วันนี้เราเห็นหนังสือถูกฉีกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ตามพื้นเต็มไปหมดเราเห็นภาพแล้วอมยิ้มและดีใจ
"เย้ ได้เวลาแล้ว" (เพราะพี่ๆ เจ้าหน้าที่เคยเตือนแล้วก่อนจะซื้อหนังสือ) เรารวบรวมชิ้นส่วน
แล้วก็เรียกเด็กๆ ทุกคนมาคุย เราเริ่มจากหยิบชิ้นส่วนหนังสือและถามเด็กๆ เกิดอะไรกับหนังสือ
และใครเป็นคนทำด้วยท่าทางที่ไม่ตำหนิ (ตรงนี้ต้องระมัดระวังมาก)
เด็กๆ ส่ายหัวปฏิเสธตามคาด บ้างก็ชี้คนนู้นคนนี้ คนที่ถูกชี้ก็หน้าจ๋อย
เราบอกเด็กๆ ว่าเราอยากให้คนที่ทำยอมรับ และมีเด็กหนึ่งคนยอมรับว่าเขาฉีก
เราเรียกเขาออกมาข้างหน้าอย่างยิ้มๆ และใช้มือโอบกอดเขา เพื่อให้เขารู้สึกไม่ถูกตำหนิ
และรู้สึกว่าเราอยู่ข้างเขาในความกล้าหาญในการยอมรับผิดและถามคนอื่นๆ ว่ามีอีกมั้ย
เด็กที่ถูกเพื่อนชี้คนอื่นๆ ยังไม่ลุกขึ้น เราเห็นทีเลยพูด
"พี่ไม่รู้ว่าใครจะฉีกหนังสือเล่มนี้บ้าง แต่พี่อยากบอกว่าครั้งนี้พี่ไม่โกรธและตำหนิ
แต่พี่อยากให้ทุกคนยอมรับ เพราะถึงพี่ไม่รู้ แต่มีอัลเลาะห์ที่รู้ทุกอย่างว่าเราทำอะไร"
เราเริ่มชวนเด็กๆ ทุกคนคุยว่า การฉีกหนังสือเป็นสิ่งที่ดีไหม เพื่อให้เด็กๆ ได้ตอบคำถาม
และทุกคนในกลุ่มได้แแลกเปลี่ยนและซึมซัมความคิดของเพื่อนของพี่
และตระหนักรู้ว่าพฤติกรรมนี้ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่ม
หลังจากนั้นเราก็ชวนคุยต่อว่าหนังสือมีความสำคัญอย่างไร
และชี้ให้เขาเห็นว่าถ้าเขาทำลายหนังสือไป เขาก็จะไม่มีอุปกรณ์ในการเรียนการเล่น
และจะไม่มีคนซื้อมาให้อีก เพราะคนที่ซื้อมาก็เสียใจ
เราถามย้ำอีกครั้งว่า ต่อไปจะมีเหตุการณ์แบบนี้อีกไหม
เด็กๆ บอกว่าจะไม่มีแล้ว และเขาจะช่วยกันดูแล
เราขอให้ทุกคนเอานิ้วก้อยออกมาและสัญญากับเด็กๆ ทีละคน
พร้อมทั้งฝากฝังพี่ใหญ่ให้ช่วยดูแลน้องๆ
และปิดท้ายด้วยการขอบคุณเด็กๆ ทุกคนที่ตั้งใจฟังและสละเวลาดูทีวีของเขามาพูดคุยกับเรา
การขอบคุณเด็กๆ เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากเป็นการที่เราย้ำตัวเราว่า
เรามองเราและเขาเท่ากันแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังเด็กๆ ในการให้เกียรติซึ่งกันและกันด้วย
เราอยากเล่าเรื่องนี้เพื่อที่จะบอกว่า
เวลาเด็กทำผิด อยากให้ผู้ใหญ่ทุกคนมองความผิดพลาดเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม
และมองให้เห็นโอกาสของเราในการที่จะปลูกฝัง และสอนเขา
เด็กจะเรียนรู้ได้ดีผ่านการกระทำที่ผิดพลาด แล้วได้รับคำแนะนำด้วยเหตุผลจากผู้ใหญ่
การตำหนิเขาด้วยอารมณ์โกรธจะทำให้เด็กรู้สึกผิด เกิดปมในใจ และกลัว
เด็กจะไม่ทำพฤติกรรมนั้นซ้ำเพราะความกลัว
แต่เมื่อไม่กลัวแล้วเขาจะมีโอกาสทำอีก หรือจะแอบทำ แล้วไม่กล้ายอมรับผิด
แต่ถ้าเด็กเข้าใจและเห็นว่าพฤติกรรมเหล่านั้นไม่เป็นที่ยอมรับ
เขาจะมีชุดเหตุผลเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจในการที่จะไม่กระทำผิดซ้ำ
ได้ดีกว่าการทำให้กลัวหรือลงโทษที่รุนแรงทั้งทางกายและวาจา
เรามายิ้มและพูดว่า "เย้ ได้เวลาแล้ว" เมื่อเด็กๆ ทำผิดพลากกันเถอะ
ขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานกับเด็ก
และอย่าอ่อนแอ ท้อแท้เมื่อการตักเตือน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
อาจจะไม่ได้ทันทีในครั้งแรก หรือระยะสั้น
เพราะหลักการสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือ "ปรับจนเปลี่ยน"