วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

ลาว: เพราะคิดถึงจึงกลับมาหา วังเวียง1

ลาวครั้งที่ 2 มาอีกครั้งเพราะคิดถึง คิดถึงสถานที่ คิดถึงเรื่องราว คิดถึงคน และคิดถึงตัวเองเมื่อได้ออกเดินทาง
แต่ลาวครั้งนี้ไม่ได้มาคนเดียวเฉกเช่นครั้งก่อน ครั้งนี้เราพาเพื่อนมาด้วย
เพื่อนมัธยมของเราที่นานมากแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน แต่ลาวจะทำให้เราเจอกัน
ครั้งนี้จะไม่รีวิวละเอียดเหมือนครั้งที่แล้ว แค่อยากบอกว่า เราไปทำอะไรไปเจออะไรมาบ้าง
และนี่คือเรื่องราวระหว่างการเดินทางของเรา


มิ้งค์ ตี๋น้อยเด็กเกษตร จบ 3 ปีครึ่ง คณะมนุษย์ เอกปรัชญาและศาสนา ปัจจุบันมีงานมีการทำ
ในขณะที่เพื่อนๆ ยังเรียนกันเหมือนหมา ครั้งล่าสุดที่เจอกันน่าจะประมาณสองปีที่แล้ว 
หลายวันมานี้มันยังไม่ได้หยุดพักเลยจากการเดินทาง กระบี่ สุราษฎร์ และกำลังจะไปลาว


เจน สาววิดยา โฟโต้ จุฬาฯ เพื่อนที่อยู่เคียงข้างกับเรามาตลอด 
ตอนม.ปลายติดกันแจ ไม่รู้มาสนิทกันตอนไหนแต่อยู่กับมันทีไรจะรู้สึกสบาย
อยากบอกว่าผ่านฟิสิก เคมี ชีวะ คณิต มาได้ตอนม.ปลายก็เพราะมัน
หลังจากจบมัธยม นานๆ ได้เจอกันครั้ง มีครั้งหนึ่งบังเอิญเจอกันเพราะคงคิดถึงมันมากเกินไป


และคนสุดท้าย นิว เพื่อนในภาคโฟโต้ของเจน
สาวขอนแก่นที่พูดภาษาอีสานบ้านเกิดไม่ได้ จนเป็นปมเล็กๆ ในใจ


ลุงรถตุ๊กๆ ยังคงเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่เข้ามาหาเราหลังจากลงจากรถทัวร์กรุงเทพฯ - หนองคาย
 "ไปด่านไม๊ 100 นึงราคาเหมา" ลุงถาม
"100 นึงนี่ราคาเหมาใช่ไม๊ลุง คือคนละ 50 บาทใช่ไม๊"
"ใช่ๆ เที่ยวละ 100 มากันเยอะก็จ่ายกันถูก" ลุงตอบ


เวียงจันทน์ นครหลวงแห่งประเทศลาว ที่ใช้เวลาเดินทางแค่ประมาณ 30 นาทีจากจังหวัดหนองคาย
ครั้งนี้เราจะตรงไปวังเวียงก่อนเลย ก่อนจะออกจากด่านมีป้าคนนึงมาเสนอราคาค่ารถตู้
ไปสถานีขนส่งสายเหนือราคาคนละ 100 บาท พวกเราเห็นสมควรจึงตกลง
เพราะแพงกว่าเรานั่งรถเมล์ไปเอง (2 ต่อ) แค่ 20 บาท



การชวนคนในรถคุยนอกจากจะทำให้เราสนุกแล้ว เราอาจได้เรียนรู้อะไรบางอย่างด้วย
ในรถของเรามีพี่ๆ คนลาวอีก 4 คน พี่เขากำลังจะไปหลวงพระบาง และต่อรถกลับบ้านไปอีกหลายชม.
ทั้งสี่คนกลับมาจากทำงานที่ จ.สงขลา ประเทศไทย เดินทางมาแล้วเป็นหลายสิบชั่วโมง
สงขลา - หมอชิต หมอชิต - หนองคาย หนองคาย - หลวงพระบาง หลวงพระบาง - บ้านเกิด
ถุงลิเกทังหลายทั้งปวงคือสัมภาระที่เขาหอบกลับมาด้วย
เหตุผลที่กลับมาบ้านคือ แม่ของพี่เขาป่วยต้องรักษาตัวและต้องการคนดูแล 
"เลือกแม่ก่อน" คำพูดสั้นๆ จากปากของพี่ผู้หญิงข้างหลัง เพื่อตอบคำถามว่าทำไมเขาต้องกลับ
ด้วยความจำเป็นทำให้หลายคนต้องทิ้งคนที่รัก แผ่นดินที่เกิด เพื่อเดินทางไปทำงานหาเงิน
หลายคนโดนหลอก หลายคนโดนดูถูก ก็เพราะคนเราเข้าถึงโอกาสไม่เท่ากัน
การพูดคุย การทบทวน จะทำให้เราเข้าใจ และละเอียดอ่อนกับเรื่องราวต่างๆ มากขึ้น ฉันเชื่อเช่นนั้น


ระหว่างทางนั่งรถคงไม่มีอะไรสนุก และมีความสุขไปกว่า ภาพเคลื่อนไหวระหว่างทาง 
การหันไปเจอเพื่อนกำลังหลับ ขนมอร่อยๆ และรอยยิ้ม แม้จะจากหมวกก็เถอะ
เราใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมงในการนั่งรถมาวังเวียง หลับบ้าง รถพากระโดดบ้าง 
เอนบ้างไปตามจังหวะของถนน
เมื่อมาถึงเราก็เดินหาอะไรกินกัน ส่วนอะลิตเติ้ลก็ไปหาน้องครและครอบครัวที่บ้าน แต่ไม่มีใครอยู่
(น้องคร คือเด็กน้อยชาวลาวที่เราไปกินข้าวกับครอบครัวเค้าที่บ้านเมื่อครั้งที่แล้ว เด็กที่พาเราไปเที่ยว และเราสัญญาไว้ว่าเราจะกลับมาหาครอบครัวนี้ และคนที่นี่อีก)
จากการสอบถามป้าแม่ค้าร้านข้าวที่เรากินเค้าบอกว่าเด็กๆ ยังไม่กลับจากโรงเรียน ส่วนพ่อแม่ก็ยังไม่กลับจากทำงาน 
เรากับมิ้งขอตัวสองสาวไปเดินดูที่พักเพื่อคั่นเวลารออาหาร
"พี่กอล์ฟ" เสียงเรียกพร้อมร้อยยิ้มกว้าง และโผเข้ามากอด
"เฮ้ย! คร กลับจากโรงเรียนแล้วเหรอ" ประโยคโง่ๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าน้องกลับมาแล้ว แต่ก็พูดไปด้วยความดีใจ
"คิดถึงจัง" เราบอกน้อง
น้องครยิ้มตอบ


"ครพี่ถ่ายรูปหน่อย" ครเก็ีกหน้าหล่อมองกล้อง


หมากทัน (พุทรา) รสเปรี้ยวที่น้องครและผองเพื่อนหายตัวไปเก็บมาเป็น welcome fruit ให้กับพวกเรา


"พี่กอล์ฟ ไปเล่นน้ำที่ถ้าจังไม๊" น้องครชวน
"ไปดิ เดี๋ยวพี่เข้าที่พัก เช่าจักรยานก่อนนะ แล้วจะมารับเราไปถ้ำด้วยกัน"
"พี่กอล์ฟพักที่ไหนครับ"
"ที่เดิม จำได้ไม๊"
"จำได้ครับ"
และเรากับเพื่อนก็เดินไปที่พัก ตอนแรกอยากเดินหาที่พักใหม่เพราะอยากเปลี่ยนบรรยากาศ
แต่คิดไปคิดมาไม่อยากเสียเวลาก็เลยชวนเพื่อนพักที่เดิมเมื่อครั้งที่แล้วคือ central backpacker โดยเลือกห้อง 4 เตียง เฉลี่ยแล้วราคาคนละ 160 บาท ห้องของเราอยูชั้น 4 และนี่คือภาพที่วังเวียงต้อนรับเรา
(เอากันอย่างนี้เลยเหรอวังเวียง)




สำหรับการเลือกที่พักโดยส่วนตัวแล้วจะเน้น ถูก และ พออยู่ได้ เพราะคิดว่าเราใช้ที่นี่แค่ซุกหัวนอน เพราะเวลากลางวัน รวมถึงกลางคืนเราก็ออกไปมองดู ไปลุย ไปหาอะไรใหม่ๆ เพื่อเติมเต็มการเดินทางของเราทั้งวันอยู่แล้ว ส่วนวิวสวยๆ บรรยากาศดีๆ เราคิดว่าเราเดินไปดู และไปถ่ายเอาเองได้
ห้องพักเป็นห้องพัดลม อยากได้แอร์จ่ายเพิ่ม มีสามเตียง สองเตียงเดี่ยว และหนึ่งเตียงคู่ มีห้องน้ำในตัว
จริงๆ ก็ไม่ค่อยต่างจากห้อง Mix dorm ที่เราพักครั้งที่แล้วมากนัก จะต่างกันก็แค่ห้องแบบนี้มันจะส่วนตัวกว่า เพราะเราได้อยู่กับคนที่เรารู้จัก ถ้ามากับเพื่อนก็เหมาะอยู่
สำหรับการเลือกที่พักลักษณะ Hostel หรือ Guesthouse คือเลือกตามใจตัวเองชอบครึกครื้นสนุกๆ ก็ดูจากหน้าที่พักได้เลยอันไหนคึกคักก็จะมีเพื่อนๆ มานั่งหน้าร้านเล่นเกมส์ จับกลุ่มพูดคุย พลุกพล่าน อันไหนสงบๆ ก็จะไม่ค่อยมีใครต่างคนต่างนั่งว่าไป แล้วแต่ชอบ ไม่มีสูตรตายตัว
หลังจากจัดแจงแต่งตัวนั่งพักพอหายเหนื่อยเราก็เดินไปเช่าจักรยานและปั่นไปรับเด็กๆ
ก่อนที่จะไปเที่ยวเราก็แวะมาซื้อ Day Trip กันก่อน เราซื้อร้านเดิมราคาเดิม 




จักรยานแสนแพงที่เราเช่ามา 50 บาท (ต่อมาจาก 60) กับเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง



น้องคร และน้องพาย เจ้าที่สุดหล่อของเราที่จะพาเราไปตะลุยถ้ำจัง


สะพานส้มชื่อดังของวังเวียง ทางผ่านไปยังถ้ำจัง


บริเวณสะพานจะมีนักท่องเที่ยวถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก และวิวบนสะพานก็สวยไม่หยอกทีเดียว


ภาพนี้มันยังปั่นให้น้องนั่ง หลังจากนั้นน้องปั่นให้มันนั่งแทน


ฟู่ ฟู่ ฟู่ เสียงบอลลูนค่อยๆ ลอยขึน เราตื่นเต้นกันมาก "บอลลูน บอลลูน มึงบอลลูน" หลายคนพยายามชี้ชวนให้เพื่อนๆ เห็นบอลลูน ที่กำลังพ่นไฟและพยายามดันตัวเองให้ขึ้นสู่ท้องฟ้า "มึงๆ อยากขึ้นบอลลูน" "คนละสองพันกว่าเลยนะมึง"
ประโยคหนึ่งโพล่งมาดับฝัน เหมือนน้ำเย็นราดลงบนหน้าตอนกำลังหลับ
ดูเหมือนว่าบอลลูนพวกนี้ช่วยแต่งแต้มท้องฟ้าของวังเวียงให้สวยงามเข้าไปอีก

 





ในระหว่างนั้นเราบ้ากับการจับภาพบอลลูนกำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า สลับกับการหาอะไรกิน และถ่ายรูปคู่กับสองไกด์สุดหล่อของเรา
"ไป ดูถ้ำกันเถอะ" อะลิตเติ้ลพาขึ้นเพื่อนเพราะเห็นว่าใกล้ค่ำเต็มที
"ถ้าปิดแล้ว ขึ้นไม่ได้แล้ว" เสียงคุยกันของชาวไทยกลุ่มข้างหน้า
แต่เราก็ไม่ลดละ ก็ปั่นกันไปหน้าปากถ้ำต่อ
"เฮ้ย มึง ยังขึ้นได้" พวกเราทั้งหมดวิ่งปรี่เข้าไป เตรียมขึ้นบันไดเต็มที่
"ปิดแล้วววว ขึ้นไม่ได้" เสียงปรี๊ดแหลมจากพี่ผู้หญิงคนหนึ่งดังมา
ยังไงค่ะ เสียเซ้ลมาก เดินเหลือกหลาย หน้าหงอยหันหลังกลับ
สักพัก
............................
 "นี่ๆ ขึ้นไปไม๊ ยังขึ้นได้ แต่รีบๆ นะ จะปิดแล้ว" เสียงพี่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนเดิมเดินมาบอกเรา 
หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเธอบอกว่า ที่นี่ปิดแล้ว "ไปครับ ไป" เราตอบโดยไม่ลังเล
และวิ่งกรูไปยังบันได


 ทางเดินขึ้นถ้ำ งานบันได สูงพอดู ไม่ได้นับว่ากี่ขั้น


แรกๆ นี่วิ่งกรูกันเลยจ้า แต่สักพัก "เหี้ย ทำไมไม่ถึงสักทีวะ" บ่นไปหายใจแรงเสียงหอบๆ
แต่ ขึ้นมาแล้วก็คุ้มนะ นี่ขนาดยังไม่เข้าถ้ำ เจอแค่นี้ก็หายเหนื่อยแล้ว




เมื่อเข้าไปภายในถ้ำก็สวยงามมาก มีการจัดแสงไป มีการปูพื้นปูนทำทางเดินสะดวกปลอดภัยต่อการเดินชม





ภายในถ้ำจะมีทางออกมายังศาลาที่เราสามารถมองดูทิวทัศน์มุมสูงได้ด้วย




 พอลงมาจากถ้ำ เราก็ลงไปยังแอ่งน้ำบริเวณข้างล่างถ้ำจัง นี่แหละที่เด็กๆ ชวนเรามา เพราะอยากมาเล่นน้ำ



 น้ำใสสะอาด น่าเล่นมากๆ แต่ด้วยความที่มันใกล้ค่ำมากแล้วเราเลยคิดว่าไม่เล่นดีกว่า




 สองพระเอกสุดหล่อ


แต่สักพัก เพื่อนๆ ก็พาขึ้น "กอล์ฟมึงลงสิ กอล์ฟเล่นดิ" กูก็ขึ้นง่ายมากซะด้วย เลยเป็นไปตามภาพ




 มึงเหมือนฤาษี นักพรต อะไรตามนั้น ที่บำเพ็ญเพียรในป่าเลย (อีมิ้งกล่าว)


เมื่อพยายามถ่ายก็ไม่ได้รูปสวยๆ น้ำสาดเหมือนที่หวังไว้ เราก็ชักชวนว่า "มึงกลับเถอะ"






"พี่กอล์ฟ ไปกินข้าวที่บ้านผมไม๊" เสียงจากน้องครที่กำลังซ้อนเบาะหลังจักรยานระหว่างทางกลับจากถ้ำจัง หลังจากได้ถามเพื่อนๆ เราตกลงจะไปร่วมกินข้าวที่บ้านน้อง เราได้ไปไหว้บอกกล่าวพ่อแม่ แนะนำเพื่อนให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน
จากนั้นน้องคร และน้องใจ ก็พาเราทั้งสามคนไปเดินตลาดเพื่อจับจ่ายกับข้าวกับปลา


"ใจ หมูร้านไหนอร่อยสุด" อะลิตเติ้ลค่อยๆ กระซิบกระซาบกับน้องใจ
"ร้านนั้น" ใจชี้ไปยังร้านที่มีคนขายเป็นลุงผู้ชายใส่ผ้ากันเปื้อนสีแดง





บรรดาอาหารหลากหลาย เห็นแล้วอยากลองกินแม่งซะทุกอย่าง เราแอบคิดนะเวลานักท่องเที่ยวคิดถึงอาหารเราจะนึกถึง "ร้านอาหาร"  แต่เวลาคนท้องถิ่นนึกถึงอาหารเขาจะนึกถึง "ตลาด" 
เราว่า ตลาด คืออีกหนึ่งวิธีในการสัมผัสและเข้าถึงสะถานที่นั้นๆ จริงๆ เพราะตลาดมันสะท้อนวิถีชีวิตของคน สะท้อนทรัพยากรของชุมชนว่าที่นี่มีอะไรบ้าง คนที่นี่เข้ากินอะไรกัน เขามีวัฒนธรรมการกินอย่างไร เราจะได้เห็นจากตลาด เราสัญญากับตัวเองว่าถ้าเราเดินทางครั้งต่อไป เราจะไม่พลาดไปดูตลาดของที่นั่น


เย้ ได้กับข้าวกินกันคืนนี้แล้วครับ


 จะซื้ออะไร ร้านไหน น้องครจะคว้าถุงทุกถุงไปถือให้ปั๊บ พี่ๆ เดินกันตัวปลิว
ในระหว่างทางกลับบ้านคืนนี้ เราก็บังเอิญเจอแซนดี้สามสาว น่ารักมาก


 ขอให้ทริปนี้ พวกเราโชคดีนะครับแซนดี้


เมื่อถึงบ้าน กับข้าวทุกอย่างก็ถูกจัดวางลงบนโต๊ะกินข้าวตัวนี้ วันนี้พ่อแกง ควย (ควาย) ให้เรากินด้วย
ดีใจมากที่ได้กินควายเป็นครั้งแรก ก็อร่อยดี สาบหน่อยๆ เห็นแกงหน่อไม้ถ้วยตรงกลางนั่นไม๊ เราชอบมาก หน่อไม้กรอบ หอม พ่อบอกว่าหน่อไม้นี้ส่งตรงมาจากป่า หอมหวานอย่าบอกใคร เราคุยกันไป กินกันไป มื้อนี้ กอล์ฟ กับ เจน กินได้มากกว่าคนอื่นๆ สงสารก็แต่นิว กับ มิ้ง กินกันไม่ค่อยได้ แต่เพื่อนๆ ทุกคนก็น่ารักมาก ที่ยังแสดงความเคารพในอาหารทุกอย่าง แม้ไม่กิน ก็ไม่รังเกียจ และมีวิธีการประนีประนอมการไม่กิน ได้อย่างน่าชื่นชม เราว่ามันเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ต่างวัฒนธรรม เพราะ "การกิน" สำหรับเราแล้วเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะให้ความเคารพในวัฒนธรรมนั้นๆ หรือ ครอบครัวนั้นๆ ที่เราไปอยู่ด้วย เราว่ามันเป็นการให้เกียรติและเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ ถ้ากินอาหารแปลกๆ เฉกเช่นคนท้องถิ่นกินได้ จะทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ มันเป็นการสร้างความไว้วางใจขั้นพื้นฐานให้กันและกัน ทำให้รู้ว่า "เราไม่ต่างกันมากหรอก เรากินเหมือนกัน ฉันกินของเธอได้" แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ การให้ความสำคัญกับอาหารบนโต๊ะ และคนที่ร่วมสำรับกับเราด้วย ก็เป็นการให้ความเคารพที่นักเดินทางทุกคนควรจะทำ และเพื่อนๆ เราก็ทำสิ่งนั้นได้อย่างน่าชื่นชม


 ภาพถ่ายพ่อ และแม่ โดยน้องคร

แม่บอกเราว่า "นี่แม่เพิ่งพูดถึงกอล์ฟอยู่เมื่อวานกับน้อง ว่าไม่รู้พี่กอล์ฟจะเป็นไงบ้าง ติดต่อกันไม่ได้เลย ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่" เราได้ยินแล้วเราชื่นไปทั้งหัวใจ ไม่ใช่แค่เราที่คิดถึงเขา แต่เขาก็ยังเห็นตัวตนและให้ความสำคัญกับเราเช่นกัน และนี่เป็นเหตุผลหลักที่เรากลับมาครั้งนี้ เพราะคิดถึงจึงมาหาจริงๆ
"จดเบอร์ไว้นะ" พ่อบอก
"ครับพ่อ" แล้วเราก็ลืม


"มึงๆ ที่นี่เค้าไม่ใช้ยางมัดปากถุงหว่ะ เจ๋งมาก" เจนหันมาบอกด้วยความตื่นเต้น


หลังจากกินเสร็จเราก็นั่งเล่น ถ่ายรูปพูดคุยกับเด็กๆ เกมส์ที่สนุกที่สุดคงไม่พ้น การอ่านหนังสือภาษาลาวของเด็กๆ มิ้งกับเราสนุกมาก เพราะตัวอักษรไทยลาวมันคล้ายกัน การเดาไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย น้องๆ ทำหน้าที่เป็นครูให้เรา เราหัวเราะกัน และจริงจังกับการอ่านมาก
จากภาพคือน้องใจสมร และ มิ่งขวัญ น้องชายและน้องสาวของน้องคร (ครวิไล) พ่อเล่าให้ฟังว่าวันที่เกิดน้องขวัญนั้นพ่อไม่อยู่บ้าน เพราะพ่อไปเรียนที่จีน กลับมาบ้านอีกทีลูกสาวก็โตแล้ว

เราได้คุยกันหลายเรื่อง เพื่อนๆ และเราได้แลกเปลี่ยนความรู้ และวัฒนธรรม ไทย - ลาว ร่วมกัน
เราได้เห็นทั้งความต่าง และความเหมือนที่เรามีผ่านวงกินข้าว "นี่มันทริปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนี่หว่า" ใช่ เราคิดว่าถ้าเราทำให้การท่องเที่ยวเป็นการเดินทางเราจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากมัน ไม่ใช่แค่วัฒนธรรม แต่สิ่งสำคัญคือการขัดเกลาตัวเราเอง

ล่าสุด!!
เรามีเพจในการบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตเล็กๆ ที่เราเห็นขณะเดินทางด้วยนะ

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...