วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

12 Senses

เมื่อนานมาแล้ว ได้มีโอกาสที่ดีมากๆ จากการบอกข่าวของ ใบเตย เพื่อนสาวผู้มีโลกที่สวยงาม 
ได้ชักชวนให้เข้าเรียนรู้กับกิจกรรม "12 Senses" 
โดยมีวิทยากรคือ ครูนา อังคณา มาศรังสรรค์ 
ผู้ก่อตั้ง โรงเรียนพ่อแม่ลูก และ พื้นที่ปัญญ์รัก 

"12 Senses" พูดถึง Senses ทั้ง 12 ในการทำความเข้าใจลูก 
และเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างเข้าใจ และมีความสุขทั้งลูก และ พ่อแม่ 
ซึ่งเราได้มีโอกาสได้เข้ารับฟัง เรียนรู้เพียง 2 sense  

แต่ระยะเวลาแค่ 1 วันกับ 2 sense คือ "Sense of Touch" และ "Sense of Life" 
ก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก 
การเรียนรู้กับครูนา จะเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้เราได้เรียนรู้เข้าใจแบบ Deep down เข้าไปในจิตใจ 
และเกิดการตระหนักรู้จากประเด็นนั้นๆ ผ่านการพูดคุยของครู 

ยิ่งเราเรียนสังคมสงเคราะห์ และลงวิชาเด็ก เยาวชน และครอบครัวด้วยแล้ว จึงทำให้อินเป็นพิเศษ 
วันนี้เลยจะนำเอา ประโยค ข้อคิดดีๆ ที่ได้จดมาแบ่งปันกับทุกคน
 และอย่างให้ทุกคนได้คิดและเรียนรู้ร่วมกันผ่านประโยคสั้นๆ เหล่านี้

"กะหรี่"



เรารักการนำเสนอมาก สังคมควรดู!! และเรียนรู้ร่วมกัน 
ส่วนตัวที่มีโอกาสเห็นสัมผัสกับวิถีชีวิตของผู้ขายบริการทางเพศ
เราชื่นชมใน "การทำงาน" อย่าง "มืออาชีพ" ของคนกลุ่มนี้มาก 
แพทย์เลือกคนไข้ไม่ได้ นักสังคมสงเคราะห์เลือกผู้ใช้บริการไม่ได้ฉันใด 
ผู้ขายบริการทางเพศก็เลือกลูกค้าด้วยไม่ได้ฉันนั้น 
หลายคนเลือกมาทางนี้ด้วยเหตุผลอันหลากหลาย 
แต่ที่แน่ๆ หลายคนเดินมาด้วยข้อจำกัดทางสังคมบางอย่างที่ผลักดันให้เขาต้องก้าวเข้ามาทำงานสายนี้ 
แต่ในทางเดียวกันสังคมก็กลับ "กระทำซ้ำ" ด้วยการให้ภาพความเป็น "ผู้ร้าย" แก่ "กะหรี่" 
และเบียดขับ จัดการ ให้หมดไป เสมือนหนึ่งคนกลุ่มนี้ จู่ๆ ก็เกิดขึ่นมาจากกระบอกไม้ไผ่
ไม่ได้ผ่านกระบวนการทางสังคมอะไรมาเลย 

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ค่ายน่านเคียงโดมครั้งที่ 12 (วันที่2)

เราก็มาถึงวันที่ 2 ของค่ายกันนะคะ กิจกรรมหลักในช่วงเช้าเลยก็คือ พิธีเปิดค่ะ โดยค่ายน่านเคียงโดมของเราได้รับเกียรติจากท่านนายก อบจ. จังหวัดน่าน ท่านนรินทร์ เหล่าอารยะ เป็นประธานเปิดค่ายให้ในทุกๆ ปี และ อบจ. ก็เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ของค่ายครั้งนี้ด้วย ขอบคุณมากนะค้าาาา



วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Away from Her กับการสะท้อนแง่มุมเกี่ยวกับผู้สูงอายุ

เรื่องย่อภาพยนตร์

(www.sarakadee.com,  2551) Grant (Gordon Fincent ) และ Fiona (Julie Christie) คู่สามีภรรยาวัยเกษียณอายุที่อยู่ด้วยกันมามากกว่า 44 ปี ในวัยเลย 60 พวกเขายังดูหนุ่มสาวกว่าอายุมาก แถมยังชอบใช้เวลาว่างเล่นสกีด้วยกัน ไปเดินเล่นในป่า ผลัดกันอ่านหนังสือให้อีกคนหนึ่งฟัง หรือไม่ก็สังสรรค์กับเพื่อนฝูง ความลึกซึ้งที่ทั้งคู่มีต่อกัน ดูได้จากการที่ทั้งคู่ไม่ต้องพูดกันมาก แค่มองตาก็รู้ใจตามประสาคนที่อยู่ด้วยกันมานาน ความสัมพันธ์ของพวกเขาหยั่งรากลึกจนมั่นคงอยู่ในครอบครัวเล็กๆ ที่อบอุ่น กลายเป็นภาพอันสมบูรณ์ไร้ที่ติของความรักแบบเทพนิยายคติ


จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งคู่กำลังช่วยกันล้างจานเหมือนที่เคยทำมาจนเป็นกิจวัตร Fiona ก็นำกระทะซึ่งเพิ่งล้างเสร็จไปเก็บไว้ในตู้เย็น แทนที่จะใส่ไว้ในตู้เก็บของเหมือนทุกวัน

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ค่ายน่านเคียงโดมครั้งที่ 12 (วันที่1)


คิดไปก็ใจหายนะ เพราะนี่เป็นค่ายน่านครั้งสุดท้ายในชีวิตนักศึกษา หรือมันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายเลยก็ได้ ถ้าไม่มีโอกาสได้มาอีก ใครจะไปรู้
ครั้งแรกที่เรามาที่นี่คือเมื่อสองปีที่่แล้ว ตอนนั้นเราอยู่ปีสอง ตามคำชักชวนของพี่โตน้อท ครั้งนั้นทีมสันมากัน 3 คนถ้วน ประกอบด้วย พี่น้อท การ์ตูน และอีกอล์ฟ กับคนค่ายไม่กี่คน แต่สิ่งที่เราสัมผัสได้คือ ค่ายนี้มันมีเสนห์อะไรบางอย่าง จบค่ายไปเราถูกหลอมรวมให้เป็นหนึ่งกับค่ายนี้ตั้งแต่วันนั้น 
และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สามแล้วสำหรับเรา
ค่ายน่านเคียงโดมเป็นค่ายของเด็กน่านที่เรียนธรรมศาสตร์ จัดขึ้นเพื่อกลับมาแนะแนวน้องๆ ให้รู้จักกับธรรมศาสตร์มากขึ้น และสิ่งสำคัญคือ มามอบพลัง และจุดไฟอะไรบางอย่างให้ลุกโชน ให้แรงบันดาลใจ และความอยาก เพื่อให้น้องๆ ได้พาตัวเองไปตามหาความฝัน
ปีนี้สังคมสงเคราะห์ก็เข้ามาเป็นแขกรับเชิญเหมือนปีที่แล้ว แต่ปีนี้เรามากันเยอะมาก เยอะจนน่าตกใจ 5555  แต่อย่างไรเสียจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่เรามีร่วมกันคือ การเป็นคน "ทำค่าย" และพวกเราก็ถนัดซะด้วยกับงานนี้ 


เมื่อครั้งที่ 10


เมื่อครั้งที่ 11
น่าเคียงโดมครั้งที่ 12 จะเป็นอย่างไร จะรุงรังขนาดไหน โปรดติดตาม
______________________________________

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สุขสันต์วันเกิดพี่สาวของฉัน


ทุกอย่างมันแค่เริ่มต้น
เราสองคนต้องจับมือกันเดินได้ไกลกว่านี้

ฉันมาเดินทางมาไกลได้ เพราะนางที่เชื่อมั่น และเป็นคลังเสบียงอันสำคัญ
นางเป็นไอดอลของฉันครั้งเมื่อยังเล็กวันนี้นางก็ยังเป็นอยู่ 
พี่ฉันเก่งมากฉันกำลังเติบโต พี่ฉันก็เช่นกัน
ฉันยังเด็กในหลายเรื่อง พี่ฉันก็เช่นกัน
แต่เราจะโตไปด้วยกัน ในทุกๆ วัน
เราจะเริ่มทำในสิ่งที่เราเคยกลัว เราจะใช้ชีวิต เราจะเติบโต 
เราจะทำให้คนที่ยังอยู่ภูมิใจ ส่วนคนที่จากเราไปได้หมดห่วง
นางทำตามคำมั่นที่นางให้ไว้กับ พ่อแม่ว่านางจะดูแลฉัน และนางทำมันได้ดีมาตลอด
รักทั้งสองที่ให้โอกาสเรามาเห็นโลกนี้ และรักอีพี่ หน้าหมี หมีเห็น 
วันเกิดนางก็เหมือนวันเกิดฉันเพราะถ้าไม่มีนางมาก่อน ก็ไม่มีฉันตามมา
เฉลิมฉลองสิคะ ไป๊!!!!

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เซาะกราวบุรีรัมย์

บุรีรัมย์กับอะลิตเติ้ลกอล์ฟคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะครั้งแรกที่มาคือมาสอนหนังสือ และครั้งนั้นก็สุดแสนเสียดายที่ไม่ได้เที่ยวเพราะมีเวลาจำกัด พรหมลิขิตบันดาลที่ครั้งนี้ได้มีโอกาสมาเยือนบุรีรัมย์อีกครั้ง มาทำงานเหมือนกันแต่ครั้งนี้เป็นงานการอบรมละลายพฤติกรรมเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพนักงานบริษัทปุ๋ยตรากุญแจ เมื่อโอกาสเป็นดังนี้ก็เลยตั้งธงกับตัวเองที่จะสานฝันในวัยเด็กกับการไปเห็น ปราสาทหินพนมรุ้ง สักครั้ง เพราะตอนอยู่ประถมที่เห้นผ่านหนังสือเรียนสปช.แล้วเกิดหลงใหลและใคร่อยากมามากๆ

และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้มาสันทนาการอบรมให้กับผู้ใหญ่ที่อายุมาก บางคนแก่กว่าพ่อแม่เราด้วยซ้ำ ก็เกิดอาการหนักใจเหมือนกันว่าเด็กอย่างเราจะสามารถไปนำท่านๆ ให้สนุกไปกับกิจกรรมได้ไม๊ แต่ผลออกมาเกินคาด เพราะทุกอย่างคือสิ่งใหม่ ทุกคนเลยสนุกกับกิจกรรมมาก และที่ชอบมากที่สุดและคงเป็นเสน่ห์ในการสันผู้ใหญ่คือ ความจริงจังในการเล่น ความเขินอายเมื่อเล่นผิด และเสียงหัวเราะร่าของป้าๆ ว่าไปแล้วบริษํทไหนหน่วยงานใดสนใจคนทำงานอบรมแบบนี้เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร และเพื่อดึงความมีส่วนร่วมของพนักงาน ติดต่อได้ครับ 5555


เมื่อเสร็จงานเราก็ไปต่อกันที่เพลาเพลิน แลนมาร์คใหม่ของเมืองบุรีรัมย์ เค้าว่ากันว่าที่นี่มีกิจกรรมต่างๆมากมาย มีสถานที่ถ่ายรูปที่สวยงาม มีสวนดอกไม้เวียนไปตามฤดูต่างๆ เสียค่าบัตร 150 บาท และถ้าอยากเล่นฐานกิจกรรมผจญภัยก็เสียเพิ่ม เมื่อเราไปถึงเราก็ไม่เข้านะเราเล็งเห็นว่าถ้าไปถ่ายรูปเฉยๆ ก็ขี้เกียจ ก็เลยถ่ายรูปกับป้ายเสร็จแล้วกลับ
ถึงแล้วนะ เพลาเพลิน และนี่คือทั้งหมดของทีมงานคุณภาพ 5555

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

94EFM One Night With Star at BOTANICA Khao Yai

94EFM One Night With Star ครั้งนี้ดาราที่จะมาให้พวกเราได้พันแข้งพันขาคือพี่นิว วงศกร และอีนี่ก็โชคดีได้ไปกับเค้าด้วย จุดหมายของเราคือ เขาใหญ่ ที่เราจะได้ไปทำกิจกรรมสนุกๆ ด้วยกัน นอกจากพี่นิววงศกรแล้วยังมีดีเจสุดหล่ออีกสามคนของ EFM คือพี่เชาว์เชาว์ พี่โป้ง และพี่โก้ ของดีมากๆ ค่ะ น้ำเดินพรวดๆๆ 
เราเดินทางกันโดยรถตู้ โดยในครั้งนี้มีผู้โชคดีทั้งหมด 20 คน แวะพักรับประทานอาหารเที่ยงกันที่ร้านอาหารยุ้งข้าว สระบุรี ซึ่งอาหารก็อร่อยเลยทีเดียว ประกอบไปด้วยเมนูสารพันปลา จนดีเจร้องเสียงแมว

กินจนเกือบหมดเพิ่งนึกได้ว่า ถ่ายรูปดีกว่า

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มองเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน


เคยบอกหลายครั้งว่า สังคมสงเคราะห์เปลี่ยนโลกของเรา


คือเปลี่ยนโลกในการมอง แล้วทำให้เราเข้าใจและใช้ชีวิตง่ายขึ้น
จากข่าวนี้ทำให้รู้ว่าฐานคิดในการมองเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก 


ถ้าเลือกมองอย่างเข้าใจอะไรมันเปลี่ยน
“ผู้คนในโซมาเลียมีชีวิตที่น่าสงสาร ต้องใช้ชวิตอยู่ท่ามกลางความรุนแรง
และการที่พวกเขาสามารถสร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้อื่นได้นั้น
มันก็มาจากแวดล้อมที่ทำให้เขาทุกข์ทรมานฝังใจ”

จากประโยคที่ อแมนด้าพูดมานี้ สะท้อนให้เห็นคุณค่าของการมองอย่างเข้าใจจริงๆ
ไม่ได้ดูแค่ผลลัพธ์ของการกระทำ แต่ดูว่าเขากระทำสิ่งนั้นเพราะอะไร
และไม่ใช่ตัวเขาที่เป็นคนผิดฝ่ายเดียว แต่สังคม สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่
เป็นตัวกล่อมเกลา สร้างบุคลิค ความคิด และการกระทำให้กับคนนั้นๆ

แต่เมื่อเรามอง เรากลับมองแค่ผลลัพธ์ของการกระทำ และขาดความเข้าใจ
ทำให้เราขาดซึ่งความเห็นใจในตัวผู้กระทำผิด ซึ่งหลายคนทำไปโดยไม่รู้ว่าผิด
เพราะเติบโต และเรียนรู้มากับพฤติกรรมเหล่านั้นจนมันกลายเป็นสิ่งธรรมดาสามัญไป

เมื่อเห็นข่าวนี้แล้วภูมิใจในผู้หญิงคนนี้จัง เขาเลือกมองอย่างเข้าใจในบริบทของผู้กระทำ
และพยายามเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง โดยใช้ประสบการณ์ตรงเป็นพลัง 
ซึ่งกลับสร้างพลังมหาศาลส่งออกมาให้กับผู้ที่รับรู้ด้วย 


ภูมิใจกับการเห็นแนวคิดที่เราเรียนถูกนำมาปฏิบัติ 
และเป็นฐานคิดในการดำเนินชีวิต มองโลก มองคนได้อย่างเข้าใจจริงๆ
มันสวยงาม มีคุณค่า และทรงพลังมาก
นางคือไอดอลคนใหม่ของอะลิตเติ้ลกอล์ฟ
อแมนด้า ลินด์ฮุต


>> http://women.mthai.com/amazing-women/180405.html

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทำความรู้จักกับวิชาชีพสังคมสงเคราะห์


สำหรับน้องๆ ที่สนใจคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ พี่เชื่อว่าน้องต้องมีคำถามมากมายเกี่ยวกับ สังคมสงเคราะห์อย่างแน่นอน และนี่เป็นคำถามยอดฮิตที่พี่มักเจอและขอตอบให้น้องฟังเป็นข้อๆ เพื่อที่น้องจะได้
 เห็นคุณค่าและทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ 


นักสังคมสงเคราะห์คือใคร

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

40 ข้อเท็จจริงของอะลิตเติ้ล



1.หลายคนมองว่ากูคือนักปาร์ตี้จ๋าเป็นผีเสื้อราตรี โนววว ไม่เลย ไม่ค่อยไปร้านเหล้า ไม่ค่อยเข้าผับ ไปนานๆที กับเพื่อน พี่ น้อง

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

บทสรุปของฝึก 1


การฝึกภาคปฏิบัติครั้งนี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าเฝ้ารอมาอย่างยาวนานตลอดการเรียนสังคมสงเคราะห์
เพราะมันคือความคาดหวังในสิ่งที่อยากเห็นและจับต้อง
มันเป็นการหาคำตอบอะไรบางอย่างกับคำถามที่คนอื่นคอยถามมาตลอด
และมันเป็นการหาคำตอบให้กับความฝันใหม่ที่ข้าพเจ้าเพิ่งค้นเจอ

ระยะเวลากว่าสองเดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและมีค่ามากที่สุดอีกช่วงหนึ่งในชีวิต
เป็นช่วงเวลาของการคิดทบทวนและเรียนรู้ตัวตนภายใน
ในระยะเวลาที่ผ่านมามีอารมณ์ความรู้สึกและความคิดอันหลากหลาย
มากระทบให้ได้คิดให้ได้สัมผัสรู้ตลอด

การฝึกงานในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าเห็นภาพงานสังคมสงเคราะห์ที่มีชีวิต มีตัวตน และมีคุณค่า
ที่ภายในห้องเรียนของรั้วมหาวิทยาลัยไม่สามารถอธิบายและมอบความรู้สึกที่ลึกซึ้งแบบนี้ได้

เพื่อนใหม่ VS พี่น้อง


“ธรรมศาสตร์ไม่มีรับน้องใหม่ มีแต่รับเพื่อนใหม่ ”


ตอนจบที่เพิ่งเริ่มต้น


.........ตอนจบที่เพิ่งเริ่มต้น...........

>>เราถูกสอนให้เคารพในศักดิ์ศรีและตัวตนของความเป็นมนุษย์<<
เราเลยเชื่อว่าทุกคนควรมีทางเลือกและเราจะเคารพในการตัดสินใจเราเลย "เชิญชวน" แทน "การบังคับ"


>>เราถูกสอนให้เรียนรู้ทักษะในการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย<<
การเข้าคณะตอนเย็นทุกวันเราเลยเต้น ร้องเพลง เล่นเกมส์ เพื่อเตรียมตัวทุกคนให้พร้อมในการจัดกิจกรรมให้กับคนอื่น และสร้างความกล้าในการแสดงตัวตนของเรา


>>เราถูกสอนให้ต้องอดทน รับฟัง ค่อยแก้ไขปัญหา และเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์<<
เราเลยมีกิจกรรมเพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ตัวตน ตระหนักรู้อารมณ์ และแก้ไขปัญหาจากเชือกเส้นนั้น


>>เราอยากให้ทุกคนได้เห็นคุณค่าของตัวเองว่าเราหนึ่งคนสามารถทำอะไรเพื่อใครได้อีกหลายอย่าง<<
เราเลยให้มีกิจกรรมจิตอาสาให้ทุกคนได้ลองเสียสละบางอย่างเพื่อที่จะได้รับอะไรบางอย่างไปพร้อมๆ กัน


: เราอยากให้ทุกคนภูมิใจ และมีแรงบันดาลใจในการทำความรู้จักกับสิ่งที่เรารัก 

และเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างในตัวพวกเรา
เพราะเราเชื่อว่าการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการเริ่มต้นจากตัวเราและสิ่งรอบข้าง
คณะเราเติบโตขึ้นเยอะ เราเดินมาไกลมาก 
ภูมิใจในทุกฐานคิด ทุกความระมัดระวัง และทุกความเคารพ
ขอต้อนรับสู่การเรียนรู้วิชาว่าด้วยแว่นตากรอบใหม่ที่จะทำให้คุณมองอะไรต่างไปจากเดิม

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

I'm fine สบายดีตอนจบ (วันที่ 4 Blue Lagoon&Jungle Party)


ความเดิมตอนที่แล้ว >>
I'm fine สบายดี (วันที่ 1 เวียงจันทน์)
I'm fine สบายดี (วันที่ 2 ไปวังเวียงกันเถอะ)

I'm fine สบายดี (วันที่ 3 ไป Day Trip กันเถอะ)


คือ เมื่อคืนยังไงค่ะ กลับมานอนเกือบตีสอง วันนี้เลยตื่นแปดโมงครึ่ง ล้างหน้าล้างตาโดยไม่อาบน้ำ กินข้าวสองสามคำก็รีบปรี่ไปที่นัดหมายเลย ระหว่างทางก็เจอก๊วนเกาหลี ตกใจนางแต่งตัวกันมาเต็มมาก ไปที่นัดหมายรอทุกคนมาครบก็ขึ้นรถไปลุยบลูลากูนกัน ซึ่งราคาเหมารถ 700 บาทไปกลับ 10 คน ก็คนละ 70 บาท ซึ่งเป็นรถคันใหญ่ที่ไป Day Trip จองไว้ตั้งแต่เมื่อวาน

ถาม: นอกจากเหมารถใหญ่แล้วยังสามารถไปด้วยวิธีไหนได้บ้าง
ตอบ: จากการสังเกตแล้วการไปบลูลากูนสามารถไปได้หลายวิธีดังนี้

1. เดินเท้า ซึ่งไกลมาก ต้องใช้ความอดทนระดับล้าน ต้องปรับทัศนคติมองโลกในแง่ดี ค่อยๆ เดินมองวิถีชีวิต มีเวลามาก คงฟิน วิธีนี้ส่วนใหญ่ฝรั่งนางจะทำกัน
2. เช่าจักรยาน ซึ่งก็ยังไกลอยู่ และถนนคือไม่ดี ขลุกขลักตลอดทาง ต้องใช้ความอดทนระดับแสน ปรับทัศนคติ มองโลกในแง่ดี ค่อยๆ ปั่นชมความงามโดยรอบ ส่วนใหญ่ก็ยังเห็นแต่ฝรั่ง
3. เช่ามอไซต์ อุปสรรคคือถนนอีกเช่นกัน และระยะทางที่ไกล ต้องใช้ความอดทนระดับพัน ลมตีหน้าคงสนุก มองเห็นบรรยากาศสวยงาม น่าจะดี
4. เช่าตุ๊กๆ ซึ่งราคาค่อนข้างแพง เหมาะกับจำนวนคน 3 4 5 คน ประมาณนี้ ข้อเสียคือ เพดานต่ำ มองไม่เห็นวิวข้างหน้า มองได้เฉพาะข้างทาง
5. เช่ารถสองแถวใหญ่คล้ายอะลิตเติ้ล เหมาะสมหรับการไปด้วยกันจำนวนมาก มองได้เห็นวิวรอบทิศทาง (เพราะกูปีนไปนั่งบนหลังคา) ถ้าไม่ปีนก็เห็นวิวเฉพาะข้างๆ
สำหรับการเดินทางไปนั้นก็ถือว่าใช้ระยะเวลานานพอสมควร ผ่านถนนลูกรัง ผสมโคลน ผ่านตัวหมู่บ้าน ข้างทางก็มีทุ่งนาเขียวขจี กับทิวเขาทอดตัวยาว หมอกก็ยังคงทำหน้าที่แต่งแต้มยอดเขาอยู่เช่นเดิม เราจะเห็นเด็กๆ วิ่งเล่น ผู้ใหญ่ขี่มอไซต์ จักรยาน บ้างก็เดินไปทำงาน หาของป่า หรือไปนา เห็นวิถีชีวิตต่างๆ เพลินดี

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

I'm fine สบายดี (วันที่ 3 ไป Day Trip กันเถอะ)

ความเดิมตอนที่แล้ว >>
I'm fine สบายดี (วันที่ 1 เวียงจันทน์)
I'm fine สบายดี (วันที่ 2 ไปวังเวียงกันเถอะ) 

อาวววววว หล่ะค่ะ วันนี้อะลิตเติ้ลตื่นแต่เช้า มารับประทานอาหารและไปรอหน้าร้านที่ซื้อทัวร์เมื่อวาน เวลา 9.00 น. เพื่อไป Day Trip ซึ่ง Day Trip ที่ว่านี้คือ การซื้อทัวร์เพื่อไปเที่ยวชมถ้ำต่างๆ และพายเรือคายัคล่องแม่น้ำซองอันโด่งดังของเมืองวังเวียง ซึ่งจะใช้เวลาเกือบทั้งวัน คือตั้งแต่ 9.00 - 15.00 ซึ่งบางทีอาจมากกว่านั้น โดยจะแบ่งเป็นสองช่วง คือช่วงเช้าจะไปเที่ยวชมถ้ำ และช่วงบ่ายจะพายคายัค

คำแนะนำ
1. ทัวร์มีข้าวเที่ยงจัดเลี้ยง
2. ถ้ามาในช่วงฤดูฝนแนะนำใส่รองเท้าแตะไปเพราะทางเดินมีโคลนเยอะมาก รองเท้าแตะสะดวกกว่าเยอะสามารถถอดเดินตีนเปล่าเริศสะดวกอย่าบอกใคร
3. แนะนำนุ่งกางเกงขาสั้นไป เพราะสะดวกกว่ามาก (เวลาคายัคคว่ำจะได้ไม่รุงรัง)
4.บริษัทจะมีกระเป๋ากันน้ำไว้ให้บริการ
5. ในฤดูฝนแม่น้ำซองจะเชี่ยวมากกก ในระดับพัดวัวตาย พัดควายล้ม พัดจนต้องร้องขอชีวิต ตั้แต่เกิดมายังไม่เคยเห็นน้ำเชี่ยวแบบนี้มาก่อน
6. เนื่องจากน้ำเชี่ยวเลยไม่สามารถพายไปไกลได้จากปกติจะพายหลายสิบกิโล แต่ในฤดูฝนจะพายไม่เยอะเท่าฤดูอื่น แต่ก็ถือว่าพอดี ฟินแล้ว!!!
7. เนื่องจากน้ำเชี่ยวอีกนั่นแหละกิจกรรมยอดฮิตของที่นี่คือ "ลอยห่วงยาง" หรือ "Tubing" ไม่สามารถทำได้ อยากลอยห่วงมาฤดูอื่น
รถที่มารับจะเป็นรถสองแถวคันใหญ่ ยกสูงที่ทยอยรับคนมาจากที่ต่างๆ ซึ่งคงซื้อทัวร์มาในเครือเดียวกัน ตอนขึ้นไปในรถมีเกาหลีที่อยู่บนรถแล้ว 5 คน จีน 2 และอีอะลิตเติ้ลไทยอยู่ 1 คน บรรยากาศในการนั่งรถก็คือแนะนำตัวมาจากไหนอะไรยังไง มากี่วันแล้ว มีแพลนไปไหน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ว่านี่ชั้นพูดภาษาเธอได้นะ สองสามคำ ร้องเพลงเกาหลีได้คือร้อง ร้องเพลงจีนได้คือร้อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ คือคุยกันไปกันมาสนุกมาก อีเกาหลีคือดีมาก เฟรนลี่ี่ จริงๆ แล้ว เกาหลี 4 คนเป็นเพื่อนกันจากมหาลัยเรียนโลจิสติกทั้งหมด ส่วนอีกคนทำงานแล้วมาคนเดียวและเพิ่งมาเจอกันบนรถ ส่วนจีนอีกสองเป็นพี่น้องกันไม่เรียนแล้วทำงานเลย(อายุยังน้อยอยู่เลยพี่ 20 น้อง 18) จากการสอบถามไกด์ของเราทราบความว่าเดี๋ยวเราจะไปรวมกับอีกกรุ๊ปนึง ซึ่งขณะเดินทางเราก็จะได้ทัศนาบรรยากาศตอนเช้าของวังเวียงที่โคตรพ่อโคตรแม่สวย ทิวเขาทอดแนวยาวตลอดถนน พร้อมกับที่มีปรอยฝนตกจางๆ หมอกเบาๆ ปกคลุมยอดเขา แม่มึงเอ้ยยยยย อยากตายมาก 55555

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

I'm fine สบายดี (วันที่ 2 ไปวังเวียงกันเถอะ)

ความเดิมตอนที่แล้ว>>
I'm fine สบายดี (วันที่ 1 เวียงจันทน์)

 ด้วยอาราม เหนื่อยจัด กลับดึก เลยทำให้วันนี้ตื่นสาย ตื่นมากินอาหารเช้า แล้วก็ขึ้นมาเก็บข้าวของเตรียมตัวไปวังเวียง ซึ่งประมาณ 9 โมงมีโทรศัพท์โทรมาที่ห้อง บอกว่า คนขับตุ๊กๆ ที่นัดไว้มารับแล้วนะ เราก็บอกไปว่า ไม่ไปแล้ว เท!! (หลอกกูนัก สมใจอิช่้อย 5555) เก็บข้าวของเสร็จก็แบกเป้คู่ใจ แล้วก็เดินไปตั้งต้นที่สถานีขนส่งตลาดเช้าขัวดิน 

ที่ตลาดก็จะมีรถเมล์นู่น นี่ นั่นหลายสาย เราก็ถามว่า "ป้าครับ จะไปวังเวียงขึ้นคันไหนครับ" เค้าก็จะบอกว่า นี่เลยๆ ต้องขึ้นไปท่ารถสายเหนือก่อนแล้วไปต่อรถเอาที่นู่น ซึ่งรถเมล์ที่จะไปสายเหนือคือสาย 142 นั่นเอง โดยอะลิตเติ้ลก็ได้ใช้ทักษะการแขและการสร้างสัมพันธภาพทำความรู้จักกับแม่ค้า ที่อยู่แถวนั้น มีนามว่า แม่รัน และพี่รอน (ลืมถ่ายรูป) ก็นั่งเม้าท์ให้นางฟังเรื่องที่โดนตุ๊กๆ หลอก นางก็บอกและย้ำว่า อย่าเชื่อตุ๊กๆ มาก ให้ถามชาวบ้านร้านตลาดดีกว่าเวลาจะไปไหน เพราะสำหรับอีตุ๊กๆ แล้ววิธีเดียวที่นางจะบอกว่าไปที่ไหนยังไงก็คือ "ไปโดยการขึ้นตุ๊กๆ" แล้วแม่รันนางยังพูดติดตลกอีกนะว่า "เค้าบอกว่าเวลาไปไทย แท็กซี่ชอบหลอก คนไทยมาลาวถูกตุ๊กๆหลอก ก็หายกัน"  55555 ก่อนที่นางจะบอกว่า "แม่ขอไปขายของก่อนนะ ลืม!! รถเข้าแล้วทางนู้น" แล้วอีอะลิตเติ้ลก็ขึ้นรถ เอ้อออ ลืมบอกว่า รถสาย 142 จากสถานีขนส่งขัวดินไป สถานีขนส่งสายเหนือ เพื่อต่อรถตู้ไปวังเวียง รถจะออกทุกๆ 30 นาที ราคา 50,000 กีบ หรือ 20 บาท จะมีกระเป๋ารถเมล์เดินมาเก็บเหมือนที่ไทยเลย และสำหรับใครจะเดินทางจากเวียงจันทน์ไปสะพานมิตรภาพก็สามารถขึ้น สาย 14 ได้จากที่นี่เช่นเดียวกัน 

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557

I'm fine สบายดี (วันที่ 1 เวียงจันทน์)

อาวววว หล่ะค่ะ หลายคนเรียกร้องให้มา Review (ทบทวน วิจารย์) Revise (ตรวจสอบ ตรวจทาน) 
ทริปลาวให้ได้ชมกัน ก็ตามคำขอแหละค่ะ จะได้เป็นประโยชน์กับต่างๆ 
ในการพัฒนาสร้างหนทางในการท่องเที่ยงแบบฉบับของตัวเอง
โดยทริปลาวครั้งนี้ อะลิตเติ้ลเลือกที่จะไปคนเดียว เพราะหลังจากได้ท่องเที่ยวมาในหลายๆ ครั้ง 
โดยเฉพาะครั้งที่ไปอเมริกา ทำให้เราหลงเสน่ห์อย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวในต่างแดน 
นั่นคือ การได้ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ การสัมผัสความงดงามของมิตรภาพ 
และการได้เลือกทางเดินตามความชอบของตัวเอง 
เลยติดใจและอยากสร้างความหมายใหม่ให้กับการท่องเที่ยง
อีกอย่าง ถ้าเรามากับใครเราจะขังตัวเองอยู่กับคนและสภาพแวดล้อมแค่นั้น จนเราไม่ได้ทำความรู้จักอะไรใหม่ๆ และเข้าถึงการท่องเที่ยวมากพอเท่าที่เราอยากให้เป็น
เลยคิดว่าควรเริ่มต้นจากประเทศที่มีมนต์เสน่ห์และน่ารักตามที่เราชอบนั่นก็คือ "ลาว"

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แกงส้มปลาลังแขกกับยาหนัด สูตรตกยุค (เชย)

อาววววววววววว หล่ะค่ะ คือช่วงนี้กลับมาบ้าน 
มาดูแลแม่เฒ่าค่ะ นางไม่มีใครดู อะลิตเติ้ลก็เลยมารับหน้าที่นี้
วันนี้เป็นวันที่ 2 ที่ได้อยู่บ้าน ก็เลย ไม่มีไรมาก อยากแกงโส้มมมมมม
ก็เลยบอกแม่เฒ่าไว้ว่า วันนี้ช่วยสอนหลานสาวแกงส้มหน่อย และนางก็จัดให้เลยค้าาาาาา
วันนี้เราจะมาด้วยเมนู "แกงส้มปลาลังแขก"

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ลูก (คนโต) กับการถูกทำร้ายโดยความปราถนาดี


วันนี้มีเรื่องมาเล่าและแบ่งปันให้ฟังครับ เรื่องมันมีอยู่ว่าหลังจากที่กอล์ฟได้กลับมาจากค่าpสังคมสงเคราะห์สัญจรก็มีน้องค่ายคนหนึ่งได้เข้ามาขอคำปรึกษา เกี่ยวกับการที่ตนเองถูกคาดหวังจากครอบครัวเพราะเป็นลูกคนโต และการที่ครอบครัวอยากให้ตนเป็นในสิ่งที่ครอบครัวอยากให้เป็น นี่คือการสนทนาที่เกิดขึ้นในแชทเฟสของเราสองคนครับ

น้อง: พี่คะ ทำไมลูกคนโตจึงถูกคาดหวังจากพ่อแม่มากจังค่ะ คอยพูดกรอกหูเราทุกวันว่าโตขึ้นเป็นอย่างนี้นะ เป็นอย่างนั้นนะ ทั้งๆที่สิ่งที่เขาบอกให้เป็นนั้น เราไม่ชอบ มันไม่ใช่ตัวตนของรา แต่กับน้องบอกว่าเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น ที่ชอบ แล้วทำไมไม่ถามหนูบ้างว่าอยากเป็นอะไร น้องต้องทำไงดีค่ะพี่

อะลิตเติ้ล: เอางี้นะ ก่อนอื่นเลยพี่อยากให้เราลองคิดว่าตนเองเป็นพ่อแม่ ลองสมมุติว่าเราอยู่ในสถานะท่าน แล้วมองมายังลูกคนโต พี่ว่าเราน่าจะมองเห็นอะไรบางอย่าง ลองคิดตามพี่นะ ลูกคนโต มันมีความหมายสำคัญบางอย่างแฝงอยู่ มันเกี่ยวโยงถึงโครงสร้างความสัมพันธ์และโครงสร้างอำนาจในครอบครัว เพราะถัดจากพ่อแม่ลงมา ความไว้วางใจ การฝากฝังต่างๆ ที่มีต่อครอบครัวจะถูกถ่ายโอนมายังลูกคนโตเป็นธรรมชาติโดยครอบครัวเองอาจไม่ทันสังเกตและรู้สึกตัว ลูกคนโตจะถูกคาดหวังให้ต้องคอยดูแลน้อง ถูกคาดหวังให้ต้องเป็นต้นแบบให้น้อง ถูกคาดหวังให้ต้องรับผิดชอบกับอะไรหลายๆอย่าง ถูกคาดหวังให้ต้องเป็นหน้าเป็นตาให้กับครอบครัว เพราะอะไร เพราะเราโตสุด เราสามารถทำความคาดหวังให้กับครอบครัวให้สำเร็จได้เร็วที่สุด (นี่พี่อยากให้เราเข้าใจก่อนว่าทำไม พ่อแม่ถึงจุ้นจ้านวุ่นวาย และรุงรัง กับลูกคนโตมากนัก)
พอเราถูกคาดหวังจากครอบครัวแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ครอบครัวก็จะเริ่ม บงการนู่น บงการนี่ บอกนั่น บอกนี่ อย่างให้เราเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เพราะพ่อแม่เราเห็นว่า ถ้าเราเป็นอย่างที่เข้าให้เราเป็น หรืออยากที่จะให้เราเป็นแล้วมันจะดีต่อตัวเรา และดีต่อครอบครัว เพราะเขาเห็นต้นแบบมาจากสังคมว่า ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วจะดี เลยเป็นที่มาว่า ทำไมเขาถึงบอกให้เราเป็นนู่นนี่ แต่โดยเหตุผลแล้ว มันมาจากความหวังดีล้วนๆ
แต่พอความหวังดี แสดงออกมาผิดวิธี ผ่านบริบทในครอบครัวที่มีการเปรียบเทียบ และไม่คำนึงถึงความต้องการของลูก ที่แท้จริง หรือ ถามความต้องการ หรือความอยากเป็นของลูก มันก็เลยเกิดปัญหา
นี่แค่สิ่งที่พี่อยากให้เราเข้าใจ ที่มาของมันก่อน 5555

เราถามพี่ว่าน้องต้องทำไงดีค่ะพี่ พี่ขอตอบว่า ขั้นแรกต้องเข้าใจก่อน (จากที่พี่ร่ายมาเป็นทางยาวข้างบน) ว่าเพราะอะไร พอเราเข้าใจพ่อแม่ เราก็จะสบายใจมากขึ้น ว่า อ๋อ...... ที่เขาทำมันมีเหตุผลในตัวเขา บางทีเขาแสดงออก เขาก็ยังไม่รู้เลย พอเข้าใจเสร็จ ถ้าสิ่งที่เราจะเลือก มันขัดแย้งกับสิ่งที่เขาคาดหวัง เราเองต้องยืนหยัดในสิ่งที่เราเลือก และต้องรู้และเข้าใจ ว่าสิ่งที่เราเลือกมันคืออะไร และอธิบายให้เขาเข้าใจได้ว่า ถ้าเราเลือกสองอย่างนี้ มันจะมีข้อดีกว่า สิ่งที่เขาเลือกให้ยังไง พยายามสะท้อนให้เขาเห็นถึงความสุข และความถนัด ความชอบของสิ่งที่เราเลือก และให้เขามั่นใจให้ได้ว่า ถ้าเราเลือกในสิ่งที่เราถนัด และชอบ มันจะทำให้เรามีความสุข และสิ่งที่เราทำอย่างมีความสุข จะนำมาซึ่งความสำเร็จเอง ให้เขามั่นใจว่า แม้เราเลือกอย่างนี้ เราก็จะสามารถดูแลเขาได้ และอยากให้เขาเข้ามาเป็นแรงสนับสนุน และอยากให้เขาเชื่อใจ และช่วยผลักดันในสิ่งที่เราเลือก

น้อง: กว่าจะจบ (จิกกูด้วย 555) แล้วต้องพูดยังไงค่ะ พ่อแม่จึงจะเข้าใจ ให้เดินไปบอกตรงๆก็ไม่กล้า

อะลิตเติ้ล: ค่อยๆ ค่ะ

น้อง: ยังไง

อะลิตเติ้ล: เอาเป็นว่าเราหนักแน่น ก่อน แล้วค่อยๆ แหย่ ไปทีนิดๆ

น้อง: แบบพูดวันละนิดได้ไหมค่ะ

อะลิตเติ้ล: ดีเลยค่ะ แรกๆ แค่บอกว่าเราอยากเรียนอะไร วันหลังก็ย้ำอีก วันต่อมาถ้าเราเรียนอันนั้นแล้วเราจะบายใจยังไง วันต่อมาก็แบบว่า เราเห็นคนที่เรียนแบบนั้นแล้วเค้าเป็นยังไง วันละนิดละหน่อย 5555

น้อง:อ้อ เดี๋ยวจะลองดูค่ะ

อะลิตเติ้ล: เป็นกำลังใจให้ค่ะ 555

น้อง:ขอบคุณค่ะ แล้วจะพยายามทำตามคำแนะนำของพี่นะค่ะ


……สามวันต่อมา……


น้อง: พี่คะ น้องพูดว่า วิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ น่าเบื่อ เรียนยาก เรียนไม่รู้เรื่องเลย ต่อหน้าพ่อ พ่อบอกมาว่า ตั้งใจเรียนสิ เท่านั้นเเหละน้องพูดไม่ออกเลย

อะลิตเติ้ล: อย่ายอมแพ้ บ่นไปเรื่อยๆ สิ เค้าบอกให้ตั้งใจเรียนก็บอกไปว่า ตั้งใจแล้ว แต่มันไม่เข้าเลย เคมีไม่ตรงกัน 555

……หนึ่งเดือนผ่านไป……

น้อง: น้องทำตามที่พี่บอกเเล้วนะค่ะพูดกรอกหูคนในบ้านทุกวันว่าอยากจะเรียนอะไร สงสัยย่าจะรำคาญจึงพูดว่า เอ้อ อยากอิเรียนไหรตามใจเเหละ เเสดงว่าถ้าน้องอยากจะเรียนอะไรก็เรียนได้ใช่ไหมค่ะ รู้สึกดีใจจังเลย ส่วนพ่อก็เริ่มตามใจว่าจะเรียนอะไรก็ตามที่เราถนัด ดีใจกำลังสองค่ะ

ดีใจในความสำเร็จของน้อง และขอให้มีความสุขในสิ่งที่จะเลือกต่อไป โดยมีครอบครัวคอยสนับสนุนค่ะ
ดีงามไปอีก

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

จดหมายรักถึงสังคมสงเคราะห์



จดหมายรักถึงสังคมสงเคราะห์ (A Love Letter to Social Work)


โดย Susan Mankita, LCSW (Licensed Clinical Social Work นักสังคมสงเคราะห์คลินิกได้รับอนุญาต)





ถึง.....สังคมสงเคราะห์

สำหรับฉันแล้ว ไม่อาจพูดได้ว่านี่เป็นรักแรกพบ แม้ว่าคุณจะพบวิธีเข้าถึงหัวใจของฉันก็ตาม
ความรักของเรายาวนานถึง 25 ปี และเหมือนกับความสัมพันธ์อื่นๆ ที่มีเรื่องราวมากมายอยู่ในนั้น
คุณเป็นเพื่อนชีวิตที่ทำให้รู้สึกสบายใจดี แม้บางทีก็จะท้าทายฉันคนนี้จนเกินไปบ้าง

ครั้งแรกที่เราได้พบกัน ฉันไม่ค่อยแน่ใจหรอกว่าเราจะไปด้วยกันได้
ฉันหมายถึงว่า คุณไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ลืมไปได้เลยเรื่องนี้
น่าช้ำใจที่เงินเดือนก็ไม่มากอะไร แต่เมื่อฉันได้เริ่มจริงจังกับคุณ ความคิดของฉันก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

เพราะคุณ ทุกๆ วัน ฉันได้เป็นพยานในความเจ็บปวดของเพื่อนมนุษย์
เพราะคุณ ฉันจริงจังกับวิสัยทัศน์และความหวัง ความฝันของเพื่อนมนุษย์
เพราะคุณ ฉันมีองค์ความรู้ ทักษะ และความสามารถ
ที่จะสร้างผลกระทบกับความเป็นอยู่ของชีวิตคนได้อย่างแท้จริง

เราสองได้ผ่านการเดินทางอันแสนวิเศษ เข้าใจหัวอกของเด็กที่ถูกทำร้ายทารุณ
และพ่อแม่ที่ละเลยการดูแลลูก (บ่อยครั้งที่เด็กเหล่านี้ก็จะทำร้ายตัวเองอีก)
เราสองได้ไปละแวกบ้านที่เป็นแหล่งอาชญากรรม
ที่ซึ่งเราได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งในบ้านที่เรารู้สึกกลัวๆ ที่จะเข้าไปนั่งในนั้น

คุณสังคมสงเคราะห์ คุณกับฉันได้ร่วมกันจับมือคนไข้ในโรงพยาบาล
ผู้ที่หมดลมหายใจไปอย่างโดดเดี่ยว ไร้ญาติหรือเพื่อนที่จะหยั่งถึงภายในใจ
เราสองได้เดินเคียงข้างคนที่กำลังเผชิญกับการรอฟังคำวินิจฉัยโรค ซึ่งเป็นโรคที่แห่งความทุกข์ทรมาน

เราสองได้ร่วมกันจดบันทึกเรื่องเล่าต่างๆ มากมาย
ฉะนั้น แม้น้ำในมหาสมุทรทั้งหมดก็มิอาจลบเรื่องราวความสัมพันธ์นี้ของเราได้

ถึงแม้ว่าเราจะเคยเห็นความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจคาดถึง
แต่เราก็ได้เรียนรู้ว่า อย่าดูถูกพลังที่มีอยู่ในบุคคลเป็นอันขาด
เราสองได้เห็นพลังและทรัพยากรของคนเหล่านั้น ซึ่งฉันก็ไม่เคยได้พบมาก่อนเลย
ขอบคุณมากๆ สำหรับอาชีพที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย
และเติมเต็มไปด้วยความท้าท้ายและความเป็นไปได้ต่างๆ

สุขสันต์เดือนแห่งงานสังคมสงเคราะห์

ด้วยรัก
จากคู่ชีวิตของคุณ Susan Mankita, LCSW

ขอขอบคุณการแบ่งปันเรื่องราวอันแสนวิเศษนี้และบทแปลโดย
คุณ Jung Sriprapai จาก กลุ่ม สังคมสงเคราะห์

ที่มา http://www.socialworker.com/extras/creative-work/a-love-letter-to-social-work/

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

“สังคมสงเคราะห์” เรียนแล้วไปทำอะไร?


สังคมสงเคราะห์เรียนแล้วไปทำอะไร? ไปเป็นครูสอนสังคม? นี้คือคำถามที่ฉันได้ประสบพบเจอจากคนรอบตัวเมื่อฉันสอบติดคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ เวลานั้น บอกตรงๆว่าตอบไม่ได้  แค่ได้เข้ามาเรียนในรั้วเหลืองแดงก็ดีใจแล้ว วันแรกของการเปิดภาคเรียนสิ่งที่ฉันได้กลับมาจากการเข้าเรียนวิชา SW111 ซึ่งเป็นวิชาที่นักศึกษาสังคมสงเคราะห์ทุกคนต้องประสบพบเจอ คือ ปรัชญาทางสังคมสงเคราะห์ที่ว่า

“Help them to help themselves” หมายถึง ช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเองได้
ช่วงระหว่างที่นักศึกษาทุกคนพยายามทำความเข้าใจในบทเรียนแต่ละวิชาในสิ่งที่อาจารย์แต่ละท่านถ่ายทอดความรู้ และกลเม็ดเคล็ดลับให้จดจำ แต่แท้จริงแล้วใครบ้างจะเข้าใจถึงคำว่า สังคมสงเคราะห์ที่แท้จริงคืออะไร?? มีหลายๆคนคิดว่าเกรด A ที่ตนได้จะเป็นเครื่องการันตีถึงการเข้าถึง และแสดงตัวว่าตนเป็นผู้รู้จริงแต่สำหรับตัวฉันแล้วขอตอบอย่างมั่นใจว่าฉันเองยังไม่เข้าใจความหมายของ งานสังคมสงเคราะห์อย่างดีพอ เพราะเมื่อพูดถึงการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์ทั้งจากบทเรียน นิยามศัพท์ของอาจารย์ผู้สอน วิทยากร และจากการฝึกประสบการณ์ภาคปฏิบัติทั้ง 2 ครั้ง คนส่วนใหญ่ยังนึกถึงคำว่า ให้หรือ แจกและฉันเองก็เชื่อว่าอีกหลายคนที่จบการศึกษามาด้วยกันก็ยังคงไม่เข้าใจความหมาย ตัวตน ของการทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่แท้จริง
จนกระทั่งฉันได้จบการศึกษาและได้เข้ามาทำงานที่สถานสงเคราะห์แห่งหนึ่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในตำแหน่ง นักสังคมสงเคราะห์วันแรกที่ทำงานบอกตรงๆ ว่าสับสน และไม่ค่อยเข้าใจบทบาทของตัวเองเท่าที่ควร อาการเหมือนกับวันแรกที่เข้าเรียนไม่มีผิดเพี้ยน แต่ในเมื่อได้รับโอกาสมาแล้ว ฉันคิดว่ามันเป็นสนามชีวิตของจริงที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายมากกว่าการเข้าห้องสอบเขียนคำตอบลงกระดาษ  ฉะนั้นการศึกษาจากประสบการณ์ตรงจากผู้ใช้บริการที่ทำงานด้วย จากเพื่อนผู้ร่วมงาน จากประสบการณ์ของผู้อำนวยการ จากการปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างรุ่นพี่ เพื่อน และคณาจารย์ที่ฉันพอจะขอคำแนะนำได้ เกี่ยวกับกระบวนการทำงานสังคมสงเคราะห์ รวมถึงหลักการหนึ่งเดียวในขณะนั้นที่จำได้คือ “Help them to help themselves” ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน และเป็นประตูสู่การนำพาให้ได้เห็นสิ่งสำคัญที่เป็นความสวยงามและคุณค่าของงานสังคมสงเคราะห์ที่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงก็คือ การได้เป็น นักสร้างโอกาสและ นักสร้างทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการในความดูแลรวมไปถึงครอบครัวของผู้ใช้บริการด้วย
การทำงานของนักสังคมสงเคราะห์นั้น คือ การทำงานกับปัญหาสังคมในทุกรูปแบบ ฉะนั้นการเตรียมจิตใจให้พร้อมที่จะรับมือกับปัญหาต่างๆที่จะเข้ามาหาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องพึงระลึกเสมอว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ แต่มันต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆด้วย เพราะเราไม่ใช่พระเจ้าที่จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องระลึกเสมอว่าเราได้ใช้ความรู้ ความสามารถในวิชาชีพอย่างสุดความสามารถแล้วหรือยัง ถ้าเราคิดได้และทำได้ตามนี้จะทำให้เราทำงานกับทุกสิ่งได้อย่างมีความสุข เมื่อเรามีความสุขกับงานแล้วผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นที่พึงพอใจทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการนั่นเอง
ทุกวันนี้ถ้ามีคนถามฉันว่าเรียนสังคมสงเคราะห์แล้วทำอะไร ฉันจะตอบอย่างภาคภูมิใจว่า
ทำงานที่สร้างคุณค่าทั้งต่อตนเอง และผู้อื่นค่ะ
                                                             

นางสาวนิยะดา บัวงาม
SW 4905610525
นักสังคมสงเคราะห์ บ้านศรีธรรมราช

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

The Letter จดหมายรักจากผู้ป่วยระยะสุดท้ายและบทสะท้อนจากแง่มุมของความตาย


         The Letter เริ่มเล่าเรื่องราวด้วยการให้ความตายของยายเล็ก ญาติห่างๆ ของดิวเป็นตัวนำดิวกลับไปสู่เชียงใหม่และทำให้ได้พานพบกับต้น หนุ่มนักวิจัยพันธุ์พืชที่ได้เก็บกระเป๋าสตางค์ส่งคืน ในขณะที่ดิวและเกดจำต้องลงรถทัวร์เพราะไม่มีตั๋วและได้สานสัมพันธ์รักกันในเวลาต่อมา ความตายครั้งนี้ของยายเล็กไม่มีผลรุนแรงต่อความรู้สึกของดิว เพราะยายเล็กเป็นญาติห่างๆ ที่ดิวไม่เคยเจอ ทำให้ดิวไม่มีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งร่วมด้วย แค่มีในลักษณะของสายสัมพันธ์แห่งญาติที่เป็นหน้าที่ทางสังคมทางวัฒนธรรมหนึ่งที่ดิวต้องมาเคารพและจัดการศพเท่านั้น นี่จึงเป็นบทเรียนแรกที่สะท้อนให้เราเห็นว่าความตายทุกครั้ง ไม่ได้ทำให้เกิดความสูญเสียและผลกระทบกับบุคคลทุกครั้งไป เพราะความตายที่แสดงถึงการจากไปของบุคคลหนึ่งจะมีผลต่อความรู้สึกของอีกหนึ่งบุคคลหรือไม่นั้นมันต้องดูความเชื่อมโยงของความรู้สึกสัมพันธ์ลึกซึ้งหรือประสบการณ์ร่วมที่บุคคลนั้นเคยมีระหว่างกันมาด้วย แต่ในทางกลับกันญาติคนเดียวที่ยายเล็กเหลือก่อนตายคือดิวซึ่งเป็นหลานสาวของพี่สาวยายเล็ก และยายเล็กก็ได้ทิ้งมรดกเป็นบ้านหลังเล็กและไร่กระเทียมไว้ให้ สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่าความสัมพันธ์ทางเครือญาติเป็นความสัมพันธ์พิเศษอย่างหนึ่งที่แม้บุคคลจะไม่มีประสบการณ์ร่วมหรือความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันแต่ก็ทำให้คนเรานึกถึงกันและแบ่งปันบางสิ่งบางอย่างให้แก่กันได้
เหตุการณ์ต่อมาที่หนังได้สะท้อนให้เราเห็นแง่มุมของความตายคือตอนที่เกดเพื่อนสาวคนสนิทคนเดียวของดิวได้เสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรม ถูกจัดให้เป็นการตายแบบกะทันหันตามแบบแผนการตาย ซึ่งการตายในลักษณะนี้จะส่งผลกระทบต่อญาติเป็นเป็นอย่างมากเนื่องจากยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเผชิญหรือตั้งรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการให้ความหมายของการตายกะทันหันโดนประทุษร้ายว่าเป็นการตายที่ไม่ดี (โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ, 2550) การจากไปของเกดครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อดิวเพราะเกดคือคนสนิทข้างกายคนเดียวที่ดิวหลงเหลืออยู่ เปรียบเสมือนที่พึ่งทางใจสุดท้าย และมากไปกว่านั้นดิวเองก็เกิดความรู้สึกผิดคิดว่าตนเองมีส่วนที่ทำให้เกดต้องตายด้วย โดยดิวได้พูดกับต้นว่า เพราะดิวเอง ดิวคิดแต่เรื่องตัวเอง ถ้าวันนั้นดิวไปกับเขา และไม่ลืมโทรศัพท์ทิ้งไว้ เกดคงไม่เป็นแบบนี้ ในเหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่นักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์จะเข้ามามีส่วนกับกรณีนี้โดยให้คำปรึกษาและใช้หลักการสะท้อนความจริงชี้ให้ดิวเห็นถึงความจริงของเหตุการณ์ในขณะนั้นว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ไม่สามารถควบคุมได้ และทุกคนก็ได้ทำหรือตัดสินใจไปอย่างดีที่สุดตามบริบทเวลา และสภาพแวดล้อมตอนนั้นแล้ว เพื่อที่จะทำให้ผู้ใช้บริการเห็นภาพความจริง ได้ละซึ่งความรู้สึกผิดและอยากกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ในอดีตทิ้งไปเสีย แล้วเดินหน้าต่อไปสู่เป้าหมายชีวิตในอนาคต และนอกจากนั้นเราสามารถใช้การกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการได้ระบายและสะท้อนอารมณ์ของตนออกมาเพื่อที่จะได้แบ่งเบาภาระแห่งความโศกเศร้าที่คั่งค้างภายในให้ผู้อื่นได้รับฟัง ดังที่ รศ.ดร. สุวัจฉรา  เปี่ยมญาติ เคยให้ความรู้ในวิชาการให้การปรึกษาทางสังคมสงเคราะห์ไว้ว่า การระบายคือการบำบัดเบื้องต้นอย่างหนึ่ง
การสูญเสียเพื่อนสนิทที่คอยเคียงข้างกายมาตลอดเป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นร้ายแรงจนดิวไม่อาจยืดหยัดเพียงลำพังคนเดียวท่ามกลางเมืองหลวงที่วุ่นวายนี้ได้ ห้องที่เคยคับแคบเมื่ออยู่ด้วยกันสองคนกลับกลายเป็นกว้างขวางและอ้างว้างอย่างแปลกพิลึก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ดิวตัดสินใจไปเชียงใหม่ เพราะก่อนหน้านั้นสิ่งพิเศษที่ได้เกิดขึ้นกับดิวคือการได้รู้จักและรักษาความสัมพันธ์กับต้นมาโดยตลอด ประกอบกับการมีบ้านที่ได้รับมรดกมาจากยายเล็ก ที่ทำให้ดิวรู้สึกว่าตัวเองยังมีทางเลือกและมีที่ไปเป็นที่ยึดเหนี่ยวใหม่ของดิว หลังจากที่ดิวลงจากรถมาก็เจอกับต้นที่เข้ามาช่วยยกกระเป๋าและมาส่งดิวที่บ้าน ตลอดระยะเวลาที่ดิวได้มารักษาใจที่นี่ ดิวได้รับการดูแลเคียงข้างอย่างดีจากต้น ไม่ว่าจะเป็นการต้มข้าวต้มให้เมื่อดิวป่วย ช่วยซักผ้า หรือเข้ามาปลอบประโลมในวันที่ดิวได้บอกว่า ดิวไม่เหลือใครแล้วแหละต้น และหลังจากนั้นต้นก็ได้เข้ามาเป็นคนพิเศษ เป็นความผูกพันใหม่ที่เปรียบเสมือนน้ำใสๆ รดลงบนหัวใจที่แห้งผากให้กลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง โดยฉากสำคัญที่ต้นได้ให้กำลังใจดิวเพื่อให้ดิวสามารถเดินต่อไปได้คือ การที่ต้นได้ตอนกิ่งต้นไม้ต้นใหม่ไว้กับต้นบ๊วยเพื่อที่จะสะท้อนให้ดิวเห็นถึงความงดงามของสิ่งใหม่และการเริ่มต้นใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นดังคำพูดของต้นที่ว่า ไม่ว่าจะยังไงชีวิตก็จะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นเสมอ ผมก็อยากให้คุณเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...