วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อยู่ "ใกล้" แต่โคตร "ไกล" กัน

เมื่อเรา "ถูกสร้าง" ให้เกลียดชังและดูถูกคนข้างบ้านมาอย่างยาวนาน
............................................................................


เหตุการณ์ที่ผ่านมามันย้ำชัดถึง "ผลผลิต" ทางความคิด
ของคนไทยที่ถูกสร้างด้วย "สังคม" แบบ "ไทยๆ" ที่ชัดเจนมาก
โดยเฉพาะเรื่องทัศนคติที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้าน

ความเกลียดกลัวเพื่อนบ้านไม่ใช่เหตุบังเอิญ
แต่มันเป็นกระบวนการสร้างที่แยบยลฝังลึกมานานในสังคมไทย
ผ่านการเรียนประวัติศาสตร์ ผ่านสื่อมวลชน
ผ่านความคิด ทัศนคติด้านลบที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ
จนนำมาสู่ความ เกลียดกลัว และระแวงจนเราไม่รู้ตัวในที่สุด

เราถูกหนังสือประวัติศาสตร์ทำให้เกลียดพม่ามาโดยตลอด
เราคือพระเอกเสมอ คนอื่นเหี้ยหมด
เราถูกหลอกโดยการที่ชนชั้นนำและรัฐไทย
เลือกเล่าให้เราฟังแค่เรื่องที่เราถูกรังแก
แต่เราไม่เคยพูดถึงความอัปรีย์ระยำของตัวเองที่ทำกับชาติอื่น
เราไม่เคยยอมรับมุมมืดของเรา
เราเปรียบเสมือนผ้าขาวบริสุทธิ์จากโรงงานชั้นเลิศ

ตั้งแต่เด็กๆ มาเราไม่ได้มีโอกาสได้ "รู้สึกผิด"
และได้เรียนรู้ความผิดพลาดที่กระทำต่อคนอื่นของเราเลย
กระบวนการเรียนรู้และจัดการอารมณ์ต่อเหตุการณ์ระดับชาติ
ที่สัมพันธ์กับต่างชาติของเราถูกจำกัดมาก
เราได้มีโอกาสแค่ "รู้สึกโกรธ" คนชาติอื่น
เรารู้จักแค่ว่าเรามันพระเอก คนอื่นแม่งเหี้ย เรารู้กันแค่นั้น

เรามักเป็นเหยื่อของการถูกสื่อมวลชนเลือกข่าวมาให้เสพโดยตลอด
เรื่องแรงงานพม่าฆ่านายจ้าง แรงงานเขมรข่มขืนเด็กหญิง
"ชนชาติ" มักถูกหยิบยกนำมาขายเสมอ
ซึ่งจริงๆ มันเป็นเรื่อง นายก. ฆ่านายจ้าง นายข. ข่มขืนนางสาว ง.
จะเอาชนชาติขึ้นมาพูดทำไม บ้าบอมาก

พอเป็นแบบนั้นสิ่งที่ถูกเลือกหยิบในมุมร้ายๆ มาเล่าซ้ำ
ก็ทำให้เราได้เรียนรู้แค่มุมร้ายๆ ของเขาจนสนิทใจไม่รู้ตัว

รู้ทั้งรู้ว่าพม่า ลาว เขมร อยู่ใกล้กับเราแค่เอื้อม แต่เรารู้จักพวกเขาน้อยมาก
หนังสือเรียนสังคมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เราได้เรียนรู้
เพื่อให้เห็นความเหมือนต่างระหว่างเรากับเขามากพอ
พม่ามีกี่ชาติพันธุ์ เค้ารบอะไรกัน
เขมรมีกี่ภาค มีวัฒนธรรมแบบไหน ลาวเหนือลาวใต้อะไรยังไง
เค้าต้องเจ็บปวดและเผชิญอะไรมาบ้างเพื่อมาทำงานที่บ้านเรา
หลายคนยังไม่รู้เลย ทำให้ความเห็นอกเห็นใจมันไม่มี

เราเป็นสังคมที่อวยกันเองแรงมาก
เราพราวและมักสร้างวาทกรรมของความเป็นที่หนึ่งมาโดยตลอด
เราถูกบอกว่า "คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก" เราถูกวลีพวกนี้คอยปั่นหัว
เราพยายามยกตัวเราให้เหนือคนอื่น
ซึ่งแต่ก่อนเราก็มักจะไหลตามไปตามโฆษณาชวนเชื่อเหล่านั้นเหมือนกัน
แต่เมื่อได้เริ่มเดินทางไปรู้จักเพื่อนบ้าน
หลายๆ อย่างทำเราจุกและกระอักกระอ่วนเวลาได้ยินอะไรแบบนั้น
การได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนต่างชาติต่างภาษาบ่อยๆ
มันทำให้เราบูชาฝรั่งน้อยลง เคารพชาติที่เราเคยดูถูกมากขึ้น
เพราะเอาเข้าจริงไม่ว่าคนชาติไหนก็มีทั้ง "ปัง" ทั้ง "บ้ง" ผสมกันทั้งนั้น

ทุกวันนี้เราบอกกับคนรอบข้างเสมอว่า
"อย่าเพิ่งยกตัวเองให้เป็นสยามเมืองยิ้ม
ถ้ายังไม่ได้เจอรอยยิ้มของคนเขมร"
"อย่าเพ้อเจ้อว่าเราคือเจ้าแห่งเทศกาลสงกรานต์
ถ้ายังไม่ได้เห็นการเฉลิมฉลองสงกรานต์ของชาวเมียนมาร์"
"อย่ายกตัวเองว่าเป็นชาติที่อ่อนน้อมถ่อมตนที่สุด
ถ้ายังไม่ได้เจอและรู้จักกับความเมาะแมะของคนลาว"

จากการเข้า Workshop ที่ผ่านมาเราได้รับฟังหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจ
จากผู้เชี่ยวชาวของ UN-ACT ว่าประเทศที่มีความเกลียดกลัว
แรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่
สาเหตุสำคัญเพราะ "ความไม่คุ้นเคย" ระหว่างกัน

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านให้มากขึ้น
ค่อยๆ ลงจากแคร่อัตตาอันสูงชันของเรา (อย่ากลัวจะเสียหน้า)
ไปเห็นความโคตรเหมือนและชื่นชมในอัตลักษณ์ที่โคตรต่างระหว่างกัน

เราไม่ผิดที่บังเอิญเป็นผลผลิตของสังคมที่พยายามหลอมเรา
ให้เป็นคนที่จิตใจคับแคบแบบนี้
เพราะที่ผ่านมาถ้าย้อนกลับไปดูเราจะเห็นว่าการศึกษาของประเทศนี้
ป้อนความรู้และโลกที่คับแคมมากเหลือเกินให้กับเรา
ถ้าประเมินความสำเร็จของกระบวนการสร้างนี้
ประเทศไทยแม่งโคตรสำเร็จ มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเกินเป้ามาก

ทั้งหมดทั้งมวลที่จะบอกคือ
หยุดให้ใครมาสร้างเรา
ในแบบที่เราไม่น่ารักกับเพื่อนมนุษย์คนอื่นได้แล้ว

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...