ฮ๊ายยย หลังจากที่ใครหลายคนเรียกร้องอยากรู้เรื่องราวชีวิตการฝึกงานของอะลิตเติ้ล
วันนี้ก็มาแล้วค่าาา เพราะที่บ้านเช่าไม่มีเนต จะอัพบล็อคทีต้องหาเวลาโอกาสดีๆ ซึ่งมีน้อยมาก
ฝึกที่ไหน?
องค์กรที่ดูแลเราหลักคือ Help Without Frontiers และมี Save the Children International เป็นผู้ร่วมสนับสนุนกระบวนการฝึกโดยมีพี่นักสังคมสงเคราะห์มาเป็นอาจารย์นิเทศน์งานให้ด้วย พื้นที่หลักก็เป็นอ.แม่สอด และเวียนไปอ.พบพระ โดยฝึกกับชุมชนคนข้ามชาติ ผู้ย้ายถิ่นจากพม่า
ประเด็นที่น่าสนใจในพื้นที่
- กระบวนการบริหารจัดการ ดูแลซึ่งกันและกันของชุมชนผู้ลี้ภัย และแรงงานพม่าในประเทศไทย
- กระบวนการทำงานให้การช่วยเหลือเด็ก "ต่างชาติ" และ "ไร้สัญชาติ"
- กระบวนการทำงานคุ้มครองเด็ก และการใช้ชุมชนเป็นฐานกับเด็กกลุ่มนี้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานบางประการ
ฝึกงานวันแรกเราก็ต้องรู้จักองค์กรที่จะดูแลเราก่อนนั่นก็คือ
มูลนิธิช่วยไร้พรมแดน
(Help
Without Frontiers Foundation) ก่อตั้งโดยนักธุรกิจชาวอิตาลี
โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กเคลื่อนย้ายและผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่า
มีส่วนงานที่ครอบคลุมหลากหลายมิติ โดยทางมูลนิธิได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้เพื่อเด็กย้ายถิ่นจากประเทศพม่าทั้งหมด
7 แห่ง
และมีการช่วยเหลือสนับสนุนทางด้านอาหารและด้านอื่นๆ
แก่ศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ
โดยมีประเด็นที่ท้าทายและความต้องการของการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้ดังนี้คือ
- No status การปฏิบัติงานกับเด็กไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงสวัสดิการและ“สิทธิมนุษยชน” ขั้นพื้นฐานของเด็ก เพราะมีหลายกรณีที่รัฐไทยไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้เพราะยึด “สิทธิความเป็นพลเมือง” เป็นหลัก
- High running cost ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่สูงส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการขับเคลื่อนงาน
- Financial support issues ประเด็นในการหาแหล่งทุนสนับสนุนทางการเงิน เพราะหน่วยงาน NGOs (Non Government Organization) จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนสนับสนุนจากต่างชาติเป็นหลัก
- A chance in continuing education โอกาสในการศึกษาต่อในระดับสูงของเด็ก ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อ ข้อจำกัดของสถาบันการศึกษาของรัฐที่มีต่อเด็กไร้สัญชาติยัง หรือการเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่ของผู้ปกครอง ก็ยังเป็นข้อท้าทายที่ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้
- Teacher moving เนื่องจากเงินเดือนครูที่มีอัตราแค่เดือนละ 3,000 บาททำให้ครูหลายคนลาออกเมื่อได้งานใหม่ที่มีเงินเดือนสูงกว่าทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของครูอยู่บ่อยครั้ง
- Learning center too far ศูนย์การเรียนรู้อยู่ห่างไกลจากที่อยู่ของนักเรียนทำให้การเดินทางมาเรียนลำบาก
- Labor mobility แรงงานในภาคเกษตรกรรมที่จำเป็นต้องย้ายฐานการทำงานไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาลผลิตของพืชผลในแต่ละฤดูกาล หรือย้ายสายงานไปตามสถานที่ต่างๆ ทำให้เด็กๆ ต้องย้ายตามผู้ปกครองไปด้วย ส่งผลให้ไม่สามารถเรียนได้อย่างต่อเนื่อง
- Drop out เนื่องจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจของครอบครัว รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ส่งผลให้เด็กๆ หลายคนต้องหยุดเรียนกลางคัน
- Could not pay for education expenses ภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงเป็นอุปสรรคสำคัญในการเรียนของเด็กย้ายถิ่นกลุ่มนี้
อาจารย์ปิ่น ได้พาเราไปดูงานตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เห็นเครือข่ายในการทำงานของเรา
ให้เราได้เห็นภาพอะไรบางอย่าง ก่อนที่เราจะเริ่มฝึกกันอย่างจริงจัง
ที่แรกที่เราไปคือศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคอกควาย ศูนย์การเรียนแห่งนี้ก่อตั้งโดยพี่ซินหม่า
สาวพม่าที่มีความฝันอยากเห็นเด็กๆ พม่าในชุมชนได้มีโอกาสเรียนหนังสือเพื่ออนาคตที่ดีของพวกเขา
ศูนย์การเรียนแห่งนี้ ได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธิผู้หญิง มูลนิธิช่วยไร้พรมแดน และหน่วยงานอื่นๆ
เพื่อให้ศูนย์การเรียนสามารถดำรงอยู่ได้ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ
การเรียนการสอนจะออกแบบโดยพี่ซินหม่า
มีทั้งวิชาการ และทักษะชีวิตที่จำเป็นของเด็ก
การเรียนจะให้ความสำคัญกับเด็กทุกคน เพราะพี่ซินหม่าบอกว่า
"เด็กทุกคน เก่งไปเท่ากัน" แต่จะทำอย่างไรให้เขาเข้าใจและผ่านจุดนั้นไปได้
ด้วยข้อจำกัด และเวลาที่เขาอาจจะต้องใช้มากกว่าคนอื่น
"เราเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นตอนฝนตก เล่นน้ำโคลนมันสกปรก
หลายคนพ่อแม่ไปทำงาน ก็ทิ้งลูกไว้ที่บ้านเราคิดว่า เราจะทำอะไรได้บ้าง
พอมีโอกาสเราก็ไปชวนเขามาเรียน
เราสอนภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ ภาษาไทยให้
เพราะเมื่อก่่อนเราส่งเด็กเ ข้าไปโรงเรียนไทยเด็กก็หนีกลับ
เพราะเรียนไม่ ได้ ไม่เข้าใจภาษาแต่ตอนนี้เราเริ่มเอาเด็กมา ตั้งแต่เล็กๆ
เดินไปหาตามบ้านพูดให้พ่อแม่เข้าใจ
พ่อแม่ก็ช่วยมาดูแลลูกเขาด้ วยเด็กก็สนุกอยากมาเรียน
พอเรียนที่นี่เสร็จเราก็หาโรงเรียนส่งเขาไปเรี ยนต่อ
ซินหม่าอยากเห็นเด็กมีอนาคต ที่ดี"
"ซินหม่าวิ่งไปตามโรงเรียนต่างๆ ไปหาครูเขาบอกว่าเรามีเงินเ ท่านี้ครูให้เด็กเรียนหน่อยได้ไหม
เด็กอยากเรียน ครูเขาก็เข้าใจเด็กคนไหนไม่มีเลข 13 หลัก
เราก็ต้องดูให้ เพราะถ้าไม่มีเลขเขาจะลำบาก
แม่บางคนคิดว่าได้ใบคลอดคือ เด็กมีเลขแล้ว แต่เราบอกว่าไม่ใช่
เราก็ต้องให้ความรู้ ก็ต้องช่วยกันทำให้เขา"
อนาคตที่ดีของเด็กๆ ที่พี่ซินหม่าอยากเห็นคืออะ ไรครับ
"เด็กเป็นคนดี เรียนดี มีงานทำพอเขาได้เรียน
เขาก็พูดภาษาไทยได้ ฟังภาษาไทยได้เขาก็ใช้ชีวิตในประเทศไทยได้
เขาก็ได้ทำงานซินหม่าก็บอกเขาว่าเทสโกโลตัสเปิดนะ เซเว่นเปิดนะไปทำงานที่นั่นได้นะ
เขาก็จะช่วยตัวเองได้ ช่วยครอบครัวได้"
แล้วถ้าเด็กมีอนาคตที่ดีแล้ วพี่ซินหม่ารู้สึกอย่างไรครับ
"ซินหม่าดีใจ ดีใจมากนะ ที่เขาได้เรียนเขาจะได้ทำงานช่วยตัวเอง
ช่วยครอบครัวใช้ชีวิตของตัวเองได้ ดีใจมาก มีความสุข"
: พี่ซินหม่า ผู้หญิงตัวเล็ก ที่แสนยิ่งใหญ่ผู้เป็นนักสังคมสงเคราะห์ด้ วยหัวใจ
เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กเคลื่อนย้ายพม่าในประเทศไ ทย
ในการพูดคุยกับพี่ซินหม่าทำให้เราได้เห็นพลังแห่งความสุขจากแววตา
มันโคตรเป็นพลังให้กับเรา พี่ซินหม่าทำทุกอย่างเพราะตระหนักเห็นถึง "คุณค่า" ในสิ่งที่ทำ
และสัมผัสได้ถึง "ความสุข" ที่ตนเองได้รับ
ความเหนื่อยล้าระหว่างทาง
จึงไม่ใช่อุปสรรคในการบั่นทอนพลังใจในการทำงาน
พี่ซิ่นหม่าทำให้เรารู้ว่า "คนเล็กๆ สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ในทุกๆ วัน" จริงๆ
หลังจากนั้นเราได้ไปกันต่อที่ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดตาก
ทำงานภาพกว้างครอบคลุม 9
อำเภอในจังหวัดตากที่มีความหลากหลายทางชาติพันธ์
ทั้ง กะเหรี่ยง ลีซอ
ม้ง มูเซอ อีก้อ และเย้า
บ้านพักเด็กและครอบครัวทุกจังหวัดเปิดให้บริการตลอด 24 ชม.
และเป็นศูนย์พึ่งได้ OSCC ของจังหวัด
ไม่สามารถปฏิเสธผู้ใช้บริการได้เลยต้องรับในทุกกรณี
เป็นสถานที่รับตัวชั่วคราวตาม พรบ. ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว
พรบ.
การค้าประเวณี พรบ. ปราบปรามการค้ามนุษย์ พรบ. คุ้มครองเด็ก
โดยสามารถรับตัวเข้ามาอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน
เมื่อผู้ใช้บริการได้รับการประเมินแล้วทางบ้านพักเด็กฯ
จะมีการส่งต่อไปยัง สถานสงเคราะห์ กลับครอบครัว หรือฝึกอาชีพ แล้วแต่กรณี
ที่นี่ทำให้เราเห็นข้อจำกัดของภาครัฐที่ส่งผลต่อบริการ บ้านพักเด็กฯ ทำงานครอบคลุมทั้งจังหวัด
งานที่ทำจึงเป็นไปในลักษณะภาพกว้าง การแก้ไขปัญหาจึงไม่สามารถลงลึกได้ จำเป็นต้อง "สร้างเครือข่าย" การทำงาน บวกกับบุคลากรที่มีอยู่อย่างจำกัด คนทำงานที่นี่จึงจำเป็นต้องทำงานแทนกันได้
และต่อมาเราไปกันที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 55
โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ หรือโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์
ก่อตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ ที่มีลักษณะปัญหาที่แตกต่างกัน
โดยของจังหวัดตากก่อตั้งในยุคที่ประเทศไทยมีกระแสคอมมิวนิสต์
และจังหวัดตากก็เป็นพื้นที่สีแดง
โรงเรียนแห่งนี้จึงถูกก่อตั้งเพื่อแก้ปัญหาความเข้าใจในเรื่องการปกครอง
ขึ้นตรงกับ
สพฐ. สังกัดอยู่ในสำนักการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ 100%
รับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ พิการ ด้อยโอกาส
ผู้เสียหายจากการถูกทารุณกรรม
การค้ามนุษย์ ยากจน ไม่มีคนเลี้ยงดู
หรือประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในรูปแบบอื่นๆ
จากพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ตาก
และกำแพงเพชร
เนื่องจากในโรงเรียนประกอบไปด้วยกลุ่มเด็กที่มีลักษณะพิเศษ เป็นโรงเรียนกินนอน
ทำให้การบริหารจัดการภายในโรงเรียนมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก
ทั้งการใช้ระบบหมู่ลูกเสือจัดการทำงานของทุกหอ
การใช้ระบบพี่น้องที่ให้เด็กความรู้สึกเสมือนบ้าน
การเน้นการเรียนการสอนวิชาชีพ
การจัดการให้ครูเข้าใจในความจำเป็น
และลักษณะพิเศษของเด็กในแต่ละคน
โดยการอบรมและให้เห็นภาพจริงในการกลับบ้านของเด็ก
การจัดให้มีพิพิธภัณฑ์ชนเผ่า
และการให้วันศุกร์เป็นวันแต่งกายประจำของแต่ละชนเผ่า
ก็เป็นการสร้างความภูมิใจในความเป็นตัวตนของเด็กแต่ละคนได้ด้วย
จากการพูดคุยกับ คุณครูธีรภาพ จันทร์พุ่ม
รองผู้อำนวยการโรงเรียนราชป ระชานุเคราะห์
ทำให้เราได้รับรู้ว่า แม่โรงเรียนแห่งนี้จะเป็นสถานที่สำหรับคนยากจน ด้อยโอกาส แต่ในประเทศไทยก็เป็นที่น่าจกใจว่า หลายครั้งมีคน "อยากจน" เพื่ออยากเข้ามาเรียนฟรีมากกว่าคน "ยากจน" จริงๆ เสียอีก
"แม้ว่าการศึกษาของเด็กต่าง ชาติมันจะดีเท่าไหร่
แต่ถ้าสังคมไม่เปิดโอกาสให้เพราะแม้เด็กหลายคนจะได้เรียนจนระดับปริญญา แต่บางงาน ก็จำกัดให้เด็กไร้สัญชาติกลุ่มนี้อยู่ดี
จนกลายเป็นวลีเด็ดที่คนทำงานในพื้นที่ต้องเจอเมื่อเข้าไปคุยกับพ่อแม่
"จะไปเรียนทำไม เรียนไปก็กลับมาหักข้าวโพดอยู่ดี"
เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ผ่านการเป็น "คนส่งข้าว"
อ.ปิ่นให้โจทย์มาว่า ไปคิดมานะว่า เราจะเรียนรู้งานสังคมสงเคราะห์ เรียนรู้ชุมชน
ผ่านการเป็นคนส่งข้าวได้อย่างไร
สิ่งที่เราคิดไว้ในใจคือ Mind Set ในการเรียนรู้ของเราสำคัญเป็นอย่างมาก
เราว่าฝึกงานมันเป็นช่วงเวลาพิเศษ ที่เราจะมีโอกาสได้เรียนรู้
และเก็บทรายเม็ดละเอียดให้มากขึ้น เราสัญญากับตัวเอง
เราจะมองดู เราจะชวนพูด เราจะถาม เราจะเล่น
เพื่อให้เราเข้าถึง เขาถึงตัวตนของเราเอง และเข้าถึงคนอื่นๆ
ที่ศูนย์การเรียนรู้เราเจอเด็ก พม่าหลายคนที่กำลังเรียนหนังสือ ภาพและบรรยากาศที่เห็น
ทำให้เราสัมผัสได้ถึง "ความอยาก" อันมหาศาลที่เด็กๆ กลุ่มนี้มีกับการเรียน
เราสัมผัสได้ถึง "ความหวัง" อะไรบางอย่างที่มันมากระทบจิตใจเราผ่านภาพที่เรามองเห็น
เราเห็น "คุณค่า" ของอะไรหลายๆ อย่าง รวมถึงสิ่งที่เรากำลังฝึก
โอกาสของคนเรามันมีไม่เท่ากันจริงๆ
เพราะโอกาสมันเป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อเด็กๆ พวกนี้
หลายคนได้มีโอกาสมาเรียน เพราะหน้าต่างแห่งโอกาสของพวกเขาถูกเปิดโดยผู้ใหญ่หลายๆ คน
ที่ช่วยกัน ทั้งจากคนในชุมชนชาวพม่าเองที่มีส่วนสำคัญในการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ในทุกหัวระแหง
ทั้งจาก NGO ที่ช่วยเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญในการขับเคลื่อนงาน และช่วยค้ำยันให้พวกเขายังอยู่กันได้
ทั้งผู้บริจาคเงินจากทั่วโลก ที่มองเห็นเด็กๆ พวกนี้ ไม่ใช่เด็กแค่พม่า ไม่ใช่แค่เด็กกะเหรี่ยง หรือเด็กของชนเผ่าใด เชื้อชาติใด แต่เด็กทุกคนที่เราเห็นคือ "เด็กของโลกใบนี้"
ภาพแรกที่เราเห็นเมื่อนั่งรถเข้ามาส่งข้าวที่ศูนย์การเรียนรู้ไอโยนอูคือ
ภาพน้องๆ กลุ่มนี้กำลังเรียนหนังสือกลางแจ้ง โดยมีโต๊ะ กระดาน ครู นักเรียน
แค่นั่นก็พอแล้วสำหรับการเป็นห้องเรียนของเด็กที่นี่ มันทำให้เราคิดว่า
แค่นั่นก็พอแล้วสำหรับการเป็นห้องเรียนของเด็กที่นี่ มันทำให้เราคิดว่า
สำหรับเราหลายคน "การศึกษา"
เป็นสิ่งที่เราได้มา "ง่าย" จนทำให้เราลืมความสำคัญ
แต่สำหรับใครบางคน การศึกษาเป็น "สิทธิพื้นฐาน"
ที่ต้อง "ดิ้นรน" ให้ได้มา และ "ยาก" ที่จะเข้าถึง
เป็นสิ่งที่เราได้มา "ง่าย" จนทำให้เราลืมความสำคัญ
แต่สำหรับใครบางคน การศึกษาเป็น "สิทธิพื้นฐาน"
ที่ต้อง "ดิ้นรน" ให้ได้มา และ "ยาก" ที่จะเข้าถึง
เราได้ไปส่งข้าวต่อที่ศูนย์การเรียนรู้รอกกี้เมาเท่น ที่นี่เราได้เจอกับ 3 สาวครูอาสาจากเกาหลีใต้
พวกนางเรียนรัฐศาสตร์กัน ตอนนี้ปิดเทอม เลยอยากหากิจกรรมดีๆ ทำ
นางบอกว่า นางมาที่นี่กันเอง เพราะเพื่อนนางเคยมา
นางมาสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆ และได้มีโอกาสมาเที่ยวเมืองไทยด้วย
พวกนาง เจ๋ง มาก สำหรับเรา
พวกนาง เจ๋ง มาก สำหรับเรา
เมื่อเราส่งข้าวให้น้องๆ เสร็จ เราก็ได้เข้าไปพูดคุย และเล่นกับน้องๆ ตามประสา
หลังจากที่เราได้ไปเล่นกับกับเด็กๆ จนเหนื่อย เราก็ถอยมามายืนมองเด็กๆ เล่น
เสียงหัวเราะ และความสุขแบบเด็ก ทำให้เราคิด
สำหรับพวกเขาแล้วคงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า
การได้ใช้ "ชีวิตวัยเด็ก" ของตัวเองอย่างมั่นคงปลอดภัย และมีความสุข
การได้ใช้ "ชีวิตวัยเด็ก" ของตัวเองอย่างมั่นคงปลอดภัย และมีความสุข
"ขอท่าหล่อๆ นะ"
ร้อกกี้เมาเท่น เป็น Boarding School หรือ โรงเรียนที่มีหอพัก
เด็กๆ หลายคนก็อาศัยที่นี่เป็นทั้งบ้าน และโรงเรียนในการใช้ชีวิตของพวกเขา
เราได้มีโอกาสพูดคุยกับครูใหญ่ เราถามว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเด็กๆ
"ทุกวันนี้เด็กๆ เขาเรียนกันอย่างเดียว
สิ่งที่ผมอยากให้เขามีมากที่สุดคือทักษะชีวิต
สิ่งที่เขาจะสามารถนำไปทำมาหากินต่อได้ออกไปใช้ชีวิตต่อได้
ตอนนี้ที่โรงเรียนมีสอนคอมพิวเตอร์ปีหน้าผมอยากสอนให้เด็กๆ ปลูกเห็ด"
เราได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามพี่ตู่ โครงการสุขภาพ ไปตรวจสุขภาพ และพัฒนาการทางร่างกายเด็ก
ที่ศูนย์การเรียนรู่ไร่กุหลาบ ที่อ.พบพระ
ชุมชนที่นี่จะมีลักษณะพิเศษคือ
ผู้ปกครองของเด็กในศูนย์การเรียนรู้จะรับจ้างทำงานตามไร่โดยสังกัดกับนายจ้างในไร่ต่างๆ
ซึ่งแต่ละนายจ้างจะมีบริเวณพื้นที่ในการเพาะปลูกพืชกว้างขวางมาก
จากการนั่งรถสำรวจพื้นที่ทำให้เราได้เห็นไร่ที่มีการปลูกพืชหมุนเวียนทั้ง
ดอกกุหลาบ
ดอกเบญจมาศ อ้อย มันสำปะหลังที่มีพื้นที่ติดๆ กัน
การมีแรงงานในสังกัดของนายจ้างแต่ละคนทำให้เกิดเป็นชุมชนแรงงานชาวพม่าขึ้นมาย่อมๆ
ตามกระจุกของการเกษตรกรรมในพื้นที่
การทำกิจกรรมกับคนกลุ่มนี้ต้องทำเวลา 5 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม
เพราะจะเป็นช่วงเวลาเลิกงาน
และในตอนเช้าเขาจะต้องออกไปทำงาน
ศูนย์การเรียนรู้ไร่กุหลาบเป็นศูนย์การเรียนรู้สาขาที่เปิดรับเด็กๆ
ที่ติดตามพ่อแม่มาทำงานบริเวณกม. 33
เมื่อมาถึงเราได้เขาไปที่ห้องเรียนของเด็กๆ เรากล่าว "สวัสดีครับ"
เด็กๆ ยกมือไหว้ กล่าวสวัสดีตอบกลับดังลั่น
วันนี้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมพม่าผ่านการบอกเล่าของพี่ตู่
ว่าที่เราเห็นเด็กพม่าเอามือกอดอกนี่คือการที่เขาแสดงความอ่อนน้อม
เป็นมารยาทที่เขาต้องทำเมื่อเจอ เดินผ่าน หรือคุยกับผู้ใหญ่
ยิ่งถ้าเขาก้มตัวเวลาเดินผ่านเราด้วยแสดงให้เห็นถึงการที่เขามีความอ่อนน้อมมาก
เด็กบางคนเมื่อเดินผ่านเรานี่เขาจะกอดอกและก้มตัวเดินเกือบถึงพื้น
ในระหว่างที่เราวัดส่วนสูงของเด็กๆ เราเห็นน้องผู้ชายหลายคนที่เจาะหู
การเจาะหูของเด็กพม่าไม่ใช่แค่แฟชั่น
แต่การเจาะหูของเด็กผู้ชายพ
การผ่านการบวชเรียนเป็นสามเ
โดยส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่ชาวพม
และเด็กๆ จะได้รับการเจาะหูเพื่อเป็นสัญลักษณ์
หลังจากทำงานเสร็จเราพอมีเวลาเหลือได้เข้าไปทำความรู้จักกับเด็กๆ
เราได้เปิดหนังสือภาษาพม่าเ บื้องต้นและเริ่มทักทายพูดคุย
เราได้หยิบเครื่องเขียนและข
เมื่อเขาพูดภาษาพม่า เราก็พูดตาม และบอกเขาว่าภาษาไทยคืออะไร
แครั่ม = ดินสอ
นายี่ = นาฬิกา
เปเร้ม = ไม้บรรทัด
กาเมร่า = กล้องถ่ายรูป
เรากำลังแลกเปลี่ยน และเรียนรู้ภาษาของกันและกั
เด็กๆ ทำให้เรารู้ว่าแม้ภาษาจะเป็
แต่ถ้าเรา “อยากเรียนรู้”และมีใจในการ
ตัวเราจะสามารถนำอุปสรรคที่
เราได้ขึ้นรถไปต่อกันที่ Health Pose
ศูนย์บริการทางสุขภาพของชุม
ระหว่างทางที่รถเคลื่อนผ่าน
กลิ่นสารเคมีต่างๆ ก็ลอยมาเข้าเตะจมูกซะปั้งให
เมื่อเราไปถึง Health pose ศูนย์บริการสาธารณสุขชุมชนข
ว่าส่วนใหญ่คนที่มาหาหมอ ป่วยอะไรกัน คำตอบที่ได้ก็ตรงใจอย่างที่คิด
"ก็พวกโรคเกี่ยวกับทางเดินห
และเด็กๆ หลายคนก็ยังต้องทำงานช่วยพ่อแม่ ในไร่ที่มีสารพิษปริมาณสูงแบบนี้
เราเห็นเด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่งในไร่มันสำปะหลัง กำลังขะมักเขม้นเก็บมัน พวกเราส่งเสียง
"มิงกะลาบา" เด็กผู้หญิงกลุ่มนั้นวางมือจากงาน เงยหน้าขึ้นมายิ้ม และโบกมือให้พวกเรา
เราสงสัย "ทำไมเด็กพวกนี้ไม่ได้เรียนหนังสือ"
เราได้พูดคุยกับพี่ๆ หลายคน ถึงเรื่องราวดังกล่าว
ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เด็กว่าได้เรียนหรือไม่นั้นคือผู้ปกครอง
เพราะในบางครอบครัวมีฐานะยากจนมาก
จึงเกิดเป็นคำถามที่พ่อแม่ตั้งขึ้นว่า “ถ้าลูกได้เรียนแล้วครอบครัวจะกินอะไร”
เพราะในหลายครอบครัวเด็กคือแรงงานหลักในการหาเงินเข้าบ้านเพราะสามารถทำงานได้เร็วและคล่องตัวกว่า
คนทำงานในด้านนี้จึงต้องทำงานอย่างหนักในการหาหนทางเพื่อให้เด็กได้เรียน
เช่น การที่โรงเรียนร่วมกับมูลนิธิต้องออกแบบให้เด็กบางคนมาเรียนบางวันและบางวันไปทำงาน
เพื่อสร้างการประนีประนอมระหว่างความจำเป็นทั้งสองทาง ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีและยืดหยุ่นกับประเด็นของเด็กแต่ละคน
เราจึงคิดว่า ถ้าการได้เรียนคือการนำไปสู่การยกระดับชีวิต การทำให้เขามีกิน
แต่ถ้าการได้เรียนกลับทำให้เด็กและครอบครัวไม่มีอะไรกิน
การออกแบบบริการให้ทั้งสองทางสามารถทำควบคู่กันไปได้ก็คงเป็นทางออกที่ดีในการสร้างคุณภาพชีวิตให้กับเด็กๆ ได้ แม้เด็กในวัยนี้จะยังไม่ใช่วัยที่เหมาะสมที่จะทำงานหนัก และอันตรายกับสารพิษก็ตาม
Health Pose สถานที่แห่งนี้ที่ความจำเป็น ก่อให้เกิดการจัดบริการในชุ มชน
ห้องที่เห็นเตียงที่เห็น ยังคงใช้เป็น ที่ "ทำคลอด"
เพราะชาวพม่าหลายคนไม่กล้าเ ข้าโรงพยาบาลด้วยหลายเหตุผล เช่น
- พูดภาษาไทยไม่ได้
- กลัวเจ้าหน้าที่
- ไม่มีเงิน
การจัดการตัวเองของชุมชนโดย การเข้าไปสนับสนุนจากองค์กร ภายนอก
ทั้งทางด้านองค์ความรู้ ยา และค่าใช้จ่าย
จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้ "คุณภาพชีวิต"
ของพวกเขาดีขึ้นมาบ้างในระดับหนึ่ง
- พูดภาษาไทยไม่ได้
- กลัวเจ้าหน้าที่
- ไม่มีเงิน
การจัดการตัวเองของชุมชนโดย
ทั้งทางด้านองค์ความรู้ ยา และค่าใช้จ่าย
จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้
ของพวกเขาดีขึ้นมาบ้างในระดับหนึ่ง
ที่ต่อไปคือศูนย์การเรียนรู้ ซิโกไทย ศูนย์การเรียนรู็ที่มีสะพานไม้เป็นสัญลักษณ์หน้าโรงเรียน
เด็กๆ ทุกคนที่ศูนย์การเรียนแห่งนี้จะเดินเท้ามาเรียน เพราะแถวนี้ไม่มีรถประจำทาง และโรงเรียนเองก็ไม่มีรถรับส่ง เด็กๆ ต้องเดินข้ามดอย ข้ามไร่เพื่อมาเรียนหนังสือ เราจะสังเกตได้จากรองเท้า และฝ่าเท้าของเด็กๆ ที่จะมีสีแดงติดชนิดฝังแน่น
·
ศูนย์การเรียนมีอาคารหลังใหญ่แค่หลังเดียวตามที่เห็นนรูปทำให้พื้นที่คับแคบเป็นอย่างมาก
เด็กบางชั้นเรียนไม่มีโต๊ะ เก้าอี้นั่ง จำเป็นต้องนั่งอัดกันที่พื้น
จากการพูดคุยกับครูใหญ่ของศูนย์การเรียนรู้ทำให้เราได้รู็ว่าเด็กของที่นี่เพิ่มขึ้นทุกปี
เขาคาดหวังให้เด็กที่นี่ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นทุกปีเพราะสถานการณ์ภายในของพม่าที่เป็นปัจจัยผลักคนให้ออกนอกประเทศ ซึ่งสวนทางกับขนาดพื้นที่และงบประมาณที่มี
เราเหลือบมองไปเห็นหลังคาที่ชำรุดเป็นรอยโหว่ เราถามครูใหญ่ว่าถ้าฝนตกจะทำอย่างไร
ครูใหญ่บอกว่า ถ้าฝนตกตอนนี้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
เพราะไม่มีที่ให้เด็กไปหลบ
ตอนนี้มันไม่มีปัญหา แต่ถ้าหน้าฝนมันเป็นปัญหาแน่ๆ โรงเรียนก็ต้องซ่อมให้ทันหน้าฝน
เด็กพม่าที่ศูนย์การเรียนจะได้เรียนกันทั้งหมด 3 ภาษา
พม่า ไทย อังกฤษ
เพราะเด็กๆ จำเป็นที่จะต้องใช้ในการดำรงชีวิตทางสังคม
เราสังเกตว่าเด็กพม่าเมื่อโตขึ้นช่วงมัธยมทุกคนจะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดี
และมีความมั่นใจมาก มั่นใจจนเราหลายคนเสียเซ้ล
ที่นี่เราเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง "เอาน้องมาเรียนด้วย" มันทำให้เราคิดว่า
เมื่อพ่อแม่จำเป็นต้องออกไปทำงาน ในฐานะพี่สาวจึงจำเป็นต้องดูแลน้องอยู่ที่บ้าน
แต่เมื่อการศึกษาก็เป็นสิ่งจำเป็นในการยกระดับคุณภาพชีวิต
การเอาน้องมาเลี้ยงที่โรงเรียนในขณะที่ตนเรียนหนังสือคงเป็นหนทางที่ดีในการประนีประนอม
ระหว่างสองแง่งของความจำเป็นในชีวิต
สำหรับโมเดล การประนีประนอม แบบนี้ มันโคตรเท่ห์สำหรับเราเลย
เรายังคงใช้สูตรการอยากเรียนภาษากับเด็กๆ พม่า ครั้งนี้เมื่อเราถามว่า
นาฬิกา คืออะไร คำตอบที่ได้กลับไม่เหมือนกัน
เพราะพม่ามีหลายเชื้อชาติมาก แต่ละเชื้อชาติก็จะมีภาษาเป็นของตนเอง
ม้ง กะเหรี่ยง ยะไข่ โอ๊ย เยอะแยะไปหมด จำกันไม่หวาดไม่ไหว
จากการนิเทศน์งานครั้งแรกของอ.ปิ่น อ.ทำให้เราได้รู้จักกับความสำคัญของ
“Sense of belonging” หรือความรู้สึกในการเป็นส่วนหนึ่งและการมีจุดเกาะเกี่ยวของบุคคล
"ได้เลข” และ “มีบัตร” จึงเป็นคำที่เราได้ยินบ่อยมากในการฝึก งานครั้งนี้
เมื่อตัวเลข และ บัตรไม่ได้เป็นแค่วัตถุหรือ สัญลักษณ์ทั่วไป
แต่มันหมายถึงการถูกกำหนดสถ านะ "การมีตัวตน" ของคน
ความราบเรียบในสถานะของการไ ด้เป็นพลเมืองมาแต่กำเนิดขอ งเรา
ทำให้เรามองบัตรประชาชนเป็น แค่บัตรใบหนึ่ง
แต่สำหรับบางคนการได้บัตร 1 ใบ
มีความหมายถึง "ทั้งชีวิต" ในการดำรงตนทางสังคมของเขา
เมื่อเขตแดนของรัฐชาติมีควา มสำคัญในการ "มอบตัวตน" ให้กับคน
ความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกัน ของคนทุกคนกลับถูกละเลยมองข้าม
เมื่อมนุษย์ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวบาดแผลแห่งความอ้างว้างมันบ าดลึกในใจ
ทำให้หลายคนรู้สึก
"แม้จะมีชีวิต แต่ไม่มีใครเคารพ"
:โปรดอย่าลืม!!
ถึงแม้พวกเขาจะ ไร้สถานะทางพลเมือง
แต่ตัวตนในความเป็นมนุษย์ขอ งเขาติดตัวมาแต่กำเกิด ยังคงดำรงอยู่ในขณะปัจจุบัน
และยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป ในอนาคต
โปรดอย่าลืม ถึงแม้จะ "ไร้สถานะ" แต่เขายังมี "ตัวตน"
ติดตามเรื่องราวของผู้คนจากฝึกงานแบบเรียลไทม์ที่ https://www.facebook.com/Alittlelifes
“Sense of belonging” หรือความรู้สึกในการเป็นส่วนหนึ่งและการมีจุดเกาะเกี่ยวของบุคคล
"ได้เลข” และ “มีบัตร” จึงเป็นคำที่เราได้ยินบ่อยมากในการฝึก
เมื่อตัวเลข และ บัตรไม่ได้เป็นแค่วัตถุหรือ
แต่มันหมายถึงการถูกกำหนดสถ
ความราบเรียบในสถานะของการไ
ทำให้เรามองบัตรประชาชนเป็น
แต่สำหรับบางคนการได้บัตร 1 ใบ
มีความหมายถึง "ทั้งชีวิต" ในการดำรงตนทางสังคมของเขา
เมื่อเขตแดนของรัฐชาติมีควา
ความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกัน
เมื่อมนุษย์ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวบาดแผลแห่งความอ้างว้างมันบ
ทำให้หลายคนรู้สึก
"แม้จะมีชีวิต แต่ไม่มีใครเคารพ"
:โปรดอย่าลืม!!
ถึงแม้พวกเขาจะ ไร้สถานะทางพลเมือง
แต่ตัวตนในความเป็นมนุษย์ขอ
และยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป
โปรดอย่าลืม ถึงแม้จะ "ไร้สถานะ" แต่เขายังมี "ตัวตน"
ติดตามเรื่องราวของผู้คนจากฝึกงานแบบเรียลไทม์ที่ https://www.facebook.com/Alittlelifes