เรารู้จักใครหลายคนที่มักขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิต ไม่กล้าบอกความต้องการ ไม่กล้าตัดสินใจ แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไม่กล้าสั่งข้าว ไม่กล้าบอกว่าอยากไปไหน ไม่กล้าปฏิเสธ ด้วยเหตุว่ากลัวทำผิด กลัวการตัดสินใจไม่ได้รับการยอมรับ หรือการตัดสินใจนั้นโดนปฏิเสธ หรือถูกยกเลิกเสีย
![]() |
| ขอขอบคุณรูปภาพจาก Haijai.com |
การขาดความมั่นใจในตนเอง หรือสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มันผ่านกระบวนการสร้างจากเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่ได้ประสบมาอย่างยาวนานตั้งแต่วัยเด็ก เป็นการเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้เล็กๆ ที่ถูกสั่งสมมาเป็นระยะเวลานานซึ่งส่วนใหญ่เด็กจะถูกทำให้ "รู้สึกพ่ายแพ้" ผ่านคำพูด กาiแสดงออก เชิงปฏิเสธต่อการกระทำ การตัดสินใจที่ละเลยต่อศักยภาพ ความปรารถนา และพัฒนาการตามช่วงวัยของเขาจนมันได้กัดกินความมั่นคงภายในของเด็กให้เว้าแหว่งไป เราได้มีโอกาสพูดคุยกับใครหลายคนทำให้เห็นว่า สิ่งที่ลดทอนความมั่นใจและภาคภูมิใจในตัวเด็กได้มากที่สุด คือพ่อแม่ และเหล่าเครือญาติ ซึ่งที่จริงแล้วควรเป็นหน่วยสนับสนุนที่แข็งแรงที่สุดให้แก่เด็ก เพราะเด็กถักร้อยชีวิตทางความสัมพันธ์และสร้างความมั่นคงภายในจิตใจจากฐานครอบครัวที่ยอมรับในตัวเขา ไม่ว่าเขาจะทำได้ตามความคาดหวังหรือทำไม่ได้ก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญที่เขาต้องการคือ
"ยอมรับหนูเถอะ ยอมรับในแบบที่หนูเป็นนี่แหละ
แม้มันจะเว้าๆ แหว่งๆ บ้าง แต่นี่หนูไง หนูของพ่อกับแม่
หนูของญาติๆ หนูของโลกใบนี้อ่ะคะ"
ซึ่งวิธีที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาถูกปฏิเสธ และถูกกัดกินความมั่นใจไปทีละเล็กละน้อยนั้นเราก็สรรหากันไดhหลากหลายวิธี จะเขียนเท่าที่ได้ฟังและนึกออกนะคะ เช่น
1. ปฏิเสธด้วยคำพูด
อันนี้สำคัญมากค่ะ โดยเฉพาะการปฏิเสธต่อความฝันที่เด็กมีว่า "ทำไม่ได้หรอก" "มันยากมากนะ จะทำได้เหรอ" หลายๆ ครั้งเด็กรู้นะคะว่ามันยาก ถึงยากมาก แต่เด็กๆ ทุกคนมีพลังที่ซ่อนเร้นในตัวค่ะ เค้าพร้อมมากที่จะขุดและเร้าพลังตรงนั้นออกมา แต่เหมือนว่าแหละค่ะ ความแข็งแกร่งของเด็กไม่เท่ากันบางคนอาจจะขุดมาได้ด้วยตัวเอง แต่บางคนเค้ารอที่จะให้ใครสักคนพูดว่า "ยากแล้วไง ลูกแม่ทำได้หน่ะ" หรือ "แม่รู้ว่ามันยากแต่แม่เชื่อมั่นในตัวลูก ถึงลูกจะทำมันได้หรือไม่แม่ก็ภูมิใจในตัวลูกเสมอนะ" "ไปเลยลูก สู้ไปด้วยกัน พ่ออยู่ข้างๆนะ" แค่นี้ค่ะ แค่นี้จริงๆ แค่ได้ยินแค่นี้เด็กๆ ก็ขึ้นพรั่บๆ อยากจะทะยานไปหาฝันกันจะตายแล้ว แต่หลายครั้งความฝันจบลงเพียงเพราะพ่อแม่ไม่เชื่อมั่นในตัวเขา "พ่อแม่ยังไม่เชื่อเลยว่าผมทำได้ แล้วใครจะเชื่อ แม้แต่ตัวผมเองจะเชื่อว่าทำได้ แต่การจะไปถึงเป้าหมาย มันไม่ใช่แค่ผมคนเดียวนะ" ได้ยินแล้วจุกค่ะ เหมือนโดนน็อค เห็นมั้ยคะว่าลูกต้องการพลังแห่งการสนับสนุน และยอมรับจากคุณ ลูกคุณพร้อมมาก เหลือแต่คุณนั่นแหละค่ะ
2. ปฏิเสธด้วยการเพิกเฉย ละเลย และไม่ใส่ใจ
ลูก: "แม่คะ วันนี้หนูซ้อมดนตรีสนุกมาก ครูบอกว่าหนูทำได้ดีขึ้นด้วย"
แม่: รีดผ้าก้มหน้าไม่หืออือ ไม่ตอบรับพร้อมพูด
"ไหน วันนี้อ่านหนังสือแล้วยัง เดี๋ยวเกรดก็ตกอีกหรอก" จบค่ะ จบ พังครืน!!! คุณได้ยินเสียงสัญญาณนั้นมั้ยคะ สัญญาณขอความช่วยเหลือในการประกอบสร้างความมั่นใจ และภาคภูมิใจในตนเองของเด็ก มันไม่ใช่ประโยคพูดเล่นๆ นะคะ มันคือสิ่งที่กำลังบอกคุณว่าลูกของคุณกำลังประกอบสร้างตัวเองอย่างไรและคุณสามารถช่วยสร้างเขาในแบบที่เขารักตัวเองได้แบบไหน แต่ในหลายครั้งพ่อแม่ปิดประตูนั้นดังโครม และพยายามดันลูกให้เข้าประตูที่ตัวเองอยากเห็น เอ้า นึกไปนึกมาว่านี่เราเลี้ยงลูก หรือ เรากำลังหล่อเลี้ยงความฝันและความคาดหวังของตัวเองบนตัวมนุษย์เด็กคนหนึ่งที่เราเรียกว่าลูกคะเนี่ย การกระทำในลักษณะนี้จะทำให้เด็กรับรู้ได้ดีว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่สามารถตอบสนองพ่อแม่ได้ เด็กจะกระอักกระอ่วนอย่างถึงที่สุด มันจะพลอยทำให้เด็กไม่สามารถทำตามฝันของตัวเองได้สุด และทำตามคาดหวังของพ่อแม่ได้สุดเช่นเดียวกัน และจะรู้สึกว่า "แพ้อีกแล้วหรือกู"
3. ปฏิเสธด้วยการชื่นชมคนอื่นมากเกินเบอร์
เคยมั้ยคะที่คุณชมลูกชาวบ้านร้านช่องไปทั่วต่อหน้าลูกคุณ "โอ๊ย ลูกบ้านนั้นนะเค้าเก่งมาก สอบได้นู่นนี่นั่น โอ๊ยยยยย" มากไปกว่านั้นมันลามปามจนถึงขั้นเปรียบเทียบ "ทำให้ได้อย่างเค้าสิ" หรือ "เมื่อไหร่ลูกเราจะได้แบบนั้นบ้างนะ" คุณพ่อคุณแม่คะ ตื่น!!! ค่ะ เราต้องรู้นะคะ ลูกเราคือลูกเรา ลูกเราที่ชื่อ a คือลูกเราที่ชื่อ a ไม่ใช่ลูก b c d หรือลูกชาวบ้านคนอื่นนะคะ เด็กทุกคนต่างมีศักยภาพเป็นของตนเอง จงเชื่อว่าลูกของคุณพยายามแสดงสิ่งนั้นให้คุณเห็นแล้ว แต่คุณจะเห็นมันมั้ย หลายครั้งเราเชื่อว่าคุณเห็น แต่คุณแค่ไม่ถูกใจตามที่หวังไว้คุณคะ ตอนนี้คุณมีลูกที่แตกต่างพิเศษในแบบที่เขาเป็นอยู่กับคุณ แล้วคุณจะไปปั้นให้มันเหมือนกับคนอื่นทำไมคะ???? ลูกอยากได้ยินคุณชื่นชมเค้าบ้าง มันมีความหมายกับเค้ามากนะ แม้คนอื่นร้อยพันจะชมให้ตายแต่ถูกคุณปฏิเสธไปทีเดียวมันก็พังครืนมาหมดถ้าอยากชื่นชมลูกชาวบ้านลองเปลี่ยนประโยคดูก็ได้เช่น "พี่ c ลูกป้า a นี่เก่งนะเรียนได้เกรดสี่ทุกวิชา แต่ลูกพ่อก็เก่งเหมือนกัน ถึงจะไม่ได้เก่งแบบพี่ c แต่ลูกพ่อก็ช่วยพ่อขายของ ทำกับข้าวเก่งอีกต่ะหาก" หาข้อดีของพวกนางค่ะ พวกนางมีอยู่!!!
4. เหยียบซ้ำในวันที่เขาต้องการคุณมากที่สุด
ในหลายครั้งเด็กๆ มักออกไปทำตามฝัน หรือพยายามทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง แต่มันอาจไม่สำเร็จ หรือเกิดความผิดพลาด หน้าที่ของเราคือปลอบประโลมชวนเค้าพูดคุยและชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดค่ะ ว่kทำไมมันไม่ไปถึงตรงนั้น ทำไมมันถึงผิดพลาด และครั้งหน้าควรทำอย่างไร เอาง่ายๆ ค่ะ เช่น ลูกทำแก้วแตก แม่หลายคนหวีดมาก "โอ๊ยยยยยซุ่มซ่ามจริงๆ เลยไม่ระวังเลยเนี่ย เห็นมั้ยแตกหมดเลย" ซึ่งคุณคะ ลูกคุณรู้แล้วค่ะว่ามันแตกและมันพลาด แต่สิ่งที่เค้าอยากได้ยินคือคำปลอบประปลอบและคำแนะนำค่ะ เพราะพวกนางเองก็ตกใจและเสียใจนะคะนางมีความรู้สึก ลองเปลี่ยนเป็น "แก้วแตกเหรอลูก ไม่เป็นไร เก็บเศษแก้วระวังมือนะ ครั้งหน้าก็ระมัดระวังเพิ่มอีกหน่อยละกัน" แค่นี้พวกนางก็ชื่นใจแล้ว และสารที่บอกให้ระวังจะซึมซับเข้าปลีสมองด้วยความอภิรมย์กว่าด้วย
โหหห นี่พิมพ์เพลินมาก และยาวมาก จบก่อนละกันนะจริงๆ แล้วมีอีกหลายสารพัดวิธีเล็กๆ น้อยๆ อีกมากที่บั่นทอนเด็ก และมันมีผลกระทบต่อสภาพจิตใจเด็กลากยาวมาจนถึงวัยผู้ใหญ่ เอาเป็นว่า เราต้องสนับสนุน เคียงข้าง ละเชื่อมั่นในตัวลูก ประคองในสิ่งที่เขาทำและอยากเป็น โดยตระหนักและยึดให้แน่นว่า ลูกคือลูก เขาคืออีก 1 ชีวิตที่มีอารมณ์จิตใจเป็นของตนเอง และเขาต้องการคุณมากโดยเฉพาะวันที่เขาทำพลาดและย่ำแย่ที่สุด
