วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาร์เมียนมาร์3: เส้นทางสู่ "พระธาตุอินทร์แขวน"


พระธาตุอินทร์แขวน 1 ใน 5 มหาบูชาสถานแห่งเมียนมาร์ สถานที่บูชาที่เป็น 1 ในจุดหมายของคนไทยหลายคนที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเมียนมาร์ และที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ในฝันของเรา เรพาะเราเห็นรายการต่างๆ มาถ่ายทำที่นี่เยอะมาก และภาพประทับใจที่เราเห็นคือภาพความศรัทธา ของผู้คนที่มาที่นี่ และภาพก้อนหินก้อนหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมขอบผา ซึ่งเราเองอยากมาให้เห็นกับตา และที่นี่ก็จะเป็น มหาบูชาสถานแห่งที่ 3 ที่เราได้มีโอกาสมากราบไหว้



............................................................

พระธาตุอินแขวน (Kyaiktiyo Pagoda) หรือชื่อภาษาพม่าเรียกว่า "ไจ๊ตี้โย" ท่องอีกทีค่ะว่า "ไจ๊ตี้โย" เพราะมันมีความสำคัญมากในการถามผู้คนเกี่ยวกับหนทางในการไป มึงจะมา พระธาตุอินแขวนนี่ มีหวังเงิบ เพราะใครไม่รู้จักนะจ๊ะ โดยเราจะเดินทางจาก หงสาวดี ไปพระธาตุอินแขวนโดยรถไฟซึ่งเราได้จองตั๋วไปแล้วตั้งแต่มาถึงหงสาวดี ซึ่งรถไฟจากหงสาวดี ไป พระธาตุอินแขวนจะมี 3 รอบ คือ
ช่วงเช้า: 9.00
ช่วงค่ำ: 20.50 และ 22.30
โดยใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงไปลงที่สถานทีไจ๊ก์โถ (Kyaikto) ซึ่งยังไม่ถึงนะเราต้องต่อรถไปอีกที่ คินปุนเบสแคมป์ (Kinpun Base Camp) ซึ่งเป็นต้นทางสู่พระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งเราเลือกรอบ 22 .30 เพราะจากการคิดคำนวณแล้วเราจะได้ไปถึง ไจ๊ก์โถประมาณตีสองครึ่งซึ่งเราจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องที่พัก เราจะได้งีบบนรถ แล้วก็ถ้าไปถึงสถานีรถไฟก็ค่อยหาที่นอนแถวนั้นเอา ซึ่งราคารถไฟ Ordinary class 700 จั๊ต (23 บาท) Upper class 1,900 จั๊ต (ุ63 บาท) กูก็เลือกชั้นธรรมดาตามระเบียบ โดยการมาเอาตั๋วครั้งนี้จัดการโดยอะโกเมียวอูเจ้าเก่าเข้าไปถึงห้องตั๋วให้เช่นเดิม

อะโกเมียวอูผู้ใส่หมวกกำลังจัดการเรื่องตั๋วให้เรา

ตอนเรากลับมาที่สถานีรถไฟเป็นช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม โดยเจ้าหน้าที่ชุดเก่าที่เราเจอตอนมาได้กลับไปหมดแล้ว เราก็เลยต้องทำความรู้จักกับเจ้าหน้าที่กะกลางคืนใหม่ทั้งหมด และทุกคนก็ยังใจดีกับเราเหมือนเดิมยังเซอร์ไพรส์กับทานาคาบนหน้า และภาษาพม่าเบื้องต้นของเรา เนื่องจากมันเหลือเวลาอีกเกือบ 3 ชั่วโมงทำให้เราขออนุญาตอะโกโทนโทนเม๊ะ ซึ่งเป็นนายท่าคนใหม่นอนพักรอที่สถานี ที่ห้องนายท่า แกใจดีอนุญาติให้เรานอนพัก และเอาหมอนมาให้ด้วย แกบอกว่าถ้ารถไฟเรามาแล้วแกจะปลุก

ที่นอนกิตติมศักดิ์ของเรา อภินันทนาการโดยอะโกโทนโทนเม๊ะ นายหัวท่าใจดี
เมื่อถึงเวลารถไฟมาอะโกโทนโทนเม๊ะก็ปลุกเราตามที่แกบอก เรากล่าวขอบคุณและกอดแกและพี่ๆ ในสถานีคนละหนึ่งที่ ทุกคนอวยพรเราให้เดินทางปลอดภัยและสนุกกับการเดินทาง

บรรยากาสที่สถานีในช่วงกลางคืน
รถไฟกำลังมาแล้ววววววว
เมื่อขึ้นรถไฟปุ๊บเราก็หาที่นั่งตามที่ระบุไว้ในตั๋ว แล้วก็เอากระเป๋าอันใหญ่ ไว้ที่ช่องด้านบน อันเล็กเอามาหนุนแทนหมอนแล้วก็ตั้งใจหลับต่อ เพราะว่าพรุ่งนี้เราต้องลุยต่อทั้งวัน กลัวสังขารจะไม่ไหว ด้วยความที่เป็นกังวลเราก็ตื่นเป็นระยะ เพราะรถไฟที่เมียนมาร์นี่เราจะไม่รู้เลยว่าถึงไหนแล้ว ไม่มีการประกาศเสียงตามสายอะไรทั้งนั้น ทางเดียวคือชะโงกหน้าดูป้าย หรือถามคนท้องถิ่นเอาว่าถึงไหนแล้ว โดยเรากะว่าเราน่าจะถึงจุดหมายประมาณตี 2 และเรื่องราวตื่นเต้นที่สุดในชีวิตการลงรถและการเดินทางของเราก็เกิดขึ้นที่นี่


บรรยากาศภายในรถไฟ
อย่างที่บอกว่าจากหงสาวมาปุ๊บอีนี่ก็หลับปั๊บ แล้วทีนี้ตอนหนึ่งเราก็บังเอิญตื่นด้วยเสียงเจี้ยวจ้าวของคนลงรถแล้วก็ดูนาฬิกาบอกเวลาตี 2 อีนี่ก็เอะใจ เราลุกขึ้นชะโงกหน้าไปดูซึ่งตอนชะโงกหน้าไปดูนี่รถไฟกำลังออกจากชานชาลาแล้วค่ะ เราก็เห็นว่าสถานีมันแลดูใหญ่ๆ ผิดปกติ เลยเอะใจ ยังไม่ทันถามลุงที่เบาะที่กูชะโงกหน้าไปดูก็บอกว่า "ไจ๊โถ" เอ้....คุ้นๆ แมะ นี่คุ้นมากชื่อนี่ คือยังเมายาคุม จากการเพิ่งตื่นนอนอยู่ไง เลยเดินกลับไปที่เก้าอี้คว้าหนังสือนำเที่ยวแล้วดูว่าคำว่าพระธาตุอินทร์แขวนภาษาพม่าอ่านว่าไงแล้วนะ เปิดสมุดได้ก็ถามเค้า สถานีนี้ที่จะไป "ไจ๊ตี้โย" ใช่ไม๊ ลุงพนักหน้าบอกว่าใช่ๆ อ้าววว ทีนี้กูลาต้ามากค่ะ ทำไงดี รถไฟออกแล้วและกำลังเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ คือเราต้องคิดไวมากตอนนั้นว่าจะทำไงได้ เราเดินไปที่ระหว่างโบกี้ที่มีประตูลงรถไปลองเปิดดู เฮ้ยยย ประตูเปิดได้ ตอนนั้นคิดเร็วมาก เราคว้ากระเป่าจากที่วางสัมภาระสวมปั้งข้างหลัง เอากระเป๋าเล็กสวมปั้งข้่างหน้า แล้วรีบเดินไปเปิดประตูรถไฟ เพราะเราคงไม่รอให้ถึงป้ายหน้าแล้วลงเพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับมาสถานีนี้อีก รอบรถไฟอีก โอ๊ยยยย เยอะแยะมาก เราเลยเปิดประตู แล้วก็กระโดดลงจากรถไฟในวินาทีนั้น ช่วงเดินมาเปิดประตูลุงเบาะใกล้ๆ สีหน้าตกใจมาก ซึ่งลุงคงไม่รู้ว่าเราเองก็ตกใจตัวเองมากเช่นกัน เรากระโดดลงจากรถไฟที่กำลังเร่งด้วยความเร็วลงไปพบกับดงพระยาสัตบรรณและเนินดินค่ะ โอ๊ยยยยย เกือบตาย! ดีที่มีกระเป๋าแบ็กแพ๊กสองใบรับแรงกระแทกไว้ให้ พอกระโดดได้เสร็จมึงค่ะ มืดมาก มืดน่ากลัว สองข้างทางไม่มีใครเลย มีแค่รางรถไฟ ป่า และแสงไฟจากสถานีรถไฟที่เลยมา เราก็เดินกลับไปประมาณเกือบ 700 เมตร บรรเทาความกลัวด้วยการร้องเพลง ร่มสีเท่าของวัชราวลีไปตลอดทาง และแล้วก็เดินมาถึงสถานี แล้วก็ถามพี่ๆ ที่อยู่แถวนั้นว่า นี่สถานี "ไจ๊ก์โถ" ใช่ไม๊ครับ นางก็ตอบว่าใช่ โอ๊ยยยย นี่ก็สบายใจมาก เพราะถ้ากูเสี่ยงตายกระโดดลงมาแล้วกลับกลายเป็นว่าสถานีนี้ไม่ใช่เนี่ยคงนั่งขำตัวเองอยู่อย่างนั้นซักครึ่งวันอ่ะ

สถานีไจ๊โถ
เมื่อถึงสถานีไจ๊โถปุ๊บเราก็เดินไปหานายท่า หวังจะทำความรู้จักและขอนอนที่นี่ซักงีบก่อนจะหาทางไป คินปุนเบสแคมป์ ต่อ แต่นายท่าคนนี้แกไม่ใจดีเหมือนที่หงสาครับ นางบอกว่าเดี๋ยวตีสามก็มีรถไปที่นั่น เนี่ยข้างนอกเนี่ย ในสถานีไม่อนุญาตให้ใครมานอน อีอะลิตเติ้ลก็เดินตัวลีบๆ ออกไปหารถคันดังกล่าว ซึ่งออกไปก็จะมีรถอารมณ์รถสองแถวจอดอยู่ เราไม่แน่ใจก็เลยถามแม่ค้าแถวนั้นว่าจะไป ไจ๊ตี้โย ต้องไปคันไหนเขาก็ชี้รถให้ และก็บอกว่าตี 3 ออก ตอนนั้นเราหิวมาก เลยหาไรกินจากร้านค้าแถวนั้น และขึ้นมานอนรอบนรถ พอตี 3 ก็มีคนขึ้นรถมากันเต็ม เพราะประจวบกับช่วงที่รถไฟมาจากไหนไม่รู้จอดพอดี เราก็ขึ้นรถสองแถวเดินทางไปคินปุนเบสแคมป์ใช้เวลาน่าจะประมาณ 15 - 20 นาที เราลงรถปั๊บก็จะมีผู้หญิงคนหนึ่งมาถาม โรงแรมไม๊ โรงแรมไม๊ เราก็บอกว่า ไม่เอา เดี๋ยวเราหาที่นั่งรอจนกว่าจะเช้าละกัน เพราะไม่อยากเสียเงิน นางก็บอกว่าหิวไม๊หล่ะมานั่งร้านนางก็ได้นั่งรอตรงนี้แหละ จากจุดนั้นเราได้ชวนกันพูดคุย มีน้องของนาง มีแม่ของนาง คุยรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง กินเสร็จนางก็ถามว่าง่วงนอนไม๊ เราบอกเราง่วง นางเลยชี้ไปบนร้านของนางว่าขึ้นไปนอนได้เลย พอเราขึ้นไปถึงเราเห็นว่าข้างบนมีลานให้คนที่รอขึ้นไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวนมานอนพักฟรีก่อนรอขึ้น โอ๊ยยย นี่น้ำตาจะไหล เราจัดแจงวางกระเป๋า แล้วก็แทรกตัวนอนร่วมกับคนเมียนมาร์ที่รอขึ้นพระธาตุในช่วงเช้า 
ในช่วงเช้าที่เราตื่นมาร้านเต็มไปด้วยผู้คนที่มากินอาหารเช้า อะมะเจเมตูซะ (อะมะ = พี่สาว) พาเราไปแนะนำตัวกับเด็กเสิร์ฟคนอื่นๆ และเจ้าของร้าน ทุกคนเซอร์ไพรส์อีกเช่นเดิมเวลาเราชวนคุยภาษาพม่า มื้อช้าวนี้อะมะเลยเลี้ยง ขนมจีนพม่าเราถ้วยนึงด้วย

โม่งน์  ฮิน คา ขนมจีนน้ำยาใส่หยวกกล้วยแบบเมียนมาร์ที่อะมะเลี้ยงเรา
พอกินเสร็จเราล้างหน้าแปรงฟันที่ร้านแล้วก็ให้หยี่เลโกเฮ (หยี่เล = น้องชาย) น้องชายของอะมะเจเมตูซะช่วยทาทานาคาให้ แล้วก็เดินทางไปยังสถานีรถบรรทุกเล็กที่ขึ้นไปยังพระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งคนไทยจะเรียกรถนี้ว่า "รถขนหมู" เพราะมันจะแออัดยัดเยียดแม้ขยับตัวก็ลำบากเอามากๆ ซึ่งระหว่ารอขึ้นรถขนหมูอยากให้ทุกคนใจร่มๆ  เพราะมันเป็นอะไรที่รุงรังมากๆ เราได้ลงนั่งแล้วต้องลุกขึ้นมายืนรอคิดใหม่อยู่ 2 รอบ เพราะคนเมียนมาร์บางคนนางจะมากันเป็นกลุ่ม แล้วนางจะให้อีพวกมาเป็นกลุ่มไปก่อน ทีนี้ก็กูถูกชี้ให้ยืน เพราะเป็นส่วนเกิน กูก็ได้แต่ยิ้ม ใจเย็น รอได้ เพราะกำลังปลอมแปลงเป็นคนเมียนมาร์ ไม่พูดมาก นางจะได้เก็บค่าตั๋วถูก 1500 จั๊ตเท่าคนเมียนมาร์ไง เหมือนที่เคยปลอมตัวและรอดจากการเก็บตั๋วมาตลอด โดยเงินนั้นจะเก็บเมื่อรถเคลื่อนไปได้ซักระยะ จะมีด่านเก็บเงินกลางทาง

รถขนหมูหลายคันรอแสตนด์บายอยู่ไม่ขาด

ลักษณะที่นั่งของรถขนหมู



เบียด!!!
คือเราไม่รู้มาก่อนว่าพระธาตุอินทร์แขวนนี่จะอยู่บนภูเขาสูงขนาดนี้ คือตอนนั่งรถขนหมูนะแม่จ้าววววว คือนานมาก และขึ้นเขาโหดมาก คือนางอยู่บนยอดเขาเลยอ่ะ เลี้ยวโค้งไม่รู้ซักกี่โค้ง แล้วบางตอนคือเป็นทางขึ้นเขาตลอดชวนอ้วกมาก บางคนลงรถปุ๊บก็อ้วกเลย 


รถคันเรานี่คงสนุกเป็นพิเศษเพราะมีป้าคนนึงนางเปรี้ยวมาก นางตลก นางมากันเป็นกรุ๊ปไงแล้วทีนี้นางก็เอ็นเตอร์เทนตลอดเสียงดังตลอดทางเลี้ยวโค้งทีนางชวนให้ทั้งรถกรี๊ดกันที เวลารถแซงคันอื่นนางก็โห่ที โอ๊ยยย นี่นั่งขำนาง คืออารมณ์คิดว่าแก่ไปกูจะต้องเป็นแบบป้านี่แน่ๆ ที่คอยเอนเตอเทนหลานๆ แล้วก็นำเด็กๆ ทำอะไรแบบนี้อ่ะ

เจ้าป้า มหาสนุก

ทิวทัศน์ระหว่างทางขึ้นก็สวยงามเอามากๆ
เราว่าน่าจะใช้เวลาครึ่งชั่วโมงได้แหละม้าง ในการนั่งรถขึ้นเขามายังตีนเขาก่อนขึ้นไปถึงตัวพระธาตุ ในตอนขึ้นเราผ่านเขามาแล้วไม่รู้กี่ลูก มาถึงก็ยังไม่ถึงนะจ๊ะ ต้องเดินไปต่อ ซึ่งข้างบนนี้จะมีที่พัก และมีชุมชนอยู่ด้วย ใครมีของเยอะก็จะมีบริการลูกหาบ ใครขี้เกียวเดินก็ขึ้นเสลี่ยงสวยๆ

บริการเสลี่ยง

คนเยอะมาก เยอะจนน่าตกใจ


ลูกหาบ กับทักษะการแบกของขั้นสูง

พระ เณร

ฤาษี
ว่ากันว่า ไจ๊ก์ติโย ในภาษามอญแปลว่า หินรูปหัวฤาษี ซึ่งในตำนานนั้่นมีความเกี่ยวข้องกับฤาษีแหละ ที่นี่เราเลยจะได้เห็นฤาษีด้วย

นี่ไม่แน่ใจว่านางคือกิ่งไม้หรือสัตว์ แต่นางดิ้นได้เหมือนกิ้งก่าหรืออะไรสักอย่างเวลาไปโดนนางนะ ดิ้นแด่วๆๆๆ เลย
เดินไปสักพักเราก็มาเจอกับประตูทางขึ้นสู่ตัวพระธาตุซึ่งจะมีเครื่องแสกนและมีตรวจกระเป๋าด้วย


เราเดินไปซักพักก็มาถึงตัวลานกว้างที่นำไปสู่ตัวพระธาตุซึ่งเราจะเห็นผู้คนจำนวนมากเดินขวักไขว่ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนท้องถิ่น





และแล้วเราก็มาถึงตัวพระธาตุอินทร์แขวน 1 ใน 5 มหาบูชาสถานของประเทศเมียนมาร์ (เฮ้ย เราได้ไปมา 3 ใน 5 แล้ว) เวลาพูดกับคนเมียนมาร์ใช้คำว่า "ไจ๊ตี้โย" แต่ถ้าภาษาอังกฤษจะรู้จักกันในนาม " Golden Rock Pagoda" ซึ่งพระธาตุอินแขวนนี้เป็นพระประจำปีจอ ความศักดิ์สิทธิ์สามารถดึงดูดแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมากมายจากทั้งเมียนมาร์ และชาวไทย โดยเฉพาะปาฏิหารย์ก้อนหินสีทองที่วางอยู่บนหน้าผาที่ท้าทายแรงดึงดูดของโลก ไม่หล่นไม่ร่วง แม้มันจะอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 1,100 เมตร เป็นหินแกรนิตที่มีน้ำหนักกว่า 600 ตัน โดยด้านบนได้สร้างเป็นเจดีย์ทรงระฆัง (ขึ้นไปได้ไปไงอ่ะ)  (ข้อมูลจากหนังสือ เที่ยวพม่าซ่าอย่างอินดี้)


ที่น่าทึ่งคือผิวสัมผัสระหว่างก้อนหินและพื้นผานั้นมีเพียง 0.7 ตารางเมตร ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์นั้นให้การอธิบายไว้ว่าเหตุที่ก้อนหินอยู่บนหน้าผาได้สันนิษฐานว่าจุดศูนย์ถ่วงของพระธาตุนั้นตกลงมาอยู่ตรงพื้นสัมผัสนั้นพอดี ถ้าไม่ได้รับแรงปะทะมากไปนางก็จะไม่หล่นแน่ๆ 


โดยคนไทยเรียกพระธาตุอินทร์แขวนก็เพราะเชื่อว่าพระอินทร์เป็นคนนำก้อนหินก้อนนี้มาวางไว้



เจดีย์ทรงระฆังบนยอดของก้อนหิน


โดยผู้ชายเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปปิดทองที่ตัวก้อนหินได้ ส่วนผู้หญิงจะอนุญาติให้แค่กราบไหว้อยู่ด้านนอก

ป้ายห้ามผู้หญิงเข้าไปในพื้นที่เฉพาะที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยม ชายเป็นใหญ่ในสังคมเมียนมาร์
สามเณรที่มาเยี่ยมชมพระธาตุ


ภาพผู้หญิงนั่งสวดมนตร์และขอพรภายในบริเวณด้านนอก
ภาพที่เราจะได้เห็นตลอดการเข้าวัดของเมียนมาร์คือความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เราจะเห็นคนสวดมนตร์นั่งสมาธิเต็มไปหมด บางคนมาเป็นกลุ่มก็ชวนกันสวดหมู่ ใครมาเดี่ยวก็แยกสวดซึ่งเป็นภาพที่สวยงามและสร้างบรรยากาศของความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นไปอีก

ภาพผู้ศรัทธานั่้งสวดมนตร์ในลักษณะนี้จะเห็นได้ทั่วไปในกา่รเข้าวัดที่เมียนมาร์
เมื่อเราได้ไหว้สักการะ และขอพรเสร็จแล้วเราก็เดินไป ที่ตลาดชุมชนของที่นี่ เพราะที่นี่จะมีชุมชนเล็กๆ อยู่ด้วย ซึ่งก็มีของที่ระลึก และของกินมากมายให้ได้เลือกซื้อ






เราเดินจนเหนื่อยเลยมาพักเหนื่อยด้วยการซื้อลูกชิ้นเสียบไม้และพูดคุยกับแม่ค้ากลุ่มนี้ ทุกคนดูสนุกสนานและตลกใหญ่ที่เห็นเราพูดพม่าสำเนียงแปลกๆ ได้ ก่อนกลับเราขอถ่ายรูปพวกนางๆ กลับไว้เป็นที่ระลึก



น้องสาวคนนี้บอกว่า เอ้า จะกลับแล้วเหรอ ขอไปด้วย อยากไปเมืองไทย

ในตอนลงจากพระธาตุเราได้แวะกินขนมถ้วยนี้ น่าจะเป็นที่ป็อปปูในหมู่คนที่นี่เพราะมีร้านขายเยอะมาก หวานอร่อยดี เหมาะกับเวลาเหนื่อยๆ 


เราลงมาถึงก็ขึ้นรถขนหมูกลับลงไปด้านล่าง ลงรถปุ๊บก็มีคนมาถามว่าไปย่างกุ้งไม๊ รถแอร์ เราก็ตกลงทันทีด้วยราคา 7,000 จั๊ต (233 บาท) เพราะเรามีแพลนว่าสถานีต่อไปคือพุกามซึ่งต้องนั่งรถกลับไปย่างกุ้ง แล้วก็ต่อรถไปพุกามอีกที  รถจะออกเที่ยงตรง ซึ่งตอนนั้นเวลาประมาณ 11 ครึ่งเราก็รีบกลับไปเอาของที่ร้านของอะมะ แล้วก็อาบน้ำเปลี่ยนชุด เพราะเหนื่อยมาก ซึ่งมีห้องน้ำเสียเงินให้บริการ (ที่นี่มีรถบัสวิ่งไปพุกามด้วย เรามารู้ทีหลังตอนซื้อตั๋วไปย่างกุ้งแล้วและคืนตั๋วไม่ได้) เรากล่าวขอบคุณอะมะ และเด็กเสิร์ฟทุกคนในร้านด้วยความที่รีบร้อนเลยลืมถ่ายรูปทุกคนไว้เลย
เมื่อมาขึ้นรถ เรากลับพบว่ารถคันนี้อารมณ์แบบบรรจุกรุ๊ปทัวร์ไว้ โดยมีไกด์ที่พูดภาษาพม่าด้วย กูก็เลยต้องติดร่างแหแวะเที่ยวกับพวกนางด้วยเลย


ซึ่งวัดที่แวะนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่ออะไร แต่มีเจดีย์และมีพระพุทธรูปที่สวยงามมาก คนท้องถิ่นมาเที่ยวกันโคตรเยอะ รถจอดเต็มไปหมด









พระพุทธรูปอันสวยงามทั้ง 4 ทิศ ภายในเจดีย์




เรานั่งรถมาประมาณ 5 ชม.  กว่า ซึ่งเราจะไปลงรถที่สถานีรถทัวร์อองมิงกะลา ซึ่งเป็นสถานีรถทัวร์ที่เป็น HUB ของเราที่จะไปที่ต่างๆ ของเมียนมาร์ซึ่งอีรถบัสนี่ก็จอดเราลงที่ระหว่างทางโดยเราไม่รู้เลยว่า อองมิงกะลาจะไกลขนาดไหน เราก็เลยถามคนข้างทาง ไปเรื่อยๆ ใครบอกให้ไปแท็กซี่ มอไซต์อีนี่ก็ไม่ยอม บอกว่าเดินไหวๆ โอเค มาก แล้วคือเดินไปเรื่อยๆ จนไม่มีท่าทีว่าจะถึง แล้วกระเป๋าก็หนักมาก เมื่อยมาก แต่นี่ก็ใจสู้มากเช่นเดียวกัน สิริรวม น่าจะเดินประมาณ 5 กิโลได้ และแล้วก็มาถึง สถานีรถบัสอองมิงกะลา และจะเดินทางไปต่อที่ อาณาจักรพุกาม เพื่อไปสัมผัส ทะเลเจดีย์ให้เห็นกับตา!!!

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...