21 พฤษภาคม 2556 เวลา 10.30 น. ณ
รัฐอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา ขณะที่ฉันกำลังเป็นแรงงานข้ามชาติอยู่นั้น ฉันได้รับข้อความผ่านเฟสบุ๊คจากเพื่อนคนหนึ่งยิงตรงมาจากประเทศไทยว่า
“เธอ โรงเรียนปากพนังใหญ่หม้ายอ่ะ” หลังจากที่ฉันได้เห็นข้อความนั้น
ใจฉันเต้นไม่เป็นระส่ำ ฉันพยายามคาดเดาสิ่งที่เพื่อนฉันกำลังคิด
เพื่อไม่ให้ตัวเองคิดเกินเลยไปเอง เพราะก่อนหน้านี้ฉันก็คิดอยู่เสมอว่าฉันอยากเอาค่ายคณะของฉันไปเหยียบแผ่นดินเกิดสักครั้ง
ฉันจึงพิมพ์ย้อนกลับไปเพื่อสร้างความมั่นใจว่า “กูขอให้มึงเอ่ยปากว่ากำลังหาโรงเรียน
สังเคราะสัญจรเถอะ เพี้ยง!!!”และใช่ค่ะ นิกกี้กำลังคิดหาโรงเรียนเพื่อทำค่ายสัญจรครั้งนี้อยู่
และโรงเรียนปากพนัง โรงเรียนเก่าระดับมัธยมต้นของฉันก็เป็นหนึ่งในเป้าหมาย
ในตอนนั้นฉันไม่รู้เลยว่าโอกาสความเป็นไปได้มีมากขนาดไหน
ฉันไม่ได้ทำงานกน. เพื่อนเห็นฉันแค่เต้น กรีดร้อง ปีนต้นไม้ และชนกระจกได้
คงไม่มีใครกล้าคาดหวังและยอมรับให้ฉันจัดการงานใหญ่ขนาดนี้ แต่คุณพระ
โชคดีที่สังคมสงเคราะห์เราเหมาเด็กนครไว้ค่อนจังหวัด
จึงทำให้น้ำหนักต่างๆ
มันมีมากขึ้น หลังจากที่ฉันเห็นโอกาสความน่าจะเป็น
ฉันพยายามตอบคำถามของเพื่อน พยายามให้ทุกคนเห็นความเป็นไปได้
ถึงแม้ว่าฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันก็เถอะ แต่ฉันบอกตัวเองเสมอว่า
ฉันต้องเชื่อมั่น แม้ฉันจะจากปากพนังไป 6 ปี
ฉันอาจจะไม่มีอะไรที่ช่วยค่ายได้มาก ความพร้อมทางครอบครัวที่จะมาสนับสนุนอาจจะน้อย
แต่ฉันมีใจ และความอยากมหาศาลที่จะขับเคลื่อนความฝันของฉันครั้งนี้
และการทำงานก็เริ่มขึ้นเมื่อทุกคนเห็นตรงกันว่า
ค่ายครั้งนี้จะไปจัดที่ “โรงเรียนปากพนัง” หลังจากนั้น
สิ่งที่วนเวียนในจิตใจและเป็นเป้าประสงค์สำหรับภาคการศึกษาครั้งนี้ของฉันคือ “ค่ายสังคมสงเคราะห์สัญจร” ฉันกลับบ้านบ่อยขึ้น เกือบทั้งชีวิตปี3
จนถึงตอนนี้ของฉันอยู่ที่ห้องกน.
หนังสือและการเรียนมีอิทธิพลต่อฉันน้อยลง ฉันทุ่มเททุกอย่างเพื่อค่ายครั้งนี้
ฉันคิดอยู่ตลอดว่าฉันอยากเห็นอะไร ฉันอยากเปลี่ยนอะไร ฉันต้องทำอะไร หลายๆ
อย่างเข้ามาประดังประเด ให้คิด ให้วุ่นวาย
ให้ได้แล่นไปมาในสมองฉันกันอย่างสนุกสนาน
ตั้งแต่วันแรกที่รู้ตัวมาถึงวันนี้
ฉันได้พยายามทำอะไรหลายๆ อย่าง ฉันกับใครอีกหลายคนได้ก่อร่างสร้างความฝันครั้งนี้ด้วยกัน
ในตลอดระยะทางที่ผ่านมามันลำบาก มันเหนื่อย เงินกว่าสองแสนที่ต้องหามันลดจำนวนลงมาเรื่อยๆ
ก็เพราะความมุ่งมั่นและตั้งใจของทุกคน ฉันไม่รู้ว่าฉันสามารถทำอะไรไปได้มากน้อยแค่ไหน
ฉันไม่รู้ว่าฉันสามารถทำอะไรให้มันเกิดขึ้นได้บ้าง ฉันไม่รู้ว่าฉันได้เปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างไปได้หรือเปล่า
แต่สำหรับฉัน ฉันได้ทำทุกอย่างเพื่อค่ายนี้อย่างเต็มที่แล้ว เต็มที่แล้วจริงๆ ฉันหวังเหลือเกินว่าความหวังของฉันที่มีต่อทุกสิ่งในค่ายนี้มันจะได้ถูกก่อร่างสร้างขึ้นมาบ้างแล้ว
สำหรับเรา
“ชาวสังคมสงเคราะห์” ฉันได้บอกทุกคนไปแล้วว่าฉันไม่ได้อยากได้คนร่วมค่าย
แต่ฉันอยากได้คนทำค่าย ได้มีคนมาแบ่งปัน เฉลี่ยทุกข์–สุข ร่วมเผชิญความเหนื่อยยากระหว่างทาง
แล้วไปรับอะไรบางอย่างเพื่อทำให้หัวใจได้ชุ่มชื่นด้วยกันในค่าย
ฉันปรารถนาอย่างลึกซึ้งที่จะให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของ และผูกพันกับสิ่งที่เรากำลังทำ
ฉันอยากให้ค่ายได้เป็นครูที่สอนสิ่งใหม่ ได้เป็นเวทีให้หลายคนได้แสดงออก
ได้เป็นฆ้อนทุบกำแพงได้เป็นไฟละลายน้ำแข็งอันเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสัมพันธภาพ
และได้เป็นกาวเชื่อมประสานใจพวกเราเอาไว้ด้วยกัน
สำหรับน้อง
“ผู้ร่วมค่าย” จากจุดเริ่มต้นถึงสิ้นสุด ค่ายนี้ทำเพื่อพวกน้องทุกคน
พี่อยากให้ค่ายได้สร้างแรงบันดาลใจ ได้จุดประกายไฟอะไรบางอย่าง
อยากให้น้องกลับไปด้วยความอบอุ่นภายใน แล้วเก็บทุกอย่างไว้เป็นแรงผลัก จงเชื่อมั่นและเห็นคุณค่าในตัวเอง
อย่าละเลย หลงลืม ความต้องการและความฝันของเรา
พี่ทำได้แค่จุดประกายไฟให้
หลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะคอยประคับประคองป้องลม
และเติมเชื้อไฟให้มันยังคงปะทุอยู่เสมอ สุดท้ายหวังว่าค่ายนี้จะปลุกพลังศักยภาพ
และปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งการสำนึกรักบ้านเกิดให้เติบโตในหัวใจทุกคน
สำหรับ
“ปากพนัง” ขอบคุณที่มอบช่วงเวลาอันมีคุณค่าที่เป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตฉัน
ขอบคุณที่ยังคงให้ความอบอุ่นและยึดโยงถักทอหลายภาพให้แจ่มชัดสวยงามทุกครั้งที่กลับมา
และปากพนังจ๋า วันนี้ฉันได้กลับมาทำอะไรเพื่อเธออย่างที่สัญญาแล้วนะ
ขอขอบคุณทุกการอยู่เคียงข้าง ขอบคุณมิตรภาพระหว่างทางกับการทำให้เห็น “คนที่รักฉัน”ขอบคุณทุกคำถามที่ห่วงใย ขอบคุณทุกกำลังใจ ขอบคุณทุกการสนับสนุน ขอบคุณทุกความช่วยเหลือ
ขอบคุณทุกคำแนะนำ ขอบคุณทุกความเสียสละ ขอบคุณทุกประสบการณ์ทุกความยากลำบาก ขอบคุณสำหรับโอกาสครั้งสำคัญครั้งนี้
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามามีส่วนร่วมและร่วมขับเคลื่อนค่ายครั้งนี้ของเราไปด้วยกัน
และสุดท้ายขอขอบคุณสำหรับการมอบความไว้วางใจและการมอบสิ่งที่มีคุณค่าที่เข้ามาเติมเต็มช่วงชีวิตของการเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยที่รักของฉันให้สมบูรณ์มากขึ้นด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ประธานค่าย”
ขอบคุณจริงๆ |
กอล์ฟ พงศธร
จันทร์แก้ว
|
สังคมสงเคราะห์ศาสตร์
รุ่นที่ 58 |

