วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์1: 2 วันแรก ณ ย่างกุ้ง (แค่เปลี่ยนสถานที่ทำรายงานฝึกTT)

ทริปเมียนมาร์ครั้งนี้้เกิดขึ้นเพราะช่วงนั้นแอร์เอเชียร์นางมีโปร ด้วยส่วนตัวที่วาดฝันอยากมาเยือนประเทศนี้ไว้นานมาก ก็เลยจัดเลย จองไว้นานมากเกือบครึ่งปี และวันนี้ก็ได้มาหานางสมดังใจหมาย อยากบอกว่าตื่นเต้นมาก เพราะก่อนมาก็ได้ไปฝึกงานที่แม่สอด ทำงานกับพี่น้องแรงงานข้ามชาติ และผู้ลี้ภัยจากเมียนมาร์ล้วนๆ นี่ก็เลยอินมาก ตอนนั้นก็ได้มีโอกาสไปเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยงที่อยู่ตรงข้ามกับแม่สอดมาแล้วเราก็เห็นว่าประเทศนี้มันมีเส่ห์บางอย่างที่ร้องเรียกเราให้มาทำความรู้จัก และหาคำตอบกับคำถามที่มีเยอะแยะมากมายในหัวตลอดระยะเวลาฝึกงาน เมียนมาร์ครั้งนี้เลยรู้สึกมีพาชชั่น และตื่นเต้นกว่าตอนกดตั๋วจองซะอีก

สำหรับการเตรียมตัวก่อนไปครั้งนี้ ถือว่าทำการบ้านน้อยมากเรามีหนังสือแค่สองเล่ม เล่มแรกเป็นหนังสือแนะนำท่องเที่ยว อีกเล่มเป็นหนังสือเกี่ยวกับประโยค คำศัพท์ภาษาพม่าพื้นฐาน พร้อมทั้งข้อมูลต่างๆ หนังสือสองเล่มนี้ช่วยเราได้มาก นอกนั้นก็อาศัยการถามพนักงานที่พัก คนท้องถิ่น และเพื่อนนักเดินทางที่เจอ

รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการเดินทาง ใครจะไปแนะนำหาหนังสือสักเล่มพกติดตัวไปจะเป็นประโยชน์และอุ่นใจ ช่วยได้หลายอย่างเลยครับ

ขอบคุณพี่บาสผู้เขียนเที่ยวพม่าซ่าอย่างอินดี้ที่ช่วยกอล์ฟได้มากในเรื่องวางแผนท่องเที่ยวแบบรายนาทีของตัวเอง 555 และศูนย์ภาษาอีซี่เบอร์มีสกับ Survivor พม่า เล่มนี้มีประโยชน์มากตั้งแต่ฝึกงานแล้ว กราบ!


นั่งเครื่องมาสักประมาณชั่วโมงเราก็มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้ง นางเป็นสนามบินเล็กๆ น่ารัก สะดวกสบายเชียวแหละ มาถึงเราก็เดินไปต่อแถวที่ตรวจคนเข้าเมือง อยากบอกทุกคนว่า ตม.ที่นี่มีช่องค่อนข้างน้อย ดังนั้นใครไม่อยากต่อคิวนานก็รีบออกจากเครื่อง รีบเดินไปต่อคิวตม.เลยก็ดีนะ เพราะคิวตม.วันนั้นต่อกันนานมาก ในระหว่างต่อคิวทำอะไรไม่ได้เลย น้องจากยืนสลับขาเล่นไปมา ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือหาเพื่อนคุย พอดีข้างหลังเราเป็นพี่ผู้หญิงผู้ชายคนไทยสองคนที่เขาเป็นแฟนกัน เราก็เริ่มชวนคุยทักทายปกติ "มาเที่ยวกันเหรอครับ" ประโยคง่ายๆ ที่เริ่มสนทนา และทำให้เรารู้ว่าพี่เขามาเที่ยว 1 วัน และกำลังจะเข้าเมืองเหมือนกัน ดังนั้นเราก็เลยขออนุญาตไปแท็กซี่คันเดียวกับพี่เขาเพื่อที่จะได้หารค่าแท็กซี่กัน เพราะจากสนามบินไปในเมืองนี่ระยะทางค่อนข้างไกล และไม่มีรถโดยสารสาธารณะ การหาคนหารค่าแท็กซี่จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด ดังนั้น ในระหว่างรอคิวตม. จงหาคนคุยนะครับ
เราได้ค่าแท็กซี่ราคาเหมา 8,000 จั๊ต 3 คนก็คนละประมาณ 2,700 จั๊ต แท็กซี่ที่นี่แปลกตรงที่พวกนางส่วนใหญจะไม่เปิดแอร์กันเลยครับ ถ้าใครจะเปิดแอร์ต้องจ่ายเพิ่ม วันนั้นร้อนมากเราก็เลยจ่ายค่าแอร์รวมไปใน 8,000 ถ้าไม่เปิดแอร์นางคิดแค่ 7,000 แต่เอาน่า แอร์หน่อยละกัน (บาท เป็น จั๊ต คิดง่ายๆ เอา 30 หารเงินจั๊ต ก็จะได้เป็นบามแบบหยาบๆ ครับ)
เมื่อรถออกสู่ท้องถนน เราก็ว้าววววว บ้านเมืองสะอาดสะอ้านดีจัง ถนนเลนกว้างใหญ่ ต้นไม้ร่มรื่นมากๆ นั่นเป็นความประทับใจแรกที่เราเห็น และเราชอบมาก รถราก็คับคั่ง นี่มันกรุงเทพฯ ย่อมๆ เลยนี่นา ซักพัก แท็กซี่ก็เปิดเพลงไทยเอาใจซะงั้น แอร์เย็นๆ ฟังเพลงไทย พูดคุยกับคนขับรถเมียนมาร์ ดูวิวเมียนมาร์ เป็นโมเม้นท์แรกที่อบอุ่นใจจริงๆ 55555


สภาพท้องถนน และรถยนตร์ที่คับคั่งภายในกรุงย่างกุ้ง
สถานที่ปลายทางในการลงแท็กซี่คือ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง  1 ใน 5 มหาบูชาสภานของประเทศเมียนมาร์ ถือว่าเป็นแลนมาร์คสำคัญของกรุงย่างกุ้งแห่งนี้ เรามาถึงก็สวัสดีของคุณพี่คนไทยทั้งสองและแยกกัน ณ ที่ตรงนี้ เราจัดแจงนุ่งโสร่ง และขึ้นไปยังเจดีชเวดากอง ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เราต้องขึ้นบันไดไป ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องจ่ายค่าผ่านประตูด้วย แต่เรานุ่งโสร่งและมีเหง้าหน้าคล้ายคนท้องถิ่นเลยผ่านด่านจ่ายเงินไปอย่างง่ายดาย แม้จะมีกระเป๋าแบ็กแพ็คใบโตอยู่บนหลัง และนักท่องเที่ยวจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมกล้องถ่ายรูปด้วย แต่เราก็ยังไม่เอากล้องถ่ายรูปออกมา เอาออกมาอีกทีก็ตอนขึ้นไปถึงข้างบนก็เลยรอfไปอีกตามเดิม พอขึ้นไปถึงก็ต้องตะลึงกับความสวยงามของมหาบูชาสถานแห่งนี้ เจ้าพระคุณรุนช่อง มันใหญ่โต โออ่ามากจริงๆ และทุกอานาบริเวณวัด จะมีแต่สีทอง ทอง และทอง และคุณคะ ที่เห็นสีทองขององค์เจดีย์นั้น อยากบอกว่านางคือทองจริงทั้งหมดค่ะ เพราะชาวเมียนมาร์นี่เขาเอาจริงเอาจังเรื่องทำบุญกันมากๆ


ภายในมหาเจดีย์ชเวดากองจะมีพื้นที่บริเวณกว้างมาก เดินดูกันเพลิน เพราะมีแต่ของสวยๆ งามๆ  แต่สำหรับเราแล้วสถาปัตยกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราต้องร้องว้าว แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เรารู้จักคนเมียนมาร์มากขึ้นคือ ภาพความศรัทธา ของชาวเมียนมาร์ที่มีต่อพระพุทธศาสนา ที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของมหาเจดีย์แห่งนี้



เพราะจากการเดินสำรวจดูแล้ว ทุกซอกทุกมุมของมหาเจดีย์จะมีประชาชนทุกเพศ ทุกวัย รวมทั้งพระ จะนั่งสมาธิ สวดมนต์ กันอย่างเอาจริงเอาจรัง ในทุกๆ ที่










เนื่องด้วยวันนั้นเป็นวันที่ร้อนระอุ และพื้นของบริเวณมหาเจดีย์ที่ปูด้วยพื้นกระเบื้องที่มีคุณสมบัติดูดความร้อนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ บวกกับกระเป๋าแบ๊กแพ๊คใบโตที่อยู่บนหลัง เราเลยไม่สามารถจะนั่งซึมซับที่นี่ได้นาน เราเลยตัดสินใจเดินไปหาที่พัก ซึ่งเราไม่ได้จองอะไรมาเลย มาตายเอาดาบหน้าล้่วนๆ เราแค่มองหาโฮสเทลใน www.hostelworld.com อย่างที่เคยทำ หาโฮสเทลที่ราคาถูกๆ และทำเลดีๆ และแคปหน้าจอมือถือดูว่ามันไปยังไง แล้วก็ตัดสินใจเดินไปหามันเรื่อยๆ


ในตอนเราลงจากเจดีย์เราเห็นภาพนี้ เป็นภาพที่น่ารักมาก เพราะคุณลุงคนที่เห็นแกกลัวบันไดเลื่อน แกลงไปเป็น แกแหย่เท้าหลายครั้งแล้วก็ชักกลับ พี่คนนี้มาเห็นเลยจูงลงเดินลงไปพร้อมกับแก เป็นภาพที่น่ารักมากๆ


สิงห์สัตว์ที่เป็นตราแผ่นดินของประเทศเมียนมาร์ เราจะเห็นได้ในทุกๆ วัดที่เราไป
เราเลือกที่จะเดินไปที่ Chinatown เพราะมี Hostel 2 แห่งที่อยู่บริเวณเดียวกัน เราก็ถามคนแถวนั้นเอาว่าเดินไปทางไหน ประกอบกับแผนที่ในหนังสือที่เตรียมมา แล้วก็เดินไปอย่างงงๆ


ในระหว่างทางเดินเราก็ได้ชื่นชมบรรยากาศสองข้างทางของเมียนมาร์ ซึ่งร่มรื่นมากๆ มีต้นไม้ตลอดสองข้างทาง แต่รถที่นี่ บีบแตรกันมันส์มาก จะเดินจะข้ามถนนทีแม่งรู้สึกผิดตลอด ว่ามันบีบบแตรใส่กูไม๊ว่ะ กูทำไรผิดไม๊ว่ะ และคนขับรถที่นี่นะจ๊ะบอกเลย ว่านางจะไม่มีวันชะลอหรือหยุดให้คนข้ามถนนในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ริจะข้ามถนนที่นี่ ต้องเตรียมใจ และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ จะมาพิทักษ์สิทธิ์คนข้ามไรอย่างนี้ มีหวังตายเปล่า 5555 กูนี่ตอนแรกก็เดินทำสวยเวลาข้าม แต่มึงคะ วิ่งไม่ทันเลยค่า นางไม่ไว้ชีวิตกันเลยจริงๆ 


บริเวณทางเดินไป Chinatown จากชเวดากอง มีสวนสาธารณะหลายแห่ง ใหญ่โต โอ่อ่า เราก็ได้เข้าไปนั่งพักหายเหนื่อย ร่มรื่นดีจริงๆ



เราเดินมาเรื่อยๆ เป็นระยะทางหลายกิโล ถามว่าเหนื่อยไม๊ เหนื่อย! แต่คือเวลาเดินในที่ใหม่ๆ เราก็จะมีแรงเดินไง มันได้ดูโน่นดูนี่ ทุกสิ่งใหม่ไปหมดในสายตาเรา มันมีกำลังใจเดิน เดินไปก็หิว เลยแวะกินอาหารข้างทาง อร่อยเหาะในราคา 40 บาท เออ บอกก่อนว่ากินอาหารเมียนมาร์นี่จะคอแห้งหน่อยนะเพราะนางรักที่จะใส่ผงชูรสกันเอามากๆ 


เดินมาซักพักเราก็ผ่านโบสภ๋คริสต์หลังหนึ่งสวยงามมาก เราก็เลยเดินเข้าไปเยี่ยมชมซักหน่อย ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะชื่อ Holy Trinity Cathedral แหละม้าง อยู่ข้างกับตลาดสก็อต จากการสอบถามคนเฝ้าโบสภ์ก็ได้ความมาว่า ในกรุงย่างกุ้งจะมีโบสภ์คริสต์อยู่หลายแห่ง และเกือบทุกแห่งจะเป็นมรดกจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษเมื่อครั้งพวกนางยึดเมียนมาร์เป็นเมืองขึ้น นางก็เผยแพร่ศาสนาและสร้างโบสภ์ใหญ่โตโออ่าไว้ด้วย


พี่มาร์คบอกว่าในวันอาทิตย์คนจะมาที่นี่เต็มไปหมด ที่นั่งเต็มเอี๊ยดทุกที่






เราใช้เวลาที่นี่เกือบสองชั่วโมง ด้วยการนั่งคุยกับพี่มาร์ค (ชายคนที่สองนับจากซ้าย) คนเฝ้าโบสภ์ที่ทำให้เรารู้ว่า พี่เขามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็กๆ เติบโตขึ้นมาในโบสภ์ ได้เรียนหนังสือ ได้ทำงานก็เพราะโบสภ์ ปัจจุบันเราถามว่าตอนนี้เขาทำงานอะไร เขาบอกว่าเขาเป็น Security guard ของที่นี่อย่างภูมิใจ เรานุ่งคุยเรื่องราวต่างๆ ทำให้เรารู้ว่าตอนนี้พี่ชายของพี่มาร์คได้ไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และนานๆ จะกลับบ้านที เรานั่งคุยกันใต้ร่มไม้และขอนอนงีบบนเปลก่อนที่จะขอตัวไปหาที่พักต่อ เราถ่ายรูป และแลกอีเมล์เพื่อติดต่อกัน และกล่าวอำลา ยินดีที่ได้รู้จักพี่ๆ นะครับ


เรามุ่งหน้าเดินไปที่ถนน 13 ตามคำบอกของพี่มาร์คเราเดินผ่านสะพานลอยและเราเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งปรึกษาและซื้ออะไรบางอย่างอยู่เราเลยสงสัยและชะโงกหน้าไปดู เมื่อพ่อค้าเห็นเราก็ยิ้มให้ ชวนเรานั่ง และชวนคุยด้วยภาษาอังกฤษที่พอฟังรู้เรื่อง ทำให้เรารู้ว่าแกชื่ออะโกปะเก (อะโก = พี่ชายในภาษาพม่า) แกบอกว่าแกรับรักษาสิว สะกิดไฝ แกมีมีดเล็กๆ มีเปลือกหอย มีสมุนไพรผสมเป็นยา แกมีลูกทั้งหมด 7 คน ที่เห็นอยู่สามคนนี้กำลังเรียนหนังสือกันอยู่ นอกนั้นเรียนจบหมดแล้ว ช่วงนี้ปิดเทอมก็เลยมาช่วยพ่ออยู่ที่ร้านเราถามแกว่าทำไมอะโกถึงพูดภาษาอังกฤษเก่งจัง แกบอกเราว่า
 "ผมก็ฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง ซื้อหนังสือมาอ่าน มาท่อง
นี่ๆ หนังสือที่ผมซื้อมา ส่วนใหญ่ก็เป็นประโยคในชีวิตประจำวัน
แล้วผมก็ฝึกด้วยการชวนฝรั่งคุยแบบนี้แหละ
นี่ๆ ผมมีเขียนบางประโยคไว้บนกำแพงด้วยนะ
You are so mean to make me cry.

I will always love you."
เราหัวเราะด้วยความตลกเพราะนอกจากแกจะอ่านประโยคพวกนั้นแล้ว แกยังทำท่าทาง เอามือจับอก แสดงแอกติ้งประกอบด้วย การเจออะโกครั้งนี้ และการที่แกยกหนังสือภาษาอังกฤษที่แกซื้อมาฝึกฝนเองนั้น โตครบันดาลใจเราในการพัฒนาตัวเองเลย นั่งคุยกันซักพักเราก็ขอตัวเดินต่ออะโกแกตกใจพูดว่า
 "เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งไป ผมให้ลูกชายไปซื้อน้ำมาให้คุณ
เห็นว่าน้ำหมดแล้ว กินน้ำก่อนแล้วค่อยไปนะ"
เราหยิบน้ำโค้กจากน้องผู้ชายคนโต มากินพร้อมกับสายตาขอบคุณ เราคุยกันประมาณครึ่งชั่วโมง แต่หัวใจเรามันมีความสุขมาก เรากอดลาพ่อลูกทั้งสี่คน และกล่าวขอบคุณกับมิตรภาทพี่ทุกคนกรุณาหยิบยื่นให้และเดินออกไปหาที่พักต่อ

อะโกปะเก และลูกๆ :วุฒิศักดิ์แห่งย่างกุ้ง

บ้านเมืองของย่างกุ้งจะมีผังเมืองแบบบล็อคๆ เหมือนยุโรปเลยแหละ การเดินเหินก็เลยง่าย เพราะเราจะรู้ว่าเราเลยซอยที่เราจะไปแล้วยัง สภาพบ้านเรือนที่นี่ก็จะเก่าแก่ สมกับเป็นเมืองหลวงเก่า คนจะอยู่อาศัยตามบ้านเรือนที่เป็นตึกสูง เป็นแฟลต เป็นห้องแบบนี้ แต่ละห้องก็จะมีบันไดสูงลิ่วขึ้นไปข้างบน



ตลอดสองข้างจะมีแม่ค้าแม่ขาย ขายของเต็มไปหมดตลอดสองข้างทางทั้งดอกไม้ ผลไม้ เต้มมมมม


คุณลุงสองคนกำลังเล่นเกมส์อะไรสักอย่างกันอย่างเมามันส์


แตงโมเมียนมาร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความใหญ่ และหวาน มาแล้วต้องลองสักชิ้น


เราอยู่ที่ย่างกุ้งสองวัน บอกตามตรงไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนหรอกเพราะเพิ่งฝึกงานเสร็จแล้วก็ต้องทำรายงานฝึก และถอดบทเรียน มาย่างกุ้งสองวันสิ่งที่ทำมากที่สุดก็คืออยู่ที่ hostel นั่งปั่นงาน ออกมาเที่ยวทีก็ตอนกินข้าว และก็ตอนเครียด รูปที่ออกมาเลยเป็นรูปถนนหนทาง ผู้คนที่เราเดินผ่าน
เอ้อ สรุปเราได้ที่พักที่ Agga youth hostel เป็นห้อง Mix Dorm อยู่ที่ 13st street chinatown middle block ราคาคืนละ 10 ดอลล่าร์ ( การใช้จ่ายเรื่องการท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะคิดเงินดอลลาร์ การมาจึงควรแลกเงินดอลลาร์แบงค์เล็กๆ มาจ่ายด้วย แล้วแลกแบงค์ใหญ่มาแลกเป็นเงินจั๊ตเอาเพราะได้ราคาดีกว่า และแบงค์นี่คือต้องใหม่กริ๊บ ห้ามมีรอยอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ของเรามีรอยปากกาจุดนิดหนึ่งนางไม่รับแลกค่ะ น่ากลัวมาก ดังนั้นเวลาแลกเงินดอลลาร์มาบอกคนแลกว่า แลกมาใช้ที่เมียนมาร์ แล้วก็ตรวจดูความเรียบร้อยของเงินอีกทีด้วยนะ ไม่งั้นเอามาแล้วแลกไม่ได้นี่ซวย) ที่นี่มีอาหารเช้าฟรี มีไวไฟ และพนักงานเป็นกันเองน่ารักมากๆ โดยเฉพาะพนักงานชายนางหล่อกันมาก
ถามว่าราคานี้เป็นไงบ้างโอเคไม๊ เมื่อคิดราคาเราก็ว่าแพงนะ เพราะด้วยคุณภาพนี้ ราคานี้ถ้าพักที่ประเทศอื่นมันดีกว่านี้ แต่ด้วยที่เมียนมาร์ไง คือนางเพิ่งเปิดประเทศแล้วไม่ได้เตรียมพร้อมเรื่องการรองรับการท่องเที่ยว ที่พักที่เมียนมาร์จึงแพงมากเพราะมีช้อยจำกัด แค่นี้ก็โอเคแล้ว นี่ดีกว่าที่เราคิดไว้มาก เพราะในรีวิวหลายๆ ที่หรือในหนังสือเองนี่ไปพักแต่ละที่นี่แพงจนน่ากลัว ใครงบน้อย  Hostel หรือ Guesthouse คือคำตอบจริงๆ

เด็กน้อยจากร้านขายของใกล้ ที่พัก

เราว่าข้อดีของการพักแถว China town คือของกินค่ะ เต้มมม ไปหมด คือเดินผ่านร้านนี้แล้วก็เจอร้านใหม่อยู่เรื่อยๆ อ่ะ



Junction Center ห้างสรรพสินค้าทันสมัยกลาง China town ใครเดินเหนื่อยๆ อยากตากแอร์เย็นๆ หรือหาซื้อของต่างๆ สามารถมาได้ มีค่อนข้างครบครัน ข้างบนมีร้านอาหารไทยด้วย



รถเมล์เมียนมาร์นี่บอกเลยว่า Fast & Furious ไม่แพ้สาย 8 ประเทศไทย จุดพีคอยู่ที่กระเป๋ารถเมล์ที่จะพูดแนะนำสายรถได้อย่างมืออาชีพด้วยเสียงดังจนกูตกใจ ดูเพลินดี 555





บริเวณ China town นะคงมีแลนมาร์คเป็นศาลอันนี้อันเดียวนี่แหละที่ให้เราได้ความรู้สึกว่า เอ้อ มันจีนนะ เพราะนอกนั้นมันก็ไม่มีอะไรเลย ค่อนข้างจะต่างจาก เยาวราชบ้านเรา


บรรยากาศกลางคืนของ China town นี่คึกคักมาก พ่อค้าแม่ขายตั้งร้านรวงตลอดแนวยาว โดยซอยที่ไม่ควรพลาดคือ ซ. 19 ที่จะมีร้านอาหารเยอะแยะมากมายตั้งอยู่มีบาร์ให้นั่งด้วย คนยั้วเยี้ยทั้งคนท้องถิ่นและต่างชาติ เราว่าเป็นถนนที่ควรเดินเข้ามา


และร้านที่นิยมที่สุดคงเป็นร้านขายลูกชิ้นทอด หรืออาหารเสียบไม้พวกนี้แหละที่เราเห็นคนนั่งกินกันเต้มมม


ร้านแบบนี้ถูกใช้เป็นสถานที่เลี้ยงสังสรรค์ของคนท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะมากันเป็นแก็งค์เพื่อนกลุ่มใหญ่ๆ กินเหล้า กินเบียร์ แกล้มอาหารคงอร่อยน่าดู เดินผ่านแต่ละโต๊ะนี่เม้ากันถึงมาก นี่อยากลงไปร่วมเม้าด้วย


 
สามล้อแบบนี้เราจะเห็นได้ทั่วเมือง ตกลงราคาและระยะทางกันเอง เราไม่เคยนั่ง เพราะส่วนใหญ่อาศัยเดินเอา งบน้อย จน




การเดินที่นี่เราจะรู้สึกว่ามันไม่สว่างเท่าเดินที่ไทย เพราะเมียนมาร์ประสบปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้า ถนนหนทางจึงอาจจะมืดกว่าเมืองไทย และไฟดับก็เป็นปัญหาหลักของประเทศนี้ แม้แต่ในกรุงย่างกุ้งเอง ที่มีปัญหาไฟดับๆ ติดๆ อยู่บ้าง ตลาดกลางคืนตามซอกซอยเลยต้องขายของใต้แสงเทียน โรแมนติกไปอีกแบบ



City Hall


Independence Monument ในเวลากลางคืน ถ้าเดาคงสร้างหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ



ร้านข้าวตามข้างทางจะได้รับความนิยมอย่างมาก ที่ร้านจะมีแกงใส่ถาดหลุมเหมือนของไทย จะมีแกงหลายๆ อย่างตั้งไว้ให้เลือก แต่จากการลิ้มรสคือมันรสเดียวกัน แค่เปลี่ยนวัตถุดิบ และเนื้อสัวต์ที่ใส่ แล้วการเสริฟนางก็จะตักใส่ถ้วยให้ แล้วก็มีข้าว แล้วก็มีเครื่องเคียงเป็นผัก และก็น้ำพริกต่างๆ น้ำปราร้า ยำกระเจี๊ยบ ปาราชอง (ปลาตัวเล็กๆ ผักกับพริกน้ำมันปรุงรสนิดหน่อยอร่อยดี) น้ำซุป แล้วแต่ว่าร้านไหนเปเยอะเปน้อย แต่ส่วนใหญ่เครื่องเคียงจะเยอะมาก


Sule Pagoda อีกหนึ่งแลนมาร์คที่สำคัญของกรุงย่างกุ้ง เป็นเจดีย์ที่คนนิยมมาไหว้ขอพร และทำหน้าที่เป็นวงเวียนไปในตัว 

 ในอาณาบริเวณเจดีย์ซูเล จะแวดล้อมไปด้วย City Hall และ Independence Monument กลางคืนของย่างกุ้งก็มีมนต์เสน่ห์ไปอีกแบบนะ ใครว่างๆ มาเดินเล่นได้ มืดๆ มัวๆ มีไฟสว่างเป็นช่วงๆ และมีคนเดินขวักไว่บริเวณตลาด


และคืนนี้เราก็เดินจนเหนื่อยขากลับเลยตัดสินใจนั่งรถเมล์ สนุกไปอีกแบบได้ฟีลคนท้องถิ่น ราคาไม่แพง 200 - 300 จั๊ต


ช่วงแอบเม้าท์เมียนมาร์

นี่ถามจริงรู้กันใช่ไม๊ว่าเมืองหลวงของเมียนมาร์คือ กรุงเนปิดอร์ ไม่ใช่ย่างกุ้ง 5555 เพราะมีหลายคนยังงงๆ อยู่ว่าเอ้...อันไหนกันแน่ คืออย่างนี้ค่ะ เมียนมาร์นี่ถือได้ว่าเป็นประเทศที่เปลี่ยนเมืองหลวงบ่อยมาก ในสมัยก่อนนี่เปลี่ยนราชวงศ์ทีเปลี่ยนเมืองหลวงที คือไปเมืองไหนก็มีแต่วัง แล้วย่างกุ้งเนี่ยเป็นเมืองหลวงที่อังกฤษสถาปนาไว้ แล้วทีนี้ ผู้นำทหารพม่าเนี่ยเชื่อหมอดูมาก หมอดูจึงมีอิทธิพลต่อประเทศนี้อย่างมาก ว่ากันว่าหมอดูนี่เป็นแหล่งข่าวชั้นเยี่ยมของคณะฑูตประเทศต่างๆ เกี่ยวกับการหาข่าวเหตุการณ์ล่วงหน้าของเมียนมาร์เลยว่างั้น หมอดูดังๆ ที่เรารู้จักคงไม้พ้น หมอดูอีที แต่เมียนมาร์นี่ยังมีหมอดูอีกหลายคนสันทัดดูดวงกันคนละแบบ แล้วทีนี้มีหมอดูทำนายว่ากรุงย่างกุ้งนี่หมดอายุขัยแล้ว อาจถูกโจมตีทางน้ำจากศัตรูเสียหาย จึงเห็นควรให้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ตอนกลางของประเทศ เมียนมาร์จึงต้องย้ายเมืองหลวงใหม่ และพลเอกอาวุโสตานฉ่วย ที่เชื่อว่าเป็นกษัตริย์กลับชาติมาเกิดจึงต้องสร้างเมืองหลวงใหม่เสริมบารมีผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของตัวเอง เหมือนกษัตริย์ในอดีตที่มีเมืองหลวงเป็นของตัวเองเช่นกษัตริย์ที่สร้างพุกาม และมัณฑะเลย์  เพื่อต่ออายุขัยและสร้างความเจริญให้แก่ผู้นำ ด้วยเหตุนี้เมียนมาร์จึงประกาศย้ายเมืองหลวงอย่างกะทันหัน เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 สร้างถนนใหญ่โต 20 เลนส์ มีที่พักโรงแรม กองบัญชาการทหาร สร้างเจดีย์ใหญ่โตกอปปี้เพสทั้งดุ้นจากเจดีย์ชเวดากอง และบังคับข้าราชการ ทหารต่างๆ ให้ย้ายไปเมืองเนปิดอร์ แต่ทุกวันนี้เนปิดอร์เหมือนเมืองร้าง เพราะไม่มีใครย้ายตามไป เมืองหลักทางการค้าขาย วัฒนธรรม เศรษฐกิจจึงยังคงเป็นย่างกุ้งอยู่นั่นเอง 
ว่ากันว่าเหตุผลที่เลือกเนปิดอร์ เพราะเป็นทำเลที่ดีทางด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคง เพราะบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งกองกำลังของเมียนมาร์ในสมัยนายพล ออง ซาน (พ่อของอองซานซูจี) ที่ใช้สู้รบกับญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งเคยเป็นศูนย์บัญชาการที่สำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์ที่สู้รบกับรัฐบาลทหารเมียนมาร์ และตรงนี้เองทำเลดีมากมีเทือกเขาล้อมรอบ และอยู่ตรงกึ่งกลางประเทศซึ่งสะดวกต่อการตั้งรับข้าศึกทุกทิศ ซึ่งหากถามว่าทำไมต้องระแวงขนาดน้านนน เพราะรัฐบาลทหารเมียนมาร์นางมีศัตรูเยอะค่ะ เพราะนางกดขี่ข่งเหงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ขูดรีดขูดเนื้อชาวบ้านจนน่ากลัว แรงงานข้ามชาติเอย ผู้ลี้ภัยเอย คนอพยพจากเมียนมาร์เอยที่เราเห็นในไทย ข้ามฝั่งมาเพราะด้วยเหตุผลแห่งความแร้นแค้น อัดอั้น และโดนขืนใจอย่างโหดร้ายจากรัฐบาลทหาร ทั้งการเก็บภาษี การเกณฑ์คนไปเป็นทหาร การเกณฑ์คนไปเป็นลูกหาบ การขูดรีดสมบัติของประชาชน ยึดนู่น ยึดนี่ บังคับไปเป็นแรงงานในรูปแบบต่างๆ และการฆ่าให้ตายแบบไม่แยแส ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จำเป็นต้องลุกขึ้นต่อสู้ ถ้าแพ้ก็หนี และรอที่จะกลับไปใหม่เมื่อเมียนมาร์เป็นประชาธิปไตย นางเลยต้องหวาดระแวงเป็นธรรมดา

ขอขอบคุณข้อมูลประกอบการเม้าท์โดยหนังสือ
  • เข้าใจพม่าผ่านประสบการณ์ของปกศักดิ์ นิลอุบลอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง
  • มุ่งหาแสงตะวัน

ส่วนพรุ่งนี้เราจะไป หงสาวดี ตั้งแต่เช้า ในหนังสือบอกว่าไม่ไกลจากย่างกุ้ง ไปรถไฟได้ นี่ก็อยากนั่งรถไฟไปมากแต่ไม่รู้เวลาเลยว่าเที่ยวแรกกี่โมง เลยวางแผนว่าพรุ่งนี้จะออกจากที่พักตั้งแต่เช้า แล้วก็เดินไปสถานีรถไฟ เพื่อจะไปหงสาวดี รายงานฝึกส่งแล้ว ถอดบทเรียนส่งแล้ว คราวนี้ก็ได้ท่องเที่ยวอย่างหมดห่วงสักที ลุ้ย!

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...