วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์7: นั่งรถไฟกลับย่างกุ้ง และตอนจบของการเดินทาง

วันนี้เราเลือกเดินทางกลับด้วยรถไฟเช่นเดิม ไม่รู้สิ อยู่ไทยเคยนั่งรถไฟครั้งเดียวแต่มาที่นี่นั่งบ่อยมาก และมีความรู้สึกชอบด้วย ซึ่งจากโรงแรมที่พักมาสถานีรถไฟก็ใช้การเดินเอาไม่ถึง 15 นาทีก็มาถึง

สถานีรถไฟมัณฑะเลย์
เมื่อเราเข้ามาซื้อตั๋วเรียบร้อยรถไฟจะออกช่วงเย็น เรามาบ่ายเห็นเวลายังเหลือ เราเลยใช้เวลาในการเดินทอดน่องชมบรรยากาศวิถีชีวิตของชาวมัณฑะเลย์ก่อนกลับ


บรรยากาศภายในสถานีรถไฟ

สัมภาระ

คนงานก่อสร้างล้อมวงทานข้าว
เราเดินไปเรื่อยๆ ก็เดินผ่านพระราชวังมัณฑะเลย์ โอ้โหวววววววว ยาวมาก พื้นที่เยอะมาก เดินนานมากกว่าจะจบ แต่เราไม่ได้เข้านะ ค่าเข้าแพงหล่ะหนึ่ง และสิ่งที่อยู่ข้างในนี่คือของที่ถูกสร้างขึ้นใหม่หล่ะสอง เพราะของจริงโดนระเบิดตอนสงครามโลกไปหมดเกลี้ยง











เราเห็นน้องผู้ชายคนนี้ท่าทางเซื่องซึม ก้มหน้า เหลือบมามองเราขณะเราเดินผ่าน เรากล่าวทักทาย ชวนพูดสองสามคำ และสิ่งที่เราได้กลับมาคือรอยยิ้มจากเขา

ร้านน้ำปั่นแก้กระหาย หลังจากเดินร้อนๆ

เราเดินจนเหนื่อยอ่อนก็หันหลังกลับโรงแรม เช็คเอ้าท์ ร่ำลาพนักงาน แล้วก็ขนของเดินดุ่มๆ  มาสถานีรถไฟ ก่อนถึงสถานี ก็ได้เข้าร้านโดนัท ได้เจอพนักงานร้านนี้ตลก ใจดีกันมาก สั่งให้ทำอะไรนางก็ทำกัน

ยิ้มค่ะ ยิ้ม  ยิ้มมีความสุข

อะมะ ทำแบนนี้นะ

สภาพบริเวณชานชาลา



นั่ง Ordinary มาตลอด ครั้งนี้เดินทางไกลเลยลองซื้อตั๋ว Upper Class ดูบ้างว่าเป็นอย่างไร





ซึ่งก็เป็นเบาะนวมแบบนี้ เอนได้ มีที่รองขาปรับได้ มีที่วางแขน โต๊ะกินข้าวแบบพับให้ ถือว่าพอใช้ได้เลยแหละ


ยิ้มค่ะ ยิ้ม ยิ้มมีความสุข 

ซึ่งชั้นรถไฟนี้ก็มีที่มาที่ไปเหมือนกันนะ เพราะตอนฝึกงานเราเห็นโปสเตอร์อันหนึ่งที่ใช้ในการเรียนการสอนของเด็กเมียนมาร์ว่าด้วยเรื่องภาพที่ มีฝรั่งนั่งอยู่บนโบกี้ Upper Class แล้วก็กำลังด่าทอคนเมียนมาร์ท้องถิ่นไม่ให้ขึ้นโบกี้ดังกล่าว ซึ่งครูก็อธิบายให้เราฟังว่าสมัยก่อน เจ้าอาณานิคมอังกฤษจะแบ่งชั้นรถไฟไว้สองชั้นแบบนี้แหละ Ordinary ให้คนธรรมดานั่ง ส่วน Upper ให้พวกเจ้าอาณานิคมฝรั่งมังค่านั่ง ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพของการที่คนเมียนมาร์ถูกกดขี่จากเจ้าอาณานิคม ได้อย่างชัดเจน


ภาพที่นั่งภายในขวบนรถไฟ Upper Class

ข้อดีของการนั่งรถไฟก็คงไม่พ้นวิวสวยๆ ระหว่างเดินทาง เราเดินทางติดเย็น จึงทำให้เห็นวิถีชีวิตของคนในช่วงใกล้ค่ำซึ่งก็มีเส่นห์ไปอีกแบบ เราเห็นเณรในวัดกำลังขนน้ำ บ้างก็จับกลุ่มเล่นตะกร้อ เห็นเด็กๆ แก้ผ้า โดยมีพ่อแม่กำลังอาบน้ำให้ เห็นคนกำลังจูงวัว ควายกลับบ้าน เห็นแล้วก็อมยิ้มได้ตลอดทาง





พระอาทิตย์กำลังตก

ทำสวย ชื่นชมธรรมชาติ
รถไฟที่เมียนมาร์นี่คือเหมือนนั่งเครื่องเล่นผาดโผน โยกแรงมาก แรงม้ามเกือบหลุด บางครั้งโยกจนตัวเด้งจนลอย เด้งเกินเหตุจนกูนั่งขำอ่ะค่ะ คิดเอา เสียงดังโครมๆ กิ๊งๆ บ่อยจนชิน ตอนแรกคิดว่าอะไรน่าจะหลุด หลังๆ ช่างแม่ง! 5555 ตลอดการเดินทางจะมีพ่อค้าแม่ขายเดินขายของตลอด ไม่มีพัก เดินตลอดคืน ตลอดคืนจริงๆ ยอมใจ ใครหลับยากทำใจ ยิ่งแล้วใหญ่ถ้าเจอคนข้างหน้าสูบบุหรี่ อีนี่ก็อดทนจนทนไม่ได้จนต้องสะกิด ด้วยท่าทีสุภาพว่าโปรดอย่ามาทำร้ายกันเลย โชคดีที่นางหยุดให้โดยไม่มีปากเสียง ตลอดการเดินทางเราเจอมิตรผู้นั่งข้าง ที่คอยแบ่งปันน้ำขนม นมเนยให้กันตลอด การเดินทางก็เลยไม่เงียบเหงา และเดียวดาย ส่วนใครหิว ก็จะมีพนักงานรถไฟเดินพร้อมกระดาษแผ่นเล็กคอยรับเมนูอาหาร ซึ่งเราก็สั่งมา สรุปว่า กินไม่ได้ ไม่มีความอร่อยเลย

อาหารที่ต้องทิ้ง


เมื่อถึงย่างกุ้งเราก็กลับมาพักที่โรงแรมเดิม และกลับมาเจอเพื่อนที่เจอกันตั้งแต่เราพักอยู่ย่างกุ้ง ผู้ชายชื่อปีเตอร์ ผู้หญิงชื่อดาเลีย เป็นช่างภาพ และสถาปนิคชาวเยอรมนี ทั้งสองคนยังอยู่ที่นี่ตั้งแต่ครั้งที่เราเจอกันครั้งสุดท้าย เพราะดาเลียนางไม่สบาย เลยไปไหนไม่หวังต้องพักผ่อน กลับมาถึงนางก็ถามเราว่า เฮ้ยไปไหนมาบ้างเล่าให้ฟังหน่อย เราก็เล่าเกี่ยวกับภาพความสวยงามทั้งพุกาม และสะพานอูเบ็งให้ฟัง แล้วปีเตอร์ก็สำทับมาว่า " หลายวันที่ผ่านมาผมก็ไปหลายที่เหมือนกัน คืนนั้นนอนชั้น 3 เปลี่ยนมานอนชั้น 2 แล้วย้ายมานอนชั้น 1 วันนี้ก็จะย้ายไปอีกโรงแรมนึงเพราะที่นี่เต็ม นั่นไงอิจฉาผลหล่ะสี๊....." แล้วเราก็หัวเราะร่วนด้วยกัน 


เอ้อลืมเล่าว่า จริงๆ เรามีแผนจะไปทะเลสาบอินเลต่อ แต่พอดีหลังจากเจอพี่ไทเลอร์ที่พุกาม เราก็ติดต่อพูดคุยกันตลอด แกมีความหวังอันแรงกล้า ที่จะให้เรากลับมาย่างกุ้ง แล้วให้โอกาสแกได้พาเที่ยว เราก็เลยปลงใจกลับมาย่างกุ้ง และเททะเลสาบอินเล เพราะเราคิดว่า มิตรภาพระหว่างการเดินทางมันเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นภาพที่เราอยากได้มากกว่าจุดหมายปลายทางของสถานที่
 ในคืนนั้นพี่ไมเลอร์พาเราเที่ยวรอบย่างกุ้ง เริ่มตั้งแต่พาไปเลี้ยงอาหารมื้ออร่อย พาไปทะเลสอบอินยา ผ่านหน้าบ้านอองซานซูจี ขับไปดูเรือการะเวก พาไปไหว้ชเวดากองตอนกลางคืน ที่ทำให้เราได้พบกับพอลลี่ นางงามในดวงใจด้วยความบังเอิญ และสุดท้ายพาเราไปนั่งที่บาร์แห่งหนึ่งในย่างกุ้งที่มีวิวด้านหลังเป็นเป็นเจดีย์ชเวดากอง และปิดท้ายด้วยการไปนอนที่บ้านของแก เพื่อที่ตื่นเช้ามาจะได้ไปกินอาหารเช้า และพาเที่ยวนิดหน่อยก่อนแกไปทำงาน

ขึ้นรถปุ๊บแกก็หยิบถุงใส่โลงจีตัวนี้ให้เป็นของขวัญที่มาเยือน ได้ความว่าเป็นโลงจีดั้งเดิมจากยะไข่ ที่จะใช้ใส่ในพิธีสำคัญๆ

อาหารมื้ออร่อย

เยี่ยมชมเรือการะเวก

ไหว้เจดีย์ชเวดากองตอนกลางคืน



เจอพอลลี่ตัวเป็นๆ




นั่งร้าน Vista Bar ที่มีเจดีย์ชเวดากองเป็นฉากหลังไกลๆ อันสวยงาม

กรึ่มเต็มที

ตื่นเช้ามาเจดีย์โบตั๊ดตาว

ไหว้พระทันใจ และเจอทัวร์ไทย

การมาเมียนมาร์เสน่ห์สำคัญของที่นี่ที่เราจะต้องเห็นคือการนุ่ง โลงจี ซึ่งทั้งผ้าถุงของผู้หญิง และโสร่งของผู้ชายจะเรียกรวมๆ ว่าโลงจี ถ้าจะแยกโสร่งของผู้ชายนั้นจะเรียกว่า ปะโซ (pasoe)” จะเป็นลายตาราง ส่วนของผู้หญิงจะเรียกว่า ทะแมง (htamein)” ซึ่งมักเป็นลายดอก (อรวินท์ เมฆพิรุณ, 2556) ซึ่งเราจะเห็นชาวเมียนมาร์นุ่งโลงจีกันในชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติ โดยในฝั่งประเทศเมียนมาร์นั้นโลงจีได้ถูกบรรจุให้เป็นเครื่องแบบของฝ่ายราชการต่างๆ เช่นฝ่ายการศึกษาเช่นครู นักเรียน จะนุ่งโลงจีสีเขียว ฝ่ายสาธารณสุขเช่น พยาบาลจะนุ่งโลงจีสีแดง ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าชนชาติเมียนมาร์มีความแข็งแรงทางวัฒนธรรมและความเป็นตัวตนของตนเองสูงมาก


ในบริเวณเจดีย์โบทัตตาวจะมีท่าเรือที่เราสามารถไปเยี่ยมชมเพื่อดูวิถีชีวิตของคนได้เช่นเดียวกัน






หลังจากพี่ไทเลอร์ไปทำงานเราก็กลับมาจัดแจงตัวเองก่อนกลับ และภารกิจที่สำคัญคือการตามหาไปรษณีย์เพื่อส่ง Postcard กลับประเทศให้แฟนๆ A little Life  ซึ่งไปรษรีย์ที่นี่น่ากลัวมาก คือเราเดินเข้าทางข้างๆ แล้วขึ้นไปซื้อแสตมป์ประมาณชั้นสาม คือทางขึ้นน่ากลัว เหมือนเดินขึ้นตึกร้าง มีกรง กับผนังข้างๆ ที่เป็นสีลอกๆ และบันไดอันชวนสยอง


ทางเข้าด้านข้าง

ผิดกับด้านหน้าที่ดูดีขึ้นมาหน่อย

หวังว่าทุกคนคงได้รับกันหมดแล้ว

หลังจากส่งโปสการ์ดเสร็จสรรพ เราก็เดินกลับโรงแรม เพื่อที่จะได้ชื่นชมย่างกุ้งครั้งสุดท้ายก่อนกลับ

รวงข้าวที่แขวนไว้สำหรับนก

หนังจากไทยที่กำลังมาแรงในเมียนมาร์ แม่แต่พี่ไทเลอร์ก็ยังถาม



กระเป๋ารถเมล์กับเสียงกังวาล 

ร้านอาหารข้างทางสไตล์เมียนมาร์

ตึกที่มีสีสันสดใส

และความสดใสของเด็กๆ

และการเผชิญหน้าของผู้ที่ไม่ปรากฎตัวในปัจจุบัน

อีกทางเลือกของการเดินทาง

ข้ามถนนที่ต้องใช้ Skill ขั้นสูง

กับรถที่ไม่เคยหยุด และทางมาลายที่ไม่มีผล



มรดกจากยุคอาณานิคม

มรดกของมวลมนุษยชาติ


รถเมล์

คอหวย

กรงรถ

แม้แต่รองเท้า ก็ยังมีรองเท้าเมียนมาร์

นิยมกว้างขวางทั้งชาย และหญิง

ชั่วโมงเร่งด่วน รถติดไม่แพ้กรุงเทพ

ความงามในแบบฉบับ

เหนื่อยนักพักหน่อย

ถ่ายได้ แต่ขอไม่มองกล้องนะ

หาว

CP Around The World

และก่อนกลับคืนนี้พี่ไทเลอร์ก็พาเราไปกินมื้อค่ำเลี้ยงส่ง ก่อนจะแยกย้ายและมาส่งสนามบิน ก่อนที่จะเผยความในใจว่า แกเครซี่คนไทย และเมืองไทยมาก ตอนรู้ว่าเราเป็นคนไทย แกบอกว่าใจแกเต้นตึ๊กตั๊ก แต่ต้องเก็บอาการ ก่อนมาพุกามหมอดูบอกว่าจะได้มาเจอคนคนหนึ่งที่ทำให้แกมีความสุข และที่พุกามวันนั้นแกก็เจอเรา แกบอกว่าการพูดคุยสั้นๆ ตอนชมพระอาทิตย์ตกวันนั้นทำให้แกอยากรู้จัก และอยากต้อนรับเราให้ดีที่สุดในฐานะผู้มาเยือนบ้างเกิดเมืองนอนแก ขอบคุณและรักอะโกมากๆ


การเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่เราไปลาว ตอนไปลาวทุกอย่างมันง่ายมาก เพราะเราพูดภาษาเดียวกัน เราสามารถสร้างสัมพันธภาพกับใคร ผ่านการพูดคุยและทักษะส่วนตัวที่เรามีได้โดยง่าย แต่มาเมียนมาร์ครั้งนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป มันยากขึ้น เพราะเราคุยกันคนละภาษา ความเป็น ฉัน เป็น เธอมันชัดเจนมาก ข้อนี้มันท้าทายเรา ว่าเราจะทำอย่างไรให้ตัวเราเองเก่งขึ้น และสามารถเดินทางได้อย่างมีความสุข เพราะการเดินทางของเรามันไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวไปดูสถานที่นู่นนี่นั่น แต่สิ่งที่เราหลงเสน่ห์และรักสำหรับการเดินทางคือ การที่เราได้ปฏิสัมพันธ์ ได้พูดคุย ได้สร้างเยื่อใยบางอย่างระหว่างเราและคนที่เราได้พบเห็นระหว่างทาง ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่เราออกเดินทาง และมักแวะระหว่างทางเสมอเมื่อเราเจอคนที่เราประทับใจ แต่คงเป็นโชคดีที่เราได้มีโอกาสฝึกงานที่แม่สอด เราได้รู้จักคนเมียนมาร์มาพอสมควร เราได้เรียนรู้ภาษามาระดับหนึ่ง อันนี้เป็นความบังเอิญที่เราเองก็ตกใจ เพราะเราจองตั๋วมาเมียนมาร์ก่อนที่เราจะมาเลือกที่ฝึก
การมาครั้งนี้ของเรามันกลับง่ายไม่น่าเชื่อ การรู้จักภาษาเมียนมาร์ไม่กี่ประโยคกลับทำให้เราเป็นที่เอ็นดูของคนที่นี่มากขึ้นเป็นกอง ทุกคนจะแปลกใจและยินดีทุกครั้งเวลาที่เราพูดภาษาเมียนมาร์กับเขา โดยเฉพาะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรานุ่งโสร่ง ทาสะนาคา ทุกคนจะรักและเอ็นดูเรามาก เรามักได้เพื่อนร่วมพูดคุยเสมอไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ เรามักได้รอยยิ้มตอบกลับและคำชื่นชมตลอดการเดินทางจากคนท้องถิ่น หลายครั้งที่เรามักจะได้เพิ่มข้าวจากแม่ค้าและพนักงานทำอาหารเช้าที่โรงแรม หลายครั้งที่เราถูกเชื้อเชิญให้ไปบ้านของคนท้องถิ่นเพียงแค่ไปกินน้ำชาที่เขารินให้และไปนั่งดูอัลบั้มรูปของครอบครัวเขา 1 ครั้งที่เราถูกเชื้อเชิญให้ไปกินข้าวที่บ้าน และได้อาบน้ำที่บ้านเขา หลายครั้งที่หลายคนบอกว่า ยิ้มของเราทำให้เราเข้าถึงได้ง่าย หลายครั้งที่คนท้องถิ่นที่นี่มักเชื้อเชิญให้เราไปเมืองของเขาและไปปาร์ตี้ด้วยกันถ้ามีโอกาส หลายครั้งที่เราได้เข้าไปนอนไปเยี่ยมชมในที่ๆ เขียนว่า Staff only หลายครั้งที่เราได้มีคนที่คอยทาสะนาคาและนุ่งโลงจี (โสร่ง) ให้เรา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเราพยายามละลายความเป็นฉัน เธอ และสร้างคำว่าเราขึ้นมาแทนที่ เราว่ามันจำเป็นอย่างมากสำหรับนักเดินทางอย่างเราผู้กระหายมิตรภาพและอยากเรียนรู้สถานที่ที่ไป ที่ต้องวางอัตตาและความยิ่งใหญ่ของตัวเอง โน้มตัวลงเรียนรู้และให้เกียรติกับสิ่งที่เขาเป็น เพราะการที่เราเป็นแบบเขาคือการที่เราสะท้อนกลับให้เห็นว่าตัวตนในแบบฉบับของเขานั้นมีคุณค่า และได้รับการเคารพจากเรา เมื่อเขาเห็นความเป็นตัวเขาที่ผ่านการแสดงออกโดยคนอื่น สิ่งนั้นจะกลับไปสร้างความอิ่มเอมภายในใจ ให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นตัวเขา และชื่นชมกับเราในฐานะ เราผู้ที่ให้ความเคารพและสนใจในความเป็นเขา
เราว่าเหตุผลในการออกเดินทางของใครหลายคนต่างกัน สำหรับเราแล้วครั้งแรกที่ตัดสินใจออกเดินทางก็เพื่ออยากเริ่มต้นทำอะไรบางอย่าง เราอยากเห็นโลก อยากให้โอกาสตัวเองในการเติบโต เรารู้แค่ว่าการเดินทางจะกลับเข้ามาเติมเต็มเร็ว มันจะทำให้เราได้เรียนรู้ และได้เติบโตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ในวันนี้เราเห็นแล้วว่าการเดินทางมันมีความหมายกับเรามาก การเดินทางมันย้ำให้เรารู้จักตัวเองจากภายในมากขึ้นว่าเราคือใคร และมันช่วยขัดเกลาภายนอกของเราที่ต้องแสดงออกกับคนอื่นให้ราบเรียบยิ่งขึ้น การเดินทางทำให้เราได้ออกมามองตัวเอง เห็นตัวเองในบริบทที่เปลี่ยนไป มันทำให้เราได้เห็นกรอบอะไรบางอย่างที่เราเคยยึดติดและถูกครอบไว้ มันช่วยละลายและลบเหลี่ยมคมแห่งความยึดมั่นถือมั่นในอะไรบางอย่างให้เบาบางลง และสิ่งสำคัญที่สุด เราได้รู้จักเพื่อนมนุษย์ และรู้จักบริหารส่วนดีในตัวให้มันสุกปลั่งอยู่ตลอดเวลา

ขอบคุณการเดินทางจากหัวใจ

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...