ถอดบทเรียนจากฝึกภาคปฏิบัติ 2 กับเรื่องชีวิตไร้พรมแดน
แต่เอามาแค่ส่วนที่อะลิตเติ้ลเขียนนะ ยังมีส่วนอื่นๆ ของเพื่อนอีก แต่เลือกเอาของเพื่อนที่เขียนในบทเดียวกันกับเรามา (ขอนุญาติมึงๆ ด้วยนะ) และขอขอบคุณทุกคน เสร็จแล้ว สวัสดี อยากอ่านหนังสือให้เยอะกว่านี้ อยากเขียนให้ถึง และเข้าใจมากกว่านี้ แต่แพ้ความลำใยตัวเอง นี่ก็แอบเสียใจอยู่
แต่เอามาแค่ส่วนที่อะลิตเติ้ลเขียนนะ ยังมีส่วนอื่นๆ ของเพื่อนอีก แต่เลือกเอาของเพื่อนที่เขียนในบทเดียวกันกับเรามา (ขอนุญาติมึงๆ ด้วยนะ) และขอขอบคุณทุกคน เสร็จแล้ว สวัสดี อยากอ่านหนังสือให้เยอะกว่านี้ อยากเขียนให้ถึง และเข้าใจมากกว่านี้ แต่แพ้ความลำใยตัวเอง นี่ก็แอบเสียใจอยู่
![]() |
| ภาพปกโดย ของขวัญ ณิชาภัทร |
ขอคารวะแด่แววตาแห่งความหวัง
และจิตวิญญาณที่ไม่ยอมถูกกดทับ
ขอบพระคุณสำหรับบทเรียนอันล้ำค่า
ที่ทำให้เราลึกซึ้งในความหมายของคำว่า
“เพื่อนมนุษย์”
แด่ผู้ลี้ภัย
แรงงานอพยพ
และทุกคนที่เดินผ่านเข้ามาตลอด
การฝึกภาคปฏิบัติ
.............................................................................................
“ระบบเผด็จการทหารพม่าดำเนินนโยบายในการบริหารประเทศที่เหี้ยมโหด
ใช้กำลังปราบปรามกลุ่มนักการเมืองฝ่ายค้านที่เพียงต้องการความเป็นประชาธิปไตยในบ้านเมืองเฉกเช่นอารยะประเทศอื่น
และรุกรานพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธ์อย่างป่าเถื่อน” (ปกศักดิ์
นิลอุบล, 2551)
“ทหารรัฐบาลยังถือปืนขู่มิให้อพยพก้าวขึ้นฝั่ง
กระแสข่าวลือถึงการข่มเหงทำร้ายประชาชนกลุ่มที่ไม่มีรัฐบาลประเทศใดยอมรับก็ดังขึ้นหนาหู
และแรงงานอพยพจากพม่าอีกหลายแสนคนก็ยังคงหลบซ่อนอยู่ตามห้องพัก โรงงาน
เรือกสวนไร่นา และแม้แต่ในทุ่งหญ้าป่าเขาด้วยความหวาดผวา”
(พรสุข
เกิดสว่าง , 2540)
“ผมจะกลับบ้านเมื่อพม่า เป็นประชาธิปไตย ไม่มีการบังคับ
มีอิสระเหมือนไทย อิสระที่ทำอะไรไม่มีทหารมาเก็บเอาไป ทำงานได้ ไม่มีคนบังคับใจ
ตอนนี้ที่บ้านผมทำนาเสร็จ ไม่มีงานทำจริงๆ ข้าวก็ทหารเอาไป ไม่มีข้าวกิน
ต้องซื้อกิน”
คำกล่าวจากโซ่ แรงงานชาวเมียนมาร์ (อ้างถึงในพรสุข เกิดสว่าง , 2545)
3 ประโยคที่ยกมาข้างต้นทำให้นักศึกษาสะอึกด้วยหลากหลายอารมณ์ปะปนกันไป
เพราะการฝึกภาคปฏิบัติที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสคลุกคลีกับพี่น้องชาวเมียนมาร์หลากหลายชาติพันธุ์
หลากหลายเรื่องราวที่เราได้รับฟัง หลายเหตุการณ์ที่เราได้พบเห็น
และหลากหลายผู้คนที่เราได้พบเจอทำให้เรามีความรู้สึกร่วมและหลอมรวมตัวเราเป็นส่วนหนึ่งในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่ต่างรักชีวิต
ภาพแห่งความแร้นแค้น ความหวาดกลัว การถูกกดขี่
และความจำเป็นต้องหนีเพื่อต่อลมหายใจของเขา เรากลับไม่ค่อยรับรู้ ภาพแห่งความหวัง
ความรอคอย และพลังที่คุกรุ่นอยู่ภายในของใครหลายๆ คนเรากลับไม่เคยได้สัมผัส
ตลอดระยะเวลาของพวกเราที่ผ่านมาก่อนที่จะได้มาฝึกงาน ภาพพี่น้องชาวเมียนมาร์ที่สังคมฉายให้เราเห็นกลับเป็นคนละด้าน
ภาพแห่งความป่าเถื่อน สร้างปัญหา กระทบความมั่นคง
คือสิ่งที่ถูกผลิตซ้ำจนทำให้เราคิดว่ามันเป็นความจริง
แต่ในทางกลับกัน
ภาพสะท้อนแห่งชีวิตของมนุษย์ที่ทุกการกระทำต่างมีเหตุผลที่มาที่ไปกลับไม่เป็นที่นิยมและหยิบยกมานำเสนอในพื้นที่สาธารณะเพื่อทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ปัญหาของเพื่อนเราที่กำลังเกิดขึ้น
เมื่อลมหายใจคือเครื่องหมายแห่งการมีชีวิต
แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ต่างต้องการดำรงชีวิต อย่างมีอิสรภาพ และคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี
แต่ในสถานการณ์ที่ชีวิตและศักดิ์ศรีกำลังถูกย่ำยี การหนีจึงเป็นหนทางจำเป็น
การทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เพื่อนบ้านของเรากำลังเผชิญอยู่นั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราได้เข้าใจในชีวิตของเพื่อนเรามากยิ่งขึ้น
และนี่คือบทเรียนที่เราได้จากการฝึกภาคปฏิบัติและอยากนำเสนอชีวิตที่เพื่อนของเราต้องเผชิญให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับรู้ร่วมกัน
รัฐ กับอำนาจในการมอบตัวตน
"ได้เลข” และ “มีบัตร” คำที่นักศึกษาได้ยินบ่อยมากในการฝึกภาคปฏิบัติครั้งนี้
เมื่อตัวเลข และ บัตรไม่ได้เป็นแค่วัตถุหรือสัญลักษณ์ทั่วไปแต่มันกลับมีความหมายที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของแรงงานข้ามชาติความราบเรียบในสถานะของการได้บัตรและมีเลขของกลุ่มนักศึกษาทำให้กลุ่มนักศึกษามองไม่เห็นถึงความหมายอันลึกซึ้งของบัตรประชาชนที่ถืออยู่
เมื่อเลข และ บัตร ถูกใช้เป็นตัวกำหนดสถานะ "การมีตัวตน" ของคน
สำหรับบางคนการได้บัตรหนึ่งใบจึงมีความหมายถึง "ทั้งชีวิต"
ในการดำรงตนทางสังคมของเขาเมื่อเขตแดนของรัฐชาติมีความสำคัญในการ
"มอบตัวตน" ให้กับคน
ความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกันของคนทุกคนกลับถูกละเลยมองข้ามเมื่อมนุษย์ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวบาดแผลแห่งความอ้างว้างมันบาดลึกในใจทำให้หลายคนรู้สึก "แม้จะมีชีวิต แต่ไม่มีใครเคารพ"
เมื่อเอ่ยถึงการได้เลข และมีบัตร
ก็คงต้องพูดถึงอำนาจของรัฐที่เป็นตัวจำแนกคนออกไปตามการดูแลในขอบเขตของตนเสียไม่ได้
“รัฐ” เป็นหน่วยทางการเมืองที่มีอำนาจสูงสุด
ครอบคลุมพื้นที่หรืออาณาบริเวณ
และประชากรที่อยู่ในพื้นที่นั้นอย่างเด็ดขาดเป็นเอกเทศ
เวลาเอ่ยถึงอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน
อย่างแรกที่เราเห็นชัดที่สุดก็คือการควบคุมสิ่งที่เข้ามา สิ่งที่อยู่ภายใน
และสิ่งที่ออกไปจากพรมแดนของรัฐ ไม่ว่าสิ่งนี้จะเป็น คน สัตว์ พืช ทรัพยากร ผลผลิต
สิ่งของ เงินตรา ข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งผู้ร้ายและเชื้อโรค (วีระ สมบูรณ์,
2551) โดยเฉพาะการนับประชากรเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐนั้นจะมีลักษณะเฉพาะบังคับทางกฎหมายผ่านการแจ้งเกิด
หรือกระบวนการพิสูจน์ว่าคนคนนั้นเป็นสมาชิกของรัฐอย่างแท้จริง เมื่อเป็นเช่นนั้น “รัฐ” จึงมีอำนาจในการแบ่งคน
และคัดแยกว่าใครเป็นคนของรัฐ ถ้าใช่รัฐจะให้ “สัญชาติ”
เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่ารัฐจะให้การดูแลประชาชนคนนั้นๆ
และมอบสิทธิในความเป็นพลเมืองให้กับประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองการให้สิทธิในการใช้ทรัพยากร
และสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐจะต้องจัดหาให้
การให้สิทธิพลเมืองนี้เปรียบเสมือนการมอบตัวตนทางสังคมการเมืองของมนุษย์คนนั้นโดยผ่านการรับรองจากรัฐนั่นเองเพราะเราจะสังเกตว่าการได้มาซึ่งตัวตนในฐานะพลเมืองของรัฐของเรามันทำให้เราเข้าถึงสวัสดิการ
และทรัพยากรต่างๆ ภายในรัฐได้ เมื่ออายุถึงเกณฑ์เราได้เข้าเรียนหนังสือ
เมื่อเจ็บป่วยเราได้เข้าโรงพยาบาลมีสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า
เมื่อประสบปัญหาทางสังคมเราได้ใช้บริการต่างๆ ของรัฐ
ก็เพราะเรามีสัญชาติและเป็นพลเมืองของรัฐนี้
จอมโจรขโมยสิทธิ
“ก็เขาไมใช่คนไทย
เขาไม่มีสิทธิ เราทำไม่ได้มันไม่มีกฎหมายรองรับ”
คำพูดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยที่เราจะได้ยินบ่อยครั้งจากการทำงานภาคสนามคำพูดดังกล่าวสะท้อนบางอย่างให้เราเห็นว่า
“ไม่ใช่คนไทย” = “ไม่มีสิทธิ” และสิทธิต้องได้รับการรับรองโดยกฎหมาย
คนไทยในที่นี้หมายถึงคนที่ได้รับการรับรองจากรัฐไทยว่ามีสัญชาติไทยนั่นเอง
มันแสดงให้เราเห็นว่าตัวกฎหมายของรัฐไทยให้ความคุ้มครองไม่ครอบคลุมคนจากรัฐอื่นที่เข้ามาใช้ชีวิตทางสังคมภายในดินแดนของรัฐไทย
ทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐไทย
และคนออกกฎหมายก็ยังจำกัดการดูแลคนอยู่ที่ความเป็นพลเมือง
สิทธิของมนุษย์และการดูแลมนุษย์เกิดจากแค่รัฐเองเท่านั้นหรือเป็นคำถามที่เรียกร้องกลุ่มนักศึกษาสู่การหาคำตอบ
“สิทธิความเป็นคน (สิทธิมนุษยชน)” กับ
“สิทธิพลเมือง” อันไหนมาก่อนหลังยึดอันไหนดีคงเป็นสิ่งที่ยังถกเถียงและขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลในการแสดงความคิดเห็นและตีความ
แต่สำหรับกลุ่มนักศึกษาในฐานะนักศึกษาสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ยึดศักดิ์ศรี
คุณค่า และความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์เป็นหลักในการทำงานแล้ว
กลุ่มนักศึกษามีความเชื่อสอดคล้องตามทฤษฎีสัญญาประชาคม ของโธมัส ฮอบส์
ปรัชญาเมธชาวอังกฤษ (อ้างถึงใน อุดมศักดิ์ สินธิพงษ์, 2552, น.
41) ที่อธิบายง่ายๆ
ให้เห็นภาพว่าถ้าในอดีตกาลย้อนกลับไปยุคหิน
ยุคป่าที่ไม่มีเขตแดนของรัฐแบ่งแยกคนอย่างในปัจจุบัน
มนุษย์ได้ใช้ชีวิตทางสังคมของตนเองอย่างอิสระ
มีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่แต่สิทธิเสรีภาพที่มีอย่างเต็มที่นี้ก็อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อปัจเจกชนคนอื่นที่มีพละกำลังน้อยกว่าอาจส่งผลให้เกิดการทำร้ายและกดขี่กันได้
มนุษย์จึงจำเป็นต้องรวมกลุ่มกันและตกลงกติการ่วมกันในการใช้ชีวิตเพื่อความปลอดภัยและความสงบสุขจึงทำให้มนุษย์แต่ละคนยอมที่จะสละสิทธิบางประการของตนเข้าไปสู่กองกลางนั่นก็คือรัฐให้บริหารจัดการเพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยกับสมาชิกในสังคมนั้นๆ
ในต่อมาจึงเกิดเป็นสิทธิพลเมืองที่รัฐจะต้องดูแลและเคารพปัจเจกชนที่ยอมสละสิทธินั้นให้รัฐ
และให้ความชอบธรรมกับรัฐในการใช้สิทธินั้นแต่สิทธิในความเป็นคน
หรือสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นสิทธิติดตัวกับคนทุกคนมาตั้งแต่เกิด
ทุกคนในโลกนี้มีสิทธิในความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกัน
สิทธินี้ติดตัวไปกับทุกคนในทุกช่วงวัยของการเจริญเติบโต ในทุกๆ ที่ที่เขาไป
ไม่สามารถถ่ายโอนให้ใครได้เพราะทุกคนต่างมีเหมือนกัน
เป็นสิทธิที่ต้องได้รับความเคารพ ซึ่งแนวความคิดนี้มีปรากฎอยู่ในปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของเวอร์จิเนีย
(Virginian Declaration of Rights) ความตอนหนึ่งว่า “โดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน เป็นผู้มีอิสระอย่างเสมอภาคกัน
มีสิทธิธรรมชาติติดตัว และเมื่อมารวมกันเป็นสังคม
สิทธินี้ก็มิอาจถูกยกเลิกเพิกถอนไปได้ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยความตกลงใดๆ” (อุดมศักดิ์ สินธิพงษ์, 2552, น. 18) โดยสิทธิมนุษยชนที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (Universal
Declaration of Human Rights) ได้แจกแจงไว้ดังนี้ (อุดมศักดิ์ สินธิพงษ์, 2552, น. 23)
1.
สิทธิทางแพ่งและทางการเมือง
(Political and Civil Rights)
เป็นสิทธิตามธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม
และปรากฏอยู่ในบทบัญญัติข้อ 1 – 21 สิทธิดังกล่าวประกอบด้วย สิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหว
สิทธิเสรีภาพในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม สิทธิในความเป็นส่วนตัว
สิทธิในการเลือกนับถือศาสนา สิทธิในการแสดงออกอย่างเสรี สิทธิในการลี้ภัย
และสิทธิของผู้ถูกกระทำทารุณกรรมต่างๆ
2.
สิทธิทางเศรษฐกิจ
สังคม และวัฒนธรรม (Economic Social and Cultural Rights)
เป็นสิทธิเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความเป็นอยู่สภาพแวดล้อม
และคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติข้อ 22
เป็นต้นไป ได้แก่ สิทธิด้านการศึกษา สิทธิในการก่อตั้งสหภาพแรงงาน
สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่ดี
และอย่างพอเพียงตลอดจนสิทธิในการหยุดพักผ่อนจากการทำงาน เป็นต้น
แต่ดูเหมือนว่าแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์เมื่อข้ามฝั่งมายังเขตแดนของรัฐไทยแล้วกฎหมายของรัฐที่ออกแบบมากลับขโมยและลดทอนสิทธิบางอย่างของเขาให้เหลือน้อยลง
สิทธิในความเป็นคนที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และคงอยู่ในทุกๆ
ที่กลับไม่ได้รับการเคารพและถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
เมื่อในทางปฏิบัติที่กฎหมายและรัฐยึดสิทธิความเป็นพลเมืองเป็นหลักมากกว่าสิทธิมนุษยชน
พรมแดนและอำนาจในการมอบตัวตนของรัฐ
จึงขโมยสิทธิความเป็นคนโดยอัตโนมัติเมื่อเขาข้ามมาฝั่งไทย
พิชญ์ธิดา บุญวิชัย
เขตพื้นที่ชายแดนแม้ถูกแบ่งแยกทางกฎหมายด้วยด่านตรวจคนเข้าเมือง
แต่สถานการณ์สภาพความเป็นอยู่ในพื้นที่ชายแดนแม่สอดพัฒนาไปตามเศรษฐกิจ แรงงานต่างๆ
กลัวที่จะสูญเสียรายได้มากกว่าความปลอดภัยในชีวิตตน
หลายต่อหลายครั้งที่เราได้เห็นแรงงานข้ามเรือผ่านน่านน้ำพรมแดนเข้ามาและหากผืนน้ำแห้งขอดก็จะเห็นแรงงานเดินข้ามดินตะกอนเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย
ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกจับกุม แต่หากข้ามผ่านด่านชายแดนตรวจคนเข้าเมืองตามพิธีรีตองก็ได้ไม่คุ้มกับค่าจ้างที่ต้องเสียให้เจ้าหน้าที่นายด่านถึง
20 บาทในแต่ละวัน
ทั้งที่ได้รายได้จากการทำงานเฉลี่ยวันละประมาณ 80 บาทไทย
สำหรับแรงงานข้ามชาติที่มีบัตรประจำตัวแรงงาน
หรือถูกเรียกว่า “แรงงานถูกกฎหมาย” นั้น ต้องได้รับอนุญาตทำงาน
แต่ขณะเดียวกันภายใต้กฎหมายแห่งรัฐเอื้อประโยชน์ให้นายจ้างฉวยอำนาจต่อรองสูงกว่าแรงงาน
สาเหตุเพราะส่วนใหญ่นายจ้างจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการทำใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติ
เมื่อเขตพื้นที่ชายแดนไทย - เมียนมาร์ การเข้าเมืองบางครั้งต้องใช้เงินจำนวนมากในการเข้ามาทำงานในประเทศไทย
โดยเฉพาะในเรื่องของการขออนุญาตขึ้นทะเบียนเป็นแรงงาน
เมื่อคนที่เข้ามานั้นเข้ามาโดยไม่มีเงินติดตัวมากเพียงพอจึงมีความต้องการรับจ้างทำงานหาเงิน
ประกอบกับนายจ้างที่ต้องการแรงงานจึงมีความจำเป็นที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้แรงงานของตนเองก่อน
เมื่อแรงงานข้ามชาติมีความต้องการที่จะย้ายที่ทำงานจากนายจ้างคนเดิม
เพื่อไปทำงานในที่อื่นๆ ที่มีรายได้ที่ดีกว่านั้น
พบว่านายจ้างรายเดิมไม่ยอมแจ้งแก่นายทะเบียนว่าแรงงานข้ามชาติได้ออกจากงาน
หรือแจ้งแต่ไม่มอบเอกสารคืนให้แก่แรงงานข้ามชาติ
ทำให้แรงงานข้ามชาติขาดหลักฐานเอกสาร
เมื่อแรงงานข้ามชาติหลบหนีจากนายจ้างรายเดิมที่ยังไม่หมดสัญญาจ้างมาขอรับใบอนุญาตกับนายจ้างรายใหม่จึงไม่สามารถทำเอกสารขึ้นทะเบียนแรงงานได้
สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการแย่งแรงงานถูกกฎหมาย และนำไปสู่การยึดเอกสารสำคัญต่างๆ
ของแรงงานไว้ การอยู่ภายใต้กรอบของนายจ้างทำให้แรงงานเป็นเสมือนผู้ที่ถูกขโมยสิทธิและเสรีภาพอันพึงมีออกไปจากการครอบครองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนแรงงานที่สถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นแทบจะไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเป็นอิสระจากนายจ้าง
เพราะอำนาจต่อรองทั้งหมดแทบที่จะอยู่ในมือนายจ้างหมดแล้ว
ซึ่งวิธีการหลบหนีทั้งจากนายจ้างและจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ตำรวจ) เอง
ดูเหมือนจะเป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่แรงงานข้ามชาติที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายใช้เมื่อยามหลังพิงฝา
ในสังคมไทยหลายต่อหลายคนอยากเรียนสูงๆ
อยากได้งานดีๆ เงินเดือนสูงค่า แต่มีใครบ้างจะทราบว่าในชีวิตของแรงงานข้ามชาติพวกเขาหวังเพียงแค่มีงานทำ
มีที่หลับที่นอน มีข้าวปลาเลี้ยงปากท้องก็เพียงพอแล้ว
การทำงานที่ต้องแลกกับหยาดเหงื่อต่างน้ำท่ามกลางแสงแดดอันแผดเผาในไร่สวน
ผนวกเข้ากับอันตรายจากสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกายอย่างไร้เครื่องมือป้องกัน “ตายผ่อนส่ง” คือคำที่หาบคอนชีวิตแรงงานข้ามชาติเป็นเส้นขนานไปพร้อมกับงานที่ทำ
คุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ตรงไหน ดินที่เหยียบย่ำ
น้ำที่ใช้กินก็มาจากสารเคมีที่ละลายมาจากพื้นที่ทำงานของตน ใครกันเล่าจะเหลียวแลความเป็นอยู่ของพวกเขา
แรงงานเมียนมาร์เหล่านี้ไม่เคยแม้แต่จะได้เปร่งเสียงแห่งสิทธิและเสรีภาพออกมาให้ใครได้ยิน
หรือแม้แต่ความต้องการพื้นฐานก็คงจะกลั้วกรังอยู่ได้แค่ในลำคอ
ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่แรงงานข้ามชาติแม้จะไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับเจ้าของประเทศ
แต่ก็ขอให้เห็นว่าเป็นคนเหมือนกัน
อีกด้วยอัตลักษณ์ของกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาจากประเทศเมียนมาร์
สร้างขึ้นเพื่อตอบโต้ภาวะบางอย่างที่มีพลังแอบแฝงอยู่
พลังนี้เป็นพลังที่ท้าทายต่ออำนาจที่กระทำต่อพวกเขา
เป็นการสถาปนาพื้นที่และยืนยันตัวตนในฐานะมนุษย์คนหนึ่งในสังคม เพียงแต่ว่า
“สังคมมนุษย์และกฎเกณฑ์ต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นมาต่างหาก
ที่แบ่งแรงงานข้ามชาติให้อยู่อีกโลกหนึ่ง
กีดกันให้เขาไม่ได้ใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองในโลกใบนี้เท่าเทียมกับคนอื่นๆ
นักศึกษาเพียงแต่หวังลึกๆว่า คุณจะเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่รังเกียจคนข้ามชาติ
และเปลี่ยนแปลงมุมมองคิดว่าเขาก็เป็นคนที่มาจากโลกใบเดียวกัน ใช่มาจากโลกใบอื่น”
หลายครั้งที่เราได้ยินการสะท้อนจากเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยว่าการดูแลแรงงานชาวเมียนมาร์เหล่านี้เป็น
“ภาระ” ที่รัฐต้องรับผิดชอบ
หลายครั้งที่เราผลักให้พวกเขาเป็น “คนอื่น” ทำเหมือนเขาเป็นคนที่เราไม่ต้องการแต่ความจริงนั้นแรงงานกลุ่มนี้เป็นภาระจริงหรือ
เราไม่ต้องการเขาจริงหรือ
จากการฝึกงานที่ผ่านมาทำให้กลุ่มนักศึกษาเห็นว่าแรงงานหลักที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
รับจ้างต่างๆ ในอำเภอแม่สอด และอำเภอพบพระ จังหวัดตาก คือแรงงานจากประเทศเมียนมาร์
ในฝั่งของอำเภอแม่สอดนั้นแรงงานจะกระจายตัวทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรม
รับจ้างตามร้านอาหาร ตามบ้าน หรือในภาคธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการใช้แรงงานราคาถูกและบางอาชีพคนไทยปฏิเสธไม่ทำงาน บางครั้งก็ถูกรีดไถทั้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอย่างไร้มนุษยธรรม ในส่วนของอำเภอพบพระนั้น แรงงานจะกระจายตัวทำงานตามไร่สังกัดกับนายจ้าง
ไม่ว่าจะเป็นไร่กุหลาบ ไร่ข้าวโพด ไร่มัน ซึ่งจะมีการปลูกพืชหมุนเวียนกันไป
แรงงานกลุ่มนี้จะรับหน้าที่ดูแลไร่ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดินถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต
และจากการฝึกงานมาตลอด 2 เดือนและได้ไปเรียนรู้ชุมชนตามไร่ต่างๆ
แล้วนั้นทำให้กลุ่มนักศึกษาพบว่าแรงงานเกือบ 100% ในไร่คือแรงงานชาวเมียนมาร์
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแรงงานชาวเมียนมาร์กลุ่มนี้เข้ามาทำงานแล้วผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ตกอยู่ที่ตัวเขาเพียงอย่างเดียวที่ได้เงิน
แต่ผลประโยชน์ใหญ่ตกอยู่ที่นายจ้างที่เป็นคนไทย
ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐไทยโดยตรง
ในทางกลับกันแรงงานที่เข้ามานั้นกลับถูกกดค่าแรง ได้รับค่าจ้างที่แสนถูก
ต้องทำงานที่เสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิตโดยไม่มีเครื่องมือในการป้องกัน
และไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐไทยทั้งที่เราได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการที่เขาเข้ามา
น่าแปลกใจว่าเวลาเรามองภาพแรงงานชาวเมียนมาร์เรากลับมองแค่การเข้ามาที่ผิดกฎหมายของเขา
เป็นแรงงานราคาถูก
แต่เรากลับหลงลืมถึงความเหนื่อยยากที่เขาสละเพื่อแลกกับค่าจ้างอันน้อยนิดที่ทำให้เรามีถนนใช้
มีบ้านอยู่ เขาเหล่านั้นช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกคุณภาพชีวิตของนายจ้างและคนไทย
ในขณะที่เขานั้นยังกลับถูกเหยียบย่ำและถูกหลงลืมในสิ่งที่ทำ ถ้าในอนาคตที่ประเทศเมียนมาร์มีการพัฒนาทัดเทียมประเทศไทยแล้วคนของเขาสามารถทำงานในประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องข้ามมาฝั่งไทยแล้ววันนั้นคนที่เสียผลประโยชน์ที่สุดก็คงไม่ใช่ใคร
ถ้าไม่ใช่รัฐไทยและนายจ้างที่กำลังกดขี่แรงงานกลุ่มนี้
ไร้ตัวตน และเป็นคนอื่น
ชนาภา สุภชาติ และพงศธร จันทร์แก้ว
เขาไม่มีตัวตน หรือมีคนละเลยมองเห็น นั่นเป็นอีกหนึ่งคำถามสำคัญตลอดการฝึกภาคปฏิบัติ จากการได้สัมผัสและทำงานร่วมกับชาวเมียนมาร์สิ่งที่กลุ่มนักศึกษาเห็นคือ การแสดงออกทางตัวตนของเขาอย่างชัดเจน แม้จะข้ามมายังฝั่งไทยและใช้ชีวิตในผืนแผ่นดินไทย แต่ชาวเมียนมาร์เหล่านั้นกลับไม่ได้มาเพียงร่างกาย เขาได้นำวัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิตในแบบฉบับของเขาติดตัวมาด้วย เราจะเห็นชาวเมียนมาร์ทาทานาคา ใส่โสร่ง นุ่งผ้าถุง แบกของขึ้นบนศีรษะ จัดงานบวชลูกแก้ว มีการรวมกลุ่มในสถานที่ต่างๆ เพื่อที่จะแสดงออกทางตัวตนของเขาในประเทศไทย ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมิได้เป็นบ้านเกิดเมืองนอนที่เขาจากมา แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเขากำลังแสดงออกถึงตัวตนและไม่ยอมจำนนกับสิ่งที่กดทับ สำหรับคนเมียนมาร์แล้วเขากำลังบอกว่าเขามีตัวตน และเขากำลังแสดงตัวตนให้กับทุกคนมองเห็น แต่ในความเป็นจริงนั้นความเป็นตัวตนของเขาถูกละเลยมองข้าม และทำให้เจือจางเบาบางลงโดย “คนไทย”
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสิ่งที่เราได้ยินเกี่ยวกับแรงงานเมียนมาร์ หรือประเทศเมียนมาร์ต่างเป็นไปในทางลบ เรามองว่าเขาต่ำกว่า คำว่าพม่า ซึ่งเป็นชื่อประเทศเก่าของเมียนมาร์ถูกหยิบยกมาเป็นคำดูถูก เช่น “หน้าอย่างกับพม่า” “แต่งตัวเหมือนกับพม่า” เป็นต้น เพราะเรามองตัวเราอย่างเปรียบเทียบว่าเราเหนือกว่าเขา สิ่งที่ทำให้เราคิดอย่างนั้นคงเป็นเพราะความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาประเทศที่เราเจริญกว่าทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสาธารณูปโภคพื้นฐาน สิ่งเหล่านั้นทำให้เรายกตัวเองขึ้นกดทับและดึงคนเมียนมาร์ให้ต่ำลง คนไทยหลายคนไม่ได้แค่ไม่เห็นตัวตน แต่ในหลายครั้งจากการพูดคุยทำให้ข้าพเจ้าเห็นว่าหลายคน “ไม่ชอบ” หรือ “เกลียด” ชาวเมียนมาร์ ด้วยเหตุผลว่า ชาวเมียนมาร์น่ากลัว ทำแต่เรื่องไม่ดี ชอบความรุนแรง จากการสอบถามว่าเขาทราบได้อย่างไร ก็ได้คำตอบมาว่า เห็นจากข่าว บางคนก็ยกข้ออ้างในอดีตที่พม่าเผากรุงศรีอยุธยา พยายามรื้อฟื้นอดีตให้มีชีวิตและเอาตัวเองกลับไปเสมือนอยู่ในเหตุการณ์และมีส่วนร่วมในตอนนั้น เราเห็นว่าสื่อ และประวัติศาสตร์เป็นส่วนสำคัญในการขัดเกลา และสร้างความคิด ทัศนคติด้านลบต่อชาวเมียนมาร์ให้กับคนไทย แต่ในความเป็นจริงแล้วข่าวก็คือการคัดเลือกการนำเสนอ ประวัติศาสตร์คือเรื่องราวของอดีตที่เป็นการสร้างความรับรู้ร่วมกันว่าเราจะรับรู้เรื่องนี้แบบไหน อาจจะไม่ใช่เหตุการณ์จริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีต และมันก็มีเรื่องราว เงื่อนไข บริบทของอดีตที่เป็นไปของมัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้คนไทยจงใจไม่เห็นตัวตนและคุณค่าของคนเมียนมาร์ เมื่อเราตัดสินคนผ่านการพัฒนาประเทศ ผ่านความรวยจน ผ่านสิ่งเจือปนภายนอก เราจึงให้คุณค่าของคนไม่เท่ากัน เราถูกหล่อหลอมและทำให้เชื่อว่าความเป็นสากลนั้น ดีกว่า ศิวิไลซ์กว่า เราเลยเบียดขับ จัดลำดับ จัดที่ทาง จำกัดขอบเขตในการแสดงออกของบางอย่าง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราผลักความเป็นท้องถิ่น ความเป็นพื้นเมือง หรือความเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเมียนมาร์ให้อยู่ห่างออกไป แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้สวยงามและควรได้รับการเคารพ และควรมีที่ทางในการแสดงตัวตนในสังคม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสิ่งที่เราได้ยินเกี่ยวกับแรงงานเมียนมาร์ หรือประเทศเมียนมาร์ต่างเป็นไปในทางลบ เรามองว่าเขาต่ำกว่า คำว่าพม่า ซึ่งเป็นชื่อประเทศเก่าของเมียนมาร์ถูกหยิบยกมาเป็นคำดูถูก เช่น “หน้าอย่างกับพม่า” “แต่งตัวเหมือนกับพม่า” เป็นต้น เพราะเรามองตัวเราอย่างเปรียบเทียบว่าเราเหนือกว่าเขา สิ่งที่ทำให้เราคิดอย่างนั้นคงเป็นเพราะความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาประเทศที่เราเจริญกว่าทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสาธารณูปโภคพื้นฐาน สิ่งเหล่านั้นทำให้เรายกตัวเองขึ้นกดทับและดึงคนเมียนมาร์ให้ต่ำลง คนไทยหลายคนไม่ได้แค่ไม่เห็นตัวตน แต่ในหลายครั้งจากการพูดคุยทำให้ข้าพเจ้าเห็นว่าหลายคน “ไม่ชอบ” หรือ “เกลียด” ชาวเมียนมาร์ ด้วยเหตุผลว่า ชาวเมียนมาร์น่ากลัว ทำแต่เรื่องไม่ดี ชอบความรุนแรง จากการสอบถามว่าเขาทราบได้อย่างไร ก็ได้คำตอบมาว่า เห็นจากข่าว บางคนก็ยกข้ออ้างในอดีตที่พม่าเผากรุงศรีอยุธยา พยายามรื้อฟื้นอดีตให้มีชีวิตและเอาตัวเองกลับไปเสมือนอยู่ในเหตุการณ์และมีส่วนร่วมในตอนนั้น เราเห็นว่าสื่อ และประวัติศาสตร์เป็นส่วนสำคัญในการขัดเกลา และสร้างความคิด ทัศนคติด้านลบต่อชาวเมียนมาร์ให้กับคนไทย แต่ในความเป็นจริงแล้วข่าวก็คือการคัดเลือกการนำเสนอ ประวัติศาสตร์คือเรื่องราวของอดีตที่เป็นการสร้างความรับรู้ร่วมกันว่าเราจะรับรู้เรื่องนี้แบบไหน อาจจะไม่ใช่เหตุการณ์จริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีต และมันก็มีเรื่องราว เงื่อนไข บริบทของอดีตที่เป็นไปของมัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้คนไทยจงใจไม่เห็นตัวตนและคุณค่าของคนเมียนมาร์ เมื่อเราตัดสินคนผ่านการพัฒนาประเทศ ผ่านความรวยจน ผ่านสิ่งเจือปนภายนอก เราจึงให้คุณค่าของคนไม่เท่ากัน เราถูกหล่อหลอมและทำให้เชื่อว่าความเป็นสากลนั้น ดีกว่า ศิวิไลซ์กว่า เราเลยเบียดขับ จัดลำดับ จัดที่ทาง จำกัดขอบเขตในการแสดงออกของบางอย่าง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราผลักความเป็นท้องถิ่น ความเป็นพื้นเมือง หรือความเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเมียนมาร์ให้อยู่ห่างออกไป แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้สวยงามและควรได้รับการเคารพ และควรมีที่ทางในการแสดงตัวตนในสังคม
ขณะที่ทุกคนมองความรู้สึกเป็นอื่นจากการมองว่าเขาไม่ใช่คนไทย
แต่กลุ่มคนที่เรามองว่าเขาเป็นคนอื่นในความคิดเรานั้น เขาคือกลุ่มคนที่อาศัยในพื้นที่ประเทศไทย
เติบโตในประเทศไทย
เขามีความผสานกลมกลืนของวัฒนธรรมไทยและเขาก็มีครอบครัวอยู่ในประเทศไทย
ถึงแม้กฎหมายจะไม่ยอมรับเขาในฐานะพลเมืองของประเทศก็ตาม
รวมถึงกลุ่มคนเคลื่อนย้ายจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านถึงแม้จะมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ทั้งกะเหรี่ยง
พม่า ไทใหญ่ มอญ แต่เมื่อเขาย้ายมาอยู่ในประเทศไทยด้วยกัน
พวกเขาเป็นแรงงานข้ามชาติ ที่มีวิถีชีวิตเช่นเดียวกัน จึงต้องรัก สามัคคี
ร่วมมือกันเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน
ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เขาได้แสดงออกความเป็นตัวตนของเขา
มีพื้นที่ในการแสดงอัตลักษณ์ของตน พวกเขารู้สึกปลอดภัยในท่ามกลางเพื่อนร่วมชาติ
และผู้ร่วมเผชิญเรื่องราวต่างๆ ร่วมกัน
ซึ่งนั่นหมายความว่าการไม่มีบัตรไม่ได้ทำให้เขารู้สึกของการเป็นคนอื่นในพวกเขาเพราะเขาเองก็มีพื้นที่เฉพาะในการแสดงตัวตนและมีกลุ่มคนที่พร้อมสนับสนุนซึ่งกันและกัน
แต่ในหลายครั้งที่เราผู้ที่มีบัตรมีตัวตนในประเทศไทยมีจุดเกาะเกี่ยวยึดโยงที่บอกตัวตนของเรากลับรู้สึกเป็นคนอื่นท่ามกลางกลุ่มของเขา
เรารู้สึกไม่มีตัวตนเมื่อเราเข้าไปในกลุ่มของพวกเขา
แสดงให้เห็นว่าความเป็นคนอื่นเกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ท่ามกลางกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่กลุ่มที่เรานั้นคุ้นเคย
เรารู้สึกคลายความเป็นอื่นก็ต่อเมื่อเขาต้อนรับ
เรารู้สึกดีและรู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่งเมื่อพวกเขาให้การยอมรับเรา ความรู้สึกเป็นอื่นจึงเป็นบทเรียนสำคัญทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของเขาว่ามันอ้างว้างเพียงใดเมื่อต้องมาอยู่ในดินแดนของรัฐไทยที่มีพวกเขาน้อยกว่าพวกเรา
และยังมีพวกเราอยู่จำนวนมากที่มีทัศนคติที่ไม่ดีกับพวกเขาก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกเป็นอื่นในหมู่พวกเขาที่เราเคยสัมผัสวิ่งแล่นเข้ามากระทบให้ได้รู้รสอีกครั้งว่าที่ผ่านมาเขารู้สึกอย่างไร
การมองภาพความเป็นคนอื่นในมุมมองของเราจึงแตกต่างไปจากการมีบัตรหรือเอกสารที่แสดงสัญลักษณ์ของความเป็นพวกพ้องเดียวกันเท่านั้น
เพราะความเป็นมนุษย์ไม่มีพรมแดนขวางกั้นมนุษย์มีความเกี่ยวโยงเชื่อมโยงถึงกัน
ต่างต้องพึ่งพิงกัน การรวมกลุ่มของคนชาติเดียวกันจึงทำให้เขารู้สึกมีตัวตน แต่มากไปกว่านั้นการยอมรับในความแตกต่างของกันและกัน
และพยายามเรียนรู้เข้าใจกัน จะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันที่จะสามารถสลายฉัน
เธอที่เป็นสาเหตุของความเป็นอื่นไปในที่สุด
“การเป็นพลเมืองโลก”
สู่ “สวัสดิการไร้พรมแดน”
เมื่องานสังคมสงเคราะห์ยึดถือหลักสิทธิมนุษยชนเป็นหลักในการทำงาน
เรามีความเชื่อในแนวคิดมนุษย์นิยม เราเชื่อมั่นในการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน
เราจึงทำงานอย่างหนักเพื่อให้เพื่อนมนุษย์ทุกคนได้ใช้ชีวิตทางสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
และเข้าถึงสิทธิพื้นฐานในความเป็นมนุษย์ได้
จากการฝึกงานที่ผ่านมาทำให้กลุ่มนักศึกษาได้พบผู้คนที่แตกต่างมากมายจากทั่วทุกมุมโลก
กลุ่มนักศึกษาได้เห็นว่าการเกิดและเติบโตในพื้นที่ทางกายภาพที่แตกต่างกันส่งผลให้คนมีความต่างกัน
ทั้งความเชื่อ ความคิด ค่านิยม แต่เราทุกคนกลับมีสิ่งที่เหมือนกันมากที่สุด
และยึดโยงเราเข้าไว้ด้วยกันมากที่สุดไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนนั่นก็คือ
"ความเป็นมนุษย์" ในยุคปัจจุบันที่โลกทุกส่วนเชื่อมเข้าหากัน
ก่อให้เกิดคนเคลื่อนย้ายไปมาทั่วทุกมุมโลกเป็นจำนวนมากนั้น “เขตแดน” ของรัฐอันเป็นสิ่งสมมุติที่เราร่วมกันสร้างเพื่อแบ่งคนจึงถูกกระแทกให้เบาบางและลดความสำคัญลงไปทุกที
โลกในปัจจุบันที่เราทุกคนเชื่อมถึงกัน
เราข้ามพรมแดนไปหากันได้เพียงไม่กี่วัน
เราสามรถรู้เรื่องราวของกันและกันเพียงปลายนิ้วผ่านโลกอินเตอร์เน็ต
การมองคนแบ่งแยกตามการเป็นสมาชิกของรัฐนั้นๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าจะดูล้าหลังในยุคนี้
เพราะแท้ที่จริงแล้ว เราทุกคนคือพลเมืองร่วมกันของโลกใบนี้
และสิ่งนี้ก็สะท้อนอยู่ในสามัญสำนึกร่วมกันของคนทั้งโลก เพราะจากการฝึกงานที่ผ่านมานั้นทำให้กลุ่มนักศึกษามองเห็นว่าเพื่อนร่วมโลกของเราทนไม่ได้กับการเห็นความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
เพราะเราทุกคนต่างยึดโยงและมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกัน
เราจึงเห็นองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศจำนวนมากเข้ามาให้การช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้
เราเห็นอาสาสมัครที่ยอมบินข้ามทวีปเพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมโลก
เราเห็นการบริจาคเงินมหาศาลจากทุกมุมโลกในการให้ความช่วยเหลือคนในประเทศต่างๆ
ที่ประสบภัยและผู้คนตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่องค์กรพัฒนาเอกชนและเพื่อนร่วมโลกส่วนหนึ่งได้ทำมาแล้วอย่างยาวนานนั่นก็คือ
“การดูแลร่วมกันของคนทั้งโลก”
เป็นการจัด “สวัสดิการแบบไร้พรมแดน”
การออกแบบสวัสดิการและกฎหมายในยุคที่มีคนเคลื่อนย้ายเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน
และมีผลประโยชน์ร่วมกันในลักษณะนี้จึงควรเป็นการร่วมออกแบบของรัฐบาลว่าจะมีวิธีร่วมดูแลคนเคลื่อนย้ายลักษณะนี้อย่างไร
รัฐนั้นๆ ที่มีคนเคลื่อนย้ายเข้ามาก็ต้องมีมาตรการและสวัสดิการในการดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย
การผลักให้เป็นอื่น หรือปฏิเสธการดูแล ย่อมย้อนกลับมาเป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้
เพราะวิถีชีวิตของคนนั้นไร้พรมแดน และเราทุกคนต่างต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
สวัสดิการสังคมในยุคนี้จึงควรออกแบบจากบริบทที่แท้จริงของสถานการณ์สังคมและความเคลื่อนไหวของคน
สวัสดิการสังคมควรเป็นเครื่องมือในการให้คนรู้สึกถึงการมีตัวตน
เป็นเครื่องมือในการรักษาและส่งเสริมให้มนุษย์ได้แสดงด้านดีและมีไมตรีต่อกัน ไม่ใช่ออกแบบหรือใช้สวัสดิการสังคมและกฎหมายมาเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมสวัสดิภาพของมนุษย์
หรือยึดถือในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา
หรือเป็นการทดแทนผลประโยชน์หลังจากที่เขานั้นไม่สามารถเข้าถึงสิทธิบางประการได้
แต่ควรยึดถือเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมความอยู่ดีกินดีที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับ
(Rory Truell. 2558)
เมื่อนักสังคมสงเคราะห์เป็นตัวเชื่อมและหัวใจหลักในการทำงานเพื่อให้บุคคลเข้าถึงสวัสดิการสังคม
และเป็นผู้ปฏิบัติที่ต้องทำงานครอบคลุมทั้งการแก้ไข คุ้มครอง สนับสนุน พัฒนา
บุคคล กลุ่ม และชุมชน
จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญในการทำงานในอนาคตของนักสังคมสงเคราะห์ทุกคนที่ต้องเสนอประเด็นนี้
เป็นปากเสียง
และย้ำให้ภาครัฐและสังคมเห็นถึงความเกี่ยวโยงและเกื้อกูลกันของคนทุกคนที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันเพื่อร่วมกันออกแบบสวัสดิการสังคมไร้พรมแดน
และสร้างสังคมที่มีความเกื้อกูลเพื่อต้อนรับยุคใหม่ที่ทุกคนต่างเป็นพลเมืองของโลก
โปรดอย่าลืม ถึงแม้พวกเขาจะไร้สถานะทางพลเมือง แต่ตัวตนในความเป็นมนุษย์ของเขา ติดตัวมาแต่กำเนิด ยังคงอยู่ในขณะปัจจุบัน และยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไปในอนาคต
โปรดอย่าลืม ถึงแม้จะ "ไร้สถานะ" แต่เขายังมี "ตัวตน" ตัวตนในความเป็นคนที่ควรได้รับการเคารพและไม่มีใครปฏิเสธได้
เอกสารอ้างอิง
หนังสือ
ปกศักดิ์ นิลอุบล, (2551). เข้าใจพม่าผ่านประสบการณ์ของ ปกศักดิ์ นิลอุบล อดีตเอกอัครราชทูต ณ
กรุงย่างกุ้ง. กรุงเทพมหานคร: โค – ขยันมีเดียทีม.
พรสุข เกิดสว่าง. (2545). คนทอตะวัน. เชียงใหม่:
เพื่อนไร้พรมแดน.
พรสุข เกิดสว่าง. (2546). มุ่งหาแสงตะวัน. เชียงใหม่: เพื่อนไร้พรมแดน.
วีระ สมบูรณ์. (2553). รัฐ-ชาติ
ชาติพันธุ์ ข้อสังเกตบางประการว่าด้วยความเป็นชาติ ความเป็นรัฐ และปัญหาชาติพันธุ์.
กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สมมติ.
อุดมศักดิ์ สินธิพงษ์. (2552). สิทธิมนุษยชน. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เดือนตุลา
สื่ออิเล็กทรอนิกส์
Rory Truell. (2558). Welfare systems should be about human rights, not just
benefits. สืบค้นวันที่ 17 มีนาคม 2558
จากhttp://www.theguardian.com/social-care-network/2015/mar/17/welfare-human-rights-benefits-social-work
