วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Gayby Baby กับการนำเสนอความ"ธรรมดา" ของครอบครัว



ครั้งแรกกับการดูหนังจาก Documentary Club กับเรื่อง Gayby Baby ดูครั้งแรกก็ปังเลย!

Gayby เป็นอีกเรื่องที่พอดูจบเราเขียนอธิบายมาเป็นคำพูดไปถูก 
หลากหลายความรู้สึกมันอบอวล และต้องรอขย้อนออกมาเป็นคำอธิบาย

เราเข้าโรงไปด้วยใจนึกอยากเห็นแง่มุมและความรู้สึกดีๆ ที่เราคาดหวังจากครอบครัวเพศเดียวกันที่เลี้ยงลูก และหนังก็ให้เรามาเกินความคาดหมาย หนัง feel good และ real มาก การขับเน้นความฉลาด และทัศนคติของเด็กในเรื่องทำให้หนังเท่ห์และมีเสน่ห์มาก ขอชื่นชมจริงๆ มันมีพลัง
ไม่รู้ด้วยเพราะผู้กำกับเองเติบโตมากับการเลี้ยงดูของครอบครัวเพศเดียวกันด้วยหรือเปล่าจึงทำให้หนังออกมาสะท้อนให้เห็น "ความปกติ" ของครอบครัวได้อย่างสวยงามและชัดแจ้ง หนังใช้เด็กเป็นฐานในการเล่าเรื่องและแสดงทัศนคติ ความคิดของเขา ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่จากมุมมองของเด็ก

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ผลกระทบต่อการตีลูก

จากการทำกิจกรรมและพูดคุยกับแม่ๆ ครั้งนี้เราสะดุดประโยคนี้อย่างจัง
"พ่อแม่ฉันก็ตีกันมาแบบนี้แหละ"


ประโยคยอดฮิตที่ผู้ใหญ่มักอ้างความชอบธรรมในการตีลูกๆ
ประโยคข้างต้นสะท้อนถึงผลกระทบทางลบต่อการใช้ความรุนแรง
หรือการถ่ายทอดวิธีการเลี้ยงดูสั่งสอนแบบอำนาจนิยมในบ้านได้เป็นอย่างดี
.................................................

เราเคยสงสัยไหมว่าทำไมเราเชื่ออย่างสนิทใจว่าการตี คือการสั่งสอนที่ดีที่สุด
ประโยคข้างบนคงตอบอะไรบางอย่างได้ 
เพราะว่าเราได้รับมรดกวัฒนธรรมความรุนแรงในครอบครัวแบบนี้มาจากรุ่นสู่รุ่น 
เป็นมรดกที่เราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเราเคยโดนสั่งสอนมาด้วยวิธีนี้ 
จนทำให้เราหลงลืมไปว่าเรารู้สึกเจ็บปวดขนาดไหนเมื่อโดนตี 
และมืดบอดในการคิดหาวิธีการสั่งสอนที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ 
เพราะมันซึมซับเข้าไปในตัวเรา และแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติในการใช้ควบคุม 
หรือแก้ปัญหาของลูกเราต่อๆ กันมา และในทางเดียวกันเมื่อเราตีลูก 
ลูกจะเริ่มเรียนรู้ว่า "การตี การด่า หรือตวาด" คือวิธีการในการควบคุมคนอื่น และแก้ไขปัญหา 
เพราะพ่อแม่ทำให้สิ่งนี้ถูกยอมรับ 

ลูกจะซึมซับไปโดยไม่รู้ตัวอย่างแนบเนียน 
และผุดพรายออกมาเป็นพฤติกรรมเลียนแบบต่อไปในอนาคตในการที่เขาใช้ควบคุมคนอื่น 
ไปโรงเรียนไม่พอใจเพื่อนก็ตีเพื่อน 
โตมาไม่พอใจแม่ก็ตวาดแม่กลับ แล้วยังจะโทษลูกอีกมั้ย? 
จริงๆ ผลกระทบของการตีลูกมีหลากหลายอย่างด้วยกัน


  1. คนตีอย่างพ่อแม่ก็เสียใจ
  2. ลูกเองไม่ต้องพูดถึงทั้งเสียใจ ทั้งเจ็บ บางครั้งโกรธด้วยซ้ำ
  3. ลูกกำลังถูกสั่งสอนวิธีแก้ไขปัญหา และควบคุมคนอื่นด้วยวิธีการรุนแรงอย่างซ้ำๆ ช้าๆ สม่ำเสมอจากในบ้าน
  4. เรากำลังบอกลูกว่าความรุนแรงในบ้านเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เมื่อลูกโตเป็นผู้ใหญ่ มีสิทธิ์อย่างมากที่จะใช้ความรุนแรงลักษณะนี้กับลูกๆ ของเขาต่อ
ในเมื่อจุดประสงค์ในการตีลูกของเราคือ ต้องการสั่งสอนให้ลูกไม่ทำพฤติกรรมที่ไม่ดีซ้ำ 
หรือต้องการให้เขาพัฒนา ดังนั้นเรามาสร้างความเชื่อใหม่ๆ กันเถอะว่า 
ถ้าด้วยจุดประสงค์นี้ เรามีอีกหลายวิธีที่สามารถไปให้ถึงจุดประสงค์
โดยไม่ต้องทำลายความรู้สึกลูกและตัวเราเอง 
และไม่เป็นการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรงอันเล็กให้เติบโตจากในบ้าน
และแผ่รากไปยังสังคม เพราะในเมื่อย้อนคิดกันดูดีๆ แล้ว 
เราตีลูกมากี่ปี พฤติกรรมที่ลูกมีหรือเป็นก็ยังเหมือนเดิม 
แสดงว่า มันไม่ได้ผลโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

"ความผิดพลาดของเด็ก คือ โอกาสที่ดีของผู้ใหญ่"


วันนี้เราเห็นหนังสือถูกฉีกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ตามพื้นเต็มไปหมดเราเห็นภาพแล้วอมยิ้มและดีใจ 
"เย้ ได้เวลาแล้ว" (เพราะพี่ๆ เจ้าหน้าที่เคยเตือนแล้วก่อนจะซื้อหนังสือ) เรารวบรวมชิ้นส่วน 
แล้วก็เรียกเด็กๆ ทุกคนมาคุย เราเริ่มจากหยิบชิ้นส่วนหนังสือและถามเด็กๆ เกิดอะไรกับหนังสือ 
และใครเป็นคนทำด้วยท่าทางที่ไม่ตำหนิ (ตรงนี้ต้องระมัดระวังมาก) 
เด็กๆ ส่ายหัวปฏิเสธตามคาด บ้างก็ชี้คนนู้นคนนี้ คนที่ถูกชี้ก็หน้าจ๋อย 
เราบอกเด็กๆ ว่าเราอยากให้คนที่ทำยอมรับ และมีเด็กหนึ่งคนยอมรับว่าเขาฉีก 
เราเรียกเขาออกมาข้างหน้าอย่างยิ้มๆ และใช้มือโอบกอดเขา เพื่อให้เขารู้สึกไม่ถูกตำหนิ 
และรู้สึกว่าเราอยู่ข้างเขาในความกล้าหาญในการยอมรับผิดและถามคนอื่นๆ ว่ามีอีกมั้ย
เด็กที่ถูกเพื่อนชี้คนอื่นๆ ยังไม่ลุกขึ้น เราเห็นทีเลยพูด 

"พี่ไม่รู้ว่าใครจะฉีกหนังสือเล่มนี้บ้าง แต่พี่อยากบอกว่าครั้งนี้พี่ไม่โกรธและตำหนิ 
แต่พี่อยากให้ทุกคนยอมรับ เพราะถึงพี่ไม่รู้ แต่มีอัลเลาะห์ที่รู้ทุกอย่างว่าเราทำอะไร" 

ขอขอบคุณรูปภาพจาก Planforkids.com

เราเริ่มชวนเด็กๆ ทุกคนคุยว่า การฉีกหนังสือเป็นสิ่งที่ดีไหม เพื่อให้เด็กๆ ได้ตอบคำถาม 
และทุกคนในกลุ่มได้แแลกเปลี่ยนและซึมซัมความคิดของเพื่อนของพี่ 
และตระหนักรู้ว่าพฤติกรรมนี้ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่ม
หลังจากนั้นเราก็ชวนคุยต่อว่าหนังสือมีความสำคัญอย่างไร 
และชี้ให้เขาเห็นว่าถ้าเขาทำลายหนังสือไป เขาก็จะไม่มีอุปกรณ์ในการเรียนการเล่น 
และจะไม่มีคนซื้อมาให้อีก เพราะคนที่ซื้อมาก็เสียใจ 

เราถามย้ำอีกครั้งว่า ต่อไปจะมีเหตุการณ์แบบนี้อีกไหม
เด็กๆ บอกว่าจะไม่มีแล้ว และเขาจะช่วยกันดูแล 
เราขอให้ทุกคนเอานิ้วก้อยออกมาและสัญญากับเด็กๆ ทีละคน 
พร้อมทั้งฝากฝังพี่ใหญ่ให้ช่วยดูแลน้องๆ 
และปิดท้ายด้วยการขอบคุณเด็กๆ ทุกคนที่ตั้งใจฟังและสละเวลาดูทีวีของเขามาพูดคุยกับเรา 

การขอบคุณเด็กๆ เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากเป็นการที่เราย้ำตัวเราว่า
เรามองเราและเขาเท่ากันแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังเด็กๆ ในการให้เกียรติซึ่งกันและกันด้วย

เราอยากเล่าเรื่องนี้เพื่อที่จะบอกว่า 
เวลาเด็กทำผิด อยากให้ผู้ใหญ่ทุกคนมองความผิดพลาดเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม 
และมองให้เห็นโอกาสของเราในการที่จะปลูกฝัง และสอนเขา 
เด็กจะเรียนรู้ได้ดีผ่านการกระทำที่ผิดพลาด แล้วได้รับคำแนะนำด้วยเหตุผลจากผู้ใหญ่ 

การตำหนิเขาด้วยอารมณ์โกรธจะทำให้เด็กรู้สึกผิด เกิดปมในใจ และกลัว 
เด็กจะไม่ทำพฤติกรรมนั้นซ้ำเพราะความกลัว 
แต่เมื่อไม่กลัวแล้วเขาจะมีโอกาสทำอีก หรือจะแอบทำ แล้วไม่กล้ายอมรับผิด 
แต่ถ้าเด็กเข้าใจและเห็นว่าพฤติกรรมเหล่านั้นไม่เป็นที่ยอมรับ 
เขาจะมีชุดเหตุผลเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจในการที่จะไม่กระทำผิดซ้ำ
ได้ดีกว่าการทำให้กลัวหรือลงโทษที่รุนแรงทั้งทางกายและวาจา

เรามายิ้มและพูดว่า "เย้ ได้เวลาแล้ว" เมื่อเด็กๆ ทำผิดพลากกันเถอะ
ขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานกับเด็ก 
และอย่าอ่อนแอ ท้อแท้เมื่อการตักเตือน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
อาจจะไม่ได้ทันทีในครั้งแรก หรือระยะสั้น
เพราะหลักการสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือ "ปรับจนเปลี่ยน" 
สู้กันต่อไป เย้ๆ

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

อภิญญาแปลว่าผู้รู้ยิ่ง


วันนี้ไปงานมุทิตาจิตอ.จี๋ ในนามตัวแทนจาก Save the Children
และในนามศิษย์ที่ได้มีโอกาสเติบโตมาจากการปลูกฝังของอาจารย์

อ.จี๋เป็นอีกหนึ่งต้นแบบและแรงบันดาลใจสำคัญของเราในการเลือกเดินอยู่บนเส้นทางสังคมสงเคราะห์เราได้ยินกิตติศัพท์ของอ. ตั้งแต่วิชา sw111 แต่ได้มีโอกาสสัมผัสรังสี และพลังของอ.จริงๆ ก็เมื่อตอนเรียนวิชา cf และตอนฝึกงาน ตอนนั้นอ.เอิงบอกเราว่า "กอล์ฟโชคดีมากนะ ที่ได้อ.จี๋ นิเทศน์งานตั้งสองครั้ง" ใช่ กอล์ฟก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน อ.จี๋ เป็นครูที่ชวนกอล์ฟไปมอง และเดินลึกลงไปในมุมมองที่ซ้อนเร้นลึกซึ้งที่กอล์ฟไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นครูที่ทำให้กอล์ฟได้เห็นความสำคัญของการให้โอกาสตัวเองในการสะท้อนกลับและทำความรู้จักตัวตนและอารมณ์ความรู้สึกภายใน เป็นครูที่สะกิดให้กอล์ฟมองคนที่เราทำงานในมุมมองแบบใหม่จาก "เหยื่อ" เป็น "ผู้รอดชีวิต" ที่ทำให้เราเองเห็นพลังและได้รับพลังนั้นจากการแค่เปลี่ยนมุมคิด เป็นครูที่ย้ำเตือนกอล์ฟเสมอผ่านคำสอนว่าจริยธรรม แนวคิด หลักการทางสังคทสงเคราะห์ไม่กี่บรรทัดที่เราได้เรียนรู้ท่องจำ จะมีพลังมหาศาลที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเราและค่อยๆ ส่งพลังไปรอบข้างถ้าเราเอาสิ่งนั้นลงมาผสานเข้าไปในตัวตนของเราจริงๆ
ขอบคุณอ.ที่ได้ร่วมสร้างอะไรให้เกิดขึ้นตลอดทางที่อ.เดินมา เห็นบรรยากาศวันนี้แล้วเป็นคำตอบของสิ่งที่อ.ได้ทำมาทั้งหมดว่ามันยิ่งใหญ่มากขนาดไหน รักอ.จี๋มากๆ ครับ 

‪#‎TeamAjJee‬ ‪#‎อภิญญาแปลว่าผู้รู้ยิ่งที่เป็นที่รักยิ่ง‬

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

เด็กน้อยโตเข้าหาแสง

เด็กน้อยโตเข้าหาแสง


เคยไม๊หนังสือที่ทำให้เราแผ่ซ่านไปทั้งตัว หนังสือที่ทำให้เราต้องหยุดอ่านแล้วส่งเสียงกรีดร้อง 
หรือให้เราตกผลึก และสงบเงียบได้อย่างน่าอัศจรรย์ 
"เด็กน้อยโตเข้าหาแสง" เป็นหนังสือโคตรทรงพลัง ถ้าเปรียบหนังสือเล่มนี้เหมือนไฟแล้วเราเป็นน้ำ 
หนังสือเล่มนี้กระแทกผัสสะ ความคิด สิ่งที่เราเชื่อได้จนเราต้องหยุดและร้องกรี๊ดด้วยความสะใจ 
นางเป็นไฟต้มเราให้เดือดพลุ่งพล่านจนล้นออกจากหม้อ 
ในขณะเดียวกันเมื่อเราเลยจุดพลุ่งพล่านและตกผลึก
หนังสือเล่มนี้กลับทำให้เรากลายเป็นไอสงบนิ่งนั่งพยักหน้าอมยิ้มได้น่าพิศวง
ฐานคิด ความเข้าใจ การมอง และหลักปฏิบัติต่อเด็กในหนังสือเล่มนี้มันสวยงามและล้ำค่าเหลือเกิน
มันช่วยต่อยอดจากบางส่วนที่เรามีอยู และเพิ่มเติมให้ฐานของเราเข้มแข็ง 
และบรรดาลแรงในใจให้เกิดขึ้นอย่างมหาศาล

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

มันคือเรื่องของการเชื่อใจ

"มันไม่ใช่แค่การให้ตัดผม 
แต่มันคือเรื่องของการเชื่อใจ"


วันนี้มีโอกาสให้พี่น้องของเราได้โชว์ฝีมือตัดผม หลังจากที่เชิญชวนกันมาแล้วหลายวัน 
พอถึงเวลาพี่แกก็ให้คนเดินมาตาม พร้อมกับการเตรียมการบาร์เบอร์จำเป็นไว้อย่างดี 
กระจก แป้ง แปรง หวี พร้อม! 

สิ่งที่เราสัมผัสได้คือเขาดีใจจากการที่เราให้ความเชื่อใจในตัวเขา 
เราเชื่อว่าความเชื่อใจมีความหมายสำหรับเราทุกคน 
น้องชายเราตัดสุดฝีมือ และละเมียดละไมในทุกรายละเอียด อันนี้เป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ 
พอตัดเสร็จมามู (คุณลุง) ที่นั่งชมมหกรรมตัดผมเราอยู่ตลอดตั้งแต่เริ่มต้น 
และคอยช่วยสั่งการช่างว่า "ตัดให้ลูกชายคนนี้ดีๆ นะ" เดินเข้ามาหาเราพร้อมผ้าขนหนูผืนใหญ่
แล้วส่งให้เราเช็ดหน้าเช็ดตาเช็ดผมให้แห้ง เราเช็ดสักพักส่งคืนแกพร้อมกล่าวขอบคุณ "ชุกการียา" 
แต่เหมือนแกยังไม่พอใจ ขออนุญาตเช็ดให้ซะงั้น ตอนนั้นความรู้สึกอบอุ่นวิ่งปราบไปทั้งตัว 

เห้ยยย มันเป็นพลังที่ดีจริงๆ มามูค่อยๆ เช็ดหัวเราเหมือนเช็ดหัวเด็กน้อย 
แล้วค่อยๆเช็ดหน้าเช็ดตาให้ พร้อมกับมีน้องชายอีกคนคอยพากย์ข้างๆ 
พร้อมชี้ว่าตรงนั้นยังมีเศษผม ขอบคุณเหตุการณ์วันนี้ทีทำให้มีความสุขเหลือเกิน 
ขอบคุณที่คอยสอนและย้ำอีกครั้งว่า 
ถ้าเราปฏิบัติและเคารพกันอย่างเข้าใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เหมือนกัน 
สิ่งเหล่านั้นจะช่วยขับพลังบวกทางความสัมพันธ์ที่ถักทอเราไว้ด้วยกันให้ออกมาส่งผ่านถึงกันได้ดียิ่งขึ้น 
"บิชิชุกการียา" "ขอบคุณมากๆ"

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เรื่องเล่าบนรถตู้กับนักสังคมสงเคราะห์ที่กำลังเดินทาง

การเป็นนักสังคมสงเคราะห์ก็เหมือนนักเดินทางนั่นแหละ 
เราจะได้ร่วมเดินทางไปกับชุดประสบการณ์ของหลากหลายชีวิตผ่านคำบอกเล่าที่มักทำให้เราต้องอึ้งและคิด 
"คนหนึ่งคน กับอายุเท่านี้ เคยผ่านบททดสอบ ของชีวิตหนักหนาขนาดนี้เลยเหรอ" 
ทุกคน ทุกที่ ก็จะมีอะไรใหม่ๆ ทุกครั้งให้ได้เรียนรู้ 
ในบางครั้งของการเดินทาง สถานที่หรือคนที่เราเจอครั้งแรกอาจจะไม่น่าภิรมย์ 
แต่เมื่อเราได้รู้จักกันไปเรื่อยๆ เราจะได้เห็นความสวยงาม ที่ซ่อนอยู่ในทุกคน ทุกที่ ที่เราได้รู้จัก 
เราต้องดั้นด้น ค้นหา ทำความรู้จัก และทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านั้นในทุกแง่มุม 
เร็ว นิ่ง ยืดหยุ่น แต่ก็ต้องยืนหยัดในสิ่งที่เราเชื่อ 
สัมพันธภาพระหว่างทางเป็นสิ่งที่นักเดินทางให้ความสำคัญ ใช่!! เรานักสังคมสงเคราะห์ก็เช่นกัน 
เรารับฟังอย่างเข้าใจ แต่ไม่ตัดสิน เพราะเราไม่ได้แค่มาแวะชมแล้วผ่านไป 

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เยือน "นครวัด" ก่อนตาย: นั่งรถทัวร์ 8 ชม. กับการสัมผัสสถาปัตยกรรมที่คนทั่วโลกอยากมาดู

"See Angkor Wat and die
See Bagan and live"
ประโยคผีเปรต ของ อาโนล ทอยบี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่ส่งอิทธิพลให้คนทั่วโลก
โดยเฉพาะยุโรป และ อเมริกา ต้องข้ามน้ำข้ามทะเล ยอมเสียเงินเก็บมาท่องเที่ยวกันเป็นแรมเดือน เพื่อสัมผัสความสวยงามยิ่งใหญ่ของทั้งสองสิ่ง เอาว่าชาตินี้ให้ได้เห็นกับตา
หลังจากได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมพุกาม (Bagan)  และพิสูจน์แล้วว่ามันสมคำร่ำรือและไม่เกินเหตุเลยกับประโยคข้างต้น พอกลับมาจากเมียนมาร์ ก็เลยตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า กูจะต้องเป็นอมตะ ด้วยการไปดูนครวัดก่อนตายให้ได้ ทริปนี้เลยจับพลัดจับผลูพาขึ้นกับอีวิวสองคน ด้วยว่านางเคยบอกว่าถ้าจะไปนครวัดให้ชวนด้วย ครั้งนี้ก็เลยมีเพื่อนร่วมเดินทางด้วยกัน

นครวัดสุดยอดแห่งปราสาทขอม

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์7: นั่งรถไฟกลับย่างกุ้ง และตอนจบของการเดินทาง

วันนี้เราเลือกเดินทางกลับด้วยรถไฟเช่นเดิม ไม่รู้สิ อยู่ไทยเคยนั่งรถไฟครั้งเดียวแต่มาที่นี่นั่งบ่อยมาก และมีความรู้สึกชอบด้วย ซึ่งจากโรงแรมที่พักมาสถานีรถไฟก็ใช้การเดินเอาไม่ถึง 15 นาทีก็มาถึง

สถานีรถไฟมัณฑะเลย์
เมื่อเราเข้ามาซื้อตั๋วเรียบร้อยรถไฟจะออกช่วงเย็น เรามาบ่ายเห็นเวลายังเหลือ เราเลยใช้เวลาในการเดินทอดน่องชมบรรยากาศวิถีชีวิตของชาวมัณฑะเลย์ก่อนกลับ

แด่วันสุดท้ายของการสอบ

การถกเถียงประเด็นรับ ไม่รับ ด้วยเหตุผลเป็นสิ่งที่พอจะอ่านได้
และเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจในความคิดเห็นที่แตกต่าง
แต่การเหยียดหยาม ด่าทอ ผลิตวาทกรรมรุนแรง ใส่ร้าย
และสร้างภาพประทับของการ "ไม่ใช่มนุษย์" หรือมี "ค่าน้อยกว่ามนุษย์" ทั่วไป
ให้กับ โรฮิงญา นั้นเป็นสิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุด
โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นกับคนสังคมสงเคราะห์หลายคน
ช่วงนี้มักเห็นความกระอักกระอ่วนทางจริยธรรมทางวิชาชีพ
และความคิดความเชื่อส่วนบุคคลหลายคนเกิดคำถามว่า
"ไหนเรื่องนี้ต้องคิดแบบสังคมสงเคราะห์ยังไงเหรอ"
"สิ่งที่เราเรียนขัดแย้งกับความเป็นจริง"
"ตอนนี้ขอคิดตามความเป็นจริงก่อนนะ สิ่งที่เรียนเก็บไว้ก่อน"
ซึ่งเจอหลายโพสต์ หลายสเตตัสก็เลยเกิดคำถามในใจเหมือนกันว่า

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สุขสันต์วัน IDAHOT


17 พฤษภาคมเป็นวันสากลยุติการเกลียดกลัว คนที่มีลักษณะการแสดงออกทางเพศ รสนิยมทางเพศ ที่มีความแตกต่างจากบรรทัดฐาน การนิยาม และความคาดหวังของสังคม หรือของปัจเจกชนใดก็แล้วแต่ (ยาวมากแต่ขอใช้ชื่อนี้) แต่จริงๆ มันชื่อว่า 

IDAHOT (International Day Against Homophobia, Transphobia and Biphobia) วันสากลแห่งการยุติการเกลียดกลัวการรักเพศเดียวกันและการข้าม


ซึ่งจากการที่เป็นคนที่ไม่อยากระบุเพศตัวเองและจากการเข้ารับฟังเวทีสัมนาทำเราเองก็มีสิ่งที่อยากพูดว่าด้วยเรื่อง


1. เราว่าการนิยาม และจัดคนเข้ากล่องเพศต่างๆ มันมักมากับความคาดหวัง และการที่ใครบางคนบอกว่าใครสักคนต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นั้น มันอันตรายเพราะ เมื่อใครก็ตามมีลักษณะแตกต่างจากความคาดหวังนั้นๆ คนในสังคมก็เลยเกลียดกลัว และเหยียดหยาม ในยุคที่มีเสรีภาพในการแสดงออก และมีความลื่นไหล เกี่ยวกับรสนิยม และการแสดงออกทางเพศเช่นนี้ หลายคนมองว่าเรื่องเพศมันซับซ้อน ไปกันใหญ่ เราเห็นกะเทยมีผัวทอม เราเห็นกะเทยชอบผู้หญิง แต่สำหรับเรามองว่ามันเป็นเรื่องปกติ ถ้าเราทุกคนยืนมองปรากฎการณ์นี้ด้วยสายตา ที่ไม่ยึดติดกับคำนิยามของเพศ การแสดงออกทางเพศ และความคาดหวังที่เราเคยมีและร่วมสร้างกันขึ้นมา เปลี่ยนเป็นความคิดว่า เราทุกคนสามารถแสดงตัวตนแบบไหนก็ได้ และเราทุกคนสามารถมีรสนิยม ชอบไม่ชอบใครก็ได้ และทุกอย่างก็สามารถลื่นไหลได้ตลอดเวลา

2. หลายครั้งเรามักได้ยินพ่อแม่หลายคนมัก คาดหวังตั้งแต่ยังไม่มีลูก หรือลูกอยู่ในท้องว่า "ถ้าเลูกฉันป็นผู้หญิงนะ จะส่งไปเรียนบัลเล่ย์ จะให้เรียนร้องเพลง ถ้าเป็นผู้ชาย จะให้เขาเรียนดนตรี เล่นฟุตบอลให้ติดทีมชาติไปเลย" เราจะเห็นว่า พ่อแม่ หลายคน ตัดสินใจให้ลูกเป็นอะไรตั้งแต่เขายังไม่เกิด ความคาดหวังและภาพวาดของพ่อแม่ที่มีต่อลูกเหล่านี้เริ่มถูกแต่งแต้ม และหล่อหลอมเด็กคนนั้นๆ ว่าควรเป็นแบบนั้น ต้องเป็นแบบนี้ตั้งแต่วัยเด็ก ยากมากที่พ่อแม่หลายคนจะเกิดลูกออกมาแล้วพร้อมเรียนรู้ ให้โอกาสลูกเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เพศ ความชอบ ศาสนา หรืออะไรก็แล้วแต่ พอถึงจุดหนึ่งที่ลูกหลายคนเริ่มรู้ตัวเอง อยากเป็นอย่างที่ตัวเองชอบ ทำในสิ่งที่ตนอยากทำ แต่ถ้าสิ่งนั้นขัดกับความคาดหวัง และภาพฝันที่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็น นรกในบ้านจึงเกิดขึ้นในหลายครอบครัว จึงเกิดคำถามเหมือนกันว่า เราเลี้ยงลูกเพื่อให้เขาได้ใช้ชีวิตของเขา หรือเราเลี้ยงความฝันของเราไว้ในชีวิตของใครอีกคน

3. เรามักได้ยินข้ออ้างในการไม่อนุญาตให้แต่งกายข้ามเพศในหลายๆ ครั้งว่าเป็นการไม่เหมาะสมไม่ให้เกียรติสถานที่ แต่ก็น่าแปลกใจเหมือนกันว่า เราให้คุณค่าของอิฐ หิน ดิน ทรายที่ประกอบสร้างกันเป็นอาคารสถานที่ มากกว่าการให้คุณค่าในการแสดงออกทางตัวตน และจิตวิญญาณภายในของมนุษย์

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์6: ตะลุยมัณฑะเลย์ กับบรรยากาศโคตรฟินที่สะพานไม้สักอูเบ็ง

หลังจากที่พนักงานโรงแรมนัดแนะเรื่องแชร์รถเพื่อไปทัวร์มันฑะเลย์ให้เสร็จสรรพ วันนี้เราก็เลยมีเพื่อนร่วมเที่ยวด้วยกันทั้งหมด 5 คน โดยที่แรกที่เราไปกันคือ พระมหามัยมุนี 1 ใน 5 มหาบูชาสถานของประเทศเมียนมาร์ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเราดีใจมากที่ได้มีโอกาสมาสักการะ เพราะตอนแรกเราไม่ได้รู้เลยว่าเมียนมาร์มี 5 มหาบูชาสถาน และต้องมา แต่ด้วยโชคชะตา และความบังเอิญทำให้เราได้มีโอกาสกราบไหว้ทั้ง 5 บูชาสถาน และที่สุดท้ายก็คือ ที่พระมหามัยมุนีแห่งนี้

พระมหามัยมุนี ที่สุดแห่งความงามจากยะไข่

ภายในวิหารที่ขึ้นสู่การปิดทองจะอนุญาตให้เฉพาะเพศชายเท่านั้น

ตามตำนานเนี่ยเขาเล่ากันว่าแต่เดิมพระมหามัยมุนีนี่ไม่ได้อยู่ที่มัณฑะเลย์หรอก แท้จริงอ่ะเป็นสมบัติล้ำค่าของชาวยะไข่โน่น แต่ด้วยเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องความสวยสดงดงาม และความศักดิ์สิทธิ์เลยทำให้กษัตริย์พม่าในแต่ละยุคสมัยยกทัพไปหวังจะแย่งชิงกันมานักต่อนักแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ จนมาถึงยุคพระเจ้าปดุงผู้เกรียงไกรกองทัพพม่าถึงจะทำสำเร็จได้ แกก็เลยอัญเชิญพระมหามัยมุนีมาประดิษฐานที่มัณฑะเลย์ เล่นเอาคนยะไข #ร้องไห้หนักมาก กันเลยทีเดียว คงคล้ายกับกรณีที่ไทยยกทัพไปรบกับลาวแล้วก็เชิญพระแก้วมรกตกลับมาด้วยนั้นแหละ ทุกวันนี้คนเวียงจันทน์หรือคนลาวเองก็ยังเศร้าเสียดายและยังไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


ซึ่งว่ากันว่าพระมหามัยมุนีเนี่ยเป็นพระพุทธรูปเนื้อนิ่ม คือกดลงไปแล้วจะไม่แข็ง กดแล้วบุ๋ม แต่จากการจับจริงมาแล้วบอกเลยค่ะว่าแข็ง ไม่บุ๋ม 5555 แต่อาจจะมีเนื้อสัมผัสที่ดีกว่าหน่อย เพราะที่เราเห็นเนื้อตัวท่านตะปุ่มตะป่ำอยู่นั้นเกิดจากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนค่ะ ที่ทยอยปิดทองกันมาหลายยุคหลายสมัย จนทองเต็มตัวเกาะตัวกันเป็นเนื้อใหม่ อย่างที่เราเห็นกัน

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์5: ล่องแม่น้ำอิระวดีจาก "พุกาม" สู่ "มัณฑะเลย์"

สำหรับการเดินทางสู่มันฑะเลย์ครั้งนี้เราจะไม่ใช้รถ ใช้ราอะไรทั้งนั้น แต่ครั้งนี้เราจะใช้เรือ 
เรือที่เราจะล่องแม่น้ำอิระวดี ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เลี้ยงคนเมียนมาร์ 
ซึ่งเราได้รับคำแนะนำว่า ต้องลองล่องเรือไปพุกามจากมัณฑะเลย์ให้ได้จากพี่น้อยสาวชาวเมียนมาร์ที่ดูแลเราตอนฝึกงาน มาครั้งนี้เราเลยตัวสั่นเร่าๆ จะต้องล่องเรือให้ได้ เราซื้อตั๋วเรือตั้งแต่วันแรกที่มาถึงพุกามโดยให้คนขับแท็กซี่พามาซื้อถึงที่ ซึ่งจริงๆ แล้วตามที่พักก็มีบริการขายตั๋วอะไรพวกนี้อยู่ซึ่ง สนนราคา 34 ดอลล่าร์ คือ พันกว่าบาทค่ะมึง แพงมาก แต่นี่ก็ยอม คือสนองความเสี้ยน ก็ต้องยอม
โดยเรือจะออกเวลา 5.30 เป๊ะๆ เราจะใช้เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง ล่องแม่น้ำอิระวดี ผ่านทัศนียภาพที่เห็นความเป็นอยู่สองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งจะมีอาหารเช้า และกลางวันให้บริการ

ขึ้นเรือเช้ามืด ไม่เห็นอะไรเลย

และท้องฟ้าก็ค่อยๆ สว่างขึ้น


กัปตันเมียนมาร์ (พี่ชายกัปตันอเมริกา) ที่เราจะฝากชีวิตไว้ด้วย

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาร์เมียนมาร์4: "พุกาม" สวรรค์บนดิน (สวรรค์จริงๆ นะ)

พุกาม (Bagan) อีกหนึ่งจุดหมายในฝันที่ตั้งใจว่าครั้งหนึ่งต้องมาให้ได้ เราได้แรงบันดาลใจในการมาพุกามจากรายการหนังพาไป คือดูตอนนั้นดูแล้วแบบว้าวววว มันมีที่แบบนี้จริงๆ เหรอ แล้วคือ มันอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของเรา เราต้องมนสเน่ห์ พุกามผ่านการนำเสนอของรายการในวันนั้น 
กับประโยคของอาร์โนว ทอยบี "See Bagan and Live" ที่ทำให้เราตั้งใจว่าต้องมาที่นี่ให้ได้
และวันนี้เรากำลังจะได้สัมผัสเมืองในฝันของเราด้วยสายตาเราจริงๆ กับที่นี่ 
"พุกาม" สวรรค์บนดิน


.................................

เมื่อถึงสถานีรถบัสอองมิงกะลา เราก็หารถที่จะไปพุกามโดยเราได้บริษัท Mandalay Express นี่แหละตามรูปราคาตั๋ว 15,500 จั๊ต (ห้าร้อยกว่าบาท) เป็นรถแอร์นอน โดยเราจะใช้เวลาในการเดินทาง 7 ชั่วโมงสู่พุกาม 

บริเวณหน้าบริษัทขายตั๋วรถทัวร์ ที่หนาแน่นไปด้วยผู้คน

พนักงานบริการบนรถทัวร์

สภาพที่นั่ง
โดยเราไปถึงที่พุกามประมาณตี 5 โดยเมื่อลงจากรสบัสมาถึงจะโดนคนขับแท็กซี่เอย รถม้าเอย สามล้อเอยมารุม ซึ่งเราต้องรู้เป้าหมายที่แน่ชัดว่าจะไปไหน ซึ่งเอาจริงตอนนั้นกูไม่มีเป้าหมายแน่ชัดเลย แน่ชัดที่สุดคือ Hostel ราคาถูก เราตีสนิทกับคนขับแท็กซี่ด้วยมุกเดิมคือภาษาพม่า จนแกคิดราคาแท็กซี่แค่ 2,000 จั๊ต จากสถานีรถบัสสู่ โฮสเทลราคาถูกที่ไหนซักที่บริเวณยองอู
บอกก่อนว่าที่พุกามจะมีทั้งหมด 3 โซน คือ
  • ยองอู (Nyaung U) เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยกันจริงจัง มีร้านอาหาร รถรา เกสเฮ้า โฮสเตลเยอะแยะไปหมด เป็นย่านชุมชน
  • พุกามเก่า (Ole Bagan) เขตเมืองเก่าที่อยู่ของทะเลเจดีย์ต่างๆ เต้มมมมไปหมด เมื่อก่อนคนอยู่แถวนี้แต่เพื่อรักษาโบราณสถานต่างๆ รัฐบาลให้ย้ายคนไปอยู่เมืองใหม่
  • พุกามใหม่ (New Bafan) เป็นโซนที่ที่ขยายอกมาเพื่อไม่ให้รบกวนโบราณสถานมากนัก มีโรงแรมเปิดเยอะมาก เพราะตั้งใจสร้างโวฯนี้รับรองการท่องเที่ยว

เมื่อได้ที่พักที่ Eden3 Gresthouse ราคาคืนละ 10 ดอลล่า เราก็งีบแล้วก็ตื่นอกกมาตะลุยพุกามสมตั้งใจ โดยเราได้เช่ามอเตอไบค์เพื่อที่จะได้ขับเที่ยวทั่วพุกามได้อย่างอิสระ อยากแวะไหน แวะ อยากไปไหนไป และอีกอย่างพุกามนี่ร้อนมาก ร้อนวัวตาย ร้อนควายล้ม การเช่ารถม้าหรืออะไรแบบนี้ทั้งวันแล้วคิดจะพักอ่ะ มันก็กลัวไม่คุ้มไง แต่มอเตอร์ไบค์นี่มันโคตรอิสระเลย และไม่ต้องกลัวหลงนะ เราสามารถถามคนได้ตลอด โดยเราเริ่มวันนี้ด้วยการกินอาหารเช้า ณ ร้านน้ำชาตามประสา บอยๆ

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาร์เมียนมาร์3: เส้นทางสู่ "พระธาตุอินทร์แขวน"


พระธาตุอินทร์แขวน 1 ใน 5 มหาบูชาสถานแห่งเมียนมาร์ สถานที่บูชาที่เป็น 1 ในจุดหมายของคนไทยหลายคนที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเมียนมาร์ และที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ในฝันของเรา เรพาะเราเห็นรายการต่างๆ มาถ่ายทำที่นี่เยอะมาก และภาพประทับใจที่เราเห็นคือภาพความศรัทธา ของผู้คนที่มาที่นี่ และภาพก้อนหินก้อนหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมขอบผา ซึ่งเราเองอยากมาให้เห็นกับตา และที่นี่ก็จะเป็น มหาบูชาสถานแห่งที่ 3 ที่เราได้มีโอกาสมากราบไหว้



............................................................

พระธาตุอินแขวน (Kyaiktiyo Pagoda) หรือชื่อภาษาพม่าเรียกว่า "ไจ๊ตี้โย" ท่องอีกทีค่ะว่า "ไจ๊ตี้โย" เพราะมันมีความสำคัญมากในการถามผู้คนเกี่ยวกับหนทางในการไป มึงจะมา พระธาตุอินแขวนนี่ มีหวังเงิบ เพราะใครไม่รู้จักนะจ๊ะ โดยเราจะเดินทางจาก หงสาวดี ไปพระธาตุอินแขวนโดยรถไฟซึ่งเราได้จองตั๋วไปแล้วตั้งแต่มาถึงหงสาวดี ซึ่งรถไฟจากหงสาวดี ไป พระธาตุอินแขวนจะมี 3 รอบ คือ
ช่วงเช้า: 9.00
ช่วงค่ำ: 20.50 และ 22.30
โดยใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงไปลงที่สถานทีไจ๊ก์โถ (Kyaikto) ซึ่งยังไม่ถึงนะเราต้องต่อรถไปอีกที่ คินปุนเบสแคมป์ (Kinpun Base Camp) ซึ่งเป็นต้นทางสู่พระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งเราเลือกรอบ 22 .30 เพราะจากการคิดคำนวณแล้วเราจะได้ไปถึง ไจ๊ก์โถประมาณตีสองครึ่งซึ่งเราจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องที่พัก เราจะได้งีบบนรถ แล้วก็ถ้าไปถึงสถานีรถไฟก็ค่อยหาที่นอนแถวนั้นเอา ซึ่งราคารถไฟ Ordinary class 700 จั๊ต (23 บาท) Upper class 1,900 จั๊ต (ุ63 บาท) กูก็เลือกชั้นธรรมดาตามระเบียบ โดยการมาเอาตั๋วครั้งนี้จัดการโดยอะโกเมียวอูเจ้าเก่าเข้าไปถึงห้องตั๋วให้เช่นเดิม

อะโกเมียวอูผู้ใส่หมวกกำลังจัดการเรื่องตั๋วให้เรา

ตอนเรากลับมาที่สถานีรถไฟเป็นช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม โดยเจ้าหน้าที่ชุดเก่าที่เราเจอตอนมาได้กลับไปหมดแล้ว เราก็เลยต้องทำความรู้จักกับเจ้าหน้าที่กะกลางคืนใหม่ทั้งหมด และทุกคนก็ยังใจดีกับเราเหมือนเดิมยังเซอร์ไพรส์กับทานาคาบนหน้า และภาษาพม่าเบื้องต้นของเรา เนื่องจากมันเหลือเวลาอีกเกือบ 3 ชั่วโมงทำให้เราขออนุญาตอะโกโทนโทนเม๊ะ ซึ่งเป็นนายท่าคนใหม่นอนพักรอที่สถานี ที่ห้องนายท่า แกใจดีอนุญาติให้เรานอนพัก และเอาหมอนมาให้ด้วย แกบอกว่าถ้ารถไฟเรามาแล้วแกจะปลุก

ที่นอนกิตติมศักดิ์ของเรา อภินันทนาการโดยอะโกโทนโทนเม๊ะ นายหัวท่าใจดี
เมื่อถึงเวลารถไฟมาอะโกโทนโทนเม๊ะก็ปลุกเราตามที่แกบอก เรากล่าวขอบคุณและกอดแกและพี่ๆ ในสถานีคนละหนึ่งที่ ทุกคนอวยพรเราให้เดินทางปลอดภัยและสนุกกับการเดินทาง

บรรยากาสที่สถานีในช่วงกลางคืน
รถไฟกำลังมาแล้ววววววว
เมื่อขึ้นรถไฟปุ๊บเราก็หาที่นั่งตามที่ระบุไว้ในตั๋ว แล้วก็เอากระเป๋าอันใหญ่ ไว้ที่ช่องด้านบน อันเล็กเอามาหนุนแทนหมอนแล้วก็ตั้งใจหลับต่อ เพราะว่าพรุ่งนี้เราต้องลุยต่อทั้งวัน กลัวสังขารจะไม่ไหว ด้วยความที่เป็นกังวลเราก็ตื่นเป็นระยะ เพราะรถไฟที่เมียนมาร์นี่เราจะไม่รู้เลยว่าถึงไหนแล้ว ไม่มีการประกาศเสียงตามสายอะไรทั้งนั้น ทางเดียวคือชะโงกหน้าดูป้าย หรือถามคนท้องถิ่นเอาว่าถึงไหนแล้ว โดยเรากะว่าเราน่าจะถึงจุดหมายประมาณตี 2 และเรื่องราวตื่นเต้นที่สุดในชีวิตการลงรถและการเดินทางของเราก็เกิดขึ้นที่นี่

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์2: นั่งรถไฟไป "หงสาวดี" กันเถอะ

วันนี้ตื่นเช้าดังใจปรารถนา ตื่นมาก็มุ่งหน้าเดินไปยังสถานีรถไฟย่างกุ้งเพื่อที่จะไปดูตั๋วรถเพื่อจะไป "หงสาวดี" นามนี้คนไทยคงรู้จักกันดีว่าเป็นอริที่สำคัญในสมัยอยุธยา แต่ชื่อทางการที่คนเมียนมาร์รู้จักกันนั้นจะเรียกว่า Bago (บาโก) ห่างจากย่างกุ้ง 80 กม. เป็นทางผ่านไปพระธาตุอินแขวน คนส่วนใหญ่เลยนิยมแวะที่นี่ก่อนไปพระธาตุอินทร์แขวน และที่นี่เองก็เคยเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรตองอู คู่รักคู่แค้นของพี่ไทยเรา วันนี้ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเมียนมาร์ หงสาวดี เลยเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญที่เราพลาดไม่ได้เด็ดขาด 
บรรยากาศในตอนเช้าระหว่างเดินเราก็ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวเมียนมาร์ในช่วงเช้าที่มีตั้งแต่ให้อาหารนก จับจ่ายซื้อของ ตักบาตร กินน้ำชา ตามเรื่องตามราว พ่อค้าแม่ขายก็ตั้งร้านรวงกันริมถนนกันมากหน้าหลายตา ตั้งแต่ของกิน ยันหนังสือพิมพ์มีให้เลือกจับจ่ายในตอนเช้า


โดยเฉพาะธุรกิจการให้อาหารนกนี่คงเป็นสิ่งที่ป็อบปูมากๆ เพราะเราจะเห็นแม่ค้าขายอาหารนกอยู่ทั่วไปในย่างกุ้ง และนกพิราบก็เยอะเหลือเกิน ตามเสาไฟฟ้านี่เต้มมมมมม


วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์1: 2 วันแรก ณ ย่างกุ้ง (แค่เปลี่ยนสถานที่ทำรายงานฝึกTT)

ทริปเมียนมาร์ครั้งนี้้เกิดขึ้นเพราะช่วงนั้นแอร์เอเชียร์นางมีโปร ด้วยส่วนตัวที่วาดฝันอยากมาเยือนประเทศนี้ไว้นานมาก ก็เลยจัดเลย จองไว้นานมากเกือบครึ่งปี และวันนี้ก็ได้มาหานางสมดังใจหมาย อยากบอกว่าตื่นเต้นมาก เพราะก่อนมาก็ได้ไปฝึกงานที่แม่สอด ทำงานกับพี่น้องแรงงานข้ามชาติ และผู้ลี้ภัยจากเมียนมาร์ล้วนๆ นี่ก็เลยอินมาก ตอนนั้นก็ได้มีโอกาสไปเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยงที่อยู่ตรงข้ามกับแม่สอดมาแล้วเราก็เห็นว่าประเทศนี้มันมีเส่ห์บางอย่างที่ร้องเรียกเราให้มาทำความรู้จัก และหาคำตอบกับคำถามที่มีเยอะแยะมากมายในหัวตลอดระยะเวลาฝึกงาน เมียนมาร์ครั้งนี้เลยรู้สึกมีพาชชั่น และตื่นเต้นกว่าตอนกดตั๋วจองซะอีก

สำหรับการเตรียมตัวก่อนไปครั้งนี้ ถือว่าทำการบ้านน้อยมากเรามีหนังสือแค่สองเล่ม เล่มแรกเป็นหนังสือแนะนำท่องเที่ยว อีกเล่มเป็นหนังสือเกี่ยวกับประโยค คำศัพท์ภาษาพม่าพื้นฐาน พร้อมทั้งข้อมูลต่างๆ หนังสือสองเล่มนี้ช่วยเราได้มาก นอกนั้นก็อาศัยการถามพนักงานที่พัก คนท้องถิ่น และเพื่อนนักเดินทางที่เจอ

รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการเดินทาง ใครจะไปแนะนำหาหนังสือสักเล่มพกติดตัวไปจะเป็นประโยชน์และอุ่นใจ ช่วยได้หลายอย่างเลยครับ

ขอบคุณพี่บาสผู้เขียนเที่ยวพม่าซ่าอย่างอินดี้ที่ช่วยกอล์ฟได้มากในเรื่องวางแผนท่องเที่ยวแบบรายนาทีของตัวเอง 555 และศูนย์ภาษาอีซี่เบอร์มีสกับ Survivor พม่า เล่มนี้มีประโยชน์มากตั้งแต่ฝึกงานแล้ว กราบ!


นั่งเครื่องมาสักประมาณชั่วโมงเราก็มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้ง นางเป็นสนามบินเล็กๆ น่ารัก สะดวกสบายเชียวแหละ มาถึงเราก็เดินไปต่อแถวที่ตรวจคนเข้าเมือง อยากบอกทุกคนว่า ตม.ที่นี่มีช่องค่อนข้างน้อย ดังนั้นใครไม่อยากต่อคิวนานก็รีบออกจากเครื่อง รีบเดินไปต่อคิวตม.เลยก็ดีนะ เพราะคิวตม.วันนั้นต่อกันนานมาก ในระหว่างต่อคิวทำอะไรไม่ได้เลย น้องจากยืนสลับขาเล่นไปมา ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือหาเพื่อนคุย พอดีข้างหลังเราเป็นพี่ผู้หญิงผู้ชายคนไทยสองคนที่เขาเป็นแฟนกัน เราก็เริ่มชวนคุยทักทายปกติ "มาเที่ยวกันเหรอครับ" ประโยคง่ายๆ ที่เริ่มสนทนา และทำให้เรารู้ว่าพี่เขามาเที่ยว 1 วัน และกำลังจะเข้าเมืองเหมือนกัน ดังนั้นเราก็เลยขออนุญาตไปแท็กซี่คันเดียวกับพี่เขาเพื่อที่จะได้หารค่าแท็กซี่กัน เพราะจากสนามบินไปในเมืองนี่ระยะทางค่อนข้างไกล และไม่มีรถโดยสารสาธารณะ การหาคนหารค่าแท็กซี่จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด ดังนั้น ในระหว่างรอคิวตม. จงหาคนคุยนะครับ
เราได้ค่าแท็กซี่ราคาเหมา 8,000 จั๊ต 3 คนก็คนละประมาณ 2,700 จั๊ต แท็กซี่ที่นี่แปลกตรงที่พวกนางส่วนใหญจะไม่เปิดแอร์กันเลยครับ ถ้าใครจะเปิดแอร์ต้องจ่ายเพิ่ม วันนั้นร้อนมากเราก็เลยจ่ายค่าแอร์รวมไปใน 8,000 ถ้าไม่เปิดแอร์นางคิดแค่ 7,000 แต่เอาน่า แอร์หน่อยละกัน (บาท เป็น จั๊ต คิดง่ายๆ เอา 30 หารเงินจั๊ต ก็จะได้เป็นบามแบบหยาบๆ ครับ)
เมื่อรถออกสู่ท้องถนน เราก็ว้าววววว บ้านเมืองสะอาดสะอ้านดีจัง ถนนเลนกว้างใหญ่ ต้นไม้ร่มรื่นมากๆ นั่นเป็นความประทับใจแรกที่เราเห็น และเราชอบมาก รถราก็คับคั่ง นี่มันกรุงเทพฯ ย่อมๆ เลยนี่นา ซักพัก แท็กซี่ก็เปิดเพลงไทยเอาใจซะงั้น แอร์เย็นๆ ฟังเพลงไทย พูดคุยกับคนขับรถเมียนมาร์ ดูวิวเมียนมาร์ เป็นโมเม้นท์แรกที่อบอุ่นใจจริงๆ 55555

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

ถอดบทเรียนฝึกภาคปฎิบัติ 2: แรงงานข้ามชาติ สิทธิที่ถูกขโมย ตัวตนที่จางหาย สู่ความท้าทายในงานสังคมสงเคราะห์

ถอดบทเรียนจากฝึกภาคปฏิบัติ 2 กับเรื่องชีวิตไร้พรมแดน
แต่เอามาแค่ส่วนที่อะลิตเติ้ลเขียนนะ ยังมีส่วนอื่นๆ ของเพื่อนอีก แต่เลือกเอาของเพื่อนที่เขียนในบทเดียวกันกับเรามา (ขอนุญาติมึงๆ ด้วยนะ) และขอขอบคุณทุกคน เสร็จแล้ว สวัสดี อยากอ่านหนังสือให้เยอะกว่านี้ อยากเขียนให้ถึง และเข้าใจมากกว่านี้ แต่แพ้ความลำใยตัวเอง นี่ก็แอบเสียใจอยู่

ภาพปกโดย ของขวัญ ณิชาภัทร

ขอคารวะแด่แววตาแห่งความหวัง
และจิตวิญญาณที่ไม่ยอมถูกกดทับ

ขอบพระคุณสำหรับบทเรียนอันล้ำค่า
ที่ทำให้เราลึกซึ้งในความหมายของคำว่า
เพื่อนมนุษย์

แด่ผู้ลี้ภัย แรงงานอพยพ
และทุกคนที่เดินผ่านเข้ามาตลอด
การฝึกภาคปฏิบัติ
 .............................................................................................

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เที่ยวเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมาร์ 1 วันสุดคุ้ม แค่ไม่กี่ก้าวจากแม่สอด

วันนี้เราได้มีโอกาสไปเยือนเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมาร์ เป็นการเที่ยวและลงชุมชนไปด้วยในตัว
คนที่พาเราไปครั้งนี้คือเจ้าถิ่นคนพม่าที่ทำงานที่มูลนิธิฝ่ายงานพัฒนาเยาวชน คือ พี่จูลี่ และพี่กีกี้
สำหรับการไปฝั่งเมียวดี นั้นบอกเลยว่าง่ายมากๆ แค่เพียงถือบัตรประชาชนใบเดียวยื่นที่
สำนักงานออกหนังสือผ่านแดน ก่อนถึงสะพานมิตรภาพไทย พม่า ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที ง๊าย ง่าย
แต่ก่อนอื่นเราอยากบอกว่า การเรียกเมียนมาร์ ว่า พม่า ในยุคนี้เป็นอะไรที่เชยมาก
เพราะเมียนมาร์มีความหลากหลายทางชาติพันธ์สูงมาก และบางแห่งก็ยังมีการสู้รบกันอยู่
พม่า เป็นแค่หนึ่งชาติพันธ์ในเมียนมาร์ ถ้าเราเรียกทุกคนเป็นพม่า หลายคนอาจบอกว่า
ไม่ช่ายยย ชั้นไม่ใช่พม่า ชั้นเป็นกะเหรี่ยง ชั้นเป็นมอญ ชั้นเป็นยะไข่ ดังนั้น
การตั้งชื่อประเทศใหม่จาก Burma เป็น Myanmar จึงเป็นการประนีประนอม
หาจุดร่วมให้คนได้ใช้ "Myanmar" เป็นชื่อกลางในการเรียกสมาชิกหรือคนในประเทศเขา
ดังนั้นจากนี้เราต้องใช้ "Myanmar" กันให้ชิน
ส่วนเมืองเมียวดีประเทศเมียนมาร์นี่ อยู่ในรัฐกะเหรี่ยงมีเมืองพะอานเป็นเมืองหลวง

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

ฝึกภาคปฏิบัติสังคมสงเคราะห์ 2 : ปฐมบทแห่งการเรียนรู้

ฮ๊ายยย หลังจากที่ใครหลายคนเรียกร้องอยากรู้เรื่องราวชีวิตการฝึกงานของอะลิตเติ้ล 
วันนี้ก็มาแล้วค่าาา เพราะที่บ้านเช่าไม่มีเนต จะอัพบล็อคทีต้องหาเวลาโอกาสดีๆ ซึ่งมีน้อยมาก

ฝึกที่ไหน?
องค์กรที่ดูแลเราหลักคือ Help Without Frontiers และมี Save the Children International เป็นผู้ร่วมสนับสนุนกระบวนการฝึกโดยมีพี่นักสังคมสงเคราะห์มาเป็นอาจารย์นิเทศน์งานให้ด้วย พื้นที่หลักก็เป็นอ.แม่สอด และเวียนไปอ.พบพระ โดยฝึกกับชุมชนคนข้ามชาติ ผู้ย้ายถิ่นจากพม่า

ประเด็นที่น่าสนใจในพื้นที่
- กระบวนการบริหารจัดการ ดูแลซึ่งกันและกันของชุมชนผู้ลี้ภัย และแรงงานพม่าในประเทศไทย
- กระบวนการทำงานให้การช่วยเหลือเด็ก "ต่างชาติ" และ "ไร้สัญชาติ" 
- กระบวนการทำงานคุ้มครองเด็ก และการใช้ชุมชนเป็นฐานกับเด็กกลุ่มนี้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานบางประการ

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558

ลาว: เพราะคิดถึงจึงกลับมาหา วังเวียง2



วังเวียงในช่วงนี้จะประดามีไปด้วย เกาหลี เกาหลี และเกาหลี ซึ่งเรามาครั้งที่แล้วก็ว่าเยอะแล้วนะ
แต่ครั้งนี้คือเกือบทั้งหมดเป็น เกาหลี แต่ส่วนใหญ่หน้าดี เลยให้อภัย


ภูเขา ขนาบข้างยังคงเป็นมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหลของวังเวียง


วันนี้เราได้มีโอกาสนั่งหน้าข้างพี่โชว์เฟอร์สุดหล่อ นางเป็นคนขี้อายนะ ไม่ค่อยพูด แต่อีนี่ก็ชวนคุยตลอด ตอดแรกนางเปิดเพลงแล้วก็เบาเสียงลง คงเพราะเกรงใจเรา แต่เพลงที่นางเปิดเราร้องคลอได้ นางก็เลยเพิ่มเสียง
คราวนี้ก็ร้องตามใหญ่เพราะเพลงที่นางเปิดคือ "สาวเลยยังรอค่ะ" กูนี่ก็ลมพ๊าดดดดด ตึง ๆๆๆๆ กันสนุก
นางก็คงได้ใจก็จัดเพลงแดนซ์ให้อย่างต่อเนื่อง จ๊ะ คันหูก็มา กระแตอาร์สยามก็มี 
ด้วยความสงสัยเราก็ถามว่า 
"พี่ๆ ลาวมีหมอลำไม๊"
"มีสิ"
"แล้วเวลามีหมอลำ มีคนไปเต้นหน้าฮ้านไม๊"
"ที่แถวนี้ไม่ค่อยมี ถ้าจะมีเยอะๆ ต้องปากเซ จำปาสัก"
ดูสิคุณแค่วัฒนธรรมการเต้นหน้าฮ้านของคน ในแต่ละที่ยังต่างกันเลย
แสดงว่าคนลาวใต้ต้องอัพแรงกว่าคนลาวภาคกลางแน่ๆ ต้องลองไปสักที





เมื่อไปถึงที่หมายไกด์ก็แจกน้ำคนละหนึ่งขวดตามระเบียบ เราทุกคนจะตื่นเต้นกับน้ำ "ดาว" มากๆ
"ด๊าว เอิ้น ด๊าว ก๊ะ ได๊" วลีที่ไม่พลาดในการพูด


การมาครั้งนี้แตกต่างกับการมาครั้งที่แล้วมาก เพราะครั้งที่แล้วเรามาหน้าฝน
น้ำจะเป็นสีน้ำตาล ไหลแรงระดับจรวด ระดับพัดสะพานขาด
แต่ครั้งนี้บรรยากาศต่างออกไป น้ำไม่ลึก และมีสีเขียว ใส น่าเล่นมาก ธารน้ำ โขดหิน และวิถีชีวิตของคนกับแม่น้ำชัดเจนขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว



ในระหว่างทางเดินที่เราจะไปดูถ้ำเราก็จะผ่านหมู่บ้าน 
เราจะเห็นบ้านที่ทำจากไม้ มีฝาเป็นไม้ไผ่สานที่เหมาะกับการเป็นฉากถ่ายรูปทำสวย
และคงเป็นสิ่งแปลกตาสำหรับคนเมืองหลายๆ คน

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

ลาว: เพราะคิดถึงจึงกลับมาหา วังเวียง1

ลาวครั้งที่ 2 มาอีกครั้งเพราะคิดถึง คิดถึงสถานที่ คิดถึงเรื่องราว คิดถึงคน และคิดถึงตัวเองเมื่อได้ออกเดินทาง
แต่ลาวครั้งนี้ไม่ได้มาคนเดียวเฉกเช่นครั้งก่อน ครั้งนี้เราพาเพื่อนมาด้วย
เพื่อนมัธยมของเราที่นานมากแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน แต่ลาวจะทำให้เราเจอกัน
ครั้งนี้จะไม่รีวิวละเอียดเหมือนครั้งที่แล้ว แค่อยากบอกว่า เราไปทำอะไรไปเจออะไรมาบ้าง
และนี่คือเรื่องราวระหว่างการเดินทางของเรา


มิ้งค์ ตี๋น้อยเด็กเกษตร จบ 3 ปีครึ่ง คณะมนุษย์ เอกปรัชญาและศาสนา ปัจจุบันมีงานมีการทำ
ในขณะที่เพื่อนๆ ยังเรียนกันเหมือนหมา ครั้งล่าสุดที่เจอกันน่าจะประมาณสองปีที่แล้ว 
หลายวันมานี้มันยังไม่ได้หยุดพักเลยจากการเดินทาง กระบี่ สุราษฎร์ และกำลังจะไปลาว


เจน สาววิดยา โฟโต้ จุฬาฯ เพื่อนที่อยู่เคียงข้างกับเรามาตลอด 
ตอนม.ปลายติดกันแจ ไม่รู้มาสนิทกันตอนไหนแต่อยู่กับมันทีไรจะรู้สึกสบาย
อยากบอกว่าผ่านฟิสิก เคมี ชีวะ คณิต มาได้ตอนม.ปลายก็เพราะมัน
หลังจากจบมัธยม นานๆ ได้เจอกันครั้ง มีครั้งหนึ่งบังเอิญเจอกันเพราะคงคิดถึงมันมากเกินไป


และคนสุดท้าย นิว เพื่อนในภาคโฟโต้ของเจน
สาวขอนแก่นที่พูดภาษาอีสานบ้านเกิดไม่ได้ จนเป็นปมเล็กๆ ในใจ

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...