วันนี้เราเลือกเดินทางกลับด้วยรถไฟเช่นเดิม ไม่รู้สิ อยู่ไทยเคยนั่งรถไฟครั้งเดียวแต่มาที่นี่นั่งบ่อยมาก และมีความรู้สึกชอบด้วย ซึ่งจากโรงแรมที่พักมาสถานีรถไฟก็ใช้การเดินเอาไม่ถึง 15 นาทีก็มาถึง
 |
| สถานีรถไฟมัณฑะเลย์ |
เมื่อเราเข้ามาซื้อตั๋วเรียบร้อยรถไฟจะออกช่วงเย็น เรามาบ่ายเห็นเวลายังเหลือ เราเลยใช้เวลาในการเดินทอดน่องชมบรรยากาศวิถีชีวิตของชาวมัณฑะเลย์ก่อนกลับ
 |
| บรรยากาศภายในสถานีรถไฟ |
 |
| สัมภาระ |
 |
| คนงานก่อสร้างล้อมวงทานข้าว |
เราเดินไปเรื่อยๆ ก็เดินผ่านพระราชวังมัณฑะเลย์ โอ้โหวววววววว ยาวมาก พื้นที่เยอะมาก เดินนานมากกว่าจะจบ แต่เราไม่ได้เข้านะ ค่าเข้าแพงหล่ะหนึ่ง และสิ่งที่อยู่ข้างในนี่คือของที่ถูกสร้างขึ้นใหม่หล่ะสอง เพราะของจริงโดนระเบิดตอนสงครามโลกไปหมดเกลี้ยง
เราเห็นน้องผู้ชายคนนี้ท่าทางเซื่องซึม ก้มหน้า เหลือบมามองเราขณะเราเดินผ่าน เรากล่าวทักทาย ชวนพูดสองสามคำ และสิ่งที่เราได้กลับมาคือรอยยิ้มจากเขา
 |
| ร้านน้ำปั่นแก้กระหาย หลังจากเดินร้อนๆ |
เราเดินจนเหนื่อยอ่อนก็หันหลังกลับโรงแรม เช็คเอ้าท์ ร่ำลาพนักงาน แล้วก็ขนของเดินดุ่มๆ มาสถานีรถไฟ ก่อนถึงสถานี ก็ได้เข้าร้านโดนัท ได้เจอพนักงานร้านนี้ตลก ใจดีกันมาก สั่งให้ทำอะไรนางก็ทำกัน
 |
| ยิ้มค่ะ ยิ้ม ยิ้มมีความสุข |
 |
| อะมะ ทำแบนนี้นะ |
 |
| สภาพบริเวณชานชาลา |
นั่ง Ordinary มาตลอด ครั้งนี้เดินทางไกลเลยลองซื้อตั๋ว Upper Class ดูบ้างว่าเป็นอย่างไร
ซึ่งก็เป็นเบาะนวมแบบนี้ เอนได้ มีที่รองขาปรับได้ มีที่วางแขน โต๊ะกินข้าวแบบพับให้ ถือว่าพอใช้ได้เลยแหละ
 |
| ยิ้มค่ะ ยิ้ม ยิ้มมีความสุข |
ซึ่งชั้นรถไฟนี้ก็มีที่มาที่ไปเหมือนกันนะ เพราะตอนฝึกงานเราเห็นโปสเตอร์อันหนึ่งที่ใช้ในการเรียนการสอนของเด็กเมียนมาร์ว่าด้วยเรื่องภาพที่ มีฝรั่งนั่งอยู่บนโบกี้ Upper Class แล้วก็กำลังด่าทอคนเมียนมาร์ท้องถิ่นไม่ให้ขึ้นโบกี้ดังกล่าว ซึ่งครูก็อธิบายให้เราฟังว่าสมัยก่อน เจ้าอาณานิคมอังกฤษจะแบ่งชั้นรถไฟไว้สองชั้นแบบนี้แหละ Ordinary ให้คนธรรมดานั่ง ส่วน Upper ให้พวกเจ้าอาณานิคมฝรั่งมังค่านั่ง ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพของการที่คนเมียนมาร์ถูกกดขี่จากเจ้าอาณานิคม ได้อย่างชัดเจน
 |
| ภาพที่นั่งภายในขวบนรถไฟ Upper Class |
ข้อดีของการนั่งรถไฟก็คงไม่พ้นวิวสวยๆ ระหว่างเดินทาง เราเดินทางติดเย็น จึงทำให้เห็นวิถีชีวิตของคนในช่วงใกล้ค่ำซึ่งก็มีเส่นห์ไปอีกแบบ เราเห็นเณรในวัดกำลังขนน้ำ บ้างก็จับกลุ่มเล่นตะกร้อ เห็นเด็กๆ แก้ผ้า โดยมีพ่อแม่กำลังอาบน้ำให้ เห็นคนกำลังจูงวัว ควายกลับบ้าน เห็นแล้วก็อมยิ้มได้ตลอดทาง
 |
| พระอาทิตย์กำลังตก |
 |
| ทำสวย ชื่นชมธรรมชาติ |
รถไฟที่เมียนมาร์นี่คือเหมือนนั่งเครื่องเล่นผาดโผน โยกแรงมาก แรงม้ามเกือบหลุด บางครั้งโยกจนตัวเด้งจนลอย เด้งเกินเหตุจนกูนั่งขำอ่ะค่ะ คิดเอา เสียงดังโครมๆ กิ๊งๆ บ่อยจนชิน ตอนแรกคิดว่าอะไรน่าจะหลุด หลังๆ ช่างแม่ง! 5555 ตลอดการเดินทางจะมีพ่อค้าแม่ขายเดินขายของตลอด ไม่มีพัก เดินตลอดคืน ตลอดคืนจริงๆ ยอมใจ ใครหลับยากทำใจ ยิ่งแล้วใหญ่ถ้าเจอคนข้างหน้าสูบบุหรี่ อีนี่ก็อดทนจนทนไม่ได้จนต้องสะกิด ด้วยท่าทีสุภาพว่าโปรดอย่ามาทำร้ายกันเลย โชคดีที่นางหยุดให้โดยไม่มีปากเสียง ตลอดการเดินทางเราเจอมิตรผู้นั่งข้าง ที่คอยแบ่งปันน้ำขนม นมเนยให้กันตลอด การเดินทางก็เลยไม่เงียบเหงา และเดียวดาย ส่วนใครหิว ก็จะมีพนักงานรถไฟเดินพร้อมกระดาษแผ่นเล็กคอยรับเมนูอาหาร ซึ่งเราก็สั่งมา สรุปว่า กินไม่ได้ ไม่มีความอร่อยเลย
 |
| อาหารที่ต้องทิ้ง |
เมื่อถึงย่างกุ้งเราก็กลับมาพักที่โรงแรมเดิม และกลับมาเจอเพื่อนที่เจอกันตั้งแต่เราพักอยู่ย่างกุ้ง ผู้ชายชื่อปีเตอร์ ผู้หญิงชื่อดาเลีย เป็นช่างภาพ และสถาปนิคชาวเยอรมนี ทั้งสองคนยังอยู่ที่นี่ตั้งแต่ครั้งที่เราเจอกันครั้งสุดท้าย เพราะดาเลียนางไม่สบาย เลยไปไหนไม่หวังต้องพักผ่อน กลับมาถึงนางก็ถามเราว่า เฮ้ยไปไหนมาบ้างเล่าให้ฟังหน่อย เราก็เล่าเกี่ยวกับภาพความสวยงามทั้งพุกาม และสะพานอูเบ็งให้ฟัง แล้วปีเตอร์ก็สำทับมาว่า " หลายวันที่ผ่านมาผมก็ไปหลายที่เหมือนกัน คืนนั้นนอนชั้น 3 เปลี่ยนมานอนชั้น 2 แล้วย้ายมานอนชั้น 1 วันนี้ก็จะย้ายไปอีกโรงแรมนึงเพราะที่นี่เต็ม นั่นไงอิจฉาผลหล่ะสี๊....." แล้วเราก็หัวเราะร่วนด้วยกัน
เอ้อลืมเล่าว่า จริงๆ เรามีแผนจะไปทะเลสาบอินเลต่อ แต่พอดีหลังจากเจอพี่ไทเลอร์ที่พุกาม เราก็ติดต่อพูดคุยกันตลอด แกมีความหวังอันแรงกล้า ที่จะให้เรากลับมาย่างกุ้ง แล้วให้โอกาสแกได้พาเที่ยว เราก็เลยปลงใจกลับมาย่างกุ้ง และเททะเลสาบอินเล เพราะเราคิดว่า มิตรภาพระหว่างการเดินทางมันเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นภาพที่เราอยากได้มากกว่าจุดหมายปลายทางของสถานที่
ในคืนนั้นพี่ไมเลอร์พาเราเที่ยวรอบย่างกุ้ง เริ่มตั้งแต่พาไปเลี้ยงอาหารมื้ออร่อย พาไปทะเลสอบอินยา ผ่านหน้าบ้านอองซานซูจี ขับไปดูเรือการะเวก พาไปไหว้ชเวดากองตอนกลางคืน ที่ทำให้เราได้พบกับพอลลี่ นางงามในดวงใจด้วยความบังเอิญ และสุดท้ายพาเราไปนั่งที่บาร์แห่งหนึ่งในย่างกุ้งที่มีวิวด้านหลังเป็นเป็นเจดีย์ชเวดากอง และปิดท้ายด้วยการไปนอนที่บ้านของแก เพื่อที่ตื่นเช้ามาจะได้ไปกินอาหารเช้า และพาเที่ยวนิดหน่อยก่อนแกไปทำงาน
 |
| ขึ้นรถปุ๊บแกก็หยิบถุงใส่โลงจีตัวนี้ให้เป็นของขวัญที่มาเยือน ได้ความว่าเป็นโลงจีดั้งเดิมจากยะไข่ ที่จะใช้ใส่ในพิธีสำคัญๆ |
 |
| อาหารมื้ออร่อย |
 |
| เยี่ยมชมเรือการะเวก |
 |
| ไหว้เจดีย์ชเวดากองตอนกลางคืน |
เจอพอลลี่ตัวเป็นๆ
 |
| นั่งร้าน Vista Bar ที่มีเจดีย์ชเวดากองเป็นฉากหลังไกลๆ อันสวยงาม |
 |
| กรึ่มเต็มที |
 |
| ตื่นเช้ามาเจดีย์โบตั๊ดตาว |
 |
| ไหว้พระทันใจ และเจอทัวร์ไทย |
การมาเมียนมาร์เสน่ห์สำคัญของที่นี่ที่เราจะต้องเห็นคือการนุ่ง โลงจี ซึ่งทั้งผ้าถุงของผู้หญิง
และโสร่งของผู้ชายจะเรียกรวมๆ ว่าโลงจี ถ้าจะแยกโสร่งของผู้ชายนั้นจะเรียกว่า “ปะโซ (pasoe)” จะเป็นลายตาราง
ส่วนของผู้หญิงจะเรียกว่า “ทะแมง (htamein)” ซึ่งมักเป็นลายดอก (อรวินท์ เมฆพิรุณ, 2556) ซึ่งเราจะเห็นชาวเมียนมาร์นุ่งโลงจีกันในชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติ
โดยในฝั่งประเทศเมียนมาร์นั้นโลงจีได้ถูกบรรจุให้เป็นเครื่องแบบของฝ่ายราชการต่างๆ
เช่นฝ่ายการศึกษาเช่นครู นักเรียน จะนุ่งโลงจีสีเขียว ฝ่ายสาธารณสุขเช่น
พยาบาลจะนุ่งโลงจีสีแดง ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าชนชาติเมียนมาร์มีความแข็งแรงทางวัฒนธรรมและความเป็นตัวตนของตนเองสูงมาก
ในบริเวณเจดีย์โบทัตตาวจะมีท่าเรือที่เราสามารถไปเยี่ยมชมเพื่อดูวิถีชีวิตของคนได้เช่นเดียวกัน
หลังจากพี่ไทเลอร์ไปทำงานเราก็กลับมาจัดแจงตัวเองก่อนกลับ และภารกิจที่สำคัญคือการตามหาไปรษณีย์เพื่อส่ง Postcard กลับประเทศให้แฟนๆ A little Life ซึ่งไปรษรีย์ที่นี่น่ากลัวมาก คือเราเดินเข้าทางข้างๆ แล้วขึ้นไปซื้อแสตมป์ประมาณชั้นสาม คือทางขึ้นน่ากลัว เหมือนเดินขึ้นตึกร้าง มีกรง กับผนังข้างๆ ที่เป็นสีลอกๆ และบันไดอันชวนสยอง
 |
| ทางเข้าด้านข้าง |
 |
| ผิดกับด้านหน้าที่ดูดีขึ้นมาหน่อย |
 |
| หวังว่าทุกคนคงได้รับกันหมดแล้ว |
หลังจากส่งโปสการ์ดเสร็จสรรพ เราก็เดินกลับโรงแรม เพื่อที่จะได้ชื่นชมย่างกุ้งครั้งสุดท้ายก่อนกลับ
 |
| รวงข้าวที่แขวนไว้สำหรับนก |
 |
| หนังจากไทยที่กำลังมาแรงในเมียนมาร์ แม่แต่พี่ไทเลอร์ก็ยังถาม |
 |
| กระเป๋ารถเมล์กับเสียงกังวาล |
 |
| ร้านอาหารข้างทางสไตล์เมียนมาร์ |
 |
| ตึกที่มีสีสันสดใส |
 |
| และความสดใสของเด็กๆ |
 |
| และการเผชิญหน้าของผู้ที่ไม่ปรากฎตัวในปัจจุบัน |
 |
| อีกทางเลือกของการเดินทาง |
 |
| ข้ามถนนที่ต้องใช้ Skill ขั้นสูง |
 |
| กับรถที่ไม่เคยหยุด และทางมาลายที่ไม่มีผล |
 |
| มรดกจากยุคอาณานิคม |
 |
| มรดกของมวลมนุษยชาติ |
 |
| รถเมล์ |
 |
| คอหวย |
 |
| กรงรถ |
 |
| แม้แต่รองเท้า ก็ยังมีรองเท้าเมียนมาร์ |
 |
| นิยมกว้างขวางทั้งชาย และหญิง |
 |
| ชั่วโมงเร่งด่วน รถติดไม่แพ้กรุงเทพ |
 |
| ความงามในแบบฉบับ |
 |
| เหนื่อยนักพักหน่อย |
 |
| ถ่ายได้ แต่ขอไม่มองกล้องนะ |
 |
| หาว |
 |
| CP Around The World |
และก่อนกลับคืนนี้พี่ไทเลอร์ก็พาเราไปกินมื้อค่ำเลี้ยงส่ง ก่อนจะแยกย้ายและมาส่งสนามบิน ก่อนที่จะเผยความในใจว่า แกเครซี่คนไทย และเมืองไทยมาก ตอนรู้ว่าเราเป็นคนไทย แกบอกว่าใจแกเต้นตึ๊กตั๊ก แต่ต้องเก็บอาการ ก่อนมาพุกามหมอดูบอกว่าจะได้มาเจอคนคนหนึ่งที่ทำให้แกมีความสุข และที่พุกามวันนั้นแกก็เจอเรา แกบอกว่าการพูดคุยสั้นๆ ตอนชมพระอาทิตย์ตกวันนั้นทำให้แกอยากรู้จัก และอยากต้อนรับเราให้ดีที่สุดในฐานะผู้มาเยือนบ้างเกิดเมืองนอนแก ขอบคุณและรักอะโกมากๆ

การเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่เราไปลาว
ตอนไปลาวทุกอย่างมันง่ายมาก เพราะเราพูดภาษาเดียวกัน
เราสามารถสร้างสัมพันธภาพกับใคร ผ่านการพูดคุยและทักษะส่วนตัวที่เรามีได้โดยง่าย แต่มาเมียนมาร์ครั้งนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
มันยากขึ้น เพราะเราคุยกันคนละภาษา ความเป็น ฉัน เป็น เธอมันชัดเจนมาก
ข้อนี้มันท้าทายเรา ว่าเราจะทำอย่างไรให้ตัวเราเองเก่งขึ้น
และสามารถเดินทางได้อย่างมีความสุข
เพราะการเดินทางของเรามันไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวไปดูสถานที่นู่นนี่นั่น
แต่สิ่งที่เราหลงเสน่ห์และรักสำหรับการเดินทางคือ การที่เราได้ปฏิสัมพันธ์
ได้พูดคุย ได้สร้างเยื่อใยบางอย่างระหว่างเราและคนที่เราได้พบเห็นระหว่างทาง
ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่เราออกเดินทาง
และมักแวะระหว่างทางเสมอเมื่อเราเจอคนที่เราประทับใจ แต่คงเป็นโชคดีที่เราได้มีโอกาสฝึกงานที่แม่สอด
เราได้รู้จักคนเมียนมาร์มาพอสมควร เราได้เรียนรู้ภาษามาระดับหนึ่ง อันนี้เป็นความบังเอิญที่เราเองก็ตกใจ
เพราะเราจองตั๋วมาเมียนมาร์ก่อนที่เราจะมาเลือกที่ฝึก
การมาครั้งนี้ของเรามันกลับง่ายไม่น่าเชื่อ
การรู้จักภาษาเมียนมาร์ไม่กี่ประโยคกลับทำให้เราเป็นที่เอ็นดูของคนที่นี่มากขึ้นเป็นกอง
ทุกคนจะแปลกใจและยินดีทุกครั้งเวลาที่เราพูดภาษาเมียนมาร์กับเขา โดยเฉพาะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรานุ่งโสร่ง
ทาสะนาคา ทุกคนจะรักและเอ็นดูเรามาก เรามักได้เพื่อนร่วมพูดคุยเสมอไม่ว่าจะเป็นเด็ก
หรือผู้ใหญ่ เรามักได้รอยยิ้มตอบกลับและคำชื่นชมตลอดการเดินทางจากคนท้องถิ่น
หลายครั้งที่เรามักจะได้เพิ่มข้าวจากแม่ค้าและพนักงานทำอาหารเช้าที่โรงแรม
หลายครั้งที่เราถูกเชื้อเชิญให้ไปบ้านของคนท้องถิ่นเพียงแค่ไปกินน้ำชาที่เขารินให้และไปนั่งดูอัลบั้มรูปของครอบครัวเขา
1
ครั้งที่เราถูกเชื้อเชิญให้ไปกินข้าวที่บ้าน และได้อาบน้ำที่บ้านเขา
หลายครั้งที่หลายคนบอกว่า “ยิ้ม” ของเราทำให้เราเข้าถึงได้ง่าย
หลายครั้งที่คนท้องถิ่นที่นี่มักเชื้อเชิญให้เราไปเมืองของเขาและไปปาร์ตี้ด้วยกันถ้ามีโอกาส
หลายครั้งที่เราได้เข้าไปนอนไปเยี่ยมชมในที่ๆ เขียนว่า Staff only หลายครั้งที่เราได้มีคนที่คอยทาสะนาคาและนุ่งโลงจี (โสร่ง) ให้เรา
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเราพยายามละลายความเป็นฉัน – เธอ
และสร้างคำว่าเราขึ้นมาแทนที่ เราว่ามันจำเป็นอย่างมากสำหรับนักเดินทางอย่างเราผู้กระหายมิตรภาพและอยากเรียนรู้สถานที่ที่ไป
ที่ต้องวางอัตตาและความยิ่งใหญ่ของตัวเอง
โน้มตัวลงเรียนรู้และให้เกียรติกับสิ่งที่เขาเป็น
เพราะการที่เราเป็นแบบเขาคือการที่เราสะท้อนกลับให้เห็นว่าตัวตนในแบบฉบับของเขานั้นมีคุณค่า
และได้รับการเคารพจากเรา เมื่อเขาเห็นความเป็นตัวเขาที่ผ่านการแสดงออกโดยคนอื่น
สิ่งนั้นจะกลับไปสร้างความอิ่มเอมภายในใจ ให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นตัวเขา
และชื่นชมกับเราในฐานะ เราผู้ที่ให้ความเคารพและสนใจในความเป็นเขา
เราว่าเหตุผลในการออกเดินทางของใครหลายคนต่างกัน
สำหรับเราแล้วครั้งแรกที่ตัดสินใจออกเดินทางก็เพื่ออยากเริ่มต้นทำอะไรบางอย่าง
เราอยากเห็นโลก อยากให้โอกาสตัวเองในการเติบโต
เรารู้แค่ว่าการเดินทางจะกลับเข้ามาเติมเต็มเร็ว มันจะทำให้เราได้เรียนรู้
และได้เติบโตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แต่ในวันนี้เราเห็นแล้วว่าการเดินทางมันมีความหมายกับเรามาก
การเดินทางมันย้ำให้เรารู้จักตัวเองจากภายในมากขึ้นว่าเราคือใคร
และมันช่วยขัดเกลาภายนอกของเราที่ต้องแสดงออกกับคนอื่นให้ราบเรียบยิ่งขึ้น
การเดินทางทำให้เราได้ออกมามองตัวเอง เห็นตัวเองในบริบทที่เปลี่ยนไป
มันทำให้เราได้เห็นกรอบอะไรบางอย่างที่เราเคยยึดติดและถูกครอบไว้
มันช่วยละลายและลบเหลี่ยมคมแห่งความยึดมั่นถือมั่นในอะไรบางอย่างให้เบาบางลง
และสิ่งสำคัญที่สุด เราได้รู้จักเพื่อนมนุษย์
และรู้จักบริหารส่วนดีในตัวให้มันสุกปลั่งอยู่ตลอดเวลา
ขอบคุณการเดินทางจากหัวใจ