“สังคมสงเคราะห์” เรียนแล้วไปทำอะไร? ไปเป็นครูสอนสังคม? นี้คือคำถามที่ฉันได้ประสบพบเจอจากคนรอบตัวเมื่อฉันสอบติดคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ เวลานั้น บอกตรงๆว่าตอบไม่ได้ แค่ได้เข้ามาเรียนในรั้วเหลืองแดงก็ดีใจแล้ว
วันแรกของการเปิดภาคเรียนสิ่งที่ฉันได้กลับมาจากการเข้าเรียนวิชา SW111 ซึ่งเป็นวิชาที่นักศึกษาสังคมสงเคราะห์ทุกคนต้องประสบพบเจอ คือ
ปรัชญาทางสังคมสงเคราะห์ที่ว่า
“Help them to help themselves” หมายถึง
“ช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเองได้”
ช่วงระหว่างที่นักศึกษาทุกคนพยายามทำความเข้าใจในบทเรียนแต่ละวิชาในสิ่งที่อาจารย์แต่ละท่านถ่ายทอดความรู้
และกลเม็ดเคล็ดลับให้จดจำ แต่แท้จริงแล้วใครบ้างจะเข้าใจถึงคำว่า “สังคมสงเคราะห์” ที่แท้จริงคืออะไร?? มีหลายๆคนคิดว่าเกรด A ที่ตนได้จะเป็นเครื่องการันตีถึงการเข้าถึง
และแสดงตัวว่าตนเป็นผู้รู้จริงแต่สำหรับตัวฉันแล้วขอตอบอย่างมั่นใจว่าฉันเองยังไม่เข้าใจความหมายของ
“งานสังคมสงเคราะห์” อย่างดีพอ
เพราะเมื่อพูดถึงการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์ทั้งจากบทเรียน
นิยามศัพท์ของอาจารย์ผู้สอน วิทยากร และจากการฝึกประสบการณ์ภาคปฏิบัติทั้ง 2 ครั้ง คนส่วนใหญ่ยังนึกถึงคำว่า “ให้” หรือ “แจก” และฉันเองก็เชื่อว่าอีกหลายคนที่จบการศึกษามาด้วยกันก็ยังคงไม่เข้าใจความหมาย
ตัวตน ของการทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่แท้จริง
จนกระทั่งฉันได้จบการศึกษาและได้เข้ามาทำงานที่สถานสงเคราะห์แห่งหนึ่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในตำแหน่ง
“นักสังคมสงเคราะห์” วันแรกที่ทำงานบอกตรงๆ ว่าสับสน
และไม่ค่อยเข้าใจบทบาทของตัวเองเท่าที่ควร
อาการเหมือนกับวันแรกที่เข้าเรียนไม่มีผิดเพี้ยน แต่ในเมื่อได้รับโอกาสมาแล้ว
ฉันคิดว่ามันเป็นสนามชีวิตของจริงที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายมากกว่าการเข้าห้องสอบเขียนคำตอบลงกระดาษ ฉะนั้นการศึกษาจากประสบการณ์ตรงจากผู้ใช้บริการที่ทำงานด้วย
จากเพื่อนผู้ร่วมงาน จากประสบการณ์ของผู้อำนวยการ
จากการปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างรุ่นพี่ เพื่อน
และคณาจารย์ที่ฉันพอจะขอคำแนะนำได้ เกี่ยวกับกระบวนการทำงานสังคมสงเคราะห์
รวมถึงหลักการหนึ่งเดียวในขณะนั้นที่จำได้คือ “Help them to help
themselves” ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน
และเป็นประตูสู่การนำพาให้ได้เห็นสิ่งสำคัญที่เป็นความสวยงามและคุณค่าของงานสังคมสงเคราะห์ที่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงก็คือ
การได้เป็น “นักสร้างโอกาส” และ “นักสร้างทางเลือก” ให้กับผู้ใช้บริการในความดูแลรวมไปถึงครอบครัวของผู้ใช้บริการด้วย
การทำงานของนักสังคมสงเคราะห์นั้น
คือ การทำงานกับปัญหาสังคมในทุกรูปแบบ
ฉะนั้นการเตรียมจิตใจให้พร้อมที่จะรับมือกับปัญหาต่างๆที่จะเข้ามาหาจึงเป็นสิ่งสำคัญ
เราต้องพึงระลึกเสมอว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้
แต่มันต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆด้วย
เพราะเราไม่ใช่พระเจ้าที่จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้
แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องระลึกเสมอว่าเราได้ใช้ความรู้
ความสามารถในวิชาชีพอย่างสุดความสามารถแล้วหรือยัง
ถ้าเราคิดได้และทำได้ตามนี้จะทำให้เราทำงานกับทุกสิ่งได้อย่างมีความสุข
เมื่อเรามีความสุขกับงานแล้วผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นที่พึงพอใจทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการนั่นเอง
ทุกวันนี้ถ้ามีคนถามฉันว่าเรียนสังคมสงเคราะห์แล้วทำอะไร
ฉันจะตอบอย่างภาคภูมิใจว่า
“ทำงานที่สร้างคุณค่าทั้งต่อตนเอง
และผู้อื่นค่ะ”
นางสาวนิยะดา บัวงาม
SW 4905610525
นักสังคมสงเคราะห์ บ้านศรีธรรมราช
