วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์6: ตะลุยมัณฑะเลย์ กับบรรยากาศโคตรฟินที่สะพานไม้สักอูเบ็ง

หลังจากที่พนักงานโรงแรมนัดแนะเรื่องแชร์รถเพื่อไปทัวร์มันฑะเลย์ให้เสร็จสรรพ วันนี้เราก็เลยมีเพื่อนร่วมเที่ยวด้วยกันทั้งหมด 5 คน โดยที่แรกที่เราไปกันคือ พระมหามัยมุนี 1 ใน 5 มหาบูชาสถานของประเทศเมียนมาร์ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเราดีใจมากที่ได้มีโอกาสมาสักการะ เพราะตอนแรกเราไม่ได้รู้เลยว่าเมียนมาร์มี 5 มหาบูชาสถาน และต้องมา แต่ด้วยโชคชะตา และความบังเอิญทำให้เราได้มีโอกาสกราบไหว้ทั้ง 5 บูชาสถาน และที่สุดท้ายก็คือ ที่พระมหามัยมุนีแห่งนี้

พระมหามัยมุนี ที่สุดแห่งความงามจากยะไข่

ภายในวิหารที่ขึ้นสู่การปิดทองจะอนุญาตให้เฉพาะเพศชายเท่านั้น

ตามตำนานเนี่ยเขาเล่ากันว่าแต่เดิมพระมหามัยมุนีนี่ไม่ได้อยู่ที่มัณฑะเลย์หรอก แท้จริงอ่ะเป็นสมบัติล้ำค่าของชาวยะไข่โน่น แต่ด้วยเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องความสวยสดงดงาม และความศักดิ์สิทธิ์เลยทำให้กษัตริย์พม่าในแต่ละยุคสมัยยกทัพไปหวังจะแย่งชิงกันมานักต่อนักแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ จนมาถึงยุคพระเจ้าปดุงผู้เกรียงไกรกองทัพพม่าถึงจะทำสำเร็จได้ แกก็เลยอัญเชิญพระมหามัยมุนีมาประดิษฐานที่มัณฑะเลย์ เล่นเอาคนยะไข #ร้องไห้หนักมาก กันเลยทีเดียว คงคล้ายกับกรณีที่ไทยยกทัพไปรบกับลาวแล้วก็เชิญพระแก้วมรกตกลับมาด้วยนั้นแหละ ทุกวันนี้คนเวียงจันทน์หรือคนลาวเองก็ยังเศร้าเสียดายและยังไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


ซึ่งว่ากันว่าพระมหามัยมุนีเนี่ยเป็นพระพุทธรูปเนื้อนิ่ม คือกดลงไปแล้วจะไม่แข็ง กดแล้วบุ๋ม แต่จากการจับจริงมาแล้วบอกเลยค่ะว่าแข็ง ไม่บุ๋ม 5555 แต่อาจจะมีเนื้อสัมผัสที่ดีกว่าหน่อย เพราะที่เราเห็นเนื้อตัวท่านตะปุ่มตะป่ำอยู่นั้นเกิดจากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนค่ะ ที่ทยอยปิดทองกันมาหลายยุคหลายสมัย จนทองเต็มตัวเกาะตัวกันเป็นเนื้อใหม่ อย่างที่เราเห็นกัน




ซึ่งยอมรับเลยว่าพระมหามัยมุนีนี่สวยงามจริงๆ คือสวยจนต้องเราเองต้องเกรง ความงดงามทางศิลปะข่มเราให้ต้องสงบ และสักการะโดยอัตโนมัติ ยิ่งรวมกับพลังศรัทธาจากชาวเมียนมาร์ที่มากราบไหว้ นั่งสมาธิ สวดมนต์กันข้างนอกด้วยแล้วนะ โอ้โหวววว ขนลุกสิค่ะคุณ


ซึ่งคนที่นี่เชื่อว่าพระท่านมีชีวิตมีลมหายใจอยู่จริงๆ ช่วงเช้าของทุกวัน ณ วัดแห่งนี้เลยมีพิธีที่โด่งดังและสำคัญมากๆ คือพิธีล้างหน้า แปรงฟันพระมหามัยมุนี ซึ่งเราไม่ได้ตื่นมาดูหรอก เพราะเช้ามาก

การสักการะด้านนอก ที่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง

สถานที่ต่อไปเราก็ไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำอิระวดีชื่อว่าหมู่บ้านมิงกุน ซึ่งหมู่บ้านนี้มีของดีของเด็ดอยู่คือ เจดีย์มิงกุน คือ พระเจ้าปดุงเนี่ยหลังจากที่แกไปแย่งพระมหามัยมุนีมาจากยะไข่แล้ว แกไม่หยุด แกอยากจะแสดงพลังอำนาจของแกอีก  แกเลยอยากสร้างเจดีย์ให้ใหญ่โตมโหฬาร ให้ใหญ่สุด ปังสุด ให้คนลือกันไปสามแคว้นแปดแคว้น เลยเป็นที่มาของเจดีย์มิงกุนที่แกคาดหวังว่าเจดีย์นี้ต้องสูง 150 เมตร สร้างไปสร้างมาแกสิ้นพระชนม์ซะก่อน เลยได้แค่ตัวฐานสูง 50 เมตร โอ้โหวววว นี่แค่ฐานนะคะ ถ้าสร้างเสร็จขึ้นมานี่คงถึงยอดเขาพระสุเมรุ ตั้งแต่วันนั้นมาเจดีย์มิงกุลก็ยังคาราคาซังมีแค่ฐานไม่มีใครสร้างต่อ
ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่าถ้าสร้างเสร็จแล้วจะสูงขนาดไหน ลองคิดต่อว่าเสมือนมีฐานที่เห็นในภาพต่อขึ้นไปอีกสองอันอ่ะค่ะ

มิงกุลเจดีย์ เจดีย์ที่สร้างไม่เสร็จ

ฐานเจดีย์มิงกุล 

กว่าจะขึ้นถึง เล่นเอาหอบ

ทัศนียภาพของแม่น้ำอิระวดีมองจากข้างบนฐานเจดีย์มิงกุน
ซึ่งเมื่อขึ้นมาถึงข้างบนฐานเจดีย์แล้วเราสามารถเดินเต็ดเตร่ดูวิวได้ 360 องศาเลยค่า ก็จะมีภูเขา แม่น้ำ หมูบ้านเล็กๆ ให้เราได้ดูชมกัน แต่บรรยากาศวันนี้ร้อนมาก


ในระหว่างนั่งพักเราได้มีโอกาสเพื่อนร่วมรถกับเรานางชื่อเจนนิเฟอร์ เป็นสาวมะกันที่เดินทางมาแล้วหลายประเทศนางเล่าให้ฟังว่า

"ฉันเกิดที่ฟิลิปปินส์ แต่ย้ายมาอยู่ที่เมกาตั้งแต่ 6 ขวบ
ตอนนี้ฉันเลยเป็นอเมริกันเต็มตัว ครอบครัวฉันก็อยู่ที่เมกากันหมด
ตอนนี้ฉันเพิ่งเสร็จจากการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่เกาหลี
ฉันสอนอยู่ที่นั่น 4 ปี กับเด็กๆ มัธยม"

"ฉันได้ออกเดินทางมาหลายครั้ง ฉันต้องห่างจากครอบครัว
ฉันเลยสร้างบล็อกเอาไว้อัพเดทให้ครอบครัวและเพื่อนๆ
รู้ว่าตอนนี้ฉันกำลังทำอะไร ชีวิตฉันเป็นไงบ้าง ฉันได้พบเห็นอะไรบ้าง
สำหรับปี 2015 นี้ฉันเริ่มเดินทางไล่มาจากเนปาล 
และตอนนนี้อยู่เมียนมาร์ หลังจากนี้ฉันจะไป มาเลเซีย 
สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี นิวซีแลด์
แล้วก็กลับอเมริกาสักที"

: ติดตามการเดินทางของ เจนนิเฟอร์ได้ที่ 
http://jenjilla.blogspot.com/

เจนนิเฟอร์ สาวมะกัน เชื้อสายฟิลิปปินส์
อีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่คืออีสัตว์สองตัวที่หันหลังอยู่นี่แหละค่ะ ให้ทายว่าเป็นตัวอะไร.....เดาเลยว่าหลายคนทายว่าช้าง เราถามทุกคนในทีมที่ไปกันนางก็ทายว่าช้าง แต่จริงๆ แล้วนางคือสิงโตค่ะ เอ้า งง ใช่มั้ย เพราะกูก็งง ซึ่งนางคงเป็นสิงโตที่อ้วนมากที่สุดในโลกแน่ๆ (เดฟ เพื่อนชายชาวอังกฤษให้ความเห็น) ซึ่งเหตุที่นางดูอ้วนท้วนไม่สมส่วนอย่างนี้เพราะว่านางเคยโดนแผ่นดินไหว ทำให้นู่นหักนี่หล่นไป ไม่เหลือเค้าสิงโตให้เห็น แต่เอาจริงเถอะ ถ้าเป็นสิงโตจริงๆ นางก็ยังเป็นสิงโตที่อ้วนอยู่ดี

สิงโตอ้วน

หลังจากนั้นพี่คนขับก็พาเราไปเมืองสะกายเอย อังวะเอย ซึ่งสิ่งที่พิเศษที่สุดในเมียนมาร์คือ วัดและเจดีย์มีทุกที่เต็มไปหมด คือมันเต็มทุกตารางนิ้ว เหมือนเห็ดหน้าฝน ซึ่งถ้าเราขึ้นไปมองจากบนภูเขานะสีทองยอดเจดีย์นี่มีให้เห็นละลานตาไปหมดเลยแหละ เราเข้าวัดจนเกิดอาการเบื่อ และเมาวัดอ่ะ





ซึ่งการเดินชมแต่ละวัดนะเราก็ต้องถอดรองเท้าใช่แมะ แล้วคือพื้นแต่ละที่นี่ร้อนวัวตาย ร้อนควายล้มมากๆ เดินไปกระโดดไป น้ำดื่มนี่คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเดินทางเลย ในระหว่างการพักเหนื่อยที่วัดแห่งหนึ่งเราได้มีโอกาสคุยกับเดฟเพื่อนชายชาวอังกฤษที่มาด้วยกัน ทำให้เราได้แรงบันดาลใจบางอย่างในการเดินทางกลับมา

"ผมฝันว่าจะออกเดินทางมาตั้งนานแล้ว
หลังจากจบปริญญาตรี ผมก็เข้าไปทำงาน 2 ปี 
ทำงานเก็บเงินเพื่อมาเดินทาง
ครั้งนี้ผมใช้เวลาท่องเที่ยวทั้งหมด 3 เดือน
ผมเริ่มจาก สิงคโปร์ ลาว กัมพูชา เมียนมาร์
หลังจากเสร็จจากเมียนมาร์แล้ว 
ผมจะไปเวียดนาม อินโดนีเซีย แล้วก็จะกลับ พ.ย.นี้
กลับไปทำงานหาเงินเพื่อมาเที่ยวใหม่ (หัวเราะ)"

"ผมทำงานเพื่อออกเดินทางหน่ะ"

: Dave เพื่อนรวมทางชาวอังกฤษ
ที่สำเนียงปราณีเรากว่าผู้ดีคนอื่นๆ

ติดตามการเดินทางของเดฟได้ที่ https://dpat1992.wordpress.com/

เดฟ หนุ่มผู้ทำงาน เพื่อเดินทาง
หลังจากเกิดอาการเบื่อวัดแล้วเราทุกคนก็ตกลงปลงใจกันว่า เราอยากตรงไปสะพานไม้สักอูเบ็งอันโด่งดังเลย ซึ่งสะพานไม้สักอูเบ็งนั้นตั้งอยู่ที่เมือง Amarapura ซึ่งเป็นอดีตเมืองหลวงเก่าของเมียนมาร์อีกแห่งหนึ่งก่อนย้ายไปมัณฑะเลย์ ซึ่งสะพานแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยรับสั่งของพระเจ้าปดุง เพื่อใช้ข้ามทะเลสาบตองตะมานทะเลสาบเล็กๆ ที่เป็นหัวใจของชาวบ้านแถวนี้ โดยไม้สักที่เอามาสร้างสะพานนั้นได้มาจากการรื้อพระราชวังเก่าที่กรุงอังวะ โดยใช้ไม้ถึ 1,208 ต้น โดยความยาวของสะพานนี้ยาวถึง 1.2 กม. เลยทีเดียวละค้าาาา

สะพานบูเบ็ง กับอาทิตย์ตกที่โคตรฟิน



โดยบนสะพานนั้นก็จะมีศาลาพักใจให้พักกันเป็นช่วงๆ ซึ่งจะมีพ่อค้าแม่ขายขายของบ้าง นั่งเม้ามอยกันบ้างตามประสา


โดยศาลาแรกที่เราเดินผ่านเราได้เจอกับกลุ่มโจ๋ท้องถิ่นที่ชวนเรากินเหล้าหมักตาลโตนดด้วย เค้าชวนแล้วไม่กินนี่ก็จะเป็นการเสียมารยาท อีนี่ก็เลยกิน โอ้โหววววว แรงมาก กินไปกึกนึงหน้าหยีเลยค่าาา คนทั้งศาลาหัวเราะกูกันใหญ่ ยอมใจเหล้าหมักที่นี่จริงๆ

โจ๋อูเบ็ง และเหล้าหมักรสแรง



ในระหว่างพักเราก็ได้มีโอกาสคุยกับบัสเตียน เพราะที่โรงแรมเราเห็นเขาแบกกีตาร์ติดตัวเดินทางมากับเขาด้วยแสดงว่ามันต้องมีความสำคัญมากแน่ๆ เพราะอีลำพังแค่แบกกระเป๋านี่ก็เหนื่อยมากแล้วนะ แต่นี่ดันแบกกีตาร์มาด้วย เลยได้ความว่า

"ผมเป็นนักดนตรีที่เดินทาง เวลาเดินทาง
ถ้าไม่เดินทางคนเดียว คุณก็จะไปกับคนที่คุณรัก
ผมรักดนตรี ผมเดินทางคนเดียว
แต่มีสิ่งที่ผมรักตามผมไปด้วยทุกที่"

อีห่าเท่ห์มาก เราทัชมาก คือคนเราเดินทางด้วยกันหลายเหตุผล และใครหลายคนก็มีเหตุผลในการเลือกผู้ร่วมเดินทาง แต่ทุกคนมักเลือกเดินทางกับคนที่สนิทใจที่สุด และมักจะพกอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นสิ่งที่รักที่สุดเพื่อให้เป็นหนึ่งในช่วงสำคัญของชีวิตไปด้วย การแบกกีตาร์ข้ามน้ำข้ามทะเลและประโยคที่นางกล่าวมาเลยทัชเรามาก ยอมแล้ว บัสเตียนจ๋า

บัสเตียน นักดนตรีผู้เดินทาง


ศาลาพักใจ

คือพระสงฆ์เมียนมาร์นี่มีหลายอย่างนะที่แตกต่างกับพระไทย แต่ที่เห็นแล้วแปลกสุดนี่คือนางสามารถถูกเนื้อต้องตัวหญิงสาว จีบกันหวานแหววกลางสะพานอย่างกะมาฮันนี่มูนได้นี่แหละ


ซึ่งชาวบ้านร้านตลาดก็ยังใช้สะพานแห่งนี้เป็นเส้นทางในการเดินทางสัญจรไปมา ทำมาหากินอยู่นะ เพราะเราจะเห็นวิถีชีวิตที่สวยงามได้ตลอดการข้ามสะพานที่บางช่วงข้ามน้ำ บางช่วงข้ามแผ่นดิน เราก็เลยจะได้เห็นว่าข้างล่างสะพานมีทั้งคนตกปลา เลี้ยงเป็ด ปลูกผัก เลี้ยงวัว และสารพัดสิ่ง ซึ่งเป็นเสน่ห์ของการมาที่สะพานแห่งนี้อีกอย่างหนึ่ง




เดฟ และเจนนิเฟอร์


เด็กน้อยหาอะไร ถามแล้วไม่ตอบ

มองลอดช่อง

เจนนิเฟอร์ และบัสเตียน

ตกปลาในน้ำ

พี่ชาย และอาวุธคู่กายแก
เมื่อข้ามมาอีกฝั่งหนึ่ง เราก็ไม่รู้จะไปไหนต่อ เราก็เดินไปเรื่อยๆ เจอวัดเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อ ชินพินชเวกู เราก็เลยเดินเข้าไป เจอเณรน้อยกำลังเล่นกันอยู่อย่างสนุก เราก็เลยเข้าไปนั่งดู แล้วก็ไปเล่นด้วย คือ พอเรานั่งดูแล้วเราไม่ได้มองว่าพวกเขาคือนักบวช แต่เรามองเห็นเด็กๆ ที่กำลังสนุกกับการเล่น และกำลังเรียนรู้ชีวิตของเขา เราเห็นเสน่ห์และความสวยงามในวัยนี้ผ่านการเล่นอย่างสนุกสนาน หัวเราะกันอยู่ดีๆ เอ้าทะเลาะกันแล้ว คือมันน่ารัก และมันมีพลังแห่งวัยอยู่เต็มไปหมด

รอยยิ้มหวานมากเลยเพคะ

ประกบกันแล้วววว

เรื่องถ่ายรูปนี่ขอให้บอก

ธนูคู่กายที่ไม่ยอมวาง

แลบลิ้น งานแบ๊วก็มา
เล่นไปเล่นมาเราก็ได้รับเชิญให้เข้าไปนั่งในศาลา ซึ่งเณรก็มาเสิร์ฟน้ำท่า มีฉลามบุกเย็นๆ ให้ดื่มด้วย ซึ่งการบวชเณรในเมียนมาร์นี่เป็นประเพณีสำคัญอย่างนึงเลยก็ว่าได้ อารมณ์บวชเณรฤดูร้อนบ้านเราอ่ะ แต่ที่นี่เขาจะจริงจังกว่านั้นเขาจะมีพิธีจริงจัง คล้ายๆ กับพิธีบวชลูกแก้วของไทย ที่นาคเด็กจะแต่งหน้าแต่งชุดกันเต้มมมม พอเด็กบวชเสร็จก็จะได้รับการเจาะหูว่าเอ้อ...เด็กชายคนนี้ได้บวชแล้วนะ ซึ่งกษัตริย์พม่าสมัยก่อนต่างต้องผ่านพิธีกรรมนี้ ที่จะจัดพิธีเจาะหูกันในวัด อารมณ์พิธีโกนจุกของไทย ประมาณนั้นแหละมั้งเราว่า แต่ในปัจจุบันเราว่าการบวชมีความเชื่อมโยงกับสภาพสังคมของเมียนมาร์ด้วยเหมือนกัน เพราะ พ่อแม่เด็กๆ หลายคนนี่ต้องทำงานหาเงินอย่างหนัก ถ้าโรงเรียนเปิดก็ไปโรงเรียน พอโรงเรียนปิดก็เลยให้ลูกบวชมาอยู่ที่วัดพ่อแม่ก็เบาใจ และเด็กจะได้อยู่ในสถานที่ที่เขาจะได้ฝึกฝนอะไรบางอย่างด้วย


เรานั่งสักพัก เราก็เดินกลับมายังอีกฝั่งหนึ่งเพื่อไปยังสำนักสงฆ์หรือวัดมหากันดายน ซึ่งคืออยากรู้มากว่าโรงเรียสงฆ์เนี่ยเขาอยู่กิน มีวิถีชีวิตอะไรกันบ้าง


ชาวบ้านเลี้ยงวัวตามริมฝั่งแม่น้ำ






พักผ่อนตามอัธยาศัย
ระยะทาง 1.2 กม. ของสะพานทำให้เราเดินบ้างพักบ้าง และแอบงีบบ้าง นั่งไปมาก็หันมาดูเท้าตัวเองเยินมาก ดำมาก เห็นแล้วก็นึกขอบคุณสองขา สองตีนที่พาตัวเองมาที่นี่ ความเยินที่เห็นก็เป็นบันทึกการเดินทางและประวัติศาสตร์ของตัวเรานี่แหละ

เราสร้างหลายรอยเท้าไว้ที่นี่


ต้นไม้ตายที่จะกลายเป็นดาราเมื่อยามอาทิตย์ตก

ฝูงเป็ดยามเย็น


นางแต่งเล่น หรือนางเป็นเทพี หริอนางอยู่กองสัน

ว่ากันว่าสำนักสงฆ์มหากันดายนแห่งนี้มีพระ เณรอยู่กว่า 1,200 รูป เป็นโรงเรียนสงฆ์ท็อปๆ ของประเทศเลยก็ว่าได้ อารมณ์ เตรียมอุดม มหิดลวิท หล่ะม้างงง


เมื่อเข้าไปถึงภายในวัดเราก็สัมผัสได้ถึงความเป็นโรงเรียนประจำ มีหอพักต่างๆ มีผ้าตาก มีห้องอาบน้ำรวมที่กั้นผนังปูน พระเณร หลายองค์ยังเล่นเป็นเด็ก เหมือนวัยรุ่นธรรมดา มีเตะตะกร้อ นั่งหัวเราะ อ่านหนังสือ หลากหลายอริยาบถให้ได้รับชม เราเองก็ตื่นเต้นเอามากๆ เดินทำตัวลีบๆ ยิ้มหวานๆ ไปตลอดทาง 

ราวตากจีวร
ช่วงเวลานี้เราเห็นมีพระหลายรูปกำลังทำกิจวัตรประจำวัน บ้างตักน้ำ บ้างกวาดลานวัด ถ้าเปรียบกับโรงเรียนประจำก็คงเป็นช่วงทำเวร



อาคารเรียนสงฆ์


บรรยากาศในห้องพัก




นั่งเล่น นอนเล่น คุยเล่น กับเพื่อนเณร

ซึ่งจากการเดินสังเกตุแล้วช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงสอบ เพราะพระเณรทั่วทุกที่ที่เดินผ่านจะกำลังอ่านหนังสือทั่วทุกทิศ นั่งบ้างนอนบ้างแล้วแต่สะดวก ซึ่งเคร่งเครียดไม่แพ้เราๆ ช่วงสอบเลยแหละ










Education is the most powerful weapon in the world



เดินไปเดินมาเราได้มีโอกาสพูดคุยกับพระอาจารย์ของที่นี่ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ ระหว่างกันเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องการเมืองของเมียนมาร์ที่ทำให้เราเห็นว่าพระมีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องทางการเมืองจริงๆ เพราะในหลายครั้งที่เราอยากชวนคุยเรื่องนี้กับชาวบ้านธรรมดาแต่ทุกคนจะเลี่ยง แต่พระนี่กลับเป็นคนชวนเราพูดเอง ซึ่งจากการพูดคุยทำให้เรารู้เหมือนกันนะว่าทำไมหลายคนถึงเลือกที่จะมาบวชพระ แม้แต่เด็กที่แม่สอดที่เราทำงานด้วยบางคนก็บอกว่าถ้ากลับเมียนมาร์มาไม่มีไรทำก็จะมาบวช เพราะที่นี่การเข้าถึงการศึกษาไม่ใช่เรื่องง่าย การบวชจึงไม่ได้มีความหมายแค่มาเป็นพระ แต่หมายถึงการเข้ามารับการศึกษา และการพัฒนาตนเอง เราจะเห็นว่าการประท้วงที่เกิดขึ้นที่เมียนมาร์หลายครั้งเกิดจากพระ ซึ่งเพราะพระเป็นกลุ่มคนที่ได้รับการศึกษาและมีความรู้ เราจะเห็นว่าที่เมียนมาร์จะมีโรงเรียนสงฆ์เยอะมาก การสอบวัดระดับก็ทำกันอย่างจริงจัง คือทุกอาทิตย์จะมีการสอบ มีข้อสอบกลางจากส่วนกลางที่ต้องสอบเหมือนกันหมด ซึ่งถือว่าเข้มข้นมาก จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมพระที่นี่จึงอ่านหนังสือกันหน้าดำคร่ำเครียดในช่วงนี้


"ผมไม่รู้ว่าคนภายนอกมองรัฐบาลเราอย่างไรตอนนี้
หลายคนอาจคิดว่าเมียนมาร์ เปิดประเทศแล้ว
ทุกอย่างดีขึ้น รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
แต่ไม่เลย เขาบอกเขาเปลี่ยน แต่ไม่เลย"

"มันแค่เป็นการเปลี่ยนเสื้อที่ใส่ แล้วบอกทุกคนว่าเขาเปลี่ยน
แต่คนใส่เสื้อยังเป็นคนเดิม แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร"

เมื่อถึงเวลาเราก็มาตามนัดหมายกับเพื่อนๆ เพื่อมาลงเรือไปชมพระอาทิตย์ตกดินหลังสะพานไม้สักอูเบ็งซึ่งเป็น The must ของที่นี่ ซึ่งอยากบอกว่าเป็นอะไรที่ฟินจริงๆ พระอาทิตย์ตกที่นี่เป็นอีกที่ที่สวยงามมากๆ ไม่แพ้พุกาม แต่มันสวยงามคนละอารมณ์ แต่สวยงามมากจริงๆ สมคำร่ำลือ แล้วมีสะพานไม้นี้ก็เป็นงานมากๆ ขึ้นกล้องมากๆ เสียด้วย



เรือที่จอดรอพระอาทิตย์ตก

เรียงแถว







ริมฝั่งน้ำจะมีต้นไม้ตายต้นหนึ่งที่รู้ความมาก นางคงเป็นที่ป็อปปูสำหรับตากล้องมากทีเดียว



คนพายเรือ

เพื่อนเดฟ ขณะตั้งใจบันทึกภาพ



ระหว่างรอก็อ่านหนังสือพิมพ์



ใครไม่อยากนั่งเรือดูริมฝั่งเอา

บางเรือก็มีจิบแชมเปญ


ใกล้ตกเต็มที



สมาชิกของทีมเรา



การที่เราเจอพระอาทิตย์ตกที่นี่ไป ทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง การเฝ้ารอสิ่งที่ได้รับคำร่ำลือว่าสุดยอดนี่บางทีมันเหนื่อยใจนะ เพราะมันต้องลุ้นว่าเอ้...มันจะเป็นยังไงน้า แต่พอมันเกิดขึ้นจริง มันว้าว มันสวยงาม ทำให้การรอคอยมันโคตรคุ้มค่า คือไม่กี่นาที แต่มันกินพื้นที่ความทรงจำไปเยอะ และฝังลึกมาก เรารักที่นี่มาก สะพานไม้สักอูเบ็ง และเราก็รักบรรยากาศในวัดมหากันดายน และวัดชินพินชเวกูที่เราได้หัวเราะกับเณรน้อยด้วยมากๆ เหมือนกัน และขอบคุณเพื่อนเดินทางที่น่ารัก ที่เข้ามาเติมเต็มวันนี้ และร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของทุกคนให้เราฟัง ขอบคุณสำหรับวันดีๆ อีกหนึ่งวัน


แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...