได้รับการเคารพ
จากนักเรียนและคนรอบข้าง แต่ที่เมกา ถ้าคุณเป็นครูประถม ครูมัธยม
เขาก็จะเฉยๆ กับคุณ ถ้าจะอยู่เมกาฉันต้องเป็นครูมหาลัย 
เพราะจะมีคนเคารพ เป็นในระดับศาสตรจารย์ไปเลย"

"You have to try out" ประโยคเด็ดจากเมแกนที่ให้พลังกับเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ







หลังจากได้พบเมแกนและพูดคุยกัน ก็เป็นที่มาที่ทำให้เรารู้จักกับพี่เม่น หนุ่มชาวไทยที่มาเที่ยวเมียนมาร์คนเดียวด้วยเหมือนกัน ตอนแรกเราคิดว่าพี่เป็นนี่ไม่เกาหลี ก็ญี่ปุ่น แต่ที่ไหนได้แกคนไทยครับ พี่เม่นเข้ามาทักเราเพราะได้ยินเราคุยกับเมแกน เลยรู้ว่าเป็นคนไทย ในระหว่างทางบนเรือเราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันเช่นเคย ซึ่งทำให้เราได้พลังอะไรบางอย่างกลับมาเหมือนกัน และเราเชื่อว่าพี่เม่นก็จะเป็นพลังให้คนอื่นด้วยเช่นกัน 

"จริงๆ ผมเรียนจะจบแล้วแหละ
แต่รู้ว่าไม่ใช่ทางเลยเปลี่ยนมาเรียน Art แทน"

"อยากรู้จังเวลาเด็ก Art เขาเห็นทัศนียภาพ
สองข้างทางขณะเรือขับผ่านแบบนี้เนี่ย เขาคิดยังไงกัน"
"เวลาผมเห็นวิวพวกนี้ ผมอยากวาดรูปนะ แต่ผมไม่มีอุปกรณ์
ผมเห็นคนอื่นถ่ายรูปกัน ผมโคตรอยากถ่ายแต่แบตกล้องผมหมด 
ตอนเช้าผมจะเอากล้องมือถือมาถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น
ถ่ายไปได้รูปเดียวแบตมือถือก็หมดอีก"

"ตอนแรกผมกะมาเที่ยวกับเพื่อน แต่ชวนใครใครก็ไม่มา
เลยมาคนเดียวแม่งเลยเพราะจองตั๋วไปแล้ว
ผมว่ามันเจ๋งนะ เราได้ make friend ไปเรื่อยๆ เรารู้จักคนเยอะขึ้น
ผมชอบทริปนี้มาก เพราะผมได้เจอคนฝรั่งเศส 2 คน
ตั้งแต่ที่มัณฑะเลย์ แล้วก็ไปต่อพุกามด้วยกัน
มันเลยเป็นความทรงจำที่ดี"




"ถึงแม้จะเจอทางที่ใช่ช้ากว่าคนอื่น แต่มันหมายถึงเราจะได้ใช้ชีวิตกับมันนับจากวันนี้ 
และจะไม่ต้องทนเสียเวลาในสิ่งที่มันไม่ใช่"

บนเรือลำนี้เราก็ได้มีโอกาสรู้จักกับพี่สาวคนสวย ที่ทำหน้าที่บริการบนเรือ ซึ่งการทำความรู้จักกับพนักงานบนเรือจะทำให้ชีวิตทั้งวันของเราบนเรือสนุกมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากอาหารที่มีจัดเลี้ยงแล้ว เรายังได้กินนู่นนี่นั่น พิเศษตามแบบฉบับที่คนบนเรือกินกันด้วย ซึ่งอร่อยกว่าอาหารที่จัดให้นักท่องเที่ยวตั้งเยอะ


make friend



ใช้เวลากว่า 14 ชั่วโมง เราก็มาถึงที่ที่เรือจอดซึ่งยังไม่ถึงมัณฑะเลย์ เพราะว่าก่อนหน้านี้หนึ่งวัน มีเรือชนโขดหินอัปปางรัฐบาลเลยไม่อนุญาตให้แล่นผ่านจุดนี้ เราเลยต้องลงตรงนี้และต่อรถกันไปอีก 30 นาที



เรากับพี่เม่นแท็กมือไปหาโรงแรมด้วยกัน เพราะพี่เม่นเคยพักที่มัณฑะเลย์แล้วมี hostel เจ๋งๆ ที่เคยพัก เราเลยติดสอยห้อยตามพี่เม่นมาด้วย
ซึ่งที่พักของเราที่มัณฑะเลย์คือ Ace Star hostel ราคาคืนละ 15 ดอลล่าร์ ซึ่งอยากบอกว่า ดีมว๊ากกก เตียงเอย ห้องน้ำเอย ไวไฟเอย พนักงานเอย คือดีงามพระรามเก้ามากจริงๆ คือเราเคยไปนอนโฮสเทลที่เมกามา คือที่นี่ระดับเดียวกันเลย นอกจากนั้นพนักงานนะ แม่งโคตรดี ช่วยเหลือทุกอย่าง มีการคอยจัดบริการหารแท็กซี่เที่ยวมันฑะเลย์ให้ด้วย แค่บอกว่าพรุ่งนี้เราอยากหารแท็กซี่ไปทัวร์อ่ะ ช่วยถามให้หน่อยได้ไม๊ว่าใครไปมั่ง พนักงานก็จะจัดแจงถามคนนู้นคนนี้ให้ จนพรุ่งนี้เราจะได้ไปทัวร์มันฑะเลย์กับเพื่อนๆ อีก  6 คน ซึ่งมันเลอค่าพระยาสุเรนทร์มากจริงๆ แนะนำ นะ แนะนำ


แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...