ครั้งแรกกับการดูหนังจาก Documentary Club กับเรื่อง Gayby Baby ดูครั้งแรกก็ปังเลย!
Gayby เป็นอีกเรื่องที่พอดูจบเราเขียนอธิบายมาเป็นคำพูดไปถูก
หลากหลายความรู้สึกมันอบอวล และต้องรอขย้อนออกมาเป็นคำอธิบาย
เราเข้าโรงไปด้วยใจนึกอยากเห็นแง่มุมและความรู้สึกดีๆ ที่เราคาดหวังจากครอบครัวเพศเดียวกันที่เลี้ยงลูก และหนังก็ให้เรามาเกินความคาดหมาย หนัง feel good และ real มาก การขับเน้นความฉลาด และทัศนคติของเด็กในเรื่องทำให้หนังเท่ห์และมีเสน่ห์มาก ขอชื่นชมจริงๆ มันมีพลัง
ไม่รู้ด้วยเพราะผู้กำกับเองเติบโตมากับการเลี้ยงดูของครอบครัวเพศเดียวกันด้วยหรือเปล่าจึงทำให้หนังออกมาสะท้อนให้เห็น "ความปกติ" ของครอบครัวได้อย่างสวยงามและชัดแจ้ง หนังใช้เด็กเป็นฐานในการเล่าเรื่องและแสดงทัศนคติ ความคิดของเขา ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่จากมุมมองของเด็ก
- เด็กๆ ไม่ได้มีปัญหา หรืองง กับการที่เขาเติบโตมาในครอบครัวเพศเดียวกัน เด็กเข้าใจและมีความสุขในการอยู่ในครอบครัว แต่เด็กงงว่าทำไมสังคมไม่เข้าใจ และจำกัดให้ครอบครัวหรือความรักต้องเกิดจากการแต่งงานของเพศชายและหญิงเท่านั้น มันกลายเป็นว่าทัศนคติของสังคมที่มีขอบเขตและแบบแผนครอบครัวสมัยเก่าอันคับแคบกลับสร้างให้สิ่งนั้นเป็นปัญหากับเด็กเสียเอง ว่าตัวเขาต้องอธิบายสังคมยังไง ทำยังไงให้สังคมเข้าใจ ต้องเก็บเรื่องไว้เป็นความลับไม๊ 9ล9
- หนังทำให้เราเห็นว่าความสมบูรณ์ของครอบครัว หรือปัจจัยที่ทำให้เด็กมีความสุข สามารถเติบโตต่อไปได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำว่า พ่อ หรือ แม่ หรือใคร เพศอะไรเลี้ยงดู แต่ปัจจัยสำคัญคือ "ความรัก" ที่มันจะสร้างให้เกิดความยึดโยงร่วมกันระหว่างผู้ดูแลและเด็ก ที่มันจะถูกถักทอเป็นสายใยความผูกพันช้าๆ เป็นระยะเวลาต่อเนื่องจนเกิดเป็นโครงข่ายอันมั่นคงแข็งแรงระหว่างกันและนั่นแหละ คือ Key ของคำว่าครอบครัว และพื้นฐานพลังของเด็กทุกคน
เนื่องจากหนังสะท้อนให้เห็นความ "ปกติธรรมดา" ของความเป็นครอบครัวที่มีลักษณะ "เหมือน" กับครอบครัวอื่นๆ ทำให้เราเห็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ในการเลี้ยงลูกจากหนังเรื่องนี้ที่โคตรจะดีเลย
- หนังทำให้เราเห็นว่าครอบครัวเพศเดียวกันที่โดนสังคม abuse มาด้วยคำว่า "ไม่ปกติ" ทำให้แม่ๆ เปิดกว้างกับลูกมากขึ้นโดยการไม่จำกัดกรอบเพศ และผูกเพศเข้ากับความหมายและความคาดหวังในการแสดงออกทางเพศของลูกว่าเพศชายต้องเป็นอย่างนี้นะ ทำแบบนี้ไม่ได้นะ No! ครอบครัวในหนังทลายตรงนั้นหมดสิ้น ประโยคที่ว่า "ลูกไม่ต้องลบ ลูกทาลิปสติกได้นะมันไม่แปลก ลูกแค่เกิดมาในสังคมบ้าๆ ที่คนไม่รู้กันว่าเด็กผู้ชายก็สามารถทาลิปสติกได้หน่ะ" คือเด็กไม่แปลก แต่สังคมหน่ะมึงทำให้เด็กรู้สึดว่าตัวเองแปลก เออ มันปังมาก กินรอบวง มันทัช
- เราเห็นวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกที่เปิดกว้าง คือ การ "ไม่ตัดสินใจแทน" และ "วาดภาพลูกไว้ตามความคาดหวังของพ่อแม่" หลายพ่อแม่หวังกับลูกตั้งแต่ยังไม่เริ่มท้องว่า ถ้าลูกชั้นเกิดมาจะให้เรียนนู่น จะให้เป็นนี่ แต่ในเรื่องนี้ไม่ใช่ พ่อแม่จะให้ลูกได้ตัดสินใจที่จะเชื่อ หรือลองทำในสิ่งที่ชอบ เพื่อที่จะตัดสินใจว่ามันใช่สำหรับเค้าไม๊ โดยพ่อแม่มีหน้าที่คอยสนับสนุนให้ลูกเกิดการตัดสินใจอย่างเต็มที่และแสดงความเข้าใจและให้ความเชื่อมันว่าไม่ว่าเขาจะตัดสินใจยังไง พ่อแม่ก็จะคงอยู่เคียงข้างเขา ไม่ว่าจะป็นเรื่องศาสนาที่ให้ลูกเลือกเองว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่ หรือให้ลูกได้ลองสอบเข้าเรียนในสิ่งที่ฝัน คือมันใช่!!!
- วัฒนธรรมการใช้เหตุผลเป็นสิ่งที่หนังสะท้อนให้เราเห็นอย่างชัดเจน ในเรื่องเราไม่เห็นครอบครัวไหนใช้ความรุนแรงกับลูกเลย ทุกครอบครัวใช้เหตุผลและการพูดคุยกันเป็นหลัก เด็กๆ ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจในชีวิตของตนเองตามสมควร เด็กๆ ได้ "เถียง" และแม่พ่อได้ตอบคำถาม อันนี้เราเชื่อว่าคงเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กในเรื่องฉลาดเป็นกรด มีเหตุมีผล คิด หรือ พูดอะไรดูน่าฟังอย่างมาก มันเป็นการพูดที่สะท้อนกระบวนการการเติบโตทางความคิดของเด็กที่ชัดเจนมาก
เขียนมานี่ยาวมาก เอาเถอะ แค่นี้ก็คงเป็นเหตุผลให้เราต้องยกเรื่องนี้ให้เป็นอีกหนึ่งในดวงใจฉัน และขอบอกต่อให้กับใครก็ตามที่อยากหาพลังและเปิดโลกทางความคิดและเปิดหัวใจให้กับตัวเองได้ไปดูกัน cheer!!
