จบไปแล้วกับงาน TEDx ThammasatU ที่จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ในฐานะผู้ชมได้ที่เปิดโอกาสให้ Speaker จาก TED ได้กระทำชำเราทางความคิดและเร้าพลังใจให้มาตลอดกว่า 4 ปีที่ผ่านมานั้นการได้รับข่าวว่าจะมี TED Talk มาจัดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มันจึงเป็นอะไรที่ทำให้เราเนื้อสั่นได้แรงมาก จากวันแรกที่ได้มีโอกาสตั้งแต่สมัครจนถึงเข้าฟังภายในงานที่ผ่านมาวันนี้เลยอยากมาเล่าเรื่องและส่งมอบ Fee back ให้กับทีมผู้จัดเด้ออออด
ขั้นตอนรับสมัคร
เราเพิ่งรู้มาก่อนว่าการจะเป็นผู้เข้าฟัง TED talk ต้องผ่านการรับสมัครจากทีม HR เป็นเรื่องเป็นราวอะไรเบอร์นั้น คือเราต้องเขียนใบสมัครที่ให้อารมณ์เหมือนตอบข้อสอบอัตนัยประมาณห้าหกข้อได้ ซึ่งนี่มีความรู้สึกเหมือนตอบข้อสอบชิงทุนค่ะ เพราะแลดูวัดทัศนคติ และส่อรู้เรื่องความสนอกสนใจเราพอสมควร 55555 แล้วหลังจากนั้นก็ต้องรอประกาศผลจากทาง HR ที่จะส่งเมลมาบอกว่า "คุณได้ผ่านการคัดเลือก" โอ้โหววววววววววว นาทีนั้นเหมือนมงลงค่ะ มือสั่นปากสั่นมาก ดีใจมาก
กิจกรรมสำหรับเหล่า Audience
นี่ก็ surprise และเพิ่งรู้เหมือนกันว่าก่อนเหล่าผู้ฟังจะไปนั่งหน้าสลอนกันในห้องสดนั้นทางทีมงานจะจัดให้มีกิจกรรมเพื่อให้ผู้ฟังได้มีโอกาสมาทำความรู้จักกันเพื่อสร้างชุมชนของคนที่พร้อมที่จะนำเสนอ idea ดีๆ และพร้อมรับฟังซึ่งกันและกันกิจกรรมมันเริ่มขึ้นตั้งแต่ผู้ฟังทุกคนถูกลากเข้าไปในกลุ่ม Facebook ผ่านการแนะนำตัวและความสนใจของตัวเอง โดยมีน้องๆ ทีมจัดงานคอยเป็นตัวกระตุ้นและพาขึ้นให้ ซึ่งนอกจากนั้นก็จะมีกิจกรรมที่ทำให้ผู้ฟังที่มีเลาและสนใจมาพบกันตัวเป็นๆ โดยในวันนั้นจัดในชื่อตีม "Spark your light, ignite your community" สำหรับบรรยากาศภายในงานเราขอชื่นชมทีมผู้จัดที่พยายามออกแบบกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เหล่าผู้ฟังได้รู้จักและแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน ซึ่งโดยส่วนตัวเราชอบบรรยากาศในวันนั้นมากๆ คือทุกคนพร้อมที่จะมาแชร์และมารับฟังซึ่งกันและกัน เห็นด้วยกันบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้างแต่บรรยากาศแห่งการยอมรับและแลกเปลี่ยนมันทำให้เกิดความประทับใจจริงๆ คิดเอาว่ามันเพลินจนครึ่งวันรู้สึกน้อยไปอ่ะ นอกจากครั้งนี้ยังมีอีกหนึ่งครั้งแต่เราไม่ได้มีโอกาสได้เข้าร่วมแต่ได้ข่าวว่าหลายคนก็ประทับใจไม่แพ้กัน
ทัชเบอร์สุดกับเหล่า Speaker
อยากที่ทุกคนทราบดีว่าบรรดาเหล่านักพูดของ TED นั้นมักจะมีความสามารถในการเร้าพลังให้เราๆ ผู้ฟังพลุ่งพล่านและทัชกันได้แบบหนักมาก TEDx Thammasat ก็เช่นกันที่นักพูดหลายคนทำให้เรานั่งไม่ติด ซี๊ดปากจนแก้มยุบมากหลายครั้ง คือหลายๆ ท่านทำให้เราเหนื่อย ใจเต้นแรง มีความรู้สึกเหมือนโดนกระทำชำเราซ้ำๆ จะขัดขืนก็ไม่ได้ เสร็จแล้วไม่ทันหายก็โดนจับขึ้นมาปลุกปล้้ำใหม่ ซึ่งมีคนให้นิยามการฟัง TED ครั้งนี้ว่า "เหมือนโดน 2 แท่งในรูเดียว" คิดเอาค่ะ ว่ามันฟินขนาดไหน คือการพูดเนี่ยนางจะแบ่งเป็นช่วงๆ ประมาณสามช่วง และจะเบรค 45 นาที ตอนแรกเราคิดกันว่าโอ๊ยยยย จะเบรคอะไรเบอร์นั้น นานไป แต่คุณคะ เอาจริงเราเชื่อว่าทีมงานคิดกันมาดีแล้ว เพราะเวลาเบรคจริง 45 นาทีมันเป็นเวลาที่งดงามมาก ที่เราในฐานะผู้ฟังจะได้มีเวลาพักใจพักกาย และตกตะกอนทางความคิดผ่านการนำสิ่งที่ได้ฟังมาพูดคุยต่อกับเพื่อนๆ ที่รับฟังด้วยกัน คือมันดี!!! เพราะมันจะให้เราค่อยๆ ขย้อนและนำความคิดเรียบเรียงลงปลีสมองให้เรียบร้อยก่อนที่จะเข้าไปฟังคนใหม่พูด
สำหรับเราแล้ว Speaker ทุกมีสไตล์การพูดเป็นของตนเองและมีเรื่องราวที่น่าสนใจกันทุกคน เราภูมิใจในทุกๆ คนมาก ภูมิใจที่ได้มาฟังสดๆ แต่เราเชื่อว่าเราจะทัชใครมากที่สุด และอินกับเรื่องไหนมากน้อย มันขึ้นอยู่กับ Background การศึกษาและความสนใจของเราในตอนนั้น ซึ่งจากการสอบถามแต่ละคนมาเราก็จะทัชใครไม่เหมือนกัน แม้จะทัชคนเดียวกันเราก็ทัชมากน้อยในแต่ละประเด็นย่อยที่เค้าพูดอีก และนี่คือ 5 คนที่เราจะเขียนถึงคะ ไม่ใช่อะไรนะคะ เขียนทั้ง 10 ไม่ไหว ขี้เกียจ 55555
1. พี่ฟ้า เพียงฝัน มีกี่มงโยนไปให้หมด (สำหรับคนมงขอเขียนถึงเยอะหน่อยนะ 5555)
เธอคนนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ และเป็นนักเรียนทุน หนึ่งในตัวแทนนักเรียนไทยที่เข้าร่วมประกาศรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เธอเดินออกมาพูดด้วยพลังมากทั้งท่าทางและน้ำเสียง เธอเริ่มต้นโดยการถามคำถามกับผู้ชมว่า ไหนใครเคยตัดสินคนอื่นด้วยภาพแรกที่เห็นมั้ย? ไหนใครเคยตัดสินใครด้วยพฤติกรรมเบื้องแรกที่เราเห็นมั้ย? เพราะการถูกตัดสินจากคนอื่นนั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อพี่ฟ้า พี่ฟ้าเล่าถึงประสบการณ์วัยเด็กของตนเองที่เป็นโรค แอสเพอร์เกอร์ (อยากรู้จักโรคนี้กดลิ้งค์วนไปค่ะ) พี่ฟ้าได้ฉายภาพประสบการณ์ความเจ็บปวดจากการโดนล้อ ไม่เข้าใจ และไม่ยอมรับจากสิ่งที่เธอเป็นในประเทศไทย โดยเฉพาะในโรงเรียน แต่เมื่อเธอได้ย้ายไปเรียนที่ต่างประเทศมันทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป เธอเชื่อว่าชุมชนและผู้คนรอบข้างมีความสำคัญอย่างมากสำหรับคนๆ หนึ่ง การไปต่างประเทศมันเปิดโอกาสให้พี่ฟ้าได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความสดใส ชีวิตใหม่ที่ทุกคนต่างถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ตั้งแต่วันแรกที่พี่ฟ้าไปถึงโดยมีเพื่อนๆ ทำป้ายมาต้อนรับที่สนามบิน
ประเด็นสำคัญที่เราชอบมากจากเรื่องที่พี่ฟ้าเล่าคือเรื่องที่เล่นกับเพื่อนคนพิการทางสายตาโดยทั้งสองคนอุ้มเธอโยนเธอลงสระน้ำ ด้วยความไม่มั่นใจเธอถามว่า "นี่จะทำอะไร" เพื่อนก็บอกว่า "โยนเธอลงสระน้ำไง" ด้วยความไม่แน่ใจเพราะว่าเพื่อนเป็นคนพิการทางสายตาเธอถามเพื่อนว่า "เฮ้ยยยยย มั่นใจได้ไงว่ามันสระน้ำ ไม่ใช่พื้นนะโว้ยยยยยยย" สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่าในบางครั้งที่เรากำลังเรียกร้องให้คนอื่นเชื่อมั่นในศักยภาพของเรา เราก็อาจจะเผลอไผลไปลดทอนคนอื่นได้โดยที่เราไม่รู้ตัวเหมือนกัน ในเหตุการณ์นั้นทำให้พี่ฟ้าได้เรียนรู้ว่า "มันมีมากกว่าดวงตาที่ทำให้เรามองเห็นได้" และ "เราสามารถใช้สิ่งอื่นทำในสิ่งเดียวกันได้" ดังนั้น อย่าให้ความพิการมานิยามว่าเราคืออะไร ทำอะไร ได้ไม่ได้ จงนิยามและประกอบสร้างตัวคุณด้วยพื้นฐานความพิเศษที่แตกต่างของคุณเอง ในกรณีทำให้เราคิดว่าจริงๆ แล้วเราทุกคนต่างมีความพิเศษติดตัวของแต่ละคนรึปล่าว หรือจริงๆ เราไม่มีคนพิการ แต่เราสร้างค่านิยมและสภาพสังคมที่ก่อให้เกิดความพิการ หรือเพราะเราที่เรียกตัวเองว่า "คนปกติ" มีจำนวนมากกว่า สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับความเป็นเรา โดยละเลยความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์คนอื่น ถ้าสมมุติเราไปตกอยู่ในเมืองที่มีแต่คนพิการเราเองที่คิดว่าปกติ อาจจะถูกมองว่าแปลกในสถานการณ์นั้นก็ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเราจะทำยังไงให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตทางสังคม และเป็นมิตรกับทุกคนในการสามารถพัฒนาศักยภาพพิเศษเฉพาะตนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
อยากที่ทุกคนทราบดีว่าบรรดาเหล่านักพูดของ TED นั้นมักจะมีความสามารถในการเร้าพลังให้เราๆ ผู้ฟังพลุ่งพล่านและทัชกันได้แบบหนักมาก TEDx Thammasat ก็เช่นกันที่นักพูดหลายคนทำให้เรานั่งไม่ติด ซี๊ดปากจนแก้มยุบมากหลายครั้ง คือหลายๆ ท่านทำให้เราเหนื่อย ใจเต้นแรง มีความรู้สึกเหมือนโดนกระทำชำเราซ้ำๆ จะขัดขืนก็ไม่ได้ เสร็จแล้วไม่ทันหายก็โดนจับขึ้นมาปลุกปล้้ำใหม่ ซึ่งมีคนให้นิยามการฟัง TED ครั้งนี้ว่า "เหมือนโดน 2 แท่งในรูเดียว" คิดเอาค่ะ ว่ามันฟินขนาดไหน คือการพูดเนี่ยนางจะแบ่งเป็นช่วงๆ ประมาณสามช่วง และจะเบรค 45 นาที ตอนแรกเราคิดกันว่าโอ๊ยยยย จะเบรคอะไรเบอร์นั้น นานไป แต่คุณคะ เอาจริงเราเชื่อว่าทีมงานคิดกันมาดีแล้ว เพราะเวลาเบรคจริง 45 นาทีมันเป็นเวลาที่งดงามมาก ที่เราในฐานะผู้ฟังจะได้มีเวลาพักใจพักกาย และตกตะกอนทางความคิดผ่านการนำสิ่งที่ได้ฟังมาพูดคุยต่อกับเพื่อนๆ ที่รับฟังด้วยกัน คือมันดี!!! เพราะมันจะให้เราค่อยๆ ขย้อนและนำความคิดเรียบเรียงลงปลีสมองให้เรียบร้อยก่อนที่จะเข้าไปฟังคนใหม่พูด
สำหรับเราแล้ว Speaker ทุกมีสไตล์การพูดเป็นของตนเองและมีเรื่องราวที่น่าสนใจกันทุกคน เราภูมิใจในทุกๆ คนมาก ภูมิใจที่ได้มาฟังสดๆ แต่เราเชื่อว่าเราจะทัชใครมากที่สุด และอินกับเรื่องไหนมากน้อย มันขึ้นอยู่กับ Background การศึกษาและความสนใจของเราในตอนนั้น ซึ่งจากการสอบถามแต่ละคนมาเราก็จะทัชใครไม่เหมือนกัน แม้จะทัชคนเดียวกันเราก็ทัชมากน้อยในแต่ละประเด็นย่อยที่เค้าพูดอีก และนี่คือ 5 คนที่เราจะเขียนถึงคะ ไม่ใช่อะไรนะคะ เขียนทั้ง 10 ไม่ไหว ขี้เกียจ 55555
1. พี่ฟ้า เพียงฝัน มีกี่มงโยนไปให้หมด (สำหรับคนมงขอเขียนถึงเยอะหน่อยนะ 5555)เธอคนนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ และเป็นนักเรียนทุน หนึ่งในตัวแทนนักเรียนไทยที่เข้าร่วมประกาศรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เธอเดินออกมาพูดด้วยพลังมากทั้งท่าทางและน้ำเสียง เธอเริ่มต้นโดยการถามคำถามกับผู้ชมว่า ไหนใครเคยตัดสินคนอื่นด้วยภาพแรกที่เห็นมั้ย? ไหนใครเคยตัดสินใครด้วยพฤติกรรมเบื้องแรกที่เราเห็นมั้ย? เพราะการถูกตัดสินจากคนอื่นนั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อพี่ฟ้า พี่ฟ้าเล่าถึงประสบการณ์วัยเด็กของตนเองที่เป็นโรค แอสเพอร์เกอร์ (อยากรู้จักโรคนี้กดลิ้งค์วนไปค่ะ) พี่ฟ้าได้ฉายภาพประสบการณ์ความเจ็บปวดจากการโดนล้อ ไม่เข้าใจ และไม่ยอมรับจากสิ่งที่เธอเป็นในประเทศไทย โดยเฉพาะในโรงเรียน แต่เมื่อเธอได้ย้ายไปเรียนที่ต่างประเทศมันทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป เธอเชื่อว่าชุมชนและผู้คนรอบข้างมีความสำคัญอย่างมากสำหรับคนๆ หนึ่ง การไปต่างประเทศมันเปิดโอกาสให้พี่ฟ้าได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความสดใส ชีวิตใหม่ที่ทุกคนต่างถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ตั้งแต่วันแรกที่พี่ฟ้าไปถึงโดยมีเพื่อนๆ ทำป้ายมาต้อนรับที่สนามบิน
ประเด็นสำคัญที่เราชอบมากจากเรื่องที่พี่ฟ้าเล่าคือเรื่องที่เล่นกับเพื่อนคนพิการทางสายตาโดยทั้งสองคนอุ้มเธอโยนเธอลงสระน้ำ ด้วยความไม่มั่นใจเธอถามว่า "นี่จะทำอะไร" เพื่อนก็บอกว่า "โยนเธอลงสระน้ำไง" ด้วยความไม่แน่ใจเพราะว่าเพื่อนเป็นคนพิการทางสายตาเธอถามเพื่อนว่า "เฮ้ยยยยย มั่นใจได้ไงว่ามันสระน้ำ ไม่ใช่พื้นนะโว้ยยยยยยย" สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่าในบางครั้งที่เรากำลังเรียกร้องให้คนอื่นเชื่อมั่นในศักยภาพของเรา เราก็อาจจะเผลอไผลไปลดทอนคนอื่นได้โดยที่เราไม่รู้ตัวเหมือนกัน ในเหตุการณ์นั้นทำให้พี่ฟ้าได้เรียนรู้ว่า "มันมีมากกว่าดวงตาที่ทำให้เรามองเห็นได้" และ "เราสามารถใช้สิ่งอื่นทำในสิ่งเดียวกันได้" ดังนั้น อย่าให้ความพิการมานิยามว่าเราคืออะไร ทำอะไร ได้ไม่ได้ จงนิยามและประกอบสร้างตัวคุณด้วยพื้นฐานความพิเศษที่แตกต่างของคุณเอง ในกรณีทำให้เราคิดว่าจริงๆ แล้วเราทุกคนต่างมีความพิเศษติดตัวของแต่ละคนรึปล่าว หรือจริงๆ เราไม่มีคนพิการ แต่เราสร้างค่านิยมและสภาพสังคมที่ก่อให้เกิดความพิการ หรือเพราะเราที่เรียกตัวเองว่า "คนปกติ" มีจำนวนมากกว่า สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับความเป็นเรา โดยละเลยความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์คนอื่น ถ้าสมมุติเราไปตกอยู่ในเมืองที่มีแต่คนพิการเราเองที่คิดว่าปกติ อาจจะถูกมองว่าแปลกในสถานการณ์นั้นก็ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเราจะทำยังไงให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตทางสังคม และเป็นมิตรกับทุกคนในการสามารถพัฒนาศักยภาพพิเศษเฉพาะตนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
2. พี่ทราย จาก Teach for Thailand ทัชแล้วทัชอีกทัชจนหายใจไม่ทันเหมือนโดนน็อค
พี่ทรายเปิดตัวการพูดด้วยการชี้ให้ทุกคนเห็นว่าบางครั้งเราเองก็ถูกกำหนดชะตาอะไรบางอย่างมาแล้ว โดยให้ผู้ฟังได้ก้มลงไปหากระดาษที่ผูกไว้กับม้านั่งว่าตัวเองต้องประสบชะตากรรมอะไร ของเราข้อความ "ได้รับโอกาสทางการศึกษาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่จบออกมายังตกงาน" ส่วนแรกของการพูดเราชอบมาก มันเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมและชวนเราเข้าไปอยากรู้กับเนื้อหาที่พี่แกกำลังจะมาเล่าให้ฟัง การพูดของพี่ทรายมันเหมือนจะเอามาทำโคว้ดได้ทุกประโยค คือมันทัช มันโดน มันใช่พี่ทรายชำแหละความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาไทยได้ออกมาเป็นชิ้นๆ ไปรอฟังนางพูดกันเองนะคะ ทัชตายกันไปข้างแน่ๆ เราจับติดตัวเองว่าเหตุที่ทัชกับพี่ทรายมากเพราะช่วงนี้เราอินกับประเด็นเรื่องการศึกษามากเพราะมันเป็นประเด็นใกล้ตัวที่เราทุกคนต่างเผชิญ เราไปเห็นปัญหาของการศึกษาเด็กข้ามชาติที่แม่สอด เราได้มีโอกาสอ่านหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาหลายๆ เล่ม คือเราตกผลึกอะไรบางอย่างมาสักพักก่อนหน้านี้ พอมาฟังพี่ทรายพูดมันเหมือนโดนจี้จุดของความคิดที่เคยเรียบเรียงให้กับมาดิ้นพล่าน และออกมากระโดดโลดเต้นอีกครั้ง3. พี่ยศ นักภูมิสถาปัตย์ผู้คืนอำนาจกลับสู่เจ้าของ
เนื่องจากเราเพิ่งกลับมาจากสิงคโปร์ครั้งที่ 4 มา 1 วันก่อนหน้าก่อนมาฟัง TED เราเลยค่อนข้างอินมากเพราะสิงคโปร์คือเมืองในฝันเรื่องการจัดการและสร้างพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของพลเมืองในประเทศของเค้าจริงๆ พี่ยศชี้ชวนเราให้เห็นเกี่ยวกับ "เมืองที่เราไม่ได้ฝันถึง" พื้นที่สาธารณะที่ถูกคิดมาจากข้างบนและถูกคัดสรรมาอย่างเรียบร้อยว่าเธอควรจะได้ใช้ได้มีอะไรผ่านการทำงานแบบ Top down ที่การออกแบบและสร้างพื้นที่สาธารณะไม่ได้เป็นพันธกิจร่วมกันของพลเมืองและชุมชน รวมทั้งไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตผู้คนสิ่งที่เราชอบที่สุดของ Talk ของพี่ยศคือ เครื่องมือในการทำงานร่วมกับชุมชนนั่นคือ Post it และ ปากกา ที่มันมีนัยยะอันทรงพลังแฝงอยู่ในการทำงาน มันเป็นการสะท้อนการให้เกียรติในคุณค่าของชุมชน และเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ด้วยการคืนกลับอำนาจในการแสดงความคิดเห็นและออกแบบพื้นที่สาธารณะที่มันเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของพวกเขา เพราะพื้นที่สาธารณะมันไม่ใช่แค่สถานที่ แต่ถ้าถูกออกแบบให้ดีและสอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของชุมชนแล้วมันจะทำหน้าที่เป็นแหล่งเชื่อมโยงคนและหล่อเลี้ยงปฏิสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ และเมื่อนั้นเมืองที่น่าอยู่ด้วยพื้นที่สาธารณะที่ผ่านการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดสังคมที่น่าอยู่ตามมาด้วย
เราดีใจมากที่รู้ว่า 1 ใน Speaker คือพี่หนุ่ม เพราะนานมาแล้วเราได้มีโอกาสดูรายการที่ไปถ่ายทำที่ร้านหนังสือของพี่หนุ่มและได้สัมภาษณ์พี่แก เราทัชแกตั้งแต่วันนั้น โคว้ดหนึ่งจากใครแล้วไม่รู้ที่พี่หนุ่มได้นำมาแบ่งปันถูกเรานำมาเป็นโคว้ดในการดำเนินชีวิตของเรามาจนถึงทุกวันนี้โคว้ดนั้นคือ "เราทุกคนควรใช้ชีวิตให้เป็นตำนานของตัวเอง" Talk ของพี่หนุ่มไม่หวือหวาแต่มันเรื่อยๆ และอบอุ่น พี่หนุ่มพาเราไปรู้จักร้านหนังสือทางเลือกจากทั่วโลก พี่หนุ่มทำให้เราเห็นคุณค่าของความหลากหลายของหนังสือที่ควรมีในประเทศนั้นๆ เพราะการจำกัดหนังสือก็คือการจำกัดความคิดของประชาชน หนังสือจึงมีพลานุภาพอย่างมากในการสร้างความตื่นรู้และพาเราท่องโลกกว้างทั้งในโลกในจินตนาการ และโลกแห่งความหลากหลายในความเป็นจริง พี่หนุ่มทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า "มันมีชีวิตแบบอื่นอีกมั้ย?" ชีวิตที่เราทำอะไรด้วยความรู้ความสามารถของตัวเอง ชีวิตที่สร้างมูลค่าให้เราอยู่ได้ และสร้างคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ด้วยเราทัชกับน้องกั้มมากคงเป็นเพราะเราเองก็เป็นคนที่ค่อนข้างอินกับประเด็นสิ่งแวดล้อม และคิดเสมอว่าการเริ่มต้นสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการเริ่มกับตัวเอง ที่ผ่านมาเราก็พยายามลดการใช้ถุงพลาสติก พกขวดน้ำเอาไว้เติม พยายามแยกขยะตั้งแต่ในบ้าน แต่เราตายไปเลยเมื่อเจอกับน้องกั้ม กั้มทำให้เรารู้ว่า เฮ้ยยยย เราทำได้มากกว่านั้นอีก เราลดได้อีก หลายคนอาจคิดว่า โห ชีวิตอยู่ยาก แต่เราเชื่อว่ามันไม่ได้ยากอะไรเลย แค่มันเป็นสิ่งที่เราไม่ชิน และเรากลัวคนอื่นมองเราแปลก อยากให้กั้มดีใจว่า หน้ากั้มลอยมาทุกครั้งที่พี่กำลังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขยะ ขอบคุณที่เร้าพลังให้กับพี่ ทำให้พี่รู้ว่าเฮ้ยยยยย มีคนที่ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเรื่องสิ่งแวดล้อมและขยะมากกว่าเราหลายเท่า และเราอยากทำให้ได้แบบเธอบ้าง
แด่สต๊าฟฟฟฟ
เราขอขอบคุณในความเสียสละของทุกคนมาก เรารู้ว่ากว่าจะมาถึงวันนี้หลายคนต้องทุ่มเทพลังอย่างมหาศาล เราได้มีโอกาสคุยกับวัจ และพยายามถามว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้เราเข้ามาเอาเวลาและพลังทุ่มไปกับการจัดอะไรแบบนี้ เราแค่อยากถามให้น้องๆ ได้ทบทวนตัวเองว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาในการก่อร่างสร้างงานใหญ่ขนาดนี้ได้มอบอะไรคืนกลับให้น้องๆ บ้าง และเราเชื่อว่าน้องๆ คงได้อะไรกันไปมากแน่ๆ เราเห็นความพยายามและความตั้งใจผ่านการทำงานตั้งแต่ทีม HR ที่รับสมัคร น้องๆ ที่พยายามเข้ามาคอยพาขึ้นให้กันในกลุ่ม Facebook การเข้ามาเตือนให้ชำระเงิน บอกไซส์เสื้อผ่านทางข้อความ การจัดอีเว้นท์ในวันนั้นที่ทำให้เราเห็นว่าพวกแกตาลุกวาวกันมากที่ได้เข้ามาทำงานนี้ เราเองก็พลอยพาขึ้นไปด้วย และที่สำคัญในคืน After party เราเองหงุดหงิดมากกับเหตุผลที่ยังไม่เริ่มกินเพราะ "ต้องคอยไลเซ่นโฮลเดอร์มาเปิด" ซึ่งมันทำให้เลยเวลาที่ทางทีมจัดงานแจ้ง และการที่ Speaker บางคนเดินไปหยิบน้ำ หยิบเบียร์กิน จนเราต้องเข้าไปพูดกับน้องคนหนึ่งว่า "กรุณา Treat ทุกคนอย่างเท่าเทียม" เราจำชื่อน้องผู้หญิงไม่ได่นะ แต่เราขอชื่นชมมาก น้องจัดการทุกอย่างได้อย่างมืออาชีพน้องยิ้มรับและกล่าวขอโทษตลอด มากไปกว่านั้นคือการ Take action ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมาก น้องเข้าไปห้าม speaker และพยายามโทรประสานงานจนเริ่มกินได้โดยไม่ต้องรอ บอกเลยเราประทับใจมากจริงๆ และภูมิใจมากด้วย
ปล. ขอขอบคุณรูปภาพจาก TEDx ThammasatU

