การถกเถียงประเด็นรับ ไม่รับ ด้วยเหตุผลเป็นสิ่งที่พอจะอ่านได้
และเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจในความคิดเห็นที่แตกต่าง
แต่การเหยียดหยาม ด่าทอ ผลิตวาทกรรมรุนแรง ใส่ร้าย
และสร้างภาพประทับของการ "ไม่ใช่มนุษย์" หรือมี "ค่าน้อยกว่ามนุษย์" ทั่วไป
ให้กับ โรฮิงญา นั้นเป็นสิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุด
โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นกับคนสังคมสงเคราะห์หลายคน
ช่วงนี้มักเห็นความกระอักกระอ่วนทางจริยธรรมทางวิชาชีพ
และความคิดความเชื่อส่วนบุคคลหลายคนเกิดคำถามว่า
"ไหนเรื่องนี้ต้องคิดแบบสังคมสงเคราะห์ยังไงเหรอ"
"สิ่งที่เราเรียนขัดแย้งกับความเป็นจริง"
"ตอนนี้ขอคิดตามความเป็นจริงก่อนนะ สิ่งที่เรียนเก็บไว้ก่อน"
ซึ่งเจอหลายโพสต์ หลายสเตตัสก็เลยเกิดคำถามในใจเหมือนกันว่า
ท่ามกลางความจริงอันโหดร้ายของสังคมที่มีหลากมิติและหลายส่วนที่ผลักดัน
ให้คนต้องตกอยู่ในชายขอบ และถูกลดทอนจนไม่เหลือความเป็นคนแบบนี้
หลักคิด จริยธรรม ทางวิชาชีพที่เราร่ำเรียนมา จะถูกผสานลงไปในตัวตนของเรา
และแข็งแกร่งพอที่เราจะต้านแรงปะทะทางความคิดหลักของสังคมที่กำลังเบียดขับ
และจำกัดทางเลือกแล้วลุกขึ้นยืนเคียงข้างคนกลุ่มนี้
เพื่อเป็นปากเป็นเสียงแทนเค้าไม๊ เพราะถ้าไม่ใช่เราแล้วเขาจะเหลือใคร?
ยังไม่ต้องพูดถึง รับ ไม่รับ แต่การให้ความเห็นอกเห็นใจและยืนเคียงข้าง
ไม่ไหลตามไปกับการผลิตซ้ำความรุนแรง การเหยียดหยามโจมตี
ซึ่งเป็นการกระทำซ้ำพวกเขานั้นเราละเอียดอ่อนกันพอหรือยัง
เราถูกฝึกมากับการให้ความสำคัญกับ "ข้อเท็จจริง" มากกว่า "ข้อมูล"
เราพูดกันว่า "เราจะไม่ตัดสินใครจากพฤติกรรมสุดท้ายของเขา"
แต่หลายครั้งเรายังเห็นการแชร์ข้อมูลที่เป็นข้อมูลที่ัไม่ใช่ข้อเท็จจริง
แล้วเอาอารมณ์ร่วมลงไปด่าทอ ประชดประชัน ผลิตซ้ำ กระจายเกลื่อน
จนละเลยการตั้งคำถามว่าถ้ามันเกิดขึ้นจริง
เหตุแห่งการณ์แสดงพฤติกรรมนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร
ใครเป็นคนให้เรื่องราว แล้วผู้ให้เรื่องราวมีทัศนคติแบบไหน เราละเลยไปเสียสิ้น
พักนี้เราเห็นหลายวาทกรรมที่ใช้แพร่หลายมากคือ "ศีลธรรมต้องมีขอบเขต"
ซึ่งเกิดคำถามขึ้นในใจเหมือนกันว่าขอบเขตที่ว่านั้นคืออะไร
การเห็นคนป่วยในเรือกำลังจะตาย
ทั้งที่เป็นโรคและอาการที่สามารถรักษาได้ในยุคนี้นั้น
แล้วมันต่างอะไรกับการผลักไสให้ไปตายทางอ้อม
นี่ขอบเขตของศีลธรรมที่เราหมายถึงใช่หรือไม่
"มองความจริงด้วย อย่ามัวแต่โลกสวย" ก็เกิดสงสัยเหมือนกันว่า
เราจะมองความจริงกันอย่างไรดี แล้วความจริงแบบไหน
ที่มันจะไม่เป็นการกระทำซ้ำ และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับมนุษย์ได้มากขึ้น
หลังจากฝึกงานที่ได้คลุกคลีกับพี่น้องเมียนมาร์ชาติพันธุ์ต่างๆ
ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์ และเหตุการณ์ต่างๆ ในเมียนมาร์
ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่แม้จะได้รับการยอมรับจากรัฐบาล
ทำให้เราเห็นความจริงอันแสนโหดร้ายที่เกิดขึ้น
จึงเป็นคำถามให้ตัวเองเหมือนกันว่า ถ้าเราทำนามาอย่างหนัก
เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้วจู่จู่ทหารเดินเอาข้าวที่เราเก็บไปทั้งหมดเราจะทำไง
เราจะทำไงถ้าเห็นพี่สาวของเราถูกลากไปข่มขืนต่อหน้าต่อตา
เราจะทำอย่างไรถ้าลูกชายในบ้านถูกเกณฑ์ไปเป็นลูกหาบ
ที่ต้องเดินแบกของให้ทหาร และอาจเหยีบกับระเบิด และถูกเขาตีตายได้ทุกเมื่อ
เราจะทำยังไงถ้าทำงานแทบตายแล้วมีคนแย่งเงินจากเราไป
เราจะทำยังไงกับเหตุการณ์เหล่านี้ หลายคนมาที่นี่ไม่ได้มาทำงาน
แต่มาเพื่อรักษาชีวิต แล้วกับโรฮิงญาที่ไม่ได้รับการยอมรับหล่ะ
จะหนักหนาสาหัสมากกว่าไปขนาดไหน
ในทางสังคมสงเคราะห์ตอนฝึกงานอ.จี๋ชี้ชวนให้เรามองคนกลุ่มนี้ว่า
เราจะมองเขาว่าเขาเป็น "เหยื่อ" (Victim) หรือ "ผู้รอดชีวิต" (Survivor)
ถ้ามองเป็นเหยื่อเราก็จะสงเคราะห์และสงสาร
และถ้ามองอย่างผู้รอดชีวิตเราจะเห็นพลังในการอยากมีชีวิต
ที่เป็นทรัพยาการสำคัญที่เราจะดึงมาทำงานต่อ
แต่ในทางกลับกันเหตุการณ์นี้มันกลับยิ่งแล้วใหญ่
เพราะมิติหลักที่เราเลือกมองเห็นเขาคือในฐานะของการเป็น "ผู้ร้าย"
ที่มันปิดช่องทางการทำงาน และการมองมนุษย์อย่างเข้าใจของเราไปเสียสิ้น
เราประชดประชันผู้อื่นว่าโลกสวยไม่พอ แต่การไม่ยอมรับความแตกต่าง
ทางความคิดของเรานำไปซึ่งการสร้างความเกลียดชังกับผู้ที่คิดต่างกับเราด้วย
เราเห็นคอมเม้นด่าทออย่างรุนแรง การประชดที่น่าขัน "รับไปไว้บ้านสักคนไม๊หล้า"
ซึ่งไม่เกิดบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนแล้ว ยังไม่ทำให้สถานการณ์อะไรดีขึ้นด้วย
ช่วงนี้เราเห็นการแชร์ข่าวที่โรฮิงญาเข้าไปร่วมฝึกกับโจรใต้
แล้วคนตกอกตกใจและประนามกันอย่างครึกโครม ถ้าเป็นเรื่องจริง
จึงเกิดคำถามเหมือนกันว่าเราต้องประนามใคร
โรฮิงญาจริงๆ เหรอที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นหรือสังคมเองที่กดดันและผลักไส
ให้เขาจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ณ จุดนั้น
จำเป็นต้องจากบ้านมาเพราะในบ้านไม่ยอมรับ คนนอกบ้านก็ไม่เอา
ไม่มีที่ทาง ไปไหนใครก็เหยียดหยาม ไร้ตัวตน ไม่มีจุดเกาะเกี่ยว
แต่เมื่อเจอกลุ่มก้อนที่เขามีตัวตนได้ และเขาสามาถทำอะไรบางอย่างได้
มีตัวตน ส่งผลสะเทือน แล้วจึงเข้าร่วม ก็เป็นเหตุเป็นผลที่พอคิดได้
และถ้าเป็นจริง โรฮิงญา ก็ยังผิดอยู่ดีใช่ไม๊
เราไม่มีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้กันจริงๆเหรอ
ในขณะที่เรารณรงค์กันว่า Domestic Violence ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวไม่ใช่เรื่องผัวเมีย
แต่เมื่อเราเห็นความรุนแรง อันโหดร้ายที่เกิดขึ้นในบ้านของประเทศเพื่อนบ้านเรา
เรากลับเพิกเฉย และมองว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของประเทศเค้า
ขนาดเค้ายังไม่เอา แล้วเราจะไปสนใจทำไม การเพิกเฉย
และไม่มีส่วนในการกดดันของประเทศไทย อาเซียน และประชาคมโลก
ต่อเมียนมาร์ด้วยกลัวบาดหมางและผลกระทบทางศ.ก.นั้น
เป็นความเฉยชาที่น่ากลัวและน่าประนามที่สุด
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มาเรายังไม่ได้ยินข่าวมีใครประนาณ
และคิดคุยจริงจังเรื่องนี้ประเมียนมาร์เลย และไม่เห็นวี่แวว
.................................................................................................
วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนที่จะได้ "สังคมสงเคราะห์ศาสตร์บัณฑิต"
ยังคงเชื่อมั่นในคุณค่าของสังคมสงเคราะห์เสมอ
สถานการณ์หนักๆ หลายอย่างยิ่งเป็นบททดสอบคุณค่าของวิชาชีพ
และเป็นการทดสอบตัวเองในฐานะศิษย์แห่งสำนักนี้
รักมาก ไปสอบกันเถอะ!
และเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจในความคิดเห็นที่แตกต่าง
แต่การเหยียดหยาม ด่าทอ ผลิตวาทกรรมรุนแรง ใส่ร้าย
และสร้างภาพประทับของการ "ไม่ใช่มนุษย์" หรือมี "ค่าน้อยกว่ามนุษย์" ทั่วไป
ให้กับ โรฮิงญา นั้นเป็นสิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุด
โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นกับคนสังคมสงเคราะห์หลายคน
ช่วงนี้มักเห็นความกระอักกระอ่วนทางจริยธรรมทางวิชาชีพ
และความคิดความเชื่อส่วนบุคคลหลายคนเกิดคำถามว่า
"ไหนเรื่องนี้ต้องคิดแบบสังคมสงเคราะห์ยังไงเหรอ"
"สิ่งที่เราเรียนขัดแย้งกับความเป็นจริง"
"ตอนนี้ขอคิดตามความเป็นจริงก่อนนะ สิ่งที่เรียนเก็บไว้ก่อน"
ซึ่งเจอหลายโพสต์ หลายสเตตัสก็เลยเกิดคำถามในใจเหมือนกันว่า
ท่ามกลางความจริงอันโหดร้ายของสังคมที่มีหลากมิติและหลายส่วนที่ผลักดัน
ให้คนต้องตกอยู่ในชายขอบ และถูกลดทอนจนไม่เหลือความเป็นคนแบบนี้
หลักคิด จริยธรรม ทางวิชาชีพที่เราร่ำเรียนมา จะถูกผสานลงไปในตัวตนของเรา
และแข็งแกร่งพอที่เราจะต้านแรงปะทะทางความคิดหลักของสังคมที่กำลังเบียดขับ
และจำกัดทางเลือกแล้วลุกขึ้นยืนเคียงข้างคนกลุ่มนี้
เพื่อเป็นปากเป็นเสียงแทนเค้าไม๊ เพราะถ้าไม่ใช่เราแล้วเขาจะเหลือใคร?
ยังไม่ต้องพูดถึง รับ ไม่รับ แต่การให้ความเห็นอกเห็นใจและยืนเคียงข้าง
ไม่ไหลตามไปกับการผลิตซ้ำความรุนแรง การเหยียดหยามโจมตี
ซึ่งเป็นการกระทำซ้ำพวกเขานั้นเราละเอียดอ่อนกันพอหรือยัง
เราถูกฝึกมากับการให้ความสำคัญกับ "ข้อเท็จจริง" มากกว่า "ข้อมูล"
เราพูดกันว่า "เราจะไม่ตัดสินใครจากพฤติกรรมสุดท้ายของเขา"
แต่หลายครั้งเรายังเห็นการแชร์ข้อมูลที่เป็นข้อมูลที่ัไม่ใช่ข้อเท็จจริง
แล้วเอาอารมณ์ร่วมลงไปด่าทอ ประชดประชัน ผลิตซ้ำ กระจายเกลื่อน
จนละเลยการตั้งคำถามว่าถ้ามันเกิดขึ้นจริง
เหตุแห่งการณ์แสดงพฤติกรรมนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร
ใครเป็นคนให้เรื่องราว แล้วผู้ให้เรื่องราวมีทัศนคติแบบไหน เราละเลยไปเสียสิ้น
พักนี้เราเห็นหลายวาทกรรมที่ใช้แพร่หลายมากคือ "ศีลธรรมต้องมีขอบเขต"
ซึ่งเกิดคำถามขึ้นในใจเหมือนกันว่าขอบเขตที่ว่านั้นคืออะไร
การเห็นคนป่วยในเรือกำลังจะตาย
ทั้งที่เป็นโรคและอาการที่สามารถรักษาได้ในยุคนี้นั้น
แล้วมันต่างอะไรกับการผลักไสให้ไปตายทางอ้อม
นี่ขอบเขตของศีลธรรมที่เราหมายถึงใช่หรือไม่
"มองความจริงด้วย อย่ามัวแต่โลกสวย" ก็เกิดสงสัยเหมือนกันว่า
เราจะมองความจริงกันอย่างไรดี แล้วความจริงแบบไหน
ที่มันจะไม่เป็นการกระทำซ้ำ และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับมนุษย์ได้มากขึ้น
หลังจากฝึกงานที่ได้คลุกคลีกับพี่น้องเมียนมาร์ชาติพันธุ์ต่างๆ
ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์ และเหตุการณ์ต่างๆ ในเมียนมาร์
ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่แม้จะได้รับการยอมรับจากรัฐบาล
ทำให้เราเห็นความจริงอันแสนโหดร้ายที่เกิดขึ้น
จึงเป็นคำถามให้ตัวเองเหมือนกันว่า ถ้าเราทำนามาอย่างหนัก
เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้วจู่จู่ทหารเดินเอาข้าวที่เราเก็บไปทั้งหมดเราจะทำไง
เราจะทำไงถ้าเห็นพี่สาวของเราถูกลากไปข่มขืนต่อหน้าต่อตา
เราจะทำอย่างไรถ้าลูกชายในบ้านถูกเกณฑ์ไปเป็นลูกหาบ
ที่ต้องเดินแบกของให้ทหาร และอาจเหยีบกับระเบิด และถูกเขาตีตายได้ทุกเมื่อ
เราจะทำยังไงถ้าทำงานแทบตายแล้วมีคนแย่งเงินจากเราไป
เราจะทำยังไงกับเหตุการณ์เหล่านี้ หลายคนมาที่นี่ไม่ได้มาทำงาน
แต่มาเพื่อรักษาชีวิต แล้วกับโรฮิงญาที่ไม่ได้รับการยอมรับหล่ะ
จะหนักหนาสาหัสมากกว่าไปขนาดไหน
ในทางสังคมสงเคราะห์ตอนฝึกงานอ.จี๋ชี้ชวนให้เรามองคนกลุ่มนี้ว่า
เราจะมองเขาว่าเขาเป็น "เหยื่อ" (Victim) หรือ "ผู้รอดชีวิต" (Survivor)
ถ้ามองเป็นเหยื่อเราก็จะสงเคราะห์และสงสาร
และถ้ามองอย่างผู้รอดชีวิตเราจะเห็นพลังในการอยากมีชีวิต
ที่เป็นทรัพยาการสำคัญที่เราจะดึงมาทำงานต่อ
แต่ในทางกลับกันเหตุการณ์นี้มันกลับยิ่งแล้วใหญ่
เพราะมิติหลักที่เราเลือกมองเห็นเขาคือในฐานะของการเป็น "ผู้ร้าย"
ที่มันปิดช่องทางการทำงาน และการมองมนุษย์อย่างเข้าใจของเราไปเสียสิ้น
เราประชดประชันผู้อื่นว่าโลกสวยไม่พอ แต่การไม่ยอมรับความแตกต่าง
ทางความคิดของเรานำไปซึ่งการสร้างความเกลียดชังกับผู้ที่คิดต่างกับเราด้วย
เราเห็นคอมเม้นด่าทออย่างรุนแรง การประชดที่น่าขัน "รับไปไว้บ้านสักคนไม๊หล้า"
ซึ่งไม่เกิดบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนแล้ว ยังไม่ทำให้สถานการณ์อะไรดีขึ้นด้วย
ช่วงนี้เราเห็นการแชร์ข่าวที่โรฮิงญาเข้าไปร่วมฝึกกับโจรใต้
แล้วคนตกอกตกใจและประนามกันอย่างครึกโครม ถ้าเป็นเรื่องจริง
จึงเกิดคำถามเหมือนกันว่าเราต้องประนามใคร
โรฮิงญาจริงๆ เหรอที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นหรือสังคมเองที่กดดันและผลักไส
ให้เขาจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ณ จุดนั้น
จำเป็นต้องจากบ้านมาเพราะในบ้านไม่ยอมรับ คนนอกบ้านก็ไม่เอา
ไม่มีที่ทาง ไปไหนใครก็เหยียดหยาม ไร้ตัวตน ไม่มีจุดเกาะเกี่ยว
แต่เมื่อเจอกลุ่มก้อนที่เขามีตัวตนได้ และเขาสามาถทำอะไรบางอย่างได้
มีตัวตน ส่งผลสะเทือน แล้วจึงเข้าร่วม ก็เป็นเหตุเป็นผลที่พอคิดได้
และถ้าเป็นจริง โรฮิงญา ก็ยังผิดอยู่ดีใช่ไม๊
เราไม่มีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้กันจริงๆเหรอ
ในขณะที่เรารณรงค์กันว่า Domestic Violence ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวไม่ใช่เรื่องผัวเมีย
แต่เมื่อเราเห็นความรุนแรง อันโหดร้ายที่เกิดขึ้นในบ้านของประเทศเพื่อนบ้านเรา
เรากลับเพิกเฉย และมองว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของประเทศเค้า
ขนาดเค้ายังไม่เอา แล้วเราจะไปสนใจทำไม การเพิกเฉย
และไม่มีส่วนในการกดดันของประเทศไทย อาเซียน และประชาคมโลก
ต่อเมียนมาร์ด้วยกลัวบาดหมางและผลกระทบทางศ.ก.นั้น
เป็นความเฉยชาที่น่ากลัวและน่าประนามที่สุด
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มาเรายังไม่ได้ยินข่าวมีใครประนาณ
และคิดคุยจริงจังเรื่องนี้ประเมียนมาร์เลย และไม่เห็นวี่แวว
.................................................................................................
วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนที่จะได้ "สังคมสงเคราะห์ศาสตร์บัณฑิต"
ยังคงเชื่อมั่นในคุณค่าของสังคมสงเคราะห์เสมอ
สถานการณ์หนักๆ หลายอย่างยิ่งเป็นบททดสอบคุณค่าของวิชาชีพ
และเป็นการทดสอบตัวเองในฐานะศิษย์แห่งสำนักนี้
รักมาก ไปสอบกันเถอะ!