วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทำความรู้จักกับวิชาชีพสังคมสงเคราะห์


สำหรับน้องๆ ที่สนใจคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ พี่เชื่อว่าน้องต้องมีคำถามมากมายเกี่ยวกับ สังคมสงเคราะห์อย่างแน่นอน และนี่เป็นคำถามยอดฮิตที่พี่มักเจอและขอตอบให้น้องฟังเป็นข้อๆ เพื่อที่น้องจะได้
 เห็นคุณค่าและทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ 


นักสังคมสงเคราะห์คือใคร

ในสภาวการณ์ที่สังคมของเราเกิดปัญหาขึ้นมากมาย เช่น คนชราไม่มีผู้ดูแลต้องอยู่เพียงลำพังในกระท่อม ผู้ป่วยด้วยโรคประหลาดที่ไม่มีค่ารักษา เด็กน้อยที่ต้องกลับบ้านในตอนพักกลางวันเพื่อกลับมาดูแลพ่อแม่ที่ป่วยและน้องชายคนเล็ก แม่ที่เข็นลูกป่วยเข้ากรุงเทพฯเพื่อหาทางรักษา เด็กหญิงที่ถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน  พี่เชื่อว่าน้องๆ หลายคนคงเคยได้เห็นข่าวและเรื่องราวเหล่านี้ผ่านการแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์ หลายคนในสังคมมักมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับประเด็นปัญหาเหล่านี้ เกิดการตั้งคำถามและเรียกร้องว่า ใครจะช่วยเขาเหล่านี้ได้บ้าง? ต้องทำอย่างไรดี? ต้องติดต่อใคร? จากปัญหาดังกล่าวเราจะเห็นว่าบุคคลเหล่านี้ประสบปัญหาที่เป็นต้นเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตทางสังคมได้อย่างปกติสุข เมื่อคนเราประสบปัญหาทางด้านสุขภาพ พี่เชื่อว่าทุกคนรู้ว่าเราต้องไปหาหมอ แต่เมื่อเราประสบปัญหาทางสังคม เรากลับไม่รู้ว่าต้องไปหาใคร ซึ่งวิชาชีพสังคมสงเคราะห์เกิดขึ้นมาเพื่อทำงานและยืนเคียงข้างกับกลุ่มคนเหล่านี้ครับ
เพื่อให้น้องๆ ทุกคนเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์มากขึ้นพี่ขออธิบายเปรียบเทียบให้นักสังคมสงเคราะห์เป็น แพทย์ทางสังคมที่จะคอยรักษาผู้ที่มีปัญหาทางสังคมต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เด็กถูกพ่อแม่ทำร้ายร่างกาย เดินเข้ามาหานักสังคมสงเคราะห์ นักสังคมสงเคราะห์ก็จะต้องเริ่มดูจากสภาพอาการ ถ้ามีเรื่องใดที่ต้องให้การช่วยเหลือฉุกเฉินก็ต้องทำก่อน เช่นการส่งเด็กเข้ารับการรักษา หรือการแยกเด็กออกจากครอบครัวเพื่อให้เด็กปลอดภัย หลักจากนั้นก็ต้องมีการซักประวัติอาการของที่มาที่ไปที่ทำให้เกิดโรคในที่นี้คือการทำร้ายร่างกายเด็ก จากทั้งตัวเด็ก พ่อแม่ และสังคมรอบข้าง เพื่อให้รู้ สาเหตุที่แท้จริง หลังจากนั้นก็ต้องประเมินและออกแบบการรักษาว่าควรรักษาแบบไหน ตรงส่วนไหนควรได้รับยาอะไรบ้าง เช่นถ้าพ่อแม่มีภาวะเครียด ต้องดูว่าสาเหตุความเครียดมาจากอะไร แล้วจะแก้ด้วยวิธีไหน ถ้าประเมินแล้วว่าพ่อแม่ไม่มีทักษะในการจัดการอารมณ์หรือไม่มีทักษะในการเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ก็ต้องเข้ารับการบำบัดและอบรบให้ความรู้ เป็นต้น แต่ภาพที่คนในสังคมส่วนใหญ่เห็นก็คือการทำงานสังคมสงเคราะห์ที่ช่วยเหลือเฉพาะหน้าในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น แต่กลับไม่เห็นเนื้องานที่แท้จริงที่เป็นส่วนสำคัญที่นักสังคมสงเคราะห์ต้องทำต่อทั้งในลักษณะประคับประคองอาการไม่ให้เลวร้ายลง หรือในลักษณะของการรักษาเพื่อให้หายขาดจากสาเหตุของปัญหานั้นๆ
ทั้งนี้นักสังคมสงเคราะห์ไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะการรับมือกับปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแบบวัคซีนในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและฉีดให้กับสังคมเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันและสามารถรับมือกับปัญหาได้ รวมถึงการให้อาหารเสริมหรือการส่งเสริมข้อดีที่บุคคล กลุ่มคน หรือชุมชนนั้นๆ มีอยู่ให้สามารถพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
ในสังคมที่มีปัญหามากมาย ก็ย่อมมีกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาหลากหลายด้วย เช่น เด็กสตรีคนชราที่ถูกทารุณกรรม ผู้ป่วยทั้งทางกายและทางจิต แรงงานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์ ผู้ลี้ภัย ผู้ติดยาเสพติด ผู้ต้องขัง เป็นต้น ถ้ามีแพทย์มีเฉพาะทาง นักสังคมสงเคราะห์ก็มีเฉพาะทางที่มีความถนัดกับผู้ใช้บริการที่หลากหลายเช่นเดียวกัน

แพทย์เลือกคนไข้ไม่ได้ฉันใด นักสังคมสงเคราะห์ก็เลือกให้บริการไม่ได้ฉันนั้น

วิชาชีพสังคมสงเคราะห์จะทำงานกับคนทุกกลุ่ม ทุกประเภท แม้คนๆ นั้นจะเป็นฆาตกรใจเหี้ยม หรือลูกที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเอง เพราะเรายึดมั่นและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งล้วนมีที่มาที่ไป ที่เป็นผลรวมมาจากครอบครัว สภาพแวดล้อม และสังคมที่ร่วมกันสร้างให้เกิดขึ้น ในบางครั้งสังคมเราก็เลือกที่จะช่วยเหลือและให้โอกาส และในบางครั้งสังคมเองก็เลือกที่จะซ้ำเติม ไม่ช่วยเหลือ หรือเปิดทางให้ฆ่าบุคคลที่ผิดพลาด ท่ามกลางการเลือกปฏิบัติ เลือกช่วย เลือกให้ความสำคัญ เลือกมองเห็นของคนในสังคมจนทำให้หลายคนเจอทางตันและจนตรอก แต่ใครบ้างที่จะให้ความสำคัญและมองเห็นเขาถ้าไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์ เราเลยเลือกไม่ได้เพราะเราเป็นวิชาชีพเดียวที่เขาเหลืออยู่
และนี่คือตัวตนของงานสังคมสงเคราะห์ และคุณค่าของวิชาชีพ ที่ยังหล่อเลี้ยงให้คนในสายงานนี้ได้ทำงานด้วยความรักและมองเห็นคุณค่าของตัวเองที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้กับคนอีกหลายชีวิต

เรียนสังคมสงเคราะห์แล้วได้อะไร?


เพื่อให้น้องๆ เข้าใจพี่ก็ขอเล่าละกันครับว่าตลอดระยะเวลาเกือบสี่ปีของรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ พี่ได้อะไรจากการเรียนสังคมสงเคราะห์บ้าง และนี่คือส่วนหนึ่งที่น้องจะได้เรียนและได้เจอครับ
เมื่อน้องก้าวเข้ามาเรียนในปีที่ น้องจะได้เรียนวิชา พื้นฐานของคณะที่จะสอนน้องเกี่ยวกับค่านิยมและจริยธรรมพื้นฐานของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ที่จะทำให้น้องได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติในการมองโลกในการมองมนุษย์อย่างเข้าใจมากขึ้น การเรียนวิชาพื้นฐานนี้จะเป็นกรอบและแว่นตาอันใหม่ที่จะเปลี่ยนโลกของน้องให้ต่างไปจากเดิม และมันจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้น้องเติบโตและอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้อย่างมีความสุข น้องจะได้เรียนขั้นตอนกระบวนการในการทำงานสังคมสงเคราะห์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากว่ามีกี่ขึ้นตอน แต่ละขึ้นตอนต้องทำอย่างไร น้องจะได้เรียนวิชาเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตายเพื่อทำความเข้าใจเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนและการเปลี่ยนแปลงของบุคคลอย่างสอดคล้องกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยเพราะน้องต้อง เข้าใจ ก่อนที่น้องจะจบออกไป ทำงานกับคนได้" มากไปกว่านั้นน้องจะได้เรียนเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบุคคลที่มีปัญหาที่น้องสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ
เมื่อปีสองน้องจะได้ทำความรู้จักและเรียนรู้ตัวตนของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ผ่านสถานที่จริง และบุคคลจริง ในวิชาดูงานและสัมมนา วิชานี้น้องจะได้ลงไปยังองค์กรที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้เห็นว่านักสังคมสงเคราะห์คือใคร และมีบทบาทหน้าที่อย่างไรในองค์กรนั้นๆ น้องจะได้ลงชุมชนไปสัมผัสชีวิตที่มีตัวตนผ่านบริบทของความเป็นชุมชนนั้นๆ ที่จะทำให้น้องได้คิดและได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น น้องจะได้เรียนวิชาที่ให้น้องได้เห็นปัญหาภาพกว้างของสังคมไทย น้องจะได้เรียนทฤษฎีในการพัฒนา น้องจะได้ขบคิดเกี่ยวกับที่มาที่ไปของปัญหาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน น้องจะได้เรียนทฤษฎีทางสังคมสงเคราะห์ที่จำเป็นอย่างมากในการทำงานเพราะ เราทำงานบนพื้นฐานชีวิตของมนุษย์ ความรู้ทางทฤษฎีที่มีการพิสูจน์และเป็นความรู้ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับจิตใจ อารมณ์พฤติกรรม พัฒนาการ การแก้ไขปัญหา การมองมนุษย์ การมองสภาพแวดล้อมที่เขาประสบอยู่อย่างวิชาการจะทำให้น้องมีหลักยึดในการทำงานมากขึ้น น้องจะได้เรียนวิชาทักษะในการทำงานเพราะเราทำงานโดยตรงกับคน การเข้าหาคน การที่จะซื้อใจคนให้เขาเชื่อใจ และวางใจในการบอกเล่าเรื่องราวทุกข์ใจและเปิดใจกับนักสังคมสงเคราะห์เพื่อที่จะก้าวผ่านปัญหาไปด้วยกันนั้นน้องจะต้องมีทักษะที่สำคัญอะไรบ้าง เครื่องมือการทำงานในการประเมินผู้ใช้บริการของเรา รูปแบบการทำงานเพื่อบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้บริการเบื้องต้นมีอะไรบ้างน้องจะได้เรียนรู้
เมื่อขึ้นปีสามปีสี่ น้องจะได้เรียนวิชาเกี่ยวกับองค์กร การวิจัยที่ต่อยอดมาจากปีสอง เรียนการให้คำปรึกษาทางสังคมสงเคราะห์ และได้เลือกเรียนวิชาที่น้องอยากเรียนเพิ่มเติม น้องจะได้ลงไปฝึกงานสองครั้ง (มีแนวโน้มการเพิ่มเป็น ครั้ง) ครั้งแรกตอนปีสามเป็นการฝึกในองค์กรที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ได้เจอกับผู้ใช้บริการที่มีชีวิตจิตใจ น้องจะได้มีโอกาสทำงานและเรียนรู้งานสังคมสงเคราะห์อย่างชัดเจนมากขึ้นผ่านการเป็นผู้ปฏิบัติงานจริง เมื่อขึ้นปีสี่น้องจะได้ไปฝึกงานในชุมชน ใช้ชีวิต กินนอนกับชาวบ้านเป็นระยะเวลากว่าสองเดือนเพื่อให้น้องได้เรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ผู้อื่น เรียนรู้บทบาททางวิชาชีพ และประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาทั้งหมดในการทำงานกับชุมชน การฝึกงานของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์หลายครั้ง ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในชุมชน ได้กระตุ้น และเสริมพลังให้ชุมชนได้หันกลับมาเห็นความสำคัญของ พลังของตนเอง และได้ฝากผลงานให้ชุมชนได้นำไปใช้และต่อยอดได้ มากไปกว่านั้นคณะเราก็มี วิชาโทให้น้องได้เลือกเรียนตามกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย แกนหลักของแต่ละวิชาโทคือเพื่อทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ ความรู้ กระบวนการ เทคนิค วิธีการ เครื่องมือในการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะมากขึ้น
และนี่คือส่วนหนึ่งของวิชาเรียนและความรู้ที่น้องจะได้รับจากการเรียนสังคมสงเคราะห์ แต่สิ่งที่มีคุณค่าและนอกเหนือไปจากนั้น คือทัศนคติ และการเห็นคุณค่าของตนเองที่จะทำให้น้องมีพลังในการดำเนินชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็เกิดขึ้นได้หลังจากที่น้องได้เข้ามาเรียนรู้และทำความรู้จักกับสิ่งที่น้องกำลังเรียนอยู่อย่างลึกซึ้ง
หากอยากทราบรายละเอียดของแต่ละวิชา ว่าสังคมสงเคราะห์เรียนอะไรบ้าง สามารถดูได้ที่ >>  http://web.reg.tu.ac.th/registrar/class_info.asp เลือกคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และเลือกภาคการศึกษาได้ตามที่อยากดูเลยครับ หลังจากนั้นถ้าอยากรู้ว่าแต่ละวิชาเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง ก็คลิ๊กที่รหัสวิชาที่มีอักษรสีน้ำเงินขีดเส้นใต้ เช่น CD311 CF366 SW111 เป็นต้น

จบสังคมสงเคราะห์ไปทำอะไรได้บ้าง?

พี่ขอตอบไปแบบสังคมสงเคราะห์จ๋าเลยว่า ถ้าคนจบหมอ ไปเป็นหมอ คนจบพยาบาลไปเป็นพยาบาล คนจบสังคมสงเคราะห์ก็ต้องจบไปเป็นนักสังคมสงเคราะห์สิครับ อ้าววว แล้วนักสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทยนี่มีตัวมีตนมีลมหายใจจริงๆ เหรอค่ะพี่ ตอบว่า>> มีจริงครับ มีทั้งที่มีตำแหน่งเป็นนักสังคมสงเคราะห์เลย หรือมีตำแหน่งอื่นๆ แต่ทำงานในลักษณะสังคมสงเคราะห์เช่น นักพัฒนา นักครอบครัวบำบัด นักสิทธิมนุษยชน พนักงานคุ้มครองเด็ก ที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ในโครงการต่างๆ แล้วคนเหล่านี้เขาอยู่ที่ไหนกัน สงสัยใช่ไหมครับ คนเหล่านี้กระจัดกระจายกันไปตามกลุ่มเป้าหมายและหน่วยงานที่เขาทำงานครับ โดยสามารถแบ่งได้หลักๆ ดังนี้
·       ภาคราชการ เช่น สถานสงเคราะห์ บ้านแรกรับ บ้านพักเด็กเยาวชนและครอบครัว โรงพยาบาล เรือนจำ ศาล สถานพินิจ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทั้งส่วนกลางและจังหวัด เทศบาล สถานฝึกอาชีพ ศูนย์สาธารณสุข และอีกมากมายแล้วแต่ตำแหน่งที่เปิด
·       ภาคเอกชน ไม่เคยเจอตำแหน่งสังคมสงเคราะห์ แต่ในบางบริษัทมีการวางแผนการทำ CSR (Corporate Social Responsibility หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อมขององค์กร) เด็กสังคมสงเคราะห์ที่เรียนมาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ปัญหาความต้องการของคน ชุมชน สังคม ก็จะทำงานลักษณะนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือทำ HR (Human Resource หมายถึง ทรัพยากรมนุษย์) ทำงานในลักษณะการบริหารงานทรัพยากรบุคคลให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาบุคลากรในองค์กร ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่บัณฑิตสังคมสงเคราะห์ให้ความสนใจ
·       ภาค NGO (Non Government Organizarion) และ INGO ( International Non Government Organizarion) คือ องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับพัฒนาคนและสังคมแต่ไม่ใช่ภาครัฐบาลทั้งของไทยและนานาชาติซึ่งค่อนข้างจะตรงสายเพราะเราเรียนมาเกี่ยวกับการทำงานด้านแก้ไข ส่งเสริม ป้องกัน พัฒนาคนและสังคม โดยองค์กรลักษณะนี้จะมีเยอะมาก มีการทำงานครอบคลุมหลายกลุ่มเป้าหมาย
·       องค์กรระหว่างประเทศที่ทำงานด้านการพัฒนาคนและสังคมต่างๆ UN เช่น UNICEF UNDP UNHCR ที่มีตำแหน่งที่ตรงสายสังคมสงเคราะห์เช่น นักสิทธิมนุษยชน พนักงานคุ้มครองเด็ก เป็นต้น โดยการเข้าทำงานในองค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้จะต้องมีทักษะด้านภาษา และมีประสบการณ์ทำงานในสายงานนั้นๆ มาก่อน
·       สุดท้าย คือ อยากทำไรทำ ก็เหมือนกับการเรียนคณะอื่นนั่นแหละครับ ที่น้องสามารถออกไปทำอาชีพทั่วไปอะไรก็ได้ เช่น แอร์โฮสเตส พนักงานธนาคาร เลขานุการ เป็นต้น

นักสังคมสงเคราะห์ใครจะเป็นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเรียน
ความเข้าใจคลาดเคลื่อนและคิดผิดมหาศาล ก่อนอื่นเราต้องแยกให้ออกระหว่าง อาสาสมัคร กับ นักสังคมสงเคราะห์ เพราะอาสาสมัครคือ ใครก็ได้ที่มีจิตใจดีเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและอยากทำตนให้เป็นประโยชน์ก็จะเข้ามาช่วยกันทำงานเพื่อสังคม ซึ่งจะมีบทบาทจำกัด มีการทำงานกับปัญหาในลักษณะผิวเผิน เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่งานสังคมสงเคราะห์ คือการทำงานแบบวิชาชีพที่ต้องใช้องค์ความรู้ทางวิชาการ ใช้ทักษะการปฏิบัติเข้าไปทำงานกับปัญหาเชิงลึกของบุคคล แต่ส่วนใหญ่คนทั่วไปไม่เห็นภาพนี้ เพราะเราทำงานกับปัญหา และเรามีจรรยาบรรณทางวิชาชีพที่สำคัญคือ การรักษาความลับ การทำงานในขั้นนี้จึงรับรู้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น และมากไปกว่านั้นในทุกวันนี้ การทำงานสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทย อยู่ภายใต้การควบคุมของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ผู้ปฏิบัติงานต้องสอบ ใบประกอบวิชาชีพเป็นนักสังคมสงเคราะห์รับอนุญาต เหมือนกับวิชาชีพอื่นๆ เช่น หมอ พยาบาล ครู ที่ถ้าไม่จบตรงสายมีคุณสมบัติไม่ครบสอบใบประกอบไม่ผ่าน ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะ เราทำงานบนพื้นฐานชีวิตของมนุษย์ที่จำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพ รวมถึงคุณธรรมจริยธรรมทางวิชาชีพของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการ


แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...