วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เที่ยวเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมาร์ 1 วันสุดคุ้ม แค่ไม่กี่ก้าวจากแม่สอด

วันนี้เราได้มีโอกาสไปเยือนเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมาร์ เป็นการเที่ยวและลงชุมชนไปด้วยในตัว
คนที่พาเราไปครั้งนี้คือเจ้าถิ่นคนพม่าที่ทำงานที่มูลนิธิฝ่ายงานพัฒนาเยาวชน คือ พี่จูลี่ และพี่กีกี้
สำหรับการไปฝั่งเมียวดี นั้นบอกเลยว่าง่ายมากๆ แค่เพียงถือบัตรประชาชนใบเดียวยื่นที่
สำนักงานออกหนังสือผ่านแดน ก่อนถึงสะพานมิตรภาพไทย พม่า ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที ง๊าย ง่าย
แต่ก่อนอื่นเราอยากบอกว่า การเรียกเมียนมาร์ ว่า พม่า ในยุคนี้เป็นอะไรที่เชยมาก
เพราะเมียนมาร์มีความหลากหลายทางชาติพันธ์สูงมาก และบางแห่งก็ยังมีการสู้รบกันอยู่
พม่า เป็นแค่หนึ่งชาติพันธ์ในเมียนมาร์ ถ้าเราเรียกทุกคนเป็นพม่า หลายคนอาจบอกว่า
ไม่ช่ายยย ชั้นไม่ใช่พม่า ชั้นเป็นกะเหรี่ยง ชั้นเป็นมอญ ชั้นเป็นยะไข่ ดังนั้น
การตั้งชื่อประเทศใหม่จาก Burma เป็น Myanmar จึงเป็นการประนีประนอม
หาจุดร่วมให้คนได้ใช้ "Myanmar" เป็นชื่อกลางในการเรียกสมาชิกหรือคนในประเทศเขา
ดังนั้นจากนี้เราต้องใช้ "Myanmar" กันให้ชิน
ส่วนเมืองเมียวดีประเทศเมียนมาร์นี่ อยู่ในรัฐกะเหรี่ยงมีเมืองพะอานเป็นเมืองหลวง



คนเมียนมาร์นี่กินหมากกันเป็นอาหารว่างเลยละม้างงง เห็นคนเมียนมาร์กินหมากก็นึกย้อนไปเมืองไทยสมัยก่อนที่คนกินหมากกันเต็มบ้านเต็มเมืองแล้วก็บ้วนน้ำหมากลงพื้น 
เราเห็นพื้นที่พม่า จะมีรอยแดงน้ำหมากเปรอะเปื้อนไปทั่ว แล้วก็นึกเข้าใจจอมพลป. 
ว่าทำไมถึงรณรงค์ไม่ให้คนไทยกินหมากและบ้วนน้ำหมากลงบนพื้นถนน 
ป้ายห้ามบ้วนน้ำหมากจึงสำคัญและถูกติดไว้ตามสถานที่ต่างๆ ในเมียวดี


เราข้ามจากฝั่งไทย ไปเมียนมาร์ด้วยสะพานข้ามแม่น้ำเมย ซึ่งไม่ยาวมากเลย เดินประเดี๋ยวเดียวก็ถึง เพราะแม่น้ำเมยเป็นแม่น้ำที่ไม่กว้างมาก เอาจริงๆ นะ ในฤดูนี้เดินข้ามแม่น้ำยังได้เลย ถ้าใครมานะ เราจะเห็นว่าด้านล่างสองฝั่งของแม่น้ำ จะมีเรือที่คอยขนคนข้ามไปมา แบบผิดกฎหมาย เต็มไปหมด เป็นเสน่ห์อีกแบบเหมือนกันนะ ที่ทำให้เห็นว่าพรมแดนของรัฐชาติ จำเป็นต้องยืดหยุ่นให้กับธรรมชาติชีวิตของมนุษย์ที่ต้องปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มันไม่สามารถแบ่งแยกจากกันได้เด็ดขาดซะทีเดียว
เอ้อ แล้วเห็นป้ายโฆษณาใหญ่ๆ นั่นไม๊ โฆษณาแป้งสะทานากระปุกจ๊ะ จริงจังจริงใจมาก
เราว่าป้ายนี้มันมีนัยยะทางวัฒนธรรมเมียนมาร์บอกเราเลยนะ ว่า สะนะคา กับพม่า มีความผูกพันธ์ลึกซึ้งกันมากจริงๆ


พม่าจะวิ่งรถคนละเลนกับเรา ดังนั้นบนสะพานเราจึงจะเห็นป้ายเตือนให้สลับเลน ซึ่งสำหรับคนไทยแล้ว การไปเมียนมาร์ควรต้องระวังเรื่องการข้ามถนนมากนะ เพราะเราถูกเกือบรถชนตายไปหลายครั้ง เพราะข้ามถนนดูฝั่งผิด จะทำไงได้หล่ะค้าาา มันไม่ชิน


ลำน้ำเมย พรมแดนทางธรรมชาติที่เป็นตัวแบ่งฝั้่งไทย เมียนมาร์ เรือลำนั้นที่เห็นคือเรือโดยสารส่งคนข้ามฝั่ง ผิดกฎหมาย แต่อาวนาาาาา ทำไม่รู้ไม่เห็นกันบ้าง เพราะยอมรับเถอะคนเมียนมาร์ที่ข้ามมาฝั่งนี้ก็เป็นผู้มีพระคุณกับเราที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นแรงงานที่มีความสำคัญ เป็นคนสร้างถนน สร้างบ้าน ให้เราได้อยู่ เราว่าพวกเขามีพระคุณกับพวกเรามากโขอยู่นะ


เมื่อข้ามมาเราก็จะเห็นด่าน ที่มีศิลปะแบบเนี้ยแหละ ดูออกเลยอ่ะ ว่ามันเป็ยศิลปะเมียนมาร์
ไม่รู้เค้าเรียกอะไร ใครอยากรู้ถามกูเกิ้ลเอาโน๊ะ


เมื่อเรามาถึงพี่กีกี้ พี่จูลี่ก็เตรียมเช่ารถสองคันให้เราเสร็จสรรพ พาหนะสองคันนี้จะเป็นตัวพาเราไปรู้จักกับเมียวดี และได้ศึกษาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่ จากประเทศต้นทาง เพื่อเป็นประโยชน์กับเราในการทำความเข้าใจอะไรบางอย่าง ในการทำงานกับเด็กๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองที่เป็นแรงงานข้ามชาติในฝั่งประเทศไทย


คุณค่ะ ความอัศจรรย์แรกก็ปรากฎ จู่จู่พี่คนขับนางก็เปิดหน้าต่างบนหลังคาให้เราค่ะ
อีบ้า ตอนนี้กูนั่งรถเปิดหลังคา เวรี่ไฮโซอ่ะ เค้าว่ากันว่ารถเมียนมาร์ส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่น รถมือสองพวกนี้นี่ราคาถูก น่าซื้อหามาก


เรายื่นหัวออกนอกหลังคาเพื่อชื่มชมกับวิถีชีวิตของชาวเมียวดี การจราจรในท้องถนนรุงรังดีมาก เราชอบ เสียงแตร ปี้นๆๆๆๆๆ ดังไม่ขาดสาย บีบกันได้เกินเหตุมาก 



สถานีแรกที่เราหยุดแวะคือร้านน้ำชา ร้านน้ำชาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนที่นี่ เพราะมันเป็นสถานที่สังสรรค์ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ซึ่งกันและกันของชายตั้งแต่หนุ่มน้อย ยันหนุ่มใหญ่
ใช่แล้วค่ะ มันเป็นที่ของชายหนุ่ม เห็นในรูปไม๊หล่ะคะ มีแต่ชายหนุ่มจริงๆ 
เพราะผู้หญิงจะไม่มานั่งร้านน้ำชา ด้วยเหตุผลที่ว่าจะถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี ชอบเที่ยว ชอบสังสรรค์อะไรประมาณนั้น ถ้าจะมาต้องมาเป็นครอบครัว มากับลูกผัวค่ะ ถึงจะรอด
แล้วผู้หญิงจะไปไหน? นางก็มีที่ของพวกนางค่ะ เป็นร้านข้าวต้ม ร้านขนมจีนตอนเช้าอะไรว่าไป หรือกินที่บ้านเอา


ร้านน้ำชาทุกร้านจะมีไฟแช็คไว้บริการ แก่คุณสุภาพบุรุษทุกท่าน


ในร้านน้ำชานะคะ ก็ไม่ได้มีแค่น้ำชานะคะ นางมีเมนูต่างๆ ให้สั่งกันเต้มมมมมมม นี่ก็สั่งกันไม่หวาดไม่ไหว มาดูค่ะ ว่าอะไรที่มาแล้วต้องสั่ง ต้องกิน 
อย่างแรกค่ะซาลาเปาเมียนมาร์ แตกต่างกับซาลาเปาไทยยังไงค่ะ สำหรับเราแล้วไม่แตกต่างค่ะ 
จะแตกต่างตรงที่ซาลาเปาที่นี่ลูกใหญ่กว่า สั่งค่ะ แนะนำ อร่อย


อย่างที่สองไม่ต้องถามชื่อค่ะ จำไม่ได้ นางเป็นแป้งห่อไส้อะไรไม่รู้ อันนี้อร่อยมาก อร่อยจนต้องสั่งเพิ่ม


อันนี้นางเป็นข้าวเหนี่ยวค่ะ แล้วเค้าก็เอาไปตำๆๆๆๆ ตำจนละเอียด ใส่งาด้วยมั้ง แล้วก็ปั้น แล้วเอาไปทอด จิ้มกับน้ำจิ้มหวานๆ อีห่าาา อร่อยมาก ยอม!! เป็นของหวานที่นี่ยอม นี่ชอบมาก


อันนี้ละพะโต๊ะ ยำใบชา อาหารประจำชาติเมียนมาร์ เราไม่ค่อยชอบ แต่ต้องสั่งค่ะ 
ทำไมเหรอ เพราะนางเป็นอาหารประจำชาติไงคะ 
เหมือนมาเมืองไทยไม่ได้กินผัดไทย ต้มยำกุ้ง มันก็ไม่ถึงใช่แมะ


อ้าวววว มาร้านน้ำชา ก็ต้องมีน้ำชาสิคะ นี่ค่ะ น้ำชานม อร่อยอย่าบอกใคร
หวาน หอม กลม จนอยากวัดเส้นรอบวงรัศมี มันกลมกล่อมมากจริงๆ นะ ไม่เสียชื่อร้านน้ำชา


เมนูนี้นางเป็นเส้นสปาเก็ตตี้ค่ะ มีไข่โปะหน้ามาให้ อร่อยมากเหมือนกันมาแล้วต้องกิน นี่ชอบมาก


ทริปนี้มีคนอ้วนมาด้วยเยอะ ความสุขในการกินจึงกระจุยกระจายมากๆ


สถานีต่อไปเราก็ได้ไปเที่ยววัดแห่งหนึ่ง ไม่รู้ชื่อวัดด้านข้างๆ จะมีร้านขายแตงโม คุณค่ะ แตงโมเมียนมาร์นี่ใหญ่มาก ใหญ่วัวตาย ใหญ่ควายล้ม และรสก็หวานมากด้วย เราจะ amaze กับแตงโมมากเพราะมันใหญ่เกินเหตุดี เราชอบ นางจะหั่นแบ่งขายกันชิ้นละ 4 บาท ยิ่งแช่เย็นนะ เจ้าพระคุณเอ้ยย ยิ่งอร่อย



ใหญ่มากจริงๆ ใหญ่จนต้องร้องขอชีวิต


มาถึงวัดก็ต้องถ่ายรูปวัดใช่ไม๊คะ มาค่ะ วัดนี้จะมี Gimmick ตรงนกพิราบ มาแล้วต้องถ่ายกับพวกนาง 
ซื้ออาหารเป็นเมล็ดข้าวโพดซักถาด แล้วก็ค่อยๆ โปรยให้นางมากิน เราก็ยืนโพสต์ท่าสวยๆ
แล้วก็ทำให้นางตกใจบิน แล้วทีนี้เราจะได้ฉากถ่ายรูปเป็นนกบินสวยๆ มาโชว์เหนือเพื่อนๆ ค่ะ



ขาอีบุ๋มนี่ใหญ่กว่าเจดีย์อีกนะว่าไป
อาวหล่ะ เรามาเยี่ยมชมวัดกันดีกว่า ศิลปะพม่านี่สวยงามวิจิตรมากนะ ทุกอย่างก็เหมือนวัดไทย 
ทอง ทอง ทอง ทอง เต็มไปหมด ทองภาษาพม่าคือ ชเว


งานละเอียด งานพิถี งานพิถัน มากๆ


มาถึงก็ต้องถ่ายรูปรวมหมู่


ซุ้มก่อนเข้าศาลาเป็นไม่ฉลุ สวยงามมาก 


ภายในศาลาจะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ที่เป็นจุดเด่นของวัด เป็นพระพุทธรูปสานจากหวาย และลงสีทอง




และในวัดจะมีพระพุทธรูปปางต่างๆ ประดิษฐานจำนวน 4 ทิศ 


สถานีต่อไปของพวกเราถือว่าเป็นไฮไลท์ของเมียวดีเลยก็ว่าได้นั่นก็คือวัด จระเข้
ซึ่งสร้างจระเข้กลางน้ำ ไว้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แต่นอนนี้ยังไม่เสร็จดี สำหรับการขึ้นไปเยี่ยมชมบนตัวจระเข้นั้น เข้าไปได้เฉพาะ ผู้ชาย เท่านั้น ย้ำว่าผู้ชายเท่านั้น
ตั้งแต่ร้านน้ำชา มาถึงวัด ทำให้เราเห็นวัฒนธรรม ความเชื่อ "ชายเป็นใหญ่" ที่ฝังรากลึกมากในเมียนมาร์
ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการทำงานสังคมสงเคราะห์ เพื่อที่เราจะได้ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย และเป็นประเด็นละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมที่ท้าทายการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์ที่ยึดความเท่าเทียมเป็นหลักในการทำงานด้วยเหมือนกัน



ผู้หญิงต่างๆ ก็ทำได้แค่ถ่ายรูปนอกตัวจระเข้


ที่วัดนี้จะมีศาลาเกี่ยวกับพุทธประวัติให้เราได้เดินชม มีภาษาไทยคอยอธิบายรูปปั้นในแต่ละห้องด้วย


มีรูปปั้นจำลองเหตุการร์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์



ที่วัดกำลังมีการก่อสร้างเจดีย์อยู่หลังหนึ่ง แรงงานหลักที่เราเห็นก็คือพระ และเณร


หลังจากนั้นเราได้ไปเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ โมนาสติก ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่จัดตั้งขึ้นโดยพระ 
ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลพม่า แต่วัด และชุมชนช่วยกันสนุบสนุน
ที่นี่มีนักเรียนที่มีฐานะยากจนที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนรัฐบาลได้
จำนวนกว่า 2,000 คน
โรงเรียนแห่งนี้ทำให้เราเห็นว่าทำไมพ่อแม่ผู้ปกครองจึงข้ามฝั่งไปไทยเพื่อหาโอกาสทางการศึกษาที่ดีกว่า เพราะฝั่งเมียนมาร์เองก็ยังมีโรงเรียนไม่เพียงพอต่อความต้องการ เด็กๆ หลายคนก็ยังต้องพึ่งโรงเรียนวัดเพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสทางการศึกษา
เมื่อเราเข้าไปถึงเด็กๆ พร้อมใจกันลุกขึ้นยกมือไหว้และกล่าวคำทักทายเป็นภาษาพม่า
"มิงกะลาบา สะยา สะยามะ" 
สะยา = ครูผู้ชาย สะยามะ = ครูผู้หญิง
หลังจากนั้นเด็กๆ ท่องบทกลอนอีกหนึ่งบทยาวมาก จากการสอบถามเราได้ความว่าเป็นบทที่เด็กๆ จะท่องทักทายเพื่ออวยพรคุณครูเป็นภาษาบาลี
มาถึงโรงเรียนทั้งทีเราก็ได้ชวนเด็กทำกิจกรรมสนุกๆ ด้วยกัน





ปลาเล็ก ปลาใหญ่ (งา ติ ติ๊ งา จี จี) ปลาสูง ปลาต่ำ โอ๊ย สนุกกันมาก




การทำกิจกรรมในหลายครั้งทำให้เรารู้ว่า เราหนึ่งคน สามารถถ่ายทอดพลังแห่งความสุข ความสนุก
ให้กับใครได้อีกหลายคน อยู่ที่นี่ ทำงานสายนี้ เรารู้สึกตัวใหญ่มาก เรารู้สึกว่าเราโคตรมีคุณค่าต่อโลกใบนี้เลย


มันเป็นงานที่ต้องถ่ายโอนพลัง และเก็บสะสมพลัง เป็น small win ในแต่ละวัน
ที่มันจะกลายเป็น Great victory หรือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของทั้งตัวผู้ให้ และผู้รับในอนาคต


เมื่อมนุษย์คือมนุษย์ เราเหมือนกัน เรามีสิ่งที่เชื่อมโยงเราด้วยกัน
เราต่างกัน นั่นคือความสวยงาม และเฉดสีที่แต่งแต้มโลกนี้ 
เราว่าคำว่ามนุษย์มันไม่มีเขตแดนมันไม่มีอะไรกันขวาง 
ยิ่งเราโน้มตัวลงมารู้จักเพื่อนมนุษย์ของเรามากขึ้น 
เราเองก็มีความสุขในการดำเนินชีวิตท่ามกลางความหลากหลายได้มากขึ้น 
มันจะมีความสดใหม่มากมายเต็มไปหมดที่ทำให้เราได้ปละหลาดใจและตื่นเต้นอยู่เสมอ



สะยาท่านนี้เป็นครูใหญ่ของศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ สะยาทำงานมา 15 ปีแล้ว 
ทำงานด้วยความรัก และความสุข
สะยาบอกว่าดีใจทุกครั้งที่เห็นเด็กๆ ประสบความสำเร็จ และกลับมาเยี่ยมโรงเรียน 
มันเป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ของงานที่ทำอยู่ แม้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่วัดและชุมชนก็ช่วยกัน 
เราเห็นเด็กนักเรียนพม่าจะใส่โสร่งสีเขียว กระโปรงสีเขียว 
พอเราไปโรงเรียนผนังโรงเรียนก็สีเขียว เสื่อน้ำมันปูพื้นก็ยังสีเขียว 
เราก็เลยสงสัย เราถามครูใหญ่ ว่าทำไมโรงเรียนพม่าต้องใช้สีเขียวเราได้ความมาว่า
"ที่พม่าจะแบ่งสีให้กับหน่วยงานต่างๆทางฝ่ายการศึกษาจะใช้สีเขียว เราจะเห็นว่า
ทั้งเครื่องแต่งกายของครูและนักเรียนจะมีสีเขียวส่วนของฝ่ายสาธารณสุขจะใช้สีแดงเช่นโปสเตอร์ที่เราเห็นพยาบาลจะใส่ผ้าถุงสีแดงผมไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเลือกสีไหนให้ฝ่ายไหนกันยังไง"
เราเห็นเด็กๆ ใส่โสร่งเราเองก็อยากที่จะใส่บ้างก็เลยขอน้องผู้ชายข้างๆ ยืมโสร่งมาใส่
นี่ก็ทำสำออยใส่ไม่เป็น จนสะยาต้องเข้ามาช่วยผูกรัดมัดเหน็บให้ นี่ฟินมาก ชอบมาก 5555






นี่คือ หยี่เล (น้องชาย) สุดหล่อที่ให้เรายืมโสร่งมาใส่น้องดูดีใจและเต็มใจมากเวลาเรายืมโสร่ง 
เราว่าการที่เราสนใจในวัฒนธรรมความเป็นอยู่ หรืออยากเรียนรู้ในสิ่งที่เขาเป็น
มันเหมือนเป็นการดึงตัวตนของเขาให้ผุดขึ้นมาโดยการกระตุ้นเร้าและให้คุณค่าในสิ่งที่เขามีโดยคนอื่น 
มันเป็นการสร้างความภูมิใจให้กับเขาได้ด้วยวิธีหนึ่ง และมันเป็นการสร้างความสุข และเป็นการเรียนรู้ความหลากหลายของเราได้ด้วยอีกวิธีหนึ่งด้วย
 และที่สำคัญมันเป็นการสร้างสัมพันธภาพ และความไว้วางใจระหว่างกันได้ดีทีเดียว 
เพราะความเหมือน หรือการที่เราอยากเหมือนเขา มันจะละลายความเป็นเขา เป็นเรา ให้เบาบางลง
เรามีความรู้สึกว่าเราหล่อมาก เมื่อใส่โสร่ง


สำหรับมื้อเที่ยงพี่จูลี่พาเราไปกินอาหารเมียนมาร์แบบจัดหนัก คนเมียนมาร์จะกินอาหารกับมือ 
สำหรับเราไม่มีปัญหา เพราะฝึกวิทยายุทธนี้มาตั้งแต่เด็กๆ กับแม่เฒ่า 
อาหารเมียนมาร์ส่วนใหญ่จะใส่น้ำมันเยอะ มักมีส่วนผสมของปลาร้า 
นิยมนำใบกระเจี๊ยบมาทำเป็นต้ม นิยมนำฟักเขียวมาทำเป็นน้ำซุป


ถ้ามาเมืองไทยกินเบียร์ช้าง เบียรสิงห์ ถ้าไปลาวต้องกินเบียร์ลาว 
มาพม่าก็ห้ามพลาก Myanmar  Beer 


หลังจากนั้นเราไปเดินตลาด ด้วยความที่ติดใจการมัดโสร่งของสะยา เอ้่ย ติดใจโสร่ง 
เราก็เลยควานหาโสร่งในตลาด เราก็ได้มาผืนละ 100 บาท ได้แล้วใส่เลย เพราะเห่อมาก 
แม่ค้า พ่อขายในตลาด ชอบใจกันมาก บ้างก็หัวเราะ บ้างก็ยิ้มให้ แต่ไม่เห็นมีใครลดราคาให้เลยแฮะ


หลังจากนั้นเราก็ไปเที่ยวสวนสนุกของเมียวดี ราคาเข้าคนละ 15 บาท
อย่าคาดหวังภาพดรีมเวิล สวนสยามอะไรทั้งนั้น 
ภาพบรรยากาศและลักษณะเครื่องเล่นเหมือนงานวัดบ้านเรา แต่เอานา ลองดูก่อน
นี่ก็มีรถบั๊มที่ อัตราความเร็วน่ารักๆ 


เห็นไม๊ สนุก



มีเครื่องเล่นต่างๆ มากมาย เหมาะกับการถ่ายรูปทำสวย


ม้าหมุนก็มีนะ น่าร๊ากกกก





หลังจากนั้นเราก็เดินทางไป เมียวดีคอมเพล็ก ที่เป็นทั้ง Duty Free, Casino ร้านอาหาร 
เจ้าของเป็นคนไทย ซึ่งมาตั้งในฝั่งเมียนมาร์ ติดกับแม่น้ำเมยเลย สามารถข้ามมาได้จากฝั่งไทย 
มีเรือคอยรับบริการรับส่ง สิ่งที่เราเห็นครั้งแรกในการมาก็คงเป็นความตกใจ 
เพราะระหว่างทางที่มาเราจะเห็นถนนลูกรัง บ้านชาวบ้านที่ทำจากไม้ ฝุ่นฟุ้ง 
แต่มาถึง Casino นี่คือคนละโลก มันทันสมัย โมเดิร์น และดูรวยจนน่าตกใจ
นี่แหละความเหลื่อมล้ำ


ท่าเรือจากฝั่งไทยที่ทำอย่างดีรอรับลูกค้ามายั่งฝั่งเมียนมาร์


ร้านอาหารเล็กๆ น่ารัก


Duty Free และวงดนตรีด้านซ้ายมือที่ไว้บรรเลงตอนกลางคืน
จา่กการสอบถามลูกค้าที่นี่มีทั้งชาวไทย และเมียนมาร์ 
เราได้เข้าไปใน Casino ส่วนใหญ่จะเห็นคนรวยเมียนมาร์มาเล่นกัน 
การเล่นใน Casino จะใช้เงินไทยเล่นนะ เพราะเจ้าของเป็นคนไทย หยอดได้ตั้งแต่แบงค์ 20 จนถึง 1000 
เราว่าเครื่องเล่นมันไม่สนุกเลยอ่ะ เหมือนเครื่องเกมส์ในห้าง เพราะตอนนี้เรามาพวกวงป็อกเด้ง 
วงไพ่อะไรทำนองนั้นยังไม่เปิด แต่ตอนนี้เขาเปิดแล้วนะ แวะไปเที่ยวเล่นได้



และก่อนกลับเราก็ไม่พลาดที่จะลิ้มรส หมูจุ่มเมียนมาร์ ที่จะมีอวัยวะหมูต่างๆ คอยเสียบไม้
ตั้งไว้เป็นวงกลมรอบปากหม้อลูกค้าสามารถหยิบเลือกกินได้ตามใจชอบ 
สนนราคาไม้ละ 2 บาท หรือ 50 จ๊าด เท่านั้น



การกินก็จะมีจานมาให้วางไม้ และมีน้ำซุปให้คนละ 1 ถ้วย ไว้กลั้วคอ


 และจิ้มด้วยน้ำจิ้มเต้าหู้ยี้สูตรอร่อย


จ่ายเงินจากการนับจำนวนไม้


หลายคนกินแค่พออิ่ม แต่บางคนกินกะเอาให้ตาย เลยต้องตกอยู่ในสภาพที่เห็น


หลังจากนั้นเราได้ไปแวะชม ตลาดสด สถานที่ๆ เราชอบมากที่สุดของการไปเที่ยวที่ต่างๆ


ขนมหวานเมียนมาร์ ที่เรายืนชมจนแม่ค้าต้องหยิบมาให้ชิม คนที่นี่ใจดีมากจริงๆ นะ


ภายในตลาดก็มีขายของสดของแห้งทุกชนิด


ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ สด หรือ ผักสด


หรือสัตว์ไม่สด แต่ถูกเผาสดๆ ก็มีขาย จากภาพคือแพะ


เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ก็มีนะ โดยของสดจะตั้งขายกันตรงกลาง ส่วนสองข้างทางจะเป็นร้านประจำที่ขายเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ ปลาแห้ง ต่างๆ




วิธีการไล่แมลงวันของคนที่นี่ คือการจุดธูป แรกๆ ที่เห็นก็สงสัยเหมือนกันว่า
ทำไมแม่ค้ามักจุดธูปหน้าแผงดอกเดียว ดอกเดียวกัน ก็เพิ่งมาถึงบางอ้อ


ที่เมียนมาร์ยังใช้การชั่งของด้วยวิธีโบราณแบบนี้อยู่เลย 
เห็นแล้วชอบมาก แม่ค้านี่ชำนาญกันมาก ยกลูกเหล็ก วับๆๆๆ



เด็กน้อยน่ารักที่อยากซื้อ แต่แม่เค้าไม่ขาย


เมื่อไปเดินตลาดจบเราก็ถึงเวลากลับ ปัจจุบันด่านพรมแดนไทย เมียนมาร์ แม่สอดจะปิดเวลา 2 ทุ่ม
การกลับก็เหมือนเดิมง่ายๆ แค่เดินข้ามสะพานไม่กี่ก้าวก็ถึงฝั่งไทย
1 วันสำหรับการเที่ยวเมียวดี สุดคุ้ม เราเห็นวัฒนธรรม วิถีชีวิต เราเข้าใจในเหตุผลของหลายคน
ที่เลือกที่จะข้ามมาหาโอกาสที่ดีกว่า


ภาพสุดท้ายบนสะพานที่เราเห็นพี่ชายฝั่งไทย เดินมารับน้องสาวจากฝั่งเมียนมาร์กลับบ้าน
บ้านฝั่งไทย ที่พ่อแม่จำเป็นต้องข้ามมาเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ
เช้าเรียนเมียนมาร์ ค่ำหลับฝั่งไทย
แต่วิถีชีวิตมันเหนือขอบแขตและฝั่งกั้น

ขอบคุณเมียวดี แล้วเจอกันอีกนะ เมียนมาร์

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...