Top 10 Things Social Workers Need To Know About Human Sexuality
1. เพศสรีระ (biological sex) อัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity), และ การแสดงออกทางเพศ (gender expression) มันต่างกันจย้าาาาาาาาาา
บ่อยครั้งที่แนวความคิดเรื่องเพศสรีระ (biological sex) อัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity), และการแสดงออกทางเพศ (gender expression) ถูกนำมาใช้ผสมปนเปกัน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วสามสิ่งนี้โคตรรรรรรรรรรร ที่จะแตกต่างกันเลย อ่ะ งั้นเรามาดูทีละคำ
- เพศ หรือ เพศสรีระ (biological sex) นั้นหมายถึง อัตลักษณ์ทางเพศที่คุณถูกกำหนดและให้นิยามโดยคนอื่นตั้งแต่เกิด เช่นหมอ และผู้ใหญ่ต่างๆ โดยยึดตามอวัยวะเพศของคุณ คือมีจู๋ก็เป็นผู้ชาย มีจิ๋มก็เป็นผู้หญิง ซึ่ง!!!!! การถูกนิยามแบบนี้มันอาจจะเหมาะเจาะพอดิบพอดีหรือไม่เลยกับคำว่าเพศที่คุณนิยามด้วยตัวคุณเอง
- อัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity) คือสิ่งที่คุณรับรู้เกี่ยวกับตัวตนทางเพศภายในของคุณเองอ่ะ ว่าคุณเป็นอะไร
- การแสดงออกทางเพศ (gender expression) คือ สิ่งที่คุณนำเสนอตัวตนของคุณให้กับโลกนี้ได้รู้จักอ่ะว่าเป็นยังไง
2. การแสดงออกทางเพศ (gender expression) ของเราเป็นสิ่งที่ "ถูกสร้าง" ขึ้นโดยสังคม
การแสดงออกทางเพศ (gender expression) คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยค่านิยม วัฒนธรรม และความคาดหวังทางสังคมที่คุณอาศัยอยู่ ว่าคนที่มีเครื่องเพศนี้ ต้องแสดงออกแบบนี้ ต้องเป็นแบบนี้ๆๆๆ นะ อ่ะเรามาลองฟังตัวอย่าง เช่น คุณคิดว่าจู่จู่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะลุกขึ้นมาชอบสีชมพูและเล่นกับตุ๊กตาด้วยความบังเอิญงั้นเหรอ?? นี่เชื่อว่าหลายคนพูดว่า โนววววว คือเด็กๆ ของเราเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นผ่านการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเค้า เด็กๆ จะเรียนรู้ว่าพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศแบบไหนที่สังคมจะยอมรับสำหรับการเป็นผู้หญิง (feminine) หรือเป็นผู้ชาย (masculine) โดยการสังเกตและลอกเลียนแบบพฤติกรรมนั้น เช่นการที่ผู้หญิงต้องไว้ผมยาว ใส่กระโปรง ผู้ชายต้องตัดผมสั้น ใส่กางเกง คือมันกลายเป็นมาตรฐานของการแสดงออกในแต่ละเพศ ทีนี้พอมีใครไม่ทำตามกฎนั้นหรือทำต่างออกไปก็จะถูกมองเป็นคนบาปไปงั้น สิ่งที่จะบอกท่านๆ นักสังคมสงเคราะห์ทั้งหลายก็คือ ถ้าเรารู้แล้วว่าอีการแสดงออกทางเพศนี่มัน "ถูกสร้าง" โดยสังคม ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับคนที่เขาแสดงออกตัวตนทางเพศของตัวเองแตกต่างออกไปด้วยความเข้าใจในตัวตนของเขาอย่างจริงๆ
3. มันยังมีความแตกต่างหลากหลายมากกว่า LGBT หรือเลสเบี้ยน เกย์ กะเทย ทอม ดี้ บลาๆๆๆ ที่เรารู้จัก และพยายามตั้งชื่อกันอีกเยอะแยะจย้าาา
แปลกนะ ในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ที่เรายกย่องตัวเองเป็นหนักเป็นหนาว่าว่าเราคือผู้ที่ละเอียดอ่อนกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการยึดโยงสังคมเอาไว้ด้วยกัน แต่พอมาเป็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ บ่อยครั้งที่เราหลงลืมที่จะตระหนักว่าโคตรแห่งความแตกต่างนี้มันสถิตสถานอยู่ในโลกนี้่จริงๆ เช่น ตัวย่อ LGBT ที่เรามักใช้เวลาพยายามยึดโยงผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเข้ามาเนี่ย เอาจริงมันก็ยังไม่สามารถเป็นตัวแทนของความหลากหลายที่มีจริงๆ ในสังคมได้นะ ซึ่งถ้าอยากจะให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งหรือดึงเค้าเข้ามาเนี่ยควรใช้ LGBTQIA (lesbian, gay, bisexual, transgender, queer/questioning, intersex, and asexual) ดีกว่า ซึ่งเอาจริงอีตัวย่อนี้ก็ยังไม่สามารถเป็นตัวแทนหรือเป็นชาร์จบอร์ดในการแสดงความเข้มข้นของความแตกต่างเรื่องความสนใจ อัตลักษณ์ พฤติกรรม การแสดงออกทางเพศของมนุษย์ได้ครบอ่ะ ซึ่งในฐานะคนทำงานปฏิบัติแล้วจำเป็นค่ะ ที่เราจะต้องทำงานเพื่อยกระดับความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศในสังคมเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการของเราต่อปายยยยยยยยยยยยยยยยยยย
(นี่ความคิดเห็นส่วนตัวคือเกลียดดดดดดดด การพยายามตั้งชื่ออะไรแบบนี้มาก ทำไมต้องตั้ง แค่ recognize กันว่าเป็นคนพอแมะ แล้วก็สอนกันใหม่ว่า อีสามตัวในข้อหนึ่งอ่ะ มันไม่ต้องไปด้วยกัน มันลื่นไหล มันไม่มี LGBTI อะไรหรอก มันแค่เรื่องของคนเอากัน ใครจะเอากับใครก็ได้ ไม่เกี่ยวกับเครื่องเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศอะไรทั้งนั้นแหละ คหสตยสตน)
4. อย่านะคะ อย่าพยายามทึกทักมโนอะไรเกี่ยวกับผู้ใช้บริการโดยมีพื้นฐานมาจากรสนิยมทางเพศ (Sexual orientation) ของเค้า
คือใครหลายคนในสังคมมักคิดไปเองว่าพฤติกรรม ความคิด ความต้องการทางเพศของบุคคลมันเป็นอะไรที่ตายตัว แข็งโป๊ก เปลี่ยนแปลงไม่ได้ตลอดกาลนานเทอญ เช่น เรามักคิดว่า ตุ๊ดออกสาว ใคร่ที่จะเอากับชายแท้ และจะแอ้วชายแท้เท่านั้น แต่คุณคะ มนุษย์ขี้เหม็นอย่างเราไม่ได้จะถูกแบ่งและนิยามอะไรง่ายๆ ตามสัญชาตญาณความเข้าใจของเราแต่เพียงอย่างเดียวนะคะ คือมีค่ะที่มันเป๊ะๆ เหมือนที่เราคิดแต่ก็มีมากมายนะคะ ที่สิ่งที่คุณคิดกับสิ่งที่เขาเป็นมันไม่เหมือนกัน มีเยอะแยะค่ะที่ตุ๊ดออกสาวได้กับตุ๊ดออกสาวด้วยกัน หรือกะเทยแต่งหญิงชอบผู้หญิงแท้ๆ เลสเบี้ยนแต่งงานอยู่กินกับผู้ชาย หรือมากมายค่ะที่ผู้ชายกำลังเอากับเมียตัวเองแต่จินตนาการถึงผู้ชายอีกคน ดังนั้นเนี่ยจึงสำคัญมากที่นักสังคมสงเคราะห์อย่างเราๆ จะต้องให้ผู้ใช้บริการของเราได้นิยาม และบอกถึงความคิด ความต้องการ พฤติกรรมทางเพศของตัวเองด้วยการใช้คำถามที่แสดงท่าทีแห่งการเคารพ ยอมรับ และชัดแจ้งเพื่อที่เราจะได้รู้จักเขามากขึ้น คือรู้จักในแบบที่เขาเป็นจริงๆ ไม่ใช่รู้จักเขาในแบบที่เราคิดว่าเขาเป็นแบบนี้ๆๆๆ อ่ะค่ะ (นี่ๆๆ คราวนี้เราก็สงสัยนะคะ ว่านักสังคมฯ จะไปรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องทางเพศเค้าทำไมอ่ะ แล้วจะเสร่ออยากรู้ในกรณีไหน คือนี่มองว่า ไม่ต้องรู้ป่ะ เป็นคน และต้องอยู่ด้วย mind set ที่มองเรื่องความหลากหลายทางเพศมันปกติ จะอะไรก็ได้ แล้วยอมรับเนี่ย จบป่ะ? ทำไมต้องอารมณ์ขึ้นด้วยวะ 5555 )
5. ใดๆ ล้วนมีความต้องการทางเพศ
เกิดมาเป็นมนุษย์เราล้วนมีความต้องการทางเพศโดยธรรมชาติอ่ะ ไม่ว่าจะเป็นใครเราต่างมีความอยากที่จะลิ้มลองกับความพึงพอใจทางเพศป่ะว้าาาาา คือมีบุคคลหลายกลุ่มนะที่สังคมมักมองว่าเฮ้ย คนกลุ่มนี้ไม่น่าจะมีความต้องการทางเพศหรอก เค้าไม่เงี่ยนหรอก (เช่น คนพิการ คนไม่สบายที่แบบช่วยตัวเองไม่ได้) แต่คุณคะเราทุกคนต่างมีความต้องการค่ะ มันเป็นสัญชาติญาณและความต้องการพื้นฐานของมนุษย์โน๊ะ เราในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ต้องพยายามที่จะช่วยทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ์ในการเลือกที่จะเข้าถึงกิจกรรมทางเพศของคนกลุ่มนี้ ซึ่งมันมีความท้าทายอย่างมากที่คนกลุ่มนี้จะได้รับการตอบสนองต่อความต้องการทางเพศตามที่เขาต้องการ ซึ่งในหลายครั้งการไม่ได้ปลอดปล่อยอารมณ์ทางเพศของผู้ป่วยส่งผลต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ที่ย่ำแย่ลงด้วย (ใครอยากรู้รายละเอียดเรื่องนี้และอยากเปิดหูเปิดตาเรียนเชิญดูสารคดีของมูลนิธิ White Hand ที่เป็นมูลนิธิที่จะส่งคนไปช่วยชักว่าวให้กับผู้ป่วยอัมพาตที่ญี่ปุ่นอ่ะ ทัชมาก มันประมาณหัวข้อนี้ที่จะบอกว่าเราไม่ควรละเลยเรื่องการจัดบริการเกี่ยวกับความต้องการทางเพศสำหรับผู้ใช้บริการของเราที่อยู่ในสภาวะพิเศษ)
6. อย่าเอาประโยคที่ว่า "ถ้าเป็นฉันฉันไม่ทำแบบนี้หรอก" มาเป็นมาตรฐานตัดสินถูกผิดของคนอื่นเด้อ
ในชีวิตส่วนตัวของเรามักจะตัดสินการแสดงออกทางเพศของคนอื่นผ่านความเชื่อส่วนตัวของเรา ซึ่งความเชื่อเหล่านั้นก็ถูกก่อรูปร่างและแต่งแต้มโดยประสบการณ์และโลกที่เราได้พบเห็นมา ในขณะที่โลกแสนสวยของเราช่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ใช่ว่าความสมบูรณ์แบบของเรามันเหมาะสมสำหรับคนอื่นด้วย ในฐานะนักสังคมสงเคราะห์เราถูกผูกมัดด้วยค่านิยมและจริยธรรมทางวิชาชีพที่จะเสริมพลังผู้ใช้บริการในการเห็นทางออกของปัญหาที่ดีที่สุดด้วยตัวเขาเอง ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้เราต้องสละทิ้งซึ่งค่านิยมและอคติส่วนตัวเอาไว้ที่บ้านเด้อ ไม่ต้องพกมาทำงานด้วย
7. การใช้คำศัพท์ที่ลดความแปลกแยกลงนั้นสำคัญ!!
นักสังคมสงเคราะห์ต้องพยายามที่จะสร้างบรรยากาศของการเป็นส่วนหนึ่งและต้อนรับผู้ใช้บริการโดยไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่ากับใครกลุ่มไหน ซึ่งการใช้คำศัพท์ก็เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างบรรยากาศเหล่านั้น โดยเฉพาะศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศมันยิ่งสำคัญ อ่ะไหนทีนี้มาดูสิ๊ว่าคำศัพท์ที่เราใช้กันทุกวันนี้เนี่ยมันมีผลกระทบกับผู้ใช้บริการของเรายังไงบ้างมั้ย
อ่ะ ไปหยิบใบรับแจ้งเคสมาสิ๊ ลองหยิบมาดูค่ะ แล้วมองดูมันด้วยมุมมองที่เข้าใจและละเอียดอ่อนกับความหลากหลายทางเพศ เราจะเห็นว่าภาษาเกี่ยวกับเรื่องเพศๆ ที่อยู่ในฟอร์มของเรามันมีอยู่อย่างจำกัดกว่าที่เราคิดไว้เยอะ ไหนๆ ดูสิ๊ว่าฟอร์มของเรานี่เมื่อพูดถึงเรื่องเพศเราก็จะถามถึงเพศของเค้าใช่มั้ยว่าเค้าเพศไหน? ฟอร์มของเราตัดสินไปแล้วว่าผู้ใช้บริการของเรามีสองเพศป่ะ? ในฟอร์มของเรามีกี่เพศให้คนได้เลือกอ่ะ? เวลาพูดถึงสถานะความสัมพันธ์ฟอร์มของเราใช้แค่ว่า "โสด" "แต่งงานแล้ว" ป่ะ (ซึ่งจริงๆ แล้วมันควรจะมีคำศัพท์ที่ทำให้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งมากกว่านี้ป่ะ เช่น กำลังอยู่ในความสัมพันธ์อันสุดแสนโรแมนติก ยังเงี้ย!!) เวลาเราถามเกี่ยวกับการทารุณกรรมทางเพศ เราใช้ชื่อเรียกผู้ใช้บริการของเราว่า "ผู้ถูกทารุณกรรม" (Victim of abuse) หรือ "ผู้ผ่านพ้น" (Survivor of abuse) อ่ะ #ฝากวรั้ยหรั้ยคริ๊สสส
ในฐานะนักสังคมสงเคราะห์เราจะเป็นที่ต้องตระหนักรู้ว่าสารแบบไหนที่เรากำลังส่งไปให้กับผู้ใช้บริการของเรา มองลงไปยังคำถามเหล่านี้คงดูเหมือนว่าจะลำไยไปป่าวว่ะเรื่องเล็กน้อยเองแก แต่เอาจริงการปฏิบัติเล็กๆ ในตอนนี้อาจจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับผู้ใช้บริการของเราในภายภาคหน้าก็ได้นะ ใครจะไปรู้
8. เวลาพูดถึงเรื่องเพศมันหมายรวมมากกว่าในพื้นที่ของเรื่องที่มันเป็นปัญหา
นักสังคมสงเคราะห์ถูกฝึกมาให้ทำงานเสริมพลังของผูัใช้บริการด้วยวิธีการดึงจุดแข็งของเค้าออกมาใช่แมะ ดังนั้นเมื่อนักสังคมสงเคราะห์พูดถึงเรื่องเพศ เรามักจะพูดกันแค่พื้นที่ของเรื่องเพศที่มันอาจจะเป็นปัญหาที่สามารถส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการของเราได้ เช่น การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เพศหลากหลายถูกรังแก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการทารุณกรรมทางเพศเท่านั้น แต่มันสำคัญมากที่นักสังคมสงเคราะห์จะต้องเรียนรู้ที่จะเป็นคนที่พูดคุยเรื่องเพศในทางบวก และเปิดใจพูดคุยเรื่องเพศอย่างปกติกับผู้ใช้บริการ เช่น ในระหว่างที่เราให้ความช่วยเหลือผู้ใช้บริการของเราให้ก้าวผ่านความเจ็บปวดที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องเพศ มันก็สำคัญมากเช่นเดียวกันที่เราจะชักชวนให้ผู้ใช้บริการของเราได้ค้นหาแง่มุมด้านบวกในเรื่องเพศที่ไม่ได้ถูกพรากออกไปจากประสบการณ์เลวร้ายที่เขาได้ประสบมา
9. สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยเป็นกันเอง
ด้วยอิทธิพลของประสบการณ์ที่วัฒนธรรมและข้อห้ามทางศาสนาที่ทั้งเราและเขาเคยประสบพบเจอ เวลาพูดคุยเรื่องเพศมันอาจจะทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนระหว่างนักสังคมสงเคราะห์และผู้ใช้บริการได้ ดังนั้นจงจำไว้ว่าความสะดวกใจของคุณไม่ได้สำคัญไปมากว่าความสะดวกใจของผู้ใช้บริการ แม้ว่าเรื่องเพศที่เรากำลังจะคุยกันมันเป็นเรื่องที่คุณรู้สึกไม่สะดวกใจ แต่มันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบทางวิชาชีพที่คุณจะต้องสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยให้ผู้ใช้บริการได้ปลดปล่อยเรื่องราวและนำเสนอตัวตน ถ้าเรื่องนี้มันกระอักกระอ่วนนักสำหรับคุณ กรุณาหาเพื่อนร่วมงานที่คุณไว้ใจที่สามารถฝึกฝนการพูดคุยเรื่องเพศที่มันอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการของคุณ ซึ่งก็อย่าลืมทำการบ้านเกี่ยวกับเรื่องความหลากหลายทางเพศเพื่อเตรียมความพร้อมและละเอียดอ่อนกับมันด้วยเด้อ
10. จงมีสติและใจเย็นๆ!!! เวลาที่คุณไม่รู้คำตอบ
คุณจะทำยังไงถ้าผู้ใช้บริการถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องเพศที่คุณเองก็ไม่รู้คำตอบ?
- นิ่งค่ะ นิ่งและใจเย็นๆ ไว้ คุณไม่จำเป็นต้องตอบเร็วๆ ด้วยท่าทีเลิ่กลักหรือคำตอบที่คุณเองก็ไม่รู้ว่าจะถูกหรือเปล่าหรอก เพราะอย่างนั้นการแสดงออกของคุณมันจะสร้างความเสียหายต่อสัมพันธภาพทางวิชาชีพ
- รักษาภาษาท่าทางให้อยู่ในระดับปกติ ถ้าภาษาท่าทางคุณเปลี่ยนไปผู้ใช้บริการจะรู้สึกว่าโดนปฏิเสธ
- กล่าวขอบคุณผู้ใช้บริการของคุณ ที่ให้เกียรติเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้คุณฟังและสะดวกใจที่จะพูดมันออกมา ซึ่งมันสำคัญมากที่จะดำรงไว้ซึ่งบรรยากาศของความเชื่อใจระหว่างกันของนักสังคมสงเคราะห์และผู้ใช้บริการ
- หลังจากนั้นคุณต้องทำให้เขามั่นใจว่าคุณเองรู้สึกเป็นเกียรติและสะดวกใจที่ได้รับฟังและพูดคุยในเรื่องราวเหล่านั้น และแจ้งไปยังเขาว่าแทนที่เราจะรีบตอบในคำถามหรือข้อกังวลใจที่มีความสำคัญของเขา เราคิดว่ามันน่าจะดีกว่าที่เราจะได้ใช้เวลาในการค้นคว้าหาคำตอบที่มันดีที่สุดให้กับเขา ซึ่งการแสดงออกลักษณะนี้จะสามารถช่วยสร้างความเข้มแข็งในสัมพันธภาพระหว่างผู้ใช้บริการและนักวิชาชีพ และตัวเขาเองก็จะรู้สึกถึงการมีคุณค่า การได้รับการยอมรับ มากไปกว่านั้นคุณเองก็จะได้ให้โอกาสตัวเองในการหาความรู้เพิ่มเติมในการที่จะตอบสนองและให้คำตอบที่ดีที่สุดกับผู้ใช้บริการด้วย
