วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Room

อภิมหาอวย!!
Room คือความสมบูรณ์แบบที่เกิดขึ้นจากส่วนผสมเล็กๆ น้อยๆ อันพิถีพิถัน และละเมียดละไม ฉากเล็กๆ ในหนังเรื่องนี้กลับมีพลังอันยิ่งใหญ่ทีพุ่งชนปุ่มอารมณ์ของคนดูอย่างเราได้อย่างจัง พูดก็พูดเถอะ อย่าเพิ่งตายถ้ายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะใน 117 นาทีของหนังเรื่องนี้ ได้สอดแทรกความรู้ในระดับพฤติกรรมมนุษย์ สภาพแวดล้อมทางสังคม ผลกระทบทางจิตใจ และภาพใหญ่อย่างปรัชญการใช้ชีวิตที่ดีมากๆ
เราว่าความสำเร็จของหนังนอกจากจะมอบความบันเทิงให้กับคนดู และให้ความรู้ที่จบแค่ที่หนังนำเสนอแล้วนั้น การให้แง่มุมบางอย่างที่ทำให้คนดูได้นำไปคิดต่อ และต่อยอดได้คือคุณงามความดีที่คนดูอย่างเราควรสรรเสริญและกราบ และนี่คือสิ่งที่ Room ได้ฝากรอยรักไว้กับเรา


ตัวละครหลักสองตัวอย่าง Joy ผู้เป็นแม่ (Brie Larson) และ Jack (Jacob Tremblay) ผู้ลูกนี่ไม่ต้องพูดถึง พวกนางตีบทแตกกระจุยกระจายแหลกละเอียดไม่มีเหลือ Joy แสดงให้เราเห็นและเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าเธอคือมีบาดแผลที่ถูกแยกจากครอบครัวและโดนกักขังมาอย่างยาวนาน บาดแผลเหล่านั้นได้รับการบรรเทาอาการให้ดีขึ้นขณะที่เธออยู่ในห้องนั้นด้วยยาวิเศษที่ชื่อว่า Jack ภายในห้องที่เป็นโลกทั้งใบของคนทั้งสอง มีทุกอย่างเกิดขึ้นมากมาย ที่ทำให้เราเห็นว่าปัจจัยหลักที่เราจะเติมเด็กคนหนึ่งให้เต็มได้คือพลังรักจากแม่ Jack ไม่รู้ว่าโลกนี้กว้างเท่าไหร่ แต่เขารู้ว่าโลกทั้งใบของเขาคือแม่ และแม่อย่าง Joy ก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกปลอดภัยจากภัยร้ายที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเธอนั่นก็คือ ตาแก่นิค ฉาก Say please!! ยังตราตรึงใจ

ส่วน Jack นี่คือต้องกราบจริงๆ กราบทั้งตัวน้อง jacob เองและตัวครูสอนการแสดงและทีมงานที่ทำให้ Jack เด็ก 5 ขวบที่เติบโตมาในห้องห้องนั้นมีชีวิต และเป็น Jack ที่สมบูรณ์แบบมากๆ การแสดงออทางสีหน้าแววตาและท่าทาง รวมทั้งบทพูด ส่งแล้วส่งอีก คิดดู นางแสดงให้ฉากเล็กๆ น้อยๆ อย่างบอกลาซิ้งน้ำ กระโดดข้ามโซฟา ตาโพลงเจอโลกใหม่ ฉากเล็กๆ พวกนั้นสามารถเรียกน้ำตาเราได้ นางเก่ง นางมีพลัง นางควรได้รับบายศรีกราบไหว้จากเรา เรารักนางมาก นางถ่ายทอด Jack ออกมาได้ดีมากจริงๆ อ่ะ ไปดู!!



ตัวละครในเรื่องนี้ทุกตัว ไม่ได้มีขึ้นมาเฉยๆ แต่ทุกตัวมีขึ้นเพื่อบอกเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับครอบครัวนี้ และผลกระทบหลังจากที่ Joy ถูกลักพักตาไปทั้งหมด บรรยากาศในครอบครัว และการแสดงออกทางความสัมพันธ์ของตัวละคร ผ่านบทพูด และสีหน้าท่าทางทำให้เราเห็นจริงๆ ว่ามันคงเป็นเรื่องยากและความลำบากของทุกคนที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ 



 Room ฉายภาพอย่างชัดเจนว่ามนุษย์คือผลผลิตจากการเลี้ยงดู เราต่างเติบโตมาจากสิ่งแวดล้อม และเรื่องเล่าต่างๆ ที่สร้างให้เกิด "ความเชื่อ" สิ่งที่ถูกเล่าซ้ำเรื่อยๆ บวกกับสภาพแวดล้อมจำกัดที่ตรงกับเรื่องเล่านั้นๆ ทำให้เด็กคนหนึ่งเชื่ออย่างสนิทใจว่าสิ่งนั้นคือความจริง Room จึงทำหน้าที่อย่างดีในการสะกิดเราให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว Room มันไม่ใช่แค่ห้องแคบๆ แต่ Room มันคือขอบเขตจำกัดของสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ และเรื่องเล่าที่เราได้ยิน ทำให้เราย้อนกลับมามองตัวเองเหมือนนกันว่า เรากำลังติดอยู่ใน Room อะไรบ้างหรือเปล่า เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าอะไรคือความจริงสูงสุด ถูกต้องที่สุดบ้างมั้ย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเปิดใจให้กับเรื่องเล่าอื่นๆ และเปิดประตูออกจาก Room ที่เคยอยู่ไปเจอกับ Room ใหม่ๆ บ้างแล้วแหละ ทำไมเราถึงใช้คำว่าเปิดใจ เพราะสำหรับคนที่ใช้ชีวิตด้วยการมีชุดความเชื่อนั้นๆ ดำรงติดตัวมาตลอด เมื่อได้ยินเรื่องที่ต่างออกไปที่มันมากระทบกับสิ่งที่เรายึดถือว่ามันถูกต้อง เรื่องเล่าใหม่นั้นมันสั่นคลอนความมั่นคงทางจิตใจของเรา หนังได้สะท้อนเรื่องนี้ผ่าน JAck ที่โกรธแม่เป็นนฟืนเป็นไฟ เมื่อแแม่ได้บอกเขาว่าจริงๆ แล้วมันมีโลกจริงๆ อยู่ข้างนอก ข้างนอกนั้นมีใบไม้จริง มีหมาจริงที่ไม่ใช่แค่หมาใสจินตนาการ มีคนจริงที่ไม่ใช่คนสมมุติแบนๆ อย่างในทีวีเหมือนที่แม่เคยบอก มันยากนะ สำหรับสิ่งใหม่ที่มาสั่นคลอนความเชื่อเดิม แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเปิดใจฟังเรื่องเล่าใหม่ และเริ่มต้นพาตัวเองออกจาก Room มั้ย เพราะขอบเขตที่น่ากลัวที่สุดของ Room ไม่ใช่ผนังหรอก แต่คือขอบเขตของความคิดมนุษย์ที่จำกัดต่างห่าง

อย่างที่บอกไปว่า Room คือหนังที่ละเอียดอ่อน ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มาก ทุกอย่างต่างมีที่มาที่ไปและทำให้เราเชื่อ ในบทละครและสิ่งที่หนังพยายามบอกอย่างสนิทใจ Room ทำให้เราเห็นจริงๆ ว่า คนเรารับรู้จากสิ่งที่เราเห็น เรามั่นคงอยู่ได้ด้วยความ คุ้นชิน การไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ คือความท้าทายและยากลำบากสำหรับการปรับตัว ฉากที่ Jack ค่อยๆ เอามือแตะเตียงที่โรงพยาบาล ค่อยๆ แหย่ขา แตะๆ ลงบนพื้นก่อนเดิน ฉากที่ลงบันไดอย่างเก้ๆ กังๆ คือมันทัชเรามาก


การทำงานกับเด็กคือการทำงานกับครอบครัว
.................................................................
Room ทำให้เราได้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วคนที่มี Trauma ไม่ใช่ Jack แต่คือ Joy เด็กช่วงอายุ 4-6 ปีจะสามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของแม่ได้ไวมาก อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาจะขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของผู้ดูแล เด็กยังไม่ค่อยเข้าใจถึงผลที่ตามมาจากเหตุการณ์ฉุกเฉินนั้นๆ ดังนั้นการทำงานให้เด็กกลับมาปกติ คือการทำงานกับผู้ดูแลหลักให้ปกติด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างเช่น Joy ที่อยากให้ลูก connect กับอะไรบ้าง แต่ในขณะเดียวกันตนเองพยายามหนีห่างจากโลกความจริงที่กำลังเผชิญอยู่ การจะให้เด็กมีความมั่นใจในการเข้าหาและ connect กับคนและสังคมได้นั้นต้องใช้เวลาและแรงสนับสนุนจากผู้ดูแลอย่างมาก ถ้าพ่อแม่ไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้มันก็เป็นงานยาก แต่เมื่อ Joy กลับมาจากโรงพยาบาลหลังจากกินยาฆ่าตัวตาย เมื่อ Joy เปลี่ยนไปเริ่ม connect กับสิ่งต่างๆ มากขึ้น ก็ทำให้ Jack ได้เริ่่ม connect กับสิ่งต่างๆ ด้วยเหมือนกัน Jackเริ่มกล้าที่จะไปเตะบอลกับเพื่อนข้างนอกบ้านและนั่นก็เป็นฉากที่เรียกน้ำตาไปอีกถัง หนังทำให้คนทำงานอย่างเราได้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วในกรณีที่แม่ได้รับบาดแผลทางจิตใจ ลูกคือแหล่งพลังชั้นดีที่สามารถดึงมาใช้ให้แม่เกิดความเข้มแข็ง เราจะชวนพูดคุยให้เด็กมองเห็นสถานการณ์ และให้เขาเสนอหนทางในการส่งต่อพลังให้กับแม่ของเขายังไงจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะบริบททางความสัมพันธ์ของคนสองคนนั้น คงเป็นพวกเขาด้วยกันที่รู้ดีที่สุดว่าสัญญะแห่งพลังที่จะส่งถึงกันนั้นคืออะไร และฉากนี้ก็ทำให้เก้าอี้โรงหนังสั่นไปอีกหลายริกเตอร์ 



Room กับการแสดงให้เห็นการเข้าหาเด็กในภาวะวิกฤติ
....................................................................

ตำรวจหญิงทำหน้าที่เป็ครูให้กับผู้ที่ทำงานให้การช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤติได้เป็นอย่างดี ซึ่งในแวดวงการทำงานกับเด็กในภาวะวิกฤติเราเรียกสิ่งนี้วำ PFA หรือ การปฐมพยาบาลทางจิตใจเบื้องต้นสำหรับเด็ก (Psychological First Aid for Children)
ที่มีหัวใจสำคัญทั้ง 3 อย่างคือ สังเกต (Look)รับฟัง (Listen) และ เชื่อมโยง/ส่งต่อ (Link) และตำรวจหญิงท่านนี้แสดงให้เราเห็นครบถ้วนกระบวนความและทำให้งานออกมาประสบความสำเร็จได้ดีมาก คือสามารถช่วยเหลือเด็กและแม่ได้อย่างทันท่วงทีโดยไม่ก่อให้เกิดการกระทำซ้ำ
ในเอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการของ Save the Children ได้ให้เทคนิคในการทำ PFA ไว้อย่างมีประโยชน์ และเราเห็นว่าตำรวจหญิงในเรื่องได้ทำตามนั้น และเห็นควรจะแบ่งปันเทคนิคดีๆ บางส่วนกับทุกคน

>> สังเกต (Look) การเข้าถึงเด็กๆ และครอบครัว
-แนะนำตัวและอธิบายว่าคุณคือใคร ทำอะไร ทำไมจึงมาอยู่ที่นี่
-นั่งลงข้างๆ หรือหดตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกับเด็ก
-หากเหมาะสมในวัฒนธรรมนั้นๆ ก็สามารถแตะมือหรือไหล่เด็กเบาๆ ในขณะพูดคุยกับเขา
-ดูแลเรื่องความต้องการพื้นฐาน และตรวจสอบเรื่องความปลอดภัย

ฟัง (listen)
สิ่งสำคัญที่สุดในการรับฟังคือ
-การฟังอย่างตั้งใจ
-แสดงให้เห็นว่าตั้งใจฟังอยู่
-กระตุ้นให้เด็กพูด โดยหลีกเลี่ยงการสอบสวนซักไซร้ ใช้คำถามปลายเปิด หรือการลองหาหัวข้อ เรื่องที่เกี่ยวข้องเชื่อโยงกับประสบการณ์ในมุมมองของเด็ก ประกอบกาบการยอมรับให้การสนับสนุนด้านอารมณ์กับเด็กผ่านคำพูดและภาษาท่าทาง
และสิ่งสำคัญคือไม่แสดงอาการและท่าทีตัดสินเด็กอย่างที่ตำรวจผู้ชายคนนั้นทำนะ ไม่งั้น พัง!

>> เชื่อมโยง/ส่งต่อ (Link)
-การช่วยให้เด็กๆ ได้พบกับครอบครัว
-การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
-ช่วยให้เด็กๆ และครอบครัวสามารถเข้าถึงการบริการต่างๆ และการสนับสนุนทางสังคม
-รวมทั้งให้ได้รับบริการที่ตรงกับสถานการณ์และความต้องการที่เขาเผชิญอยู่ และประสานส่งต่อให้กับนักวิชาชีพ และผู้เชียวชาญต่อไปด้วย

ของเล่นที่ดีที่สุดของลูกคือ พ่อแม่
.............................................
Room ตอกย้ำให้เราเห็นว่า คุณพ่อคุณแม่ คือโลกทั้งใบของลูกๆ พวกคุณคือของเล่นที่ลูกต้องการมากที่สุด แม้จะมีของเล่นราคาแพงมากมาย ตั้งไว้เรียงรายในบ้านใหม่ของ Jack แต่สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถมอบอารมณ์ความรู้สึก และความมีชิวิตได้ ของเล่นที่เป็นวัตถุ ให้ได้แค่การส่งเสริมพัฒนาการและจินตนาการ แต่ไม่สามารถสร้างความอบอุ่นมั่นคง ได้อย่างที่มนุษย์จะให้กันได้ อย่าลืมเป็นของเล่นที่ดีที่สุดให้ลูกกันนะ

ฉากที่ Jack กลับมา Room ที่เขาเคยอยู่ แล้วค่อยๆ บอกลา ชักโครก ตู้เสื้อผ้า พืช อ่างอาบน้ำ ซิ้งค์น้ำ พรากน้ำตาเราไปอีกหลายถัง เพราะมันใช่จริงๆ มันตรงกันกับประสบการณ์การทำงานกับกลุ่มเด็กโรฮิงญาของเรา ที่เด็กๆ ทุกคนต่างผูกพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตมา สภาพแวดล้อมที่เป็นรากฐานของเขา เมื่อถามว่าเด็กๆ อยากไปไหนมากที่สุด เด็กทุกคนตอบว่า "อยากกลับไปบ้านที่เมียนมาร์" ไปเจอเพื่อนที่เคยเล่นด้วย บ้านที่เขาคุ้นเคย และสิ่งของที่เขาผูกพันธ์ สิ่งเหล่านั้นมีความหมายต่อพวกเขามาก แล้วทำไมเด็กๆ แต่เอาจริงๆ ทำไมเด็กๆ สามารถแยกจากสิ่งเหล่านั้นมาได้? เพราะว่านอกเหนือสิ่งอื่นใดแล้ว เด็กจะรู้สึกมั่นคงในชีวิตมากที่สุดเมื่อได้อยู่กับคนดูแลหลักที่เขาได้สร้างโยงใยแห่งความสัมพันธ์ไว้ด้วยตั้งแต่เด็กๆ เขาเรียนรู้ว่าใครที่สามารถตอบสนองความต้องการทางอารมรณ์ของเขาได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็น พ่อแม่และผู้ดูแลหลัก ซึ่งถ้าถามลึกๆ แล้วว่าเขาอยากไปอยู่ไหนคำตอบที่เราได้จากเด็กจะไม่อิงบริบททางสถานที่ว่าเป็นที่ใด แต่จะขึ้นกับบริบททางบุคคลว่าเขารู้สึกว่าใครคือผู้ดูแลหลักและได้สร้างโยงใยความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดไว้กับเขา ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะบอกว่า "อยู่ที่ไหนก็ได้ที่มีแม่ และครอบครัว"




หนึ่งประโยคจาก Jack ที่พุ่งชนเราอย่างจังคือประโยคประมาณว่า "อยู่ในโลกนี้แต่ละวันผ่านไปไวมาก เพราะทุกคนต้องรีบเร่ง เพราะโลกนี้มันช่างกว้างเหลือเกิน ทุกคนเหมือนต้องรีบๆ เพื่อที่จะเฉลี่ยเวลาในการใช้ให้ทั่วๆ ในทุกที่"

》เมื่อเราได้อยู่ ได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส กับสิ่งหนึ่งบ่อยๆ นานๆ มันมักก่อให้เกิด "ความคุ้นชิน" ความคุ้นชินมันมีผลดีตรงที่ทำให้เรารู้สึกไม่ตื่นเต้น และมั่นคงกับสิ่งนั้นมากขึ้น แต่ในทางกลับกันความคุ้นชินกลับทำให้เราระมัดระวังและละเอียดอ่อนกับสิ่งนั้นน้อยลง เราหยุดละเอียดอ่อนและหยุดมองมัน ทำให้เราพลาดเห็นสิ่งที่สวยงามบางอย่างที่เราเคยตื่นเต้นไป Room ทำให้โลกที่เราเคยอยู่กว้างและสดใสขึ้นอย่างที่มีคนเคยวิจารณ์เรื่องนี้ไว้ มันทำให้เราเห็นคุณค่าของการได้มีอิสรภาพในการได้ใช้ชีวิต และโลดแล่นในพื้นที่อันกว้างขวาง แต่ในทางเดียวกันก็ทำให้เราตั้งคำถามกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่มันอาจจะเป็นแค่เรื่องภายในจิตใจ
》 หลายครั้งเรามักเผลอไผลนำชุดประสบการณ์ของเราไปตัดสินประสบการณ์คนอื่น แต่จริงๆ แล้ว เราทุกคนต่างมีโอกาสเห็น และเติบโตในโลกนี้ไม่เท่า และไม่พร้อมกัน บางอย่างที่เราคุ้นชิน อาจเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ที่เข้าไปเติมเต็มจิตใจของใครอีกหลายคน 

สิ่งเล็กๆ อย่าง ใบไม้ หมาน้อย บันได แม้กระทั่งพื้นห้องในโรงพยาบาล หรือสิ่งใหญ่ๆ อย่างทะเล และภูเขา ต่างเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับ Jack ที่สามารถเติมเต็มจิตใจและประสบการณ์ของคนๆ หนึ่งได้ มันทำให้เราคิดเหมือนกันว่าเราต้องเคารพในการตื่นเต้นกับการเห็นสิ่งแปลกใหม่ของคนอื่น และเปิดโอกาสให้ตัวเราได้เติมเต็มจิตใจในการแสวงหาสิ่งแปลกใหม่ให้ตนเอง และจะต้องละเอียดอ่อนกับสิ่งที่เราเคยเห็นเพื่อให้ได้เห็นสิ่งที่แปลกใหม่จากความคุ้นชินนั้น


แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...