สำหรับน้องๆ
ที่สนใจคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ พี่เชื่อว่าน้องต้องมีคำถามมากมายเกี่ยวกับ
“สังคมสงเคราะห์” อย่างแน่นอน และนี่เป็นคำถามยอดฮิตที่พี่มักเจอและขอตอบให้น้องฟังเป็นข้อๆ
เพื่อที่น้องจะได้
เห็นคุณค่าและทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์
ในสภาวการณ์ที่สังคมของเราเกิดปัญหาขึ้นมากมาย
เช่น คนชราไม่มีผู้ดูแลต้องอยู่เพียงลำพังในกระท่อม
ผู้ป่วยด้วยโรคประหลาดที่ไม่มีค่ารักษา
เด็กน้อยที่ต้องกลับบ้านในตอนพักกลางวันเพื่อกลับมาดูแลพ่อแม่ที่ป่วยและน้องชายคนเล็ก
แม่ที่เข็นลูกป่วยเข้ากรุงเทพฯเพื่อหาทางรักษา เด็กหญิงที่ถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน พี่เชื่อว่าน้องๆ หลายคนคงเคยได้เห็นข่าวและเรื่องราวเหล่านี้ผ่านการแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์
หลายคนในสังคมมักมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับประเด็นปัญหาเหล่านี้ เกิดการตั้งคำถามและเรียกร้องว่า
ใครจะช่วยเขาเหล่านี้ได้บ้าง? ต้องทำอย่างไรดี? ต้องติดต่อใคร? จากปัญหาดังกล่าวเราจะเห็นว่าบุคคลเหล่านี้ประสบปัญหาที่เป็นต้นเหตุมาจากหลายปัจจัย
เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว หรือปัญหาอื่นๆ
ที่ส่งผลให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตทางสังคมได้อย่างปกติสุข เมื่อคนเราประสบปัญหาทางด้านสุขภาพ
พี่เชื่อว่าทุกคนรู้ว่าเราต้องไปหาหมอ แต่เมื่อเราประสบปัญหาทางสังคม
เรากลับไม่รู้ว่าต้องไปหาใคร ซึ่งวิชาชีพสังคมสงเคราะห์เกิดขึ้นมาเพื่อทำงานและยืนเคียงข้างกับกลุ่มคนเหล่านี้ครับ
เพื่อให้น้องๆ
ทุกคนเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์มากขึ้นพี่ขออธิบายเปรียบเทียบให้นักสังคมสงเคราะห์เป็น
“แพทย์ทางสังคม” ที่จะคอยรักษาผู้ที่มีปัญหาทางสังคมต่างๆ
ยกตัวอย่างเช่น เด็กถูกพ่อแม่ทำร้ายร่างกาย เดินเข้ามาหานักสังคมสงเคราะห์
นักสังคมสงเคราะห์ก็จะต้องเริ่มดูจากสภาพอาการ
ถ้ามีเรื่องใดที่ต้องให้การช่วยเหลือฉุกเฉินก็ต้องทำก่อน
เช่นการส่งเด็กเข้ารับการรักษา หรือการแยกเด็กออกจากครอบครัวเพื่อให้เด็กปลอดภัย
หลักจากนั้นก็ต้องมีการซักประวัติอาการของที่มาที่ไปที่ทำให้เกิดโรคในที่นี้คือการทำร้ายร่างกายเด็ก
จากทั้งตัวเด็ก พ่อแม่ และสังคมรอบข้าง เพื่อให้รู้ สาเหตุที่แท้จริง
หลังจากนั้นก็ต้องประเมินและออกแบบการรักษาว่าควรรักษาแบบไหน ตรงส่วนไหนควรได้รับยาอะไรบ้าง
เช่นถ้าพ่อแม่มีภาวะเครียด ต้องดูว่าสาเหตุความเครียดมาจากอะไร
แล้วจะแก้ด้วยวิธีไหน ถ้าประเมินแล้วว่าพ่อแม่ไม่มีทักษะในการจัดการอารมณ์หรือไม่มีทักษะในการเลี้ยงดูลูก
พ่อแม่ก็ต้องเข้ารับการบำบัดและอบรบให้ความรู้ เป็นต้น แต่ภาพที่คนในสังคมส่วนใหญ่เห็นก็คือการทำงานสังคมสงเคราะห์ที่ช่วยเหลือเฉพาะหน้าในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น
แต่กลับไม่เห็นเนื้องานที่แท้จริงที่เป็นส่วนสำคัญที่นักสังคมสงเคราะห์ต้องทำต่อทั้งในลักษณะประคับประคองอาการไม่ให้เลวร้ายลง
หรือในลักษณะของการรักษาเพื่อให้หายขาดจากสาเหตุของปัญหานั้นๆ
ทั้งนี้นักสังคมสงเคราะห์ไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะการรับมือกับปัญหาเพียงอย่างเดียว
แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแบบวัคซีนในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและฉีดให้กับสังคมเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันและสามารถรับมือกับปัญหาได้
รวมถึงการให้อาหารเสริมหรือการส่งเสริมข้อดีที่บุคคล กลุ่มคน หรือชุมชนนั้นๆ
มีอยู่ให้สามารถพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
ในสังคมที่มีปัญหามากมาย
ก็ย่อมมีกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาหลากหลายด้วย เช่น เด็กสตรีคนชราที่ถูกทารุณกรรม
ผู้ป่วยทั้งทางกายและทางจิต แรงงานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
ผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์ ผู้ลี้ภัย ผู้ติดยาเสพติด ผู้ต้องขัง เป็นต้น ถ้ามีแพทย์มีเฉพาะทาง
นักสังคมสงเคราะห์ก็มีเฉพาะทางที่มีความถนัดกับผู้ใช้บริการที่หลากหลายเช่นเดียวกัน
“แพทย์เลือกคนไข้ไม่ได้ฉันใด
นักสังคมสงเคราะห์ก็เลือกให้บริการไม่ได้ฉันนั้น”
วิชาชีพสังคมสงเคราะห์จะทำงานกับคนทุกกลุ่ม
ทุกประเภท แม้คนๆ นั้นจะเป็นฆาตกรใจเหี้ยม หรือลูกที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเอง
เพราะเรายึดมั่นและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งล้วนมีที่มาที่ไป
ที่เป็นผลรวมมาจากครอบครัว สภาพแวดล้อม และสังคมที่ร่วมกันสร้างให้เกิดขึ้น
ในบางครั้งสังคมเราก็เลือกที่จะช่วยเหลือและให้โอกาส
และในบางครั้งสังคมเองก็เลือกที่จะซ้ำเติม ไม่ช่วยเหลือ
หรือเปิดทางให้ฆ่าบุคคลที่ผิดพลาด ท่ามกลางการเลือกปฏิบัติ เลือกช่วย
เลือกให้ความสำคัญ เลือกมองเห็นของคนในสังคมจนทำให้หลายคนเจอทางตันและจนตรอก
แต่ใครบ้างที่จะให้ความสำคัญและมองเห็นเขาถ้าไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์
เราเลยเลือกไม่ได้เพราะเราเป็นวิชาชีพเดียวที่เขาเหลืออยู่
และนี่คือตัวตนของงานสังคมสงเคราะห์
และคุณค่าของวิชาชีพ
ที่ยังหล่อเลี้ยงให้คนในสายงานนี้ได้ทำงานด้วยความรักและมองเห็นคุณค่าของตัวเองที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้กับคนอีกหลายชีวิต
เรียนสังคมสงเคราะห์แล้วได้อะไร?
เรียนสังคมสงเคราะห์แล้วได้อะไร?
เพื่อให้น้องๆ เข้าใจพี่ก็ขอเล่าละกันครับว่าตลอดระยะเวลาเกือบสี่ปีของรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ พี่ได้อะไรจากการเรียนสังคมสงเคราะห์บ้าง และนี่คือส่วนหนึ่งที่น้องจะได้เรียนและได้เจอครับ
เมื่อน้องก้าวเข้ามาเรียนในปีที่ 1 น้องจะได้เรียนวิชา พื้นฐานของคณะที่จะสอนน้องเกี่ยวกับค่านิยมและจริยธรรมพื้นฐานของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ที่จะทำให้น้องได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติในการมองโลกในการมองมนุษย์อย่างเข้าใจมากขึ้น การเรียนวิชาพื้นฐานนี้จะเป็นกรอบและแว่นตาอันใหม่ที่จะเปลี่ยนโลกของน้องให้ต่างไปจากเดิม และมันจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้น้องเติบโตและอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้อย่างมีความสุข น้องจะได้เรียนขั้นตอนกระบวนการในการทำงานสังคมสงเคราะห์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากว่ามีกี่ขึ้นตอน แต่ละขึ้นตอนต้องทำอย่างไร น้องจะได้เรียนวิชาเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตายเพื่อทำความเข้าใจเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนและการเปลี่ยนแปลงของบุคคลอย่างสอดคล้องกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยเพราะน้องต้อง “เข้าใจ” ก่อนที่น้องจะจบออกไป “ทำงานกับคนได้" มากไปกว่านั้นน้องจะได้เรียนเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบุคคลที่มีปัญหาที่น้องสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ
เมื่อปีสองน้องจะได้ทำความรู้จักและเรียนรู้ตัวตนของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ผ่านสถานที่จริง และบุคคลจริง ในวิชาดูงานและสัมมนา วิชานี้น้องจะได้ลงไปยังองค์กรที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้เห็นว่านักสังคมสงเคราะห์คือใคร และมีบทบาทหน้าที่อย่างไรในองค์กรนั้นๆ น้องจะได้ลงชุมชนไปสัมผัสชีวิตที่มีตัวตนผ่านบริบทของความเป็นชุมชนนั้นๆ ที่จะทำให้น้องได้คิดและได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น น้องจะได้เรียนวิชาที่ให้น้องได้เห็นปัญหาภาพกว้างของสังคมไทย น้องจะได้เรียนทฤษฎีในการพัฒนา น้องจะได้ขบคิดเกี่ยวกับที่มาที่ไปของปัญหาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน น้องจะได้เรียนทฤษฎีทางสังคมสงเคราะห์ที่จำเป็นอย่างมากในการทำงานเพราะ “เราทำงานบนพื้นฐานชีวิตของมนุษย์” ความรู้ทางทฤษฎีที่มีการพิสูจน์และเป็นความรู้ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับจิตใจ อารมณ์พฤติกรรม พัฒนาการ การแก้ไขปัญหา การมองมนุษย์ การมองสภาพแวดล้อมที่เขาประสบอยู่อย่างวิชาการจะทำให้น้องมีหลักยึดในการทำงานมากขึ้น น้องจะได้เรียนวิชาทักษะในการทำงานเพราะเราทำงานโดยตรงกับคน การเข้าหาคน การที่จะซื้อใจคนให้เขาเชื่อใจ และวางใจในการบอกเล่าเรื่องราวทุกข์ใจและเปิดใจกับนักสังคมสงเคราะห์เพื่อที่จะก้าวผ่านปัญหาไปด้วยกันนั้นน้องจะต้องมีทักษะที่สำคัญอะไรบ้าง เครื่องมือการทำงานในการประเมินผู้ใช้บริการของเรา รูปแบบการทำงานเพื่อบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้บริการเบื้องต้นมีอะไรบ้างน้องจะได้เรียนรู้
เมื่อขึ้นปีสามปีสี่ น้องจะได้เรียนวิชาเกี่ยวกับองค์กร การวิจัยที่ต่อยอดมาจากปีสอง เรียนการให้คำปรึกษาทางสังคมสงเคราะห์ และได้เลือกเรียนวิชาที่น้องอยากเรียนเพิ่มเติม น้องจะได้ลงไปฝึกงานสองครั้ง (มีแนวโน้มการเพิ่มเป็น 3 ครั้ง) ครั้งแรกตอนปีสามเป็นการฝึกในองค์กรที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ได้เจอกับผู้ใช้บริการที่มีชีวิตจิตใจ น้องจะได้มีโอกาสทำงานและเรียนรู้งานสังคมสงเคราะห์อย่างชัดเจนมากขึ้นผ่านการเป็นผู้ปฏิบัติงานจริง เมื่อขึ้นปีสี่น้องจะได้ไปฝึกงานในชุมชน ใช้ชีวิต กินนอนกับชาวบ้านเป็นระยะเวลากว่าสองเดือนเพื่อให้น้องได้เรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ผู้อื่น เรียนรู้บทบาททางวิชาชีพ และประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาทั้งหมดในการทำงานกับชุมชน การฝึกงานของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์หลายครั้ง ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในชุมชน ได้กระตุ้น และเสริมพลังให้ชุมชนได้หันกลับมาเห็นความสำคัญของ “พลังของตนเอง” และได้ฝากผลงานให้ชุมชนได้นำไปใช้และต่อยอดได้ มากไปกว่านั้นคณะเราก็มี 6 วิชาโทให้น้องได้เลือกเรียนตามกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย แกนหลักของแต่ละวิชาโทคือเพื่อทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ ความรู้ กระบวนการ เทคนิค วิธีการ เครื่องมือในการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะมากขึ้น
และนี่คือส่วนหนึ่งของวิชาเรียนและความรู้ที่น้องจะได้รับจากการเรียนสังคมสงเคราะห์ แต่สิ่งที่มีคุณค่าและนอกเหนือไปจากนั้น คือทัศนคติ และการเห็นคุณค่าของตนเองที่จะทำให้น้องมีพลังในการดำเนินชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็เกิดขึ้นได้หลังจากที่น้องได้เข้ามาเรียนรู้และทำความรู้จักกับสิ่งที่น้องกำลังเรียนอยู่อย่างลึกซึ้ง
หากอยากทราบรายละเอียดของแต่ละวิชา ว่าสังคมสงเคราะห์เรียนอะไรบ้าง สามารถดูได้ที่ >> http://web.reg.tu.ac.th/registrar/class_info.asp เลือกคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และเลือกภาคการศึกษาได้ตามที่อยากดูเลยครับ หลังจากนั้นถ้าอยากรู้ว่าแต่ละวิชาเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง ก็คลิ๊กที่รหัสวิชาที่มีอักษรสีน้ำเงินขีดเส้นใต้ เช่น CD311 CF366 SW111 เป็นต้น
จบสังคมสงเคราะห์ไปทำอะไรได้บ้าง?
พี่ขอตอบไปแบบสังคมสงเคราะห์จ๋าเลยว่า
ถ้าคนจบหมอ ไปเป็นหมอ คนจบพยาบาลไปเป็นพยาบาล
คนจบสังคมสงเคราะห์ก็ต้องจบไปเป็นนักสังคมสงเคราะห์สิครับ อ้าววว
แล้วนักสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทยนี่มีตัวมีตนมีลมหายใจจริงๆ เหรอค่ะพี่ ตอบว่า>>
มีจริงครับ มีทั้งที่มีตำแหน่งเป็นนักสังคมสงเคราะห์เลย
หรือมีตำแหน่งอื่นๆ แต่ทำงานในลักษณะสังคมสงเคราะห์เช่น นักพัฒนา นักครอบครัวบำบัด
นักสิทธิมนุษยชน พนักงานคุ้มครองเด็ก ที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ในโครงการต่างๆ
แล้วคนเหล่านี้เขาอยู่ที่ไหนกัน สงสัยใช่ไหมครับ คนเหล่านี้กระจัดกระจายกันไปตามกลุ่มเป้าหมายและหน่วยงานที่เขาทำงานครับ
โดยสามารถแบ่งได้หลักๆ ดังนี้
·
ภาคราชการ
เช่น สถานสงเคราะห์ บ้านแรกรับ บ้านพักเด็กเยาวชนและครอบครัว โรงพยาบาล เรือนจำ
ศาล สถานพินิจ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทั้งส่วนกลางและจังหวัด เทศบาล
สถานฝึกอาชีพ ศูนย์สาธารณสุข และอีกมากมายแล้วแต่ตำแหน่งที่เปิด
·
ภาคเอกชน
ไม่เคยเจอตำแหน่งสังคมสงเคราะห์ แต่ในบางบริษัทมีการวางแผนการทำ CSR
(Corporate
Social Responsibility หมายถึง
ความรับผิดชอบต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อมขององค์กร) เด็กสังคมสงเคราะห์ที่เรียนมาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ปัญหาความต้องการของคน
ชุมชน สังคม ก็จะทำงานลักษณะนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือทำ HR
(Human Resource หมายถึง
ทรัพยากรมนุษย์) ทำงานในลักษณะการบริหารงานทรัพยากรบุคคลให้มีประสิทธิภาพ
พัฒนาบุคลากรในองค์กร ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่บัณฑิตสังคมสงเคราะห์ให้ความสนใจ
·
ภาค NGO
(Non Government Organizarion) และ
INGO ( International Non Government Organizarion) คือ องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับพัฒนาคนและสังคมแต่ไม่ใช่ภาครัฐบาลทั้งของไทยและนานาชาติซึ่งค่อนข้างจะตรงสายเพราะเราเรียนมาเกี่ยวกับการทำงานด้านแก้ไข
ส่งเสริม ป้องกัน พัฒนาคนและสังคม โดยองค์กรลักษณะนี้จะมีเยอะมาก
มีการทำงานครอบคลุมหลายกลุ่มเป้าหมาย
·
องค์กรระหว่างประเทศที่ทำงานด้านการพัฒนาคนและสังคมต่างๆ
UN เช่น UNICEF
UNDP UNHCR ที่มีตำแหน่งที่ตรงสายสังคมสงเคราะห์เช่น
นักสิทธิมนุษยชน พนักงานคุ้มครองเด็ก เป็นต้น โดยการเข้าทำงานในองค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้จะต้องมีทักษะด้านภาษา
และมีประสบการณ์ทำงานในสายงานนั้นๆ มาก่อน
·
สุดท้าย คือ
อยากทำไรทำ ก็เหมือนกับการเรียนคณะอื่นนั่นแหละครับ ที่น้องสามารถออกไปทำอาชีพทั่วไปอะไรก็ได้
เช่น แอร์โฮสเตส พนักงานธนาคาร เลขานุการ เป็นต้น
นักสังคมสงเคราะห์ใครจะเป็นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเรียน
ความเข้าใจคลาดเคลื่อนและคิดผิดมหาศาล
ก่อนอื่นเราต้องแยกให้ออกระหว่าง อาสาสมัคร กับ นักสังคมสงเคราะห์
เพราะอาสาสมัครคือ
ใครก็ได้ที่มีจิตใจดีเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและอยากทำตนให้เป็นประโยชน์ก็จะเข้ามาช่วยกันทำงานเพื่อสังคม
ซึ่งจะมีบทบาทจำกัด มีการทำงานกับปัญหาในลักษณะผิวเผิน เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า
แต่งานสังคมสงเคราะห์ คือการทำงานแบบวิชาชีพที่ต้องใช้องค์ความรู้ทางวิชาการ
ใช้ทักษะการปฏิบัติเข้าไปทำงานกับปัญหาเชิงลึกของบุคคล
แต่ส่วนใหญ่คนทั่วไปไม่เห็นภาพนี้ เพราะเราทำงานกับปัญหา และเรามีจรรยาบรรณทางวิชาชีพที่สำคัญคือ
“การรักษาความลับ” การทำงานในขั้นนี้จึงรับรู้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
และมากไปกว่านั้นในทุกวันนี้ การทำงานสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทย
อยู่ภายใต้การควบคุมของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ผู้ปฏิบัติงานต้องสอบ
ใบประกอบวิชาชีพเป็นนักสังคมสงเคราะห์รับอนุญาต เหมือนกับวิชาชีพอื่นๆ เช่น หมอ
พยาบาล ครู ที่ถ้าไม่จบตรงสายมีคุณสมบัติไม่ครบสอบใบประกอบไม่ผ่าน
ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะ “เราทำงานบนพื้นฐานชีวิตของมนุษย์”
ที่จำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพ
รวมถึงคุณธรรมจริยธรรมทางวิชาชีพของผู้ปฏิบัติงาน
เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการ
