ว่าด้วยเรื่องแคมเปญรณรงค์
ข่มขืน =
ประหารชีวิต
อยากให้ตามเก็บอ่านลิ้งที่แปะไว้ให้ด้วยนะ ของดีทั้งนั้น
อยากให้ตามเก็บอ่านลิ้งที่แปะไว้ให้ด้วยนะ ของดีทั้งนั้น
ถ้าเรามามองกันดีๆ
ข่มขืน
ก็คือการบังคับขืนใจบุคคลหนึ่งให้ร่วมประเวณีกับตนเพื่อบรรลุความต้องการทางเพศใช่แมะ
แต่ดูเหมือนว่า “ข่มขืน” เนี่ยคนในสังคมจะมองเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากกว่าการบังคับขืนใจบุคคลให้กระทำตามวัตถุประสงค์ของผู้กระทำในรูปแบบอื่นๆ
เพราะข่มขืนมันพ่วงติดมากับเรื่อง “เพศ” ทำให้คนในสังคมรู้สึกรับไม่ได้
เพราะเรามีค่านิยมที่เรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอาย ใครเย็ดใครต้องปกปิดไว้
เป็นเรื่องในพื้นที่ส่วนตัว
ทำให้เหยื่อที่ถูกข่มขืนเองก็ได้รับผลกระทบจากทั้งสองทางคือบาดแผลจากการถูกบังคับขืนใจ
และบาดแผลจากค่านิยมสังคมที่ตนเองก็มองว่ามันเป็นเรื่องน่าอายที่รับไม่ได้
ถึงแม้บางคนจะมีชีวิตรอด แต่ก็ยังต้องเหมือนถูกข่มขืนอยู่ตลอดด้วยค่านิยมนั้นๆ
ที่ยังมีพลังและส่งผลในสังคมอยู่
โดยส่วนตัวแล้วเรามองว่าถ้าตอนนี้ทุกคนรับไม่ได้กับเรื่องข่มขืน
เราก็ควรรับไม่ได้กับเรื่องการบังคับขืนใจบุคคลให้กระทำตามวัตถุประสงค์ของผู้กระทำในรูปแบบอื่นๆ
ด้วย เช่น การบังคับคนไปเป็นแรงงานประมง
การบังคับให้รุ่นน้องต้องทำกิจกรรมที่ละเมิดสิทธิในกิจกรรมรับน้อง เป็นต้น
ถ้าต่อไปนี้ทุกคนละเอียดอ่อนและจุดติดง่ายกับประเด็นทางสังคมอะไรพวกนี้
สังคมเราคงได้มีโอกาสในแลกเปลี่ยนประเด็นที่หลากหลายอย่างกว้างขวางมากขึ้น
ต่อมาเราอยากพูดโดยรวมว่า
การก่อกำเนิดขึ้นของอาชญากรไม่ว่าในคดีไหนๆ นั้นไม่ได้ถือกำเนิดปุบปับมาใน 1
วัน
ลองคิดดูสิว่าการจะก่อเหตุสะเทือนขวัญแสดงว่าผู้กระทำต้องมีสภาวะจิตใจบางอย่างที่ไม่ปกติ
ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง และรับรู้ประเด็น
ความรับผิดชอบทางจริยธรรมได้เหมือนคนอื่น ซึ่งสิ่งต่างๆ
เหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ดังนั้นเราจึงต้องกลับมาตั้งคำถามว่า
เรามีสภาพสังคมแบบไหนที่ร่วมกันขัดเกลาให้ให้เกิดอาชญากรในลักษณะนี้
- สภาพสังคมที่เรามองว่าการรังแกกันในโรงเรียน เป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก (เรากำลังสอนเด็กทางอ้อมว่าการรังแกเพื่อนเป็นเรื่องยอมรับได้) มีส่วนมั้ย?
- สภาพสังคมที่เรามีละครที่พระเอกข่มขืนนางเอกแล้วเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มันเทห์ แล้วมักจบแบบ happy ending มีส่วนมั้ย? (อย่าบอกว่าเด็กแยกแยะได้ มีค่ะเด็กที่แยกแยะได้ แต่เด็กในสังคมเราไม่ได้ strong ทุกคน แม้ 1 คน จะเกิดการเลียนแบบและรับค่านิยมนี้โดยไม่รู้ตัวแล้วนำไปแสดงออก สังคมเราก็ต้องรับผิดชอบและมองให้ออกว่า เรามีส่วนในการปลูกเมล็ดพันธ์นั้นค่ะ)
- สภาพสังคมที่เรามองว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องของผัวเมีย ไม่ควรเข้าไปยุ่ง มีส่วนมั้ย? (ความรุนแรงในครอบครัวมักสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับเด็กๆ ความมั่นคงทางอารมณ์หายไป เด็กได้เห็นตัวอย่างที่ไม่ดี เด็กบางคนเลียนแบบสิ่งที่พอทำกับแม่ ส่งต่อไปยังเพื่อนๆ)
- สภาพสังคมที่เรายอมรับการลงโทษ การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงในเรื่องต่างๆ จากผู้ที่มีอำนาจมากกว่า จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา และบอกเด็กเรากลายๆ ว่ามันทำได้เนี่ย มีส่วนมั้ย (เช่น เรื่องการตีลูกของพ่อแม่ หรือตีเด็กของนักเรียน การลงโทษแบบรุนแรงในค่ายทหาร )
- สภาพสังคมทุนนิยมที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ต่างมุ่งทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงลูก จนไม่มีเวลาเลี้ยงลูก มีส่วนมั้ย? (เด็กหลายคนไม่มีความมั่นคงในอารมณ์จิตใจ ไม่ได้ถูกเติมเต็มพื้นฐานทางความรัก ไม่ได้รับคำแนะนำและตอบสนองที่ถูกต้องทันท่วงทีตามช่วงวัยพัฒนาการในแต่ละขั้น)
- สภาพสังคมที่การศึกษาถูกออกแบบมาอย่างจำกัดและเน้นความรู้ทางวิชาการ มากกว่าทักษะชีวิต และการสร้างลักษณะนิสัยที่รู้จักควบคุมอารมณ์ ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น นี่มีส่วนมั้ย? (เด็กหลายคนไปต่อไม่ได้ในเส้นทางการเรียนที่มีอยู่อย่างจำกัด เมื่อประตูโรงเรียนปิดลง เด็กมีเวลาว่างมากขึ้นในการไปทำอะไรต่างๆ และเมื่อนั้นขาข้างหนึ่งของเขาก็พร้อมก้าวไปอยู่ในคุกแล้ว)
- สภาพสังคมที่เราทุกคนมักมองข้ามและไม่จริงจังกับเรื่อง เล็กๆ น้อยๆ อย่างกรณี Invisible Boy มีส่วนมั้ย?
- สภาพสังคมที่เราเรียกร้องให้ยัดคนเข้าไปในคุกเพื่อ “ลงโทษให้หลาบจำ” ไม่ใช่การ บำบัดฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วเมื่อคนๆ นั้นอยู่ในคุก กลับกลายเป็นแค่การแยกตัวให้คนที่ถูกตัดสินว่าเลวไปอยู่ด้วย ก่อนที่จะรอกลับออกมาจากคุกใหม่ด้วยพฤติกรรมเดิม และเข้าๆ ออกๆ แล้วเราก็ด่าๆ กันเนี่ย มันมีส่วนมั้ย?
- สภาพสังคมในกรณีตัวอย่างของน้องอ็อด มีส่วนมั้ย ? อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมต่อการสร้างอาชญกรเด็ก 1 คน ได้ที่ >> ในแววตาแห่งอาชญากร
ถ้าการเก็บสะสมชัยชนะเล็กๆ ในทุกวันของเด็กจะส่งผลให้เกิด ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตฉันใด
การเก็บสะสมความพ่ายแพ้ เล็กๆ ในช่วงชีวิตของเขา ก็นำไปสู่ความล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ทั้งต่อตัวเขาเองและสังคมฉันนั้น
เพราะอาชญกรไม่ได้ถูกสร้างภายในหนึ่งวัน เราต่างมีส่วนร่วมในการร่วมมือฆ่า และข่มขืน ด้วยกันทั้งนั้น แหละแก
เพราะอาชญกรไม่ได้ถูกสร้างภายในหนึ่งวัน เราต่างมีส่วนร่วมในการร่วมมือฆ่า และข่มขืน ด้วยกันทั้งนั้น แหละแก
พูดมาถึงตรงนี้เราอยากบอกว่าเราต้องตั้งโจทย์ให้ชัดว่าเราจะแก้ตรงไหน
ถ้าเราไม่อยากให้มีอาชญากรเพิ่มขึ้นอีก การพูดเรื่องการลงโทษมันกลับหัวกลับหาง
เพราะ การลงโทษคือ การกระทำที่เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ fixed มากคือแค่ “ผู้ที่กระทำผิดแล้ว” มันแค่นั้นจริงๆ
อย่าหวังว่ามันจะสร้างความกลัวให้กับคนในสังคมไม่กล้าทำผิด
เพราะหลายสถิติก็บอกกันปาวๆๆ แล้วว่า
เวลาคนก่อเหตุนางไม่ได้คิดว่านางจะติดคุกกี่ปี จะถูกประหารมั้ย
แต่ด้วยอารมณ์และการควบคุมตนเองไม่ได้ บวกกับอะไรต่างๆ ที่ถูกปลูกฝังไว้ในส่วนลึก
ทั้งค่านิยม ความเชื่อ เรื่องเล่า หรือประสบการณ์ทางสังคม
ที่ผ่านมาที่ผลักดันทำให้นางทำผิด แล้วหลังจากที่ผู้กระทำผิดเข้าไปในคุกแล้วเราได้ทำงานอะไรกับเขาบ้าง เราจริงจังกับกระบวนการบำบัดฟื้นฟู การทำงานทางสังคมขนาดไหน สภาพแวดล้อมในคุกเอื้อต่อการพัฒนาและการกลับตัวกลับใจและคืนสู่สังคมมั้ย เจ้าหน้าที่และสังคมยังมี Mindset แบบไหนต่อผู้ต้องโทษ เป็นคำถามใหญ่ที่สังคมควรถามและส่งเสียงให้ดังกว่าการเรียกร้องโทษประหารชีวิตมั้ย?
ถ้าเรา
Focus
แค่การลงโทษ แต่ไม่หันกลับมาพูดประเด็นทางสังคมอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องและเป็นปัจจัยที่สำคัญในกระบวนการในการสร้างคนๆ หนึ่ง
มันก็เหมือนการดำรงสังคมที่ผลิตอาชญากรให้ดำรงอยู่เหมือนเดิม แล้วก็รอให้คนเหล่านั้นไหลตามสายพานเข้าสู่แดนประหารไปเรื่อยๆ
(ไม่ว่าจะลงโทษวิธีไหน
ถ้าเราไม่จริงจังเรื่องการป้องกันก็เหมือนกับสังคมเรานั่งรอให้เกิดเรื่องกับเหยื่อ
แล้วก็ค่อยลงโทษผู้กระทำเอาก็แค่นั้น)
ในส่วนเรื่องโทษประหารชีวิต
ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราค้านหัวชนฝา
เพราะไม่มีใครมีสิทธิที่จะฆ่าใครได้
และการฆ่ากันก็ไม่ควรทำให้เป็นเรื่องชอบธรรมโดยอำนาจรัฐ
และเป็นความยินยอมของคนส่วนใหญ่ มันทำไม่ได้
ถ้าจะถามว่า ก็มันเลวมากแก? ให้ย้อนกลับไปอ่านข้างบนว่า
คนเลวมาจากไหน ถ้าจะบอกว่ามันไม่ใช่คน มันเลวกว่าสัตว์ ก็จงหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม
และอ่านปากเราว่า “พวกเขาคือคน” คนที่มีชีวิตจิตใจ
คนที่เป็นผลผลิตจากสังคมเรานี่แหละ (ย้อนกลับไปอ่านข้างบนอีกก็ได้) และอีกอย่างนะ
กระบวนการยุติธรรมและศาลเนี่ย ก็คือคนเหมือนกัน คนที่มีชีวิตจิตใจ
สามารถผิดพลาดได้ มีอคติได้ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ดังนั้น
อำนาจการจะยุติชีวิตของใครไม่ควรอยู่ในมีใคร ใครก็ตามไม่มีสิทธิ!!! (เปิดใจ! หนุ่มแพะรับบาปคดีข่มขืนเด็กหญิง 12 ปี ติดคุกฟรีเหตุชื่อเหมือนกัน) ลองคิดดูถ้าข่มขืน = ประหารชีวิตถูกบังคับในเคสนี้ สังคมจะรับผิดชอบยังไง แพงเกิน จ่ายไม่ไหวหรอก)
ถ้าใครอยากเปิดหูเปิดตาเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตเรียนเชิญ เปิดหูเปิดตาและเปิดกะลาตามลิ้งด้านล่างนี้ ซึ่ง Amnesty international Thailand ได้ให้ข้อมูลไว้ครอบคลุมมาก กดเลย
>> ยุติโทษประหารชีวิต <<
และอีกหนึ่งสเตตัสที่เราคิดว่าควรค่าแก่การอ่านมากทั้งตัวสเตตัส และตัวความคิดเห็นที่แลกเปลี่ยนในคอมเม้นท์ โดยพี่ตาร์ นักสังคมสงเคราะห์ สถานพินิจ >> สเตตัสพี่ตาร์

