วันนี้ตื่นเช้าดังใจปรารถนา ตื่นมาก็มุ่งหน้าเดินไปยังสถานีรถไฟย่างกุ้งเพื่อที่จะไปดูตั๋วรถเพื่อจะไป "หงสาวดี" นามนี้คนไทยคงรู้จักกันดีว่าเป็นอริที่สำคัญในสมัยอยุธยา แต่ชื่อทางการที่คนเมียนมาร์รู้จักกันนั้นจะเรียกว่า Bago (บาโก) ห่างจากย่างกุ้ง 80 กม. เป็นทางผ่านไปพระธาตุอินแขวน คนส่วนใหญ่เลยนิยมแวะที่นี่ก่อนไปพระธาตุอินทร์แขวน และที่นี่เองก็เคยเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรตองอู คู่รักคู่แค้นของพี่ไทยเรา วันนี้ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเมียนมาร์ หงสาวดี เลยเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญที่เราพลาดไม่ได้เด็ดขาด
บรรยากาศในตอนเช้าระหว่างเดินเราก็ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวเมียนมาร์ในช่วงเช้าที่มีตั้งแต่ให้อาหารนก จับจ่ายซื้อของ ตักบาตร กินน้ำชา ตามเรื่องตามราว พ่อค้าแม่ขายก็ตั้งร้านรวงกันริมถนนกันมากหน้าหลายตา ตั้งแต่ของกิน ยันหนังสือพิมพ์มีให้เลือกจับจ่ายในตอนเช้า
โดยเฉพาะธุรกิจการให้อาหารนกนี่คงเป็นสิ่งที่ป็อบปูมากๆ เพราะเราจะเห็นแม่ค้าขายอาหารนกอยู่ทั่วไปในย่างกุ้ง และนกพิราบก็เยอะเหลือเกิน ตามเสาไฟฟ้านี่เต้มมมมมม
คนเมียนมาร์เขาก็กินปาท่องโก๋กันนะ แต่ของที่นี่อันๆ ใหญ่เท่าหัวแมว กินอันเดียวแกล้มน้ำชาก็อิ่มและ
| อาคารสูงในกรุงย่างกุ้ง ที่ผังเมืองจะออกแบบเป็นบล็อคๆ |
| เพื่อนเราจากร้านข้าวหน้าไก่ โบกมืออำลา |
ในระหว่างเดินชื่นชมบรรยากาศอยู่นั้น เราปรายตาไปเห็นยายหลานคู่หนึ่งกำลังนั่งเล่นกันอยู่ คือมันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ส่งถึงกัน เรามีความรู้สึกว่ายายเขาคือคนไทย เราเลยเดินไปจ้องไป ยายแกก็คงสังเกตเห็น เราเดินผ่าน พร้อมกับได้ยินเสียงแกคุยกับหลาน "ลุกขึ้นเร็ว" เฮ้ย! ใช่จริงๆ ด้วย เราเดินหันหลังกลับและกลับมาหายายพร้อมถาม "ยายเป็นคนไทยป่ะครับ" และนั่นจึงเป็นที่มาของการพูดคุยกันระหว่างยายสร้อย น้องจีนๆ และเรา
"ตอนแรกพอเห็นเรา ยายก็คิดนะว่าคนไทยไหมนะเพราะเขามองมาที่เรา
แต่เห็นปะแป้งแบบพม่า ยายเลยคิดว่าไม่น่าจะใช่
ยายเลยลองพูดไทยกับหลานดู เผื่อหนูจะได้ยิน (หัวเราะ)
ยายนี่ได้เจอคนไทยหลายคนเพราะหลานนะ
เขาได้ยินเราพูดกับหลานเขาก็เข้ามาทัก
เวลาได้ยินภาษาไทยต่างบ้านต่างเมืองมันชื่นใจ"
"มันชื่นใจ" ใช่ๆ นั่นเป็นความรู้สึกเดียวกับเราเมื่อเราได้ยินภาษาไทยแว่วๆ มาจากยายสร้อย แม้เราจะอยู่ที่นี่ได้เพียงสามวัน และไม่ได้มีอาการคิดถึงบ้านอะไรนะ แต่พอได้ยินภาษาไทย ได้เจอคนไทย มันชื่นใจจริงๆ ยายสร้อยเล่าให้เราฟังถึงเหตุผลในการมาที่นี่ว่า
"ยายอยู่ที่นี่มาเกือบสองเดือนแล้ว มาอยู่กับลูกชาย
เขามาคุม site ก่อสร้างที่นี่ พม่าเขาจะเปิดเมืองใหม่
ยายเลยมาช่วยเลี้ยงหลาน"
นี่เป็นการจากบ้านจากเมืองมาอยู่เป็นระยะเวลานานครั้งแรกของยาย ยายบอกว่าตอนแรกก็ต้องปรับตัวเพราะอาหารการกินค่อนข้างจะแตกต่างกับที่ประเทศไทย และเราเองก็รู้จักคนเมียนมาร์ในอีกแบบหนึ่งแต่เมื่อมาสัมผัสจริงๆ แล้วยายบอกว่า
"คนที่นี่น่ารักนะ ไปไหนเขาก็ทัก ก็ยิ้มให้ ยายพูดไม่ได้หรอกอาศัยภาษามือเอา
ยายก็มาซื้อของที่นี่ประจำ แม่ค้าเขาก็จำได้พอเห็นเขาก็รู้ เขาก็ชูนิ้วให้ว่ากี่บาท"
ยายสร้อยตกใจมากที่เรามาเที่ยวที่นี่ตัวคนเดียว ยายเป็นห่วงและให้พรเยอะแยะไปหมด หลังพูดคุยได้สักพักเราก็ขอลายายสร้อย และกอดน้องจีนๆ เพื่อเดินไปสถานีรถไฟต่อ
เราไม่รู้หรอกว่ารถไฟมันอยู่ตรงไหน เรารู้แค่ว่ามันอยู่ใกล้ๆ กับตลาดสก็อต เราเลยเดินไปตามทางเดิมที่เราเดินมาจากโบสภ์ Holy Trinity Cathedral ในวันแรก แล้วก็ถามไปเรื่อยๆ เมื่อไปถึงตลาดสก็อต เราก็ถามยามว่าสถานีรถไฟไปทางไหน แกก็ชี้ว่าไปทางด้านหลัง เราก็เดินไปอย่างใสๆ
| ตลาดสก็อต หรือชื่อทางการตลาด Bogyoke Aung San นางจะเปิดสายๆ ประมาณ 10 โมงนะ ได้ข่าวว่าที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องละลายทรัพย์คนไทยมากๆ พ่อค้าแม่ขายพูดไทยกระจาย ต่อราคามันส์หยด (เขาบอกมา) |
เราก็เดินไปจนเห็นรางรถไฟ ถามเขาว่า "พี่ๆ จะขึ้นรถไฟไปบาโก ไปไงอ่ะ" พี่เขาก็บอกเราว่าที่นี่สถานีย่อยถ้าจะซื้อตั๋วเดินไป สถานีใหญ่นู่นเราก็เดินเต็ดเตร่ออกจากตลาดสก็อต และถามคนไปเรื่อยๆ เช่นเดิม
ในระหว่างทางเราก็มีทิวทัศน์ของถนนหนทางในเมียนมาร์ให้ได้ชม ยอมรับเลยว่าเมียนมาร์เซอร์ไพรส์เรามาก เราไม่คิดว่าที่นี่จะเจริญขนาดนี้ มีถนนหนทางกว้างขวาง มีตึกรามบ้านช่องเป็นบล็อคสวยงาม
เดินไปไม่ไกลนักเราก็มาถึงสถานีรถไฟย่างกุ้ง (Yangon Railway Station) โดยมีทั้งเด็กหนุ่ม และหญิงสาว คอยต้อนรับ
| เด็กหนุ่ม |
| หญิงสาว |
อาคารหัวลำโพงย่างกุ้งเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยและโออ่าเลยนะเราว่า สถานีรถไฟที่นี่กว้างขวางมากแต่ก็มีสภาพทรุดโทรมระดับหนึ่งเช่นเดียวกัน นี่ถ้าทาสีใหม่ ดูแลดีๆ คงจะเว่อร์วังน่าดู
ที่สถานีรถไฟจะไม่มีป้ายใดๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษเลยอ่ะ ดังนั้นหนทางเดียวที่จะรอดคือการถาม โดยรถไฟระยะใกล้ๆ จะมีสองแบบให้เลือกคือ Upper Class และ Ordinary Class
Upper Class นี่จะดีหน่อยเป็นเบาะนวม ใหญ่ ส่วน Ordinary Class ก็คือเบาะไม้หันหน้าชนกั้นอารมณ์รถไฟชั้น 3 บ้านเรา ซึ่งด้วยความที่จน และเขาว่ากันว่าถ้าขึ้น Ordinary เราจะได้เข้าถึงความเป็นท้องถิ่น ดังนั้นกูเลยจัดชั้นประหยัดไปครับด้วยราคา 500 จั๊ต หรือประมาณ 18 บาท โอ้โหวววววววววววววววว ถูกไปอี๊ก
การซื้อตั๋วสำหรับนักท่องเที่ยวจะต้องยื่น Passport ด้วยนะ ตั๋วของเราก็จะแตกต่างจากชาวบ้านชาวช่องเค้า การขายตั๋วของที่นี่เป็นแบบเขียนลงกระดาษ ของคนเมียนมาร์นี่เป็นกระดาษแข็งใบเล็กๆ เอง แต่ของนักท่องเที่ยวจะดูดีขึ้นมาหน่อย
| คนขายตั๋ว กำลังเคร่งเครียดกับการออกตั๋วมือ |
เย้!! ได้ตั๋วแล้ว แต่เวลารถออก11 โมงตรง คือเรายังเหลือเวลาอีกประมาณ ชั่วโมงกว่าๆ เราเลยตัดสินใจเดินเต็ดเตร่ดูวิว ชมนู่นนี่นั่นของย่างกุ้งอีกสักนิด โดยได้เข้าไปฝากของกับห้องหัวหน้านายท่า โดยใช้เทคนิคการแขขั้นสูง
หมากกับคนเมียนมาร์นี่เป็นของคู่กันจริงๆ เราจะพบเห็นร้านค้าขายหมากเป็นคำๆ แบบนี้เต็มไปหมดทั่วทั้งเมืองซึ่งหมากเป็นคำๆ นั้นเรียกว่า “คุนยา (Kunya)” ส่วนประกอบของหมาก 1 คำมีใบพลูทาด้วยปูนขาว
โดยมีเครื่องปรุงรศต่างๆ เช่นใบยาสูบ ยี่หร่า กระวาน กานพลู เป็นต้น (อรวินท์ เมฆพิรุณ, 2556)
เราว่าสิ่งที่พบเห็นได้ไม่แพ้ร้านขายหมากคือพระนี่แหละ เราจะเจอพระเมียนมาร์ทุกๆ ที่จริงๆ ทั้งพระทั้งเณรเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด
ความเก่าแก่ของตึกรามบานช่อง เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของกรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าแห่งนี้
อาคารสถาปัตยกรรมแบบยุโรปคือสิ่งที่เราจะพบเห็นได้ทั่วไปในกรุงย่างกุ้ง นี่คงเป็นมรดกจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ได้ข่าวว่าเมื่อก่อนตึกรามบ้านช่องลักษณะนี้มีเยอะมากทั่วกรุงย่างกุ้งแต่พักหลังๆ อาคารเหล่านี้โดนทุบทำลายและสร้างตึกใหม่เพื่อการพาณิชย์ขึ้นมาทดแทน
Independence monument ในเวลากลางวัน เราพยายามจะหาป้ายข้อมูลเพื่ออ่านว่าที่มาที่ไปมันคืออะไร แต่ก็หาไม่เจอ มีแต่ภาษาพม่า แต่ถ้าให้เดาเราว่าสร้างขึ้นหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษหล่ะม้าง ณ สวนแห่งนี้จะมีผู้คนมานั่งพักผ่อนหย่อนใจกันบ้างประปราย บริเวณนี้จะประกอบไปด้วยสถานที่สำคัญมากมายไม่ว่าจะเป็น City Hall Sule Pagoda แล้วก็ตึกแดงๆ นั่นไม่รู้ตึกอะไรสวยงามดี
| บางคนก็เลยเถิดมากกว่าการพักผ่อนหย่อนใจไปบ้าง |
| City Hall ในเวลากลางวัน โดยซ้ายมือจะเป็น Sule Pagoda |
ซึ่งการเยี่ยมชนอนุสาวรีย์แห่งนี้เราไม่เหงา เพราะก่อนหน้าที่จะเข้าประตูมีเด็กสาวคนหนึ่งมาขายโปสการ์ดเอย ทานาคาเอยกับเรา เราก็ชวนนางคุยภาษาพม่าพื้นฐานไป นางก็หัวเราะตลก แล้วจู่จู่ก็มีน้องผู้ชายคนนึงเดินมามองกูด้วยสายตาปลาบปลื้มมาก มายืนหัวเราะ พอเราจะเดินนางก็เดินตามทีนี้ถามชื่อถามแส้เสร็จสรรพ ก็เลยชวนนางว่า "ไปข้างในกับพี่ไม๊" เราพูดภาษาไทยนะ แต่นางเข้าใจแฮะ 555 แล้วก็เดินไปเที่ยวด้วยกัน นางน่ารักมาก พยายามจะอธิบายทุกสิ่งอย่างเป็นภาษาพม่า แต่คือกูไม่รู้เรื่องเลยไง ได้แต่พยักหน้า และกล่าวชื่นชม "ตอแด ตอแด" เก่งมากไอ้หนู
| บออีล๊ะ ไกด์เด็กที่ทำให้การเดินชมอนุสาวรีย์ของเราสดใสและน่าจดจำยิ่งขึ้น |
ก่อนจะกลับนางเจอเพื่อนของนาง ก็ได้แนะนำกันให้รู้จัก เราสังเกตว่า น้องๆ จะดูดีใจมาก เวลานักท่องเที่ยวพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กับเขาจากการสังเกตุเด็กๆ พวกนี้ในตอนแรกจะดูไม่กล้าเข้าหาเรา แต่พอชวนพูดชวนคุยสักพัก เขาดูมีแววตาสดใสขึ้นมาก มันคงเป็นการดึงตัวตนอะไรบางอย่างเขาออกมาแหละโน๊ะ
| บออี๊ละ บังชา และ อาตาชิ สามหนุ่มเจ้าถิ่นผู้น่ารัก |
| พ่อค้าขายรวงข้าวก็จะเห็นได้ง่ายเหมือนกัน เพราะคนที่นี่เขาจะชอบซื้อรวงข้าวแบบนี้ แขวนไว้ตามบ้าน ตามที่ต่างๆ เพื่อให้นก ได้มาจิกกิน |
และ และ สิ่งที่พีคมากคือเดินๆ อยู่เจอคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินแจกผ้าโพกหัว เราก็เห็นผ้าโพกแล้วคุ้นๆ เอ้า อิดอก นี่มันกลุ่มนักศึกษาที่ประท้วงที่เราเห็นในข่าวนี่หว่า กูนี่เดินตรงรี่เข้าไปหาพวกนางเลย แนะนำตัวโอ่อ่าว่ามาจากไทยฝึกงานอยู่กับเด็กๆ Migrant ทำงานด้านการศึกษารับรู้ปัญหาการศึกษาของที่นี่บ้าง นี่เรา Support พวกคุณมากนะ เป็นกำลังใจให้หนักๆ เลยนะ นางดีใจ และทำสายตาหวานซึ่งกล่าวขอบคุณเรา จริงๆ เราอยากชวนคุยให้มากกว่านี้ อยากแลกเปลี่ยนหลายๆ อย่างแต่โอกาสไม่เอื้ออำนวยจริงๆ แต่เจอแค่นี้ก็ดีใจมาก เพราะจริงๆ ตอนมานะตั้งใจว่าจะมาเจอคนกลุ่มนี้ให้ได้เพราะเรารู้ข่าวการประท้วงของนักศึกษาที่ย่างกุ้งตอนเราฝึกงาน แล้วยังไงอยู่ๆ ก็เดินเจอเฉย ฟินมาก
| ผ้าโพกหัวของกลุ่มนักศึกษาในการประท้วงรัฐบาลทหารมพ่าในการปฏิรูปการศึกษา ที่กลุ่มนักศึกษามอบให้เราพร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า "ขอบคุณมากๆ เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะ" |
| สามีและลูกๆ ของแม่ค้าแตงโมที่เราเดินผ่าน ยิ้มให้กล้องอย่างเขินอาย |
ในระหว่างเดินอยู่นั้นเราเห็นยอดโบสภ์อันหนึ่งดูใหญ่โตสวยงาม เราเลยเดินตามยอดโบสภ์ไปเรื่อยๆ และแล้วก็เจอกับโบสภ์อันนี้ นางชื่อ St.Mary สวยงามมากๆ แต่ด้วยเวลาจำกัดที่รถไฟใกล้ออกเต็มทีเราเลยตัดสินใจไม่เข้าชมข้างใน เพราะไม่นั้นกูจะลำไยแน่ๆ เลยหักใจหันหลังกลับ และวิ่งไปสถานีรถไฟ
พอไปถึงเป็นไง โอ๊ยยย ปวดขี้มาก ทำไมขี้มันต้องมาเวลาเราเร่งรีบทุกที อีนี่ก็ถามนายท่าว่าห้องน้ำอยู่ไหน แกก็ให้ลูกน้องพาไป ห้องน้่ำที่เมียนมาร์ส่วนใหญ่จะเป็นส้วมซึมแบบนี้ แม่แต่ในห้างก็ยังเป็นส้วมซึม บรรยากาศในห้องน้ำนี่ชวนขนลุกมาก แต่นางก็ยังเป็นทำหน้าที่เป็นสุขาที่มอบความสุข และเป็นพื้นที่ที่ปลดปล่อยความทุกข์ได้อย่างดีเยี่ยม เรากล่าว "แจ๋ ซู้ จิน บ่า แด" ขอบคุณนายท่าพร้อมสวัสดีสวยๆ แบบหญิงไทย แล้วก็วิ่งไปชานชาลา
| หมายเลขบอกทางลงไปยังชานชาลาล้าล้าลาล่า |
รถไฟของเมียนมาณืนี่ขึ้นชื่อเรื่องความเก่า นางสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอังกฤษยังอยู่กับนาง รถไฟพวกนี้ก็อังกฤษนี่แหละที่เริ่มสร้างให้ จากวันนั้นถึงวันนี้คิดดูสิค่ะว่านางจะเก่าแก่ขนาดไหน
แต่ถ้าหน้าที่สำคัญของชานชาลา คือการเป็นท่ารถ แล้วหน้าที่สำคัญของรถคือการขนส ่ง
เมื่อสองสิ่งเป็นส่วนสำค ัญในการฉายภาพมิติชีวิตมนุษ ย์ ชานชาลาเก่าๆ และรถไฟคร่ำครึ
กลับมีความสดใหม่ ให้ได้ชื่นชมได้อย่างไม่น่า เบื่อ และนี่คงเป็นมนต์เสน่ห์ของการนั่งรถไฟโบราณ ในยุคปัจจุบัน
เมื่อสองสิ่งเป็นส่วนสำค
กลับมีความสดใหม่ ให้ได้ชื่นชมได้อย่างไม่น่า
| Back in time in the present |
| เมื่อการเดินทางเป็นส่วนหนึ การกลับมาพบกันใหม่จึงมีควา |
| ตำรวจรถไฟ |
ในระหว่างรอรถไฟออก ก็จะมีพ่อค้าแม่ขายเดินขายของโหวกเหวก เจี้ยวจ้าว เหมือนรถไฟไทยอย่างไงอย่างนั้น นอกผู้ชายคนนี้มาขายของเรา พอรู้ว่าเราพูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย ก็ถึงกับนั่งลง แล้วชวนเราคุย น้องเองก็พูดภาษาอังกฤษได้ด้วย คุยกันนานสองนาน ก่อนน้องจะขอตัวไปขายของต่อ
| เด็กชายตัวน้อย ที่นั่งตรงข้ามกับเรา |
ด้วยความที่เคยชินกับรถไฟไทยที่ต้องเลทอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เราก็เลยตั้งตารอดูว่ารถไฟเมียนมาร์จะเลทบ้างไม๊น้าาา....แต่คุณคะ พอ 11 โมงตรงปุ๊บ คือรถเคลื่อนเลย เคลื่อนจริงๆ ไม่รออะไรอ่ะ คือ รถออก 11 โมง ก็ออก 11 โมง อันนี้คือยอมใจมาก American standard เทียบเท่า Amtrak มาก ยอม!!!
| รถไฟเมียนมาร์ออกตรงเวลาสุดๆ |
รถออกสักพักก็มีผู้โดยสารพิเศษกระโดดขึ้นมาในระหว่างที่รถวิ่งโดย Skill การถีบตัวจากพื้น และการเกาะเกี่ยวของน้องน่าประทับใจมาก นี่อยากยืนปรบมือให้
| หากจะไปก็ไปด้วยกันนะ ไปคนเดียวไม่เอาอ่ะ |
คือเราเห็นน้องที่นั่งตรงข้ามนางกินน้ำแข็งถุงรสต่างๆ แบบนี้เราก็อยากชิมบ้างก็เลยซื้อตามนาง รสสัปปะรส เปรี้ยวจี๊ด สดชื่น สะใจ และเหนียวมาก
| น้ำแข็งถุง อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรพลาด |
| Like father, like son |
| พักผ่อนตามอัธยาศัย |
| M 150 |
| บางคนหิ้วปิ่นโตมากิน |
ตลอดสองข้างทางที่รถไฟวิ่งผ่าน ก็จะเป็นทุ่งนา บ้านเรือนของชาวบ้าน เราจะเห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ได้อีกมุมมองหนึ่งที่ถ้านั่งรถธรรมดาเราอาจจะไม่ได้เห็น เช่น ชาวบ้านหาปลา ทำอิฐ เก็บผัก เลี้ยงวัว ทำไร่
| นอนแปลก |
ในระหว่างการเดินทางรถไฟก็จะแวะตามสถานีต่างๆ เพื่อส่งคน แต่ละสถานีก็มีระยะไกลกันเลยแหละ
เมื่อรถวิ่งมาได้ซักระยะ เราได้เพื่อนร่วมเดินทางคนใหม่ ชื่อว่าครูตานสา แกเป็นครูภาษาอังกฤษ สอนเด็กประถมอยู่ที่หงสาวดี แกว่าช่วงนี้ปิดเทอมแกเลยแวะมาเที่ยวย่างกุ้ง แกพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วสมชื่อครูอังกฤษ ในระหว่างทางเรามีอะไรสงสัย ก็ได้ครูแกคอยอธิบายให้ฟัง แกเคยไปเที่ยวแม่สอดด้วยนะ แกบอกว่าแกเคยสอนอยู่ที่เมียวดีอยู่ 5 ปี ก่อนจะย้ายกลับมาอยู่บ้าน
นั่งมาประมาณเกือบ 5 ชั่วโมง เราก็มาถึง หงสาวดี (Bago) สักที ซึ่งขอเตือนว่าในขณะนั่งรถไปนั้นเก็บตั๋วดีๆ นะ เพราะจะมีคนเดินตรวจตั๋วตอนเรานั่งรถ 1 รอบ แล้วตอนรถลงก่อนเข้าสถานีเราก็ต้องคืนตั๋วให้กับเจ้าหน้าที่อีกทีหนึ่งด้วย
เมื่อมาถึงสถานีเราก็มุ่งตรงไปยังห้องขายตั๋วเพราะอยากจะไปถามว่าจากที่นี่มีรถไฟไปพระธาตุอินทร์แขวนไม๊ เราก็ได้รับการชี้แนะจากคุณป้าท่านหนึ่งว่าที่ขายตั๋วอยู่ไหน คือนางดูกังวลและเป็นห่วงถึงขนาดเดินมาส่ง และชี้ให้เข้าไปห้องขายตั๋วเลย เมื่อมาถึงห้องขายตั๋วเราก็เจอพนักงานมากหน้าหลายตา เราทักด้วยเสียงสดไสยว่า "มิงกะลาบา" ทุกคนหันขวับมาหาเรา ถามเราว่ามาจากไหน จะไปไหน เราใช้ภาษาพม่าพื้นฐานที่เรามีพูดคุยสร้างความกันเองจน เค้าต้องเดินไปเรียกเพื่อนข้างในออกมาดู 5555 พวกนางดูแฮปปี้กับเรามาก ชอบเรากันใหญ่ เอ้ยยย ไอ้เด็กนี่มันพูดพม่าได้หว่ะ แถมทาทานาคามาด้วย
| ลุงโซโซไซเลม คนที่พาเราไปจัดการเรื่องตั๋วไปพระธาตุอินทร์แขวน |
| พี่จอเต๊ะ นายท่าผู้ใจดีที่ให้เราฝากกระเป๋าไว้ที่นี่ |
| ลุงโยเอน คนขายตั๋วผู้ร่าเริง ที่ชอบเดินมาดูเราบ่อยๆ 5555 |
และที่นี่เราได้พบกับพี่เมียวอู คนขับรถมอไซต์ที่จะพาเราไปซิ่งรอบหงสาวดี พี่เมียวอูคิดราคาเรา 10000 จั๊ต (333 บาท) ตอนแรกนี่คิดหนักมาก เพราะมันแพงมากสำหรับนักท่องเที่ยวงบน้อย อย่างเราอีกอย่างในหนังสือบอกไว้ว่ามันไม่ควรเกิน 6000 จั๊ต แต่คือแกบอกว่าแกสัญญาว่าเราจะประทับใจ แกจะพาไปในหลายๆ ที่ แกไม่เหมือนคนอื่น แกรู้ว่าคนที่มาเที่ยวต้องการอะไร แกเป็นคนที่นี่แกรู้ว่าแกอยากให้นักท่องเที่ยวเห็นอะไร ประโยคสุดท้ายนี่แหละที่ทำให้เรายอมควักเงินและตกลงปลงใจไปกับแก เพราะเราเข้าใจอารมณ์คนท้องถิ่นที่ว่า บ้านกูอ่ะ กูอยากโชว์อ่ะ กูอยากพามึงไปดูอันนี้อ่ะ มันดูเรียลดี เราเลยตกลง แกบอกว่าปกติถ้านักท่องเที่ยวคนอื่นนะ แกคิดเกือบเท่าตัว แต่แกเห็นเราน่ารัก สดไสย เหมือนคนเมียนมมาร์ เป็นกันเอง พูดเมียนมาร์นางเลยบอกว่านางประทับจิต ประทับใจมาก
| อะโก เมียวอูสารถีของเรา |
| สถานีรถไฟ หงสาวดี จากด้านนอก |
อาคารบ้านเรือนและถนนในหงสาวดี รถที่นี่บีบแตรกันเก่งมาก ยอมใจจริงๆ
และสถานที่แรกที่เราไปกันคือ วัดจ๊ะไคท์วายน์จอง (Kyah Khat Wain Kyaung Monastery)
ที่นี่เป็นโรงเรียนสงฆ์ที่มีพระจำพรรษาเป็นพันรูปที่เมียนมาร์จะมีโรงเรียนสงฆ์แบบนี้เยอะมากเลยแหละ ซึ่งภาษาอังกฤษเข้าจะใช้คำว่า Monastery
| รูปปั้นนายพลอองซาน (พ่อของอองซานซูจี) |
เรามาตรงกับช่วงสอบของพระพอดี ก็เลยได้เห็นบรรยากาศพระสอบ คุณขา เครียดไม่แพ้เราๆ เลยค่ะ ข้อเขียนล้วนๆ ถึงขนาดต้องคอยเสิร์ฟน้ำ เสิร์ฟขนมกันเป็นระยะ
| ทรงพระเซ็กซี่มาก |
| จะมีข้อกระดาษเพิ่มกันไม๊น้าาา |
ส่วนทางอีกฝั่งหนึ่งก็มีพระกำลังท่องหนังสือกันอยู่อย่างเคร่งเครียด ซึ่งขอเม้าท์ก่อนว่า พระหน้าดีมากกกก อยากบวชขึ้นมาทันที (บุญไม่ทำ กรรมสร้างแมะกู)
| ท่องตำรา |
หลังจากนั้นเราก็ไปกันต่อที่ เจดีย์ชเวมอว์ดอว์ หรือ พระธาตุมุเตา ( Shwemawdaw Pagoda) 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของเมียนมาร์ (เฮ้ย เราได้มาเยือน 2 ใน 5 แล้วเหรอว่ะ) ซึ่งความหมายของคำว่ามุเตา คือ จมูกร้อน นั่นเพราะด้วยความสูงใหญ่ของปราสาท (สูงกว่าชเวดากองอีก) ที่ทำให้คนต้องแหงนหน้ามองจนจมูกร้อนนั่นเอง แต่คุณคะ สำหรับวันนี้นี่ร้อนทั้งตัวค่ะ โดยเฉพาะตีน เพราะเข้าวัดที่เมียนมาร์ทุกครั้งเราต้องถอดรองเท้าตั้งแต่ก่อนขึ้นบันได แล้ววัดส่วนใหญ่ลานเดินจะปูด้วยกระเบื้องซึ่งดูดความร้อนได้อย่างน่าอัศจรรย์
ในปี พ.ศ. 2473 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงทำให้ยอดเจดีย์หักลงเสียหาย และทุกวันนี้ยอดเจดีย์ที่หักลงมากูถูกตั้งอยู่ที่เดิมและกลายเป็นจุดอธิษฐานศักดิ์สิทธิ์ไปโดยปริยาย
หลังจากนั้นเราก็ไปแวะเยี่ยมชมบ้านที่ทำบุหรี่ม้วนของเมียนมาร์ที่นี่เราสนุกมาก พอทุกคนเห็นว่าเราพูดพม่าได้นิดหน่อยก็ชอบใจหัวเราะกันใหญ่ เดินไปไหนมีแต่แม่ๆ เรียก Min Min พวกนางสอนใหญ่ว่าอันนี้เรียกว่าอะไร อันนู้นเรียกว่าอะไร เราพูดผิด นางก็หัวเราะชอบใจกัน สนุกมากๆ
| คนเมียนมาร์นี่เส้นตื้นมากนะ ทำอะไรก็หัวเราะ |
| ยายปัดไม้ปัดมือบอกอย่าถ่าย แต่พอยกกล้องปุ๊บนี่ยิ้มสวยเชียว |
| ลูกใครสักคนแถวนี้แหละ น่าส่งเสียค่าเทอมมาก |
| ถ่ายรูปก่อนกลับ |
| การแบกของเทินหัว อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของชาวเมียนมาร์ |
| ระหว่างทาง |
สถานที่ต่อไปคือวัดงู วัดนี้ไม่มีรีวิวในหนังสือ ชาวบ้านเชื่อกันว่างูนี้เป็นงูศักดิ์สิทธิ์ เป็นงูพระพุทธเจ้า ใครได้มากราบไหว้จะเป็นสิริมงคล รถราจอดกันเต็มเลยที่วัด
| ภาพถ่ายคู่กับเจ้าอาวาส |
| มีห้องเป็นของตัวเอง |
| กองขยะ ขณะขับรถผ่าน |
ที่นี่เจดีย์อะไรสักอย่างมีพระนอนตาหวานด้วย
| โถน้ำ แบบนี้เราจะเห็นได้ทั่วไปในเมียนมาร์ เกือบทุกบ้านจะสร้างเพิงแบบนี้แล้วมีโถน้ำให้ผู้ที่สัญจรผ่านไปผ่านมาได้ดื่มแก้กระหาย |
หลังจากนั้นอะโกเมียวอูถามว่าอยากแวะพักนั่งกินอไรเย็นๆ ไม๊ เราก็ตกลง อะโกเลยจัดให้เรามานั่งร้านนั่งเล่นชิวๆ ตามสไตล์หงสา ที่นี่มีวัยรุ่น จนถึงกลางคน ผู้ชายทั้งหมด มาเป็นกลุ่มนั่งพูดคุยเปิดเพลงกันสนุก
| หนูทอด และ เหล้าจากกตาลโตนดของขึ้นชื่อที่นี่ |
ที่นี่ทำให้เราได้พบกับพี่ชองคนที่สามนับจากซ้าย เมื่อรู้ว่าเรามาจากประเทศไทยแกก็พูดไทยใส่เราทันที แกบอกว่าแกเคยไปทำงานที่ไทยมา 12 ปี ไปตั้งแต่อายุ 14 อยู่ที่บ้านแพ้วสมุทรสาคร ไปทำงานกับพ่อ แกบอกว่าเพลงไทยแกร้องได้หมด แม้กระทั่งเพลงชาติ แกบอกว่าทุกคนที่มานั่งร้านนี้พูดไทยได้หมด ไม่เชื่อก็ลองถามดู เราตื่นเต้นมาก ก็เลยลุกจากโต๊ะตัวเองไปแจมโต๊ะคนอื่น แนะนำตัวและชวนพี่ๆ พูดคุยพร้อมกระดกเหล้าตาลโตนดและฉีกเนื้อหนูนาทอดกินไปด้วย
คนเสื้อม่วงๆ นี่ชื่อพี่ชายตอนนี้ทำงานอยู่ที่ร้านเฟอร์นิเจอร์อยู่ที่มหาชัย กลับมาบ้านครั้งนี้เพราะพ่อตาย แกบอกว่าคนที่นี่ส่วนใหญ่ก็ไปทำงานกันที่ไทยหมด ช่วงนี้ก็มีไปมาเลย์บ้าง อยู่ที่นี่มันไม่มีอะไรทำ ไปทำงานกลับมาก็ส่งเงินกลับมาบ้านให้พ่อแม่ ไปทำงานที่โน่นเพราะมีคนรู้จัก ชักชวนกันไปเป็นทอดๆ ถ้าไม่มีคนรู้จักนี่มันไปลำบาก
คนต่อมาคืออะโกอะโม แกไปอยู่ไทยมา 8 ปี แกบอกว่าคนแถวนี้ 50 % นี่พูดไทยได้หมด เพราะส่วนใหญ่เคยไปทำงานที่ไทย แล้วเราก็เป็นคนมอญ มอญกับไทยนี่เหมือนพี่น้องกัน เมื่อก่อนเราเหมือนพวกเดียวกัน (เอ๊ะ หรือพวกเขาคือลูกหลานเชลยศึกที่ถูกจับมาตั้งแต่ตอนนู้น กูมโนแจ่มมาก) ตอนแกทำงานที่ไทยแกบอกว่าเพื่อนคนไทยดูแลช่วยเหลือแกอย่างดี เวลาคนไทยมาแกก็อยากดูแลบ้าง แกอาสาจะพาเราไปที่ต่างๆ แต่เราบอกว่าเราจ้างรถไปแล้ว แกบอกว่าถ้ามาครั้งหน้าให้มาที่ร้านนี้ แล้วก็บอกว่ามาหาแก แกจะดูแลเราอย่างดี
ก่อนกลับเราเดินผ่านคุณลุงท่านนี้ ลุงแกถามว่า มึงมาจากไทยเหรอ จากกรุงเทพใช่ไหม กูเคยไปทำก่อสร้างอยู่ที่นั่น เราก็บอกว่าใช่ แกชวนเรากินเบียร์ แกบอกว่า กินไปเลยตามสบาย มึงไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเกรงใจ มึงกินลาบไหม ด้วยสำเนียงที่ฟังแปล่งๆ เราเลยบอกว่าไม่กินครับเพราะฟังไม่ถนัด แกก็พูดกับเราว่า มึงเป็นคนไทย มึงไม่รู้จักลาบเหรอ มึงบ้าไม๊ อ๋อ ลาบๆๆๆ งั้นกิน เราหัวเราะ แล้วก็ตักกินจนเพลิน เราถามราคาอาหารเพื่อที่จะจ่าย เราถามแกว่าลุงๆ ผมจ่ายเงินไทยได้ไม๊ แกบอก มึงบ้าเหรอ แล้วกูจะไปแลกที่ไหน คือแกตลกมาก พอตอนกลับเราบอกว่า ลุงครับผมกลับก่อนนะ แกบอก เออ กลับได้แล้วมึงกินลาบกูไปหลายคำแล้ว คือนางตลกมากจริงๆ
| ป้านทะเบียนเมียนมาร์ |
| หงส์ สัญลักษณ์ของเมืองหงสา |
หลังจากนั้นเราไปเจดีย์ไจ๊ก์ปุ่น ซึ่งเป็นเจดีย์ที่มีพระพุทธรูปสี่ทิศคลุมอยู่
| เจดีย์อะไรสักอัน จำชื่อไม่ได้ |
สถานที่ต่อไปคือพระมหาเจดีย์ซึ่งสามารถเดินขึ้นไปเยี่ยมชมด้านบนได้
| พระมหาเจดีย์ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าบุเรงนอง และได้รับการบูรณะมาหลายครั้ง |
| วิวมุมสูงจากพระมหาเจดีย์ |
หลังจากนั้นก็ไปชมพระนอนชเวตาเลียง ซึ่งถูกสร้างมาแล้วเกือบพันปี ตาหว้านน หวาน
| ภาพชาวต่างชาติพยายามสักการะพระนอน |
| แผ่นป้ายรายนามผู้บริจาค ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นคนไทย |
| ในวัดที่เมียนมาร์จะมีก็อกน้ำดื่มให้เติมตลอด เราเลยประหยัดเงินซื้อน้ำด้วยการพกขวดมาเติมตลอด ประหยัดไปได้หลายบาทนะ |
| พระนอนอีกสักที่ |
พระนอนที่นี่เองเราได้พบกับน้องคนขายโปสการ์ดที่โคตรอะเลิ้ต น้องถามเราว่า
"เอ้าพี่เป็นคนไทยเหรอ สวัสดีครับ สบายดีไหม
ผมก็อยู่ที่ไทยนะ เรียนอยู่ที่แม่สอดตอนนี้ปิ ดเทอม
ช่วยผมซื้อหน่อยวันนี้ขายไม ่ดีเลย มีแต่คนพม่า
ถ้ามีคนไทยขายดี Postcard นี่ลุงผมทำเองเลยนะ"
"เฮ้ย! พี่เพิ่งฝึกงานเสร็จที่แม่ส อดเนี่ยทำงานกับเด็กๆ
ที่ศูนย์การเรียนรู้ที่แม่ส อด เราเรียนอยู่ที่ไหนอ่ะ"
"ฺBest Friend Learning School"
"เฮ้ย! พี่เคยได้ยิน เรารู้จักองค์กรพี่ไหม Help Without Frontiers หน่ะ"
"ผมรู้จัก พี่ทำที่นั่นเหรอ งั้นผมลดให้เหลือ 140 เลย 10 อัน 140"
ผมก็อยู่ที่ไทยนะ เรียนอยู่ที่แม่สอดตอนนี้ปิ
ช่วยผมซื้อหน่อยวันนี้ขายไม
ถ้ามีคนไทยขายดี Postcard นี่ลุงผมทำเองเลยนะ"
"เฮ้ย! พี่เพิ่งฝึกงานเสร็จที่แม่ส
ที่ศูนย์การเรียนรู้ที่แม่ส
"ฺBest Friend Learning School"
"เฮ้ย! พี่เคยได้ยิน เรารู้จักองค์กรพี่ไหม Help Without Frontiers หน่ะ"
"ผมรู้จัก พี่ทำที่นั่นเหรอ งั้นผมลดให้เหลือ 140 เลย 10 อัน 140"
เราดีใจมากๆ ที่ได้เจอน้อง มันมีความรู้สึกว่าเราเจอแต่คนที่มีความเกี่ยวโยงกับงานที่เราฝึก สิ่งที่เรารู้จักอ่ะ มันทำให้เรามีความอบอุ่น และมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เราว่าหลายๆ อย่างมันบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อ
หลังจากนั้นอะโกเมียวอูก็ชวนเราไปกินข้าวที่บ้านแกบอกว่า เราจะไปไม๊ แกจะได้โทรบอกเมียว่ามีแขกไปเยี่ยมบ้าน เราก็ตอบตกลงด้วยความดีใจ หลังจากนั้นเราก็มาถึงบ้านอะโกที่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟเท่าใดนัก
| อาหารที่โคตรอร่อยโดยเมียพี่เมียวอู |
| นั่งกินสักพักอะโกกูก็ร้องเพลงให้ฟังซะงั้น |
ในระหว่างการกินข้าวเราได้พูดคุยกับพี่เมียวอูในหลายๆ เรื่องรวมถึงเรื่องสถานการ์บ้านเมือง ทำให้เรารู้ว่าคนที่นี่อัดอั้นตันใจ และแร้นแค้นกันมาก หลายคนต้องดิ้นรนอย่างหนัก ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ที่บับบังคับหลายๆ อย่าง และเขากำลังรอความหวังว่าประเทศของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเมื่อไหร่
| ลูกสาวสองคนของพี่เมียวอู |
| ก่อนกลับเราขออนุญาตอาบน้ำที่บ้านพี่เมียวอู เพราะวันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน เอือดมาก แกก็จัดแจงให้อย่างดี |
| อาบน้ำเสร็จน้องก็ฝนทานาคารอ |
| แล้วก็บรรเลงลงทานาคาให้อะโกมินมินอย่างสนุกสนาน |
| ครอบครัวพี่เมียวอู |
ก่อนกลับวันนี้เราได้กล่าวขอบคุณ และได้เขียนโน้ทแนะนำให้กับคนที่จะมาเหมารถกับพี่เมียวอูเป็นภาษาไทยให้แกด้วย เพื่อที่จะยืนยันว่ามากับแกแม่งคุ้มจริงๆ จากรูปที่เห็นนี่ยังมีอีกหลายที่ที่เราขี้เกียจถ่าย เพราะแกพาไปเยอะมากจริงๆ และแกเองก็คอยถามไถ่ เป็นห่วงเป็นใยตลอดการเดินทาง ทริปหงสาวันนี้จึงเป็นอะไรที่ประทับใจ และเกินความคาดหมายมากๆ ขอขอบคุณตัวเองที่เป็นตัวเอง และขอขอบคุณทุกคนระหว่างทางที่เข้ามาเต็มเติมความสุขตลอด เมียนมาร์ครั้งนี้ชักสนุก และมีความหมายมากขึ้นแล้วสิ "จะนอ อะโลม ปิยอเต๊ะ" อะลิตเติ้ลมีความสุขมากๆ เลยครับอะโก
ใครไปหงสาวดีและอยากทัวร์กับพี่เมียวอูติดต่อได้ที่เบอร์ 09 260542266, 09799316582 หรือติดต่อผ่านทาง E-mail ล่วงหน้าที่ myominhan99@gmail.com