วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559

10 เรื่องสำคัญเกี่ยวกับ "บาดแผลในวัยเด็ก" ที่ "ครู" ทุกคนต้องรู้

ในขณะที่ความเศร้าโศกเสียใจเป็นสิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ความเจ็บปวดทางจิตใจอาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกพูดถึงหรือถูกรับรู้มากนัก เพราะเจ้าหล่อนจะมาในรูปแบบคล้ายคลึงกับปัญหาอื่นๆ เช่น ความคับข้องใจ การไม่มีสมาธิจดจ่อ ไม่สามารถทำตามคำสั่ง หรือทำงานเป็นกลุ่มได้ ซึ่งเด็กๆ เหล่านี้มักถูกวินิจฉัยคลาดเคลื่อนด้วยอาการวิตกกังวล มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือสมาธิสั้น มากกว่าการทำความเข้าใจความเจ็บปวดทางจิตใจภายในที่คอยขับเคลื่อนให้มีอาการหรือพฤติกรรมเหล่านั้น

สำหรับเด็กๆ กลุ่มนี้แล้วการเรียนเป็นสิ่งที่ยากลำบากสำหรับเค้า แต่ถ้าบาดแผลทางจิตใจถูกระบุว่าเป็นต้นเหตุแห่งพฤติกรรมแล้ว เราสามารถประยุกต์วิธีการในการเข้าถึงตัวเด็กเพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กๆ ในการรับมือกับสถานการณ์ปัญหาเหล่านั้นเมื่อเขาอยู่ที่โรงเรียนได้ โดยคุณ Caelan Kuban Soma ผู้อำนวยการสถาบันเด็กที่ได้รับบาดแผลทางจิตใจและได้รับผลกระทบจากการสูญเสียแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Institute for Trauma and Loss in Children) ในโครงการ Starr Global Learning Networkได้แบ่งปันข้อคิดดีๆ ที่จะทำให้คุณครูทั้งหลายได้เข้าใจเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับประสบการณ์อันเจ็บปวด โดยแถมวิธีการเล็กๆ น้อยๆ ที่เราสามารถให้การช่วยเหลือเด็กๆ ของเราไว้ด้วย

ขอขอบคุณรูปภาพจาก weareteacher


1. ความหลุกหลิกซุกซนของเด็กอาจเกิดมาจากความกังวลที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์เลวร้ายที่เด็กต้องเผชิญ
คูรเคยเจอมั้ยคะที่นักเรียนที่น่ารักของคุณมีปัญหาเงอะๆ งะๆ เหมือนเอาแต่ตัวมาเรียน สมองลืมไว้ที่บ้านหรือได้แต่พลิกสมุดไปมาตั้งแต่หัววัน ครูค่ะ ถ้านักเรียนของครูเป็นแบบนั้น อย่าเพิ่งหวีดค่ะ ดื่มน้ำเย็นๆ ทำใจร่มๆ เพราะนักเรียนของคุณอาจจะถูกรบกวนจากสถานการณ์เลวร้ายที่บ้านซึ่งส่งผลให้เด็กเป็นกังวล เหม่อลอย ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนได้ แทนที่เราจะหวีดใส่เด็กที่มาโรงเรียนสายหรือลืมทำการบ้าน คุณครูอย่างเราๆ ควรที่จะเป็นผู้ปลอบประโลมและทำให้เด็กมั่นใจในการมาโรงเรียนด้วยการช่วยตักเตือนเค้าผ่านการใช้คำพูดที่เหมาะสม หรือการใช้ท่าทางที่เป็นมิตรในการเรียกสติเค้า โดยคุณ Soma บอกว่า "เราต้องปรับเปลี่ยนความคิดและจำไว้เสมอว่าเด็กที่มีบาดแผลทางจิตใจเค้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณหวีดหรอก"

2. เด็กที่มีบาดแผลทางจิตใจเขาจะกังวลเกี่ยวกับอนาคตว่า เอ้....จะมีอะไรต่อไปน้าาาาาา
คือเราอาจจะคิดว่ากิจวัตรประจำวันในห้องเรียนเนี่ยมันก็เป็นแบบนั้นเดิมๆ แต่ทีเนี้ย เหมือนอย่างที่บอกว่าเด็กกลุ่มนี้เค้าจะกังวลว่าต่อไปว่าจะทำอะไร จะมีอะไรต่อ คือถ้าครูบอกปากปล่าวอย่างเดียวอาจจะไม่เวิร์คเพราะสำหรับเด็กกลุ่มนี้การรับสารด้วยคำพูดอาจจะไม่แทรกซึมไปในเนื้อตัวร่างกายเค้าได้ดีนัก เพราะเค้าเองอาจไม่มีสมาธิและบวกกับความกังวลที่มีอยู่แล้วเนี่ยมันเลยยากมากที่เค้าจะได้ยินในสิ่งที่ครูพูด ดังนั้นเราจึงอยากแนะนำคุณครูทุกท่านว่าควรที่จะทำตารางเรียน ตารางสอนให้เด็กๆ เห็นโครงสร้างที่ชัดเจน และสามารถเดาได้ว่าเอ้ออ ต่อไปจะมีกิจกรรมอะไรต่อนะ การมีป้าย หรือตารางกิจกรรมที่น่าสนใจ มีบอกเวลาชัดเจน จะช่วยลดความวิตกกังวลของเด็กๆ ได้เยอะเลยค่ะ

3. อย่าตัดสินสถานการณ์ความเจ็บปวดของเด็กโดยใช้มาตรวัดของคุณ 
 "เหยยย มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นป่ะ" ควรเป็นประโยคที่น่าจะสูญหายไปจากโลกนี้ได้แล้ว
ครูคะ!! จงพยายามอย่างหนักที่จะไม่ตัดสินระดับความเจ็บปวดของเด็กโดยใช้ตัวเองเป็นเกณฑ์ค่ะ ในฐานะครูอย่างเราๆ โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็แล้วแต่หลายครั้งที่เราเองเผลอไผลไปตัดสินความเจ็บปวดของเด็กว่า "เหยยย มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นป่ะ" ซึ่งนั่นมันความรู้สึกของคุณ แต่ตอนนี้เรากำลังพูดถึงความรู้สึกของเด็ก!!  ซึ่งเราจำเป็นต้องตระหนักว่า "การรับรู้ในระดับความเจ็บปวดของเด็กที่เขากำลังเผชิญอยู่นั้นสำคัญ ซึ่งมันเป็นสถานการณ์บางอย่างที่เขาไม่สามารถควบคุมได้ เขารู้สึกว่าชีวิตและความปลอดภัยของเขากำลังอยู่ในอันตราย" ดังนั้นการตัดสินความเจ็บปวดของเขาโดยใช้ตัวเราเป็นเกณฑ์มันน่ากลัวและมันตัดโอกาสของเราในการเข้าใจระดับความร้ายแรงที่เด็กต้องเผชิญอยู่ ซึ่งมันอาจไม่ใช่แค่เหตุการณ์แค่เหตุการณ์หนึ่งแต่มันอาจจะเป็นหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้เด็กต้องเผชิญกับความเครียดรุนแรงได้เลย ตัวอย่างเช่น เด็กๆ ที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจนอาจจะกังวลเรื่องที่ครอบครัวจะมีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านในแต่ละเดือน จะมีงานทำ หรือจะมีข้าวสารกรอกหม้อมั้ย ซึ่งความเครียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกสะสมมาเรื่อยๆ เอื่อยๆ เหล่านี้ มันเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่่ก่อให้เกิดเปลวเพลิงแห่งบาดแผลทางใจได้เลย โดย Soma บอกว่า "อะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ระบบประสาทของเราวุ่นวาย รุงรังเป็นระยะเวลาติดต่อกันนานกว่า 4 - 6 เดือนเนี่ยจะส่งผลให้เป็นโรคเครียดหลังจากเจอสถานการณ์เลวร้าย (PTSD) ได้เลย "

4. บาดแผลทางจิตใจไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับความรุนแรงเสมอไป
บาดแผลทางจิตใจส่วนใหญ่มักเกี่ยวโยงกับความรุนแรง แต่จริงๆ แล้วเด็กๆ สามารถเกิดบาดแผลได้จากสถานการณ์หลากหลายรูปแบบ เช่น การหย่าร้างของพ่อแม่ การเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ การที่พ่อแม่สั่งให้ทำนู่นนี่นั่นบงการชีวิตมากเกินไป หรือการถูกรังแกทั้งจากโรงเรียนและชุมชน Soma บอกว่า "เด็กทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยนี้ พ.ศ.นี้ เค้าต้องเผชิญความเครียดพีคๆ วันแล้ววันเล่า คือมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวัน ทุกเวลามากกว่าที่เราคิดกันซะอีก"

5. ไม่จำเป็นต้องขุดเรื่องราวที่ก่อให้เกิดบาดแผล เราก็สามารถช่วยเด็กได้!!
แทนที่เราจะไปโฟกัสตรงจุดนั้น ครูอย่างเราๆ ควรที่จะโฟกัสและให้ความสำคัญมากกว่าว่าเราจะสามารถช่วยเด็กกลุ่มนี้จากภาวะความเจ็บปวดแบบนี้ได้อย่างไรบ้าง การรักษาความลับคือสิ่งสำคัญที่วิชาชีพครูและทุกโรงเรียนควรยึดถือ ดังนั้นในฐานะครูอย่างเราๆ เนี่ย เราไม่จำเป็นต้องขุดไปถึงรากลึกของปัญหา แต่เราก็สามารถช่วยเหลือและตอบสนองต่อเด็กๆ ของเราด้วยความเห็นอกเห็นใจและความยื่นหยุ่นได้เหมือนกัน Soma บอกว่า "แทนที่เราจะมุ่งสนใจในทุกรายละเอียดของเรื่องราวที่ผ่านมาของเด็ก เราควรสนใจสิ่งที่คุณกำลังเห็นอยู่ตรงหน้าของลูกศิษย์คุณทั้งความโกรธ ความเจ็บปวด ความกังวล " (ซึ่งเราคิดว่ามันสำคัญที่ครูทุกคนควรได้เรียนรู้วิธีการช่วยเหลือทางจิตใจเบื้องต้นสำหรับเด็ก (Psychological First Aid for Children) และรู้วิธีการส่งต่อเด็กที่ประสบปัญหาให้กับนักวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในการช่วยเหลือต่อไป)

6.เด็กที่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทางจิตใจ เค้าจำเป็นที่จะต้องได้รู้สึกว่า "เฮ้ย! เราเองก็เก่งเหมือนกันนี่หว่า เราเองก็มีพลังในการควบคุมโลกนี้ได้เหมือนกันนิ"
ในฐานะคนที่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุดเราควรจะหาโอกาสให้เด็กๆ ได้ตั้งเป้าหมายและไปให้ถึงเป้าหมายนั้น เพื่อที่จะทำให้เขาได้เรียนรู้อารมณ์ความรู้สึกว่าเขาเก่งและสามารถควบคุมชะตาชีวิตของตัวเองได้ Soma แนะนำว่า แทนที่เราจะบอกว่า "เธอถ่ายรูปเก่งมาก" เฉยๆ เนี่ย เราควรจะมอบหมายงานบางอย่างให้เขาได้ใช้ความสามารถที่มี ได้รู้สึกกับมันจริงๆ ว่าตัวเค้าเองแม่งเจ๋ง เราควรมอบหมายงานที่เขาถนัดให้เขาได้ทำ หรือให้เขาได้มีโอกาสสอนคนอื่น แล้วมันจะทำให้เขารู้สึก "พาขึ้น และอัพมาก" เพราะว่าความเจ็บปวดทางจิตใจเนี่ยมันเป็นประสบการณ์ทางความรู้สึก ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องให้เด็กๆ ของเราได้ลิ้มลองประสบการณ์ทางความรู้สึกที่เสริมพลังและให้กำลังใจเขาโดยการได้ทำในสิ่งที่เป็นรูปธรรมและเขาทำมันได้ดี

7. ความเครียดส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพในการเรียนรู้ของเด็ก
เวลาที่เด็กเครียดเนี่ย มันยากต่อเค้ามากเลยนะที่จะเอาอะไรเข้าหัว ดังนั้นคุณครูทั้งหลายจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย แสดงถึงการยอมรับในตัวตนของเขาและเข้าใจในสถานการณ์ที่เค้าต้องเผชิญ Soma บอกว่า "เด็กๆ ที่เผชิญความเจ็บปวดทางจิตใจ จะสามารถกลับมาเรียนได้ตามศักยภาพของเค้าอีกครั้งเมื่อเค้ารู้สึกว่าเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและถูกยอมรับ ยิ่งคุณครูสามารถทำให้เด็กมีสมาธิจดจ่อกับงานที่ทำ ลดความกังวลของเค้าได้มากเท่าไหร่ เราก็จะได้เห็นการแสดงออกทางบวกของเด็กมากขึ้นเท่านั้น คือมันเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันระหว่างการลดความเครียดกับผลลัพธ์ด้านวิชาการ"

8. การควบคุมตัวเอง (Self-regulation) เป็นความท้าทายอย่างใหญ่ของของเด็กๆ ที่กำลังเผชิญความเจ็บปวดทางจิตใจ
เด็กๆ บางคนเติบโตมากับพ่อแม่ที่ไม่สามารถตอบสนองทางอารมณ์จิตใจให้กับพวกเขาได้ เด็กหลายคนไม่เคยได้เรียนเรียนรู้วิธีปลอบประโลมจิตใจตนเอง เมื่อเป็นดังนั้นเด็กกลุ่มนี้หลายคนจึงพัฒนาพฤติกรรมของตนเองในลักษณะที่วอกแวกง่าย (distracting behaviors)  ยากที่จะจดจ่อกับอะไรนานๆ ในการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้เผชิญกับสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว ครูๆ อย่างเราควรจัดให้มีช่วงเวลาพักสมองระหว่างเรียนอย่างเหมาะสม คุณครูควรบอกเด็กๆ ตั้งแต่เริ่มชั่วโมงเรียนว่าเราจะพักกันช่วงไหน ซึ่งมันอาจจะเป็นแค่การให้เขาได้มีเวลาพักผ่อนหรืออาจจะมีเล่นเกม ยืดเส้นยืดสายแล้วแต่คุณครูจะออกแบบ Soma บอกว่า "ถ้าคุณสร้างสิ่งนี้ขึ้นก่อนที่พฤติกรรมของเด็กจะปะทุออกมาคุณจะทำให้เด็กประสบความสำเร็จกับการเรียนมากขึ้น" ซึ่งเด็กๆ สามารถทนอยู่ได้ประมาณ 20 นาทีถ้าคุณเข้าใจในสิ่งนี้และจัดเบรคให้เด็กๆ ได้พักสมองและเติมพลังก่อนที่จะเริ่มเรียนหรือทำงานอื่นๆ มันจะดีมากๆ สำหรับพวกเค้า

9. คือมันโอเคมากถ้าเราไม่รู้แล้วเราจะถามเด็กๆ ของเราว่า "มีอะไรที่ครูพอจะช่วยให้หนูรู้สึกดีขึ้นบ้างมั้ยจ๊ะ?"
สำหรับเด็กๆ ที่มีบาดแผลทางจิตใจแล้วมันโอเคมากค่ะ ที่เราจะถามเขาตรงๆ เลยว่า มีอะไรที่ครูพอช่วยเขาได้บ้าง เขาอาจจะขอแค่เสียบหูฟังแล้วฟังเพลงเบาๆ หรืออาจจะขอซบหัวลงบนโต๊ะซักพัก Soma บอกว่า "เราจำเป็นที่จะผ่อนอัตตาตัวตนในฐานะครูของเราลง และถามเด็กๆ ของเราอย่างตรงไปตรงมาว่า มีอะไรที่ครูสามารถช่วยหนูได้บ้าง หรืออะไรก็ได้ที่ครูสามารถทำให้หนูรู้สึกดีขึ้นสักนิดก็ยังดี"

10. คุณครูสามารถช่วยเหลือสนุบสนุนนักเรียนของคุณได้ แม้ว่าเขาจะอยู่นอกห้องเรียนแล้วก็ตาม
ในแวดวงโรงเรียน คุณครูสามารถแบ่งปันวิธีการแจ้งเหตุเกี่ยวกับบาดแผลทางจิตใจร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกคน ไม่ว่าคนขับรถ คนช่วยเด็กข้ามถนน หรือพ่อแม่อาสาสมัคร ซึ่งเราจำเป็นต้องย้ำเตือนทุกคนว่า "พฤติกรรมเด็กที่เราเห็น จริงๆ แล้วไม่ใช่พฤติกรรมที่แท้จริงของเค้า แต่มีบางอย่างแฝงเร้นภายในที่คอยขับเคลื่อนให้เขาต้องแสดงพฤติกรรมแบบนั้นออกมา" ซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ความละเอียดอ่อนอย่างสูงในการมองสถานการณ์ปัญหาตรงหน้า เมื่อคุณเจอเด็กๆ ทำพฤติกรรมที่ไม่น่ารักออกมาแทนที่คุณจะคิดว่า "เด็กคนนี้เป็นบ้าอะไรเนี่ย" เราแนะนำให้คุณเปลี่ยนความคิดเป็น "เห้ยย เด็กคนนี้เค้าต้องเผชิญอะไรมานะ ที่ทำให้เค้าต้องแสดงพฤติกรรมแบบนี้ออกมา" ซึ่งแค่เปลี่ยนความคิดแค่เล็กน้อยแค่เนี้ยแต่มันจะหมายความว่าคุณได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับตัวเองในการมองเด็กๆ หรือลูกศิษย์ของคุณอย่างเข้าใจมากขึ้นแล้วเด้อออออ


ขอขอบคุณบทความ
10 Things About Childhood Trauma Every Teacher Needs to Know

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อคุณครูและนักวิชาชีพอื่นๆ ที่ทำงานกับเด็กๆ นะฮร้าาาาาาาา

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...