วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

I'm fine สบายดีตอนจบ (วันที่ 4 Blue Lagoon&Jungle Party)


ความเดิมตอนที่แล้ว >>
I'm fine สบายดี (วันที่ 1 เวียงจันทน์)
I'm fine สบายดี (วันที่ 2 ไปวังเวียงกันเถอะ)

I'm fine สบายดี (วันที่ 3 ไป Day Trip กันเถอะ)


คือ เมื่อคืนยังไงค่ะ กลับมานอนเกือบตีสอง วันนี้เลยตื่นแปดโมงครึ่ง ล้างหน้าล้างตาโดยไม่อาบน้ำ กินข้าวสองสามคำก็รีบปรี่ไปที่นัดหมายเลย ระหว่างทางก็เจอก๊วนเกาหลี ตกใจนางแต่งตัวกันมาเต็มมาก ไปที่นัดหมายรอทุกคนมาครบก็ขึ้นรถไปลุยบลูลากูนกัน ซึ่งราคาเหมารถ 700 บาทไปกลับ 10 คน ก็คนละ 70 บาท ซึ่งเป็นรถคันใหญ่ที่ไป Day Trip จองไว้ตั้งแต่เมื่อวาน

ถาม: นอกจากเหมารถใหญ่แล้วยังสามารถไปด้วยวิธีไหนได้บ้าง
ตอบ: จากการสังเกตแล้วการไปบลูลากูนสามารถไปได้หลายวิธีดังนี้

1. เดินเท้า ซึ่งไกลมาก ต้องใช้ความอดทนระดับล้าน ต้องปรับทัศนคติมองโลกในแง่ดี ค่อยๆ เดินมองวิถีชีวิต มีเวลามาก คงฟิน วิธีนี้ส่วนใหญ่ฝรั่งนางจะทำกัน
2. เช่าจักรยาน ซึ่งก็ยังไกลอยู่ และถนนคือไม่ดี ขลุกขลักตลอดทาง ต้องใช้ความอดทนระดับแสน ปรับทัศนคติ มองโลกในแง่ดี ค่อยๆ ปั่นชมความงามโดยรอบ ส่วนใหญ่ก็ยังเห็นแต่ฝรั่ง
3. เช่ามอไซต์ อุปสรรคคือถนนอีกเช่นกัน และระยะทางที่ไกล ต้องใช้ความอดทนระดับพัน ลมตีหน้าคงสนุก มองเห็นบรรยากาศสวยงาม น่าจะดี
4. เช่าตุ๊กๆ ซึ่งราคาค่อนข้างแพง เหมาะกับจำนวนคน 3 4 5 คน ประมาณนี้ ข้อเสียคือ เพดานต่ำ มองไม่เห็นวิวข้างหน้า มองได้เฉพาะข้างทาง
5. เช่ารถสองแถวใหญ่คล้ายอะลิตเติ้ล เหมาะสมหรับการไปด้วยกันจำนวนมาก มองได้เห็นวิวรอบทิศทาง (เพราะกูปีนไปนั่งบนหลังคา) ถ้าไม่ปีนก็เห็นวิวเฉพาะข้างๆ
สำหรับการเดินทางไปนั้นก็ถือว่าใช้ระยะเวลานานพอสมควร ผ่านถนนลูกรัง ผสมโคลน ผ่านตัวหมู่บ้าน ข้างทางก็มีทุ่งนาเขียวขจี กับทิวเขาทอดตัวยาว หมอกก็ยังคงทำหน้าที่แต่งแต้มยอดเขาอยู่เช่นเดิม เราจะเห็นเด็กๆ วิ่งเล่น ผู้ใหญ่ขี่มอไซต์ จักรยาน บ้างก็เดินไปทำงาน หาของป่า หรือไปนา เห็นวิถีชีวิตต่างๆ เพลินดี


 เด็กปั่นจักรยาน น่าร๊ากกกก


ซางโยริ ที่อะลิตเติ้ลเรียกว่า ส่างหม่อง พาร์ทเนอร์ชาวโคเรีย


ลุกกี้ หรือ แฮรี่ เพื่อนชายชาวโคเรีย

เมื่อไปถึงทางเข้า ก็ต้องซื้อตั๋วหรือปี้ราคาคนละ 10,000 กีบ หรือ 40 บาท


หลังจากซื้อตั๋วเสร็จก็เดินเข้าไปที่บลูลากูน ซึ่งเห็นแวบแรกคือ อิห่า นี่เหรอ บลูกากูนอันแสนโด่งดังของวังเวียง จากการสังเกตแล้วนางคือ ธารน้ำธรรมชาติที่ใสสะอาด มีต้นไม้ต้นใหญ้ต้นหนึ่งพาดลงมาทำให้เป็นที่กระโดดน้ำได้ และมีคนเอาเชือกมาแขวนไว้ให้คนได้โหนเล่น ซึ่งบริเวณเล่นน้ำก็มีไม่เยอะ และนางมีแค่นั้นจริงๆ


พอมาถึงอะลิตเติ้ลก็ขึ้นไปดูถ้ำภูคำกับน้องคนไทยอีก 2 คน โดยเพื่อนจีนและเกาหลีนางไม่ขึ้นเพราะขี้เกียจ โดยต้องเสียค่าเข้าชมถ้้ำ จำไม่ได้ว่า 20 หรือ 40 และค่าเช่าไฟฉายคาดหัว 40 บาท โดยการไปดูถ้ำสามารถไปดูเองได้ โดยเดินไปตามลูกศรที่มีอยู่ในถ้ำ



ระยะทางคือสูงใช้ได้เลยในการเดินขึ้นไป


พอไปถึงข้างในก็จะมีลูกศรแบบนี้บอกไว้ตลอดทาง สนุกดีเหมืนเล่นเกมส์แกะรอยสมบัติ


ข้างในตัวถ้ำก็จะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่


หลังจากนั้นเดินไปเรื่อยๆ ตามลูกศรก็ไม่มีอะไร ถ้ำไม่ได้สวยมาก แต่มันสนุกตรงเดินตามลูกศรนี่แหละ ลุ้นดี ว่าจะไปผิดหรือถูก

หลังจากลงมาจากถ้ำก็เห็นเพื่อนๆ กำลังกินอาหารกันอย่างเมามัน นางก็ชวนเราให้กินด้วย และถามว่าข้างบนเป็นไงบ้าง นางเห็นเหงื่ออะลิตเติ้ลที่ไหลอย่างกะโดนน้ำสาด นางก็บอกว่า ดีละที่ไม่ไป ซึ่งบรรยากาศระหว่างกินอาหารคือชอบมาก มีป้อน มีชวนให้กินนู่น กินนี่ น่ารัก ประทับใจฝุดๆ และกูก็กินฟรี 555

พี่ซูบิน กำลังป้อนน้องทศให้กินลาบ

และหลังจากนั้นอะลิตเติ้ลก็ถอดปีก ถอดหาง ถอดเสื้อผ้าลงไปเล่นน้ำ และมโนว่าเป็นสระอโนดาษ ขึ้นต้นไม้ กระโดดจ๋อม เฮ้ย!! พอเล่นแล้วมันสนุกหว่ะ ยิ่งอีโหนเชือก แล้วโชว์เหนือไม่ให้ตกน้ำได้นี่มันโคตรเท่ห์ ซักพักเพื่อนๆ ก็ตามกันมาเล่นด้วย และส่างหม่อง คือนางขึ้นไปบนต้นไม้เตรียมกระโดด ทุกคนก็ตะโกนบอกว่า เฮ้ยยย ถอดแว่นตาก่อนเดี๋ยวตอนกระโดดมันหลุด อีตาส่างหม่องนางก็ถอดแล้วโยนโครมมาเลย สรุป นางโยนลงน้ำ และอะลิตเติ้ลก็คว้าไม่ทัน แว่นตาก็ลอยไปกับน้ำเลยค่า น่งสางสารนามาก 5555





พอ 11 โมงครึ่ง ก็ถึงเวลากลับ เพราะวันนี้เพื่อนเกาหลี จะกลับประเทศตอนกลางคืน และต้องนั่งรถกลับเวียงจันทน์ตอนบ่ายโมง พอเที่ยวเสร็จก็เป็นบรรยากาศของการร่ำลา ขอหนทางการติดต่อกันบนรถ และถ่ายรูปร่วมกัน เป็นหลักฐานทางมิตรภาพของพวกเรา


แล้วเจอกันใหม่
ลุกกี้บอกว่า Very lucky to meet you here เราเองก็รู้สึกโชคดีมากๆ เช่นกัน

หลังจากแยกย้ายกลับ อะลิตเติ้ลก็เดินไปบ้านน้องคอนตามคำสัญญาว่าจะไปหา พอไปถึง แม่ น้องคอน และน้องวงศ์ ก็อยู่บ้านพอดี พอเด็กๆ เห็นเราคือนางดีใจมาก ไปถึงก็พูดคุยกันเรื่องต่างๆ และเราก็ได้เรียนภาษาลาวจากแม่ และน้องคอนด้วย ซึ่งน่ารัก มาก ตัวอักษร ของเราใกล้เคียงกัน แต่เขียน และท่องต่างกันบ้าง เช่นที่ลาวจะท่องว่า ย.ยุง น.นก ฮ.เฮือน และที่ทำให้เราตกใจสุด คือ ค.ควย ซึ่ง ควยในภาษาลาว แปลว่า ควาย 55555
พอเรียนกันซักพักแม่ก็ถามว่าหิวข้าวไม๊ เราก็บอกว่าหิว ทีนี้นางก็ลุกขึ้น บอกคอนให้ไปเอาแกงบ้านแม่ใหญ่ เดี๋ยวแม่จะตำแตงให้พี่กิน คอนก็ไปเอาแกงเสร็จกลับมา บอกแม่ว่าคอนอยากตำให้เรากิน นางก็ตั้งใจตำมาก โม้ใหญ่ว่านางตำอร่อย ทีนี้ไม่มีมะนาวแม่ก็ใช้ให้วงศ์ไปเก็บที่ต้น คอนตำเสร็จก็ให้ชิม เฮ้ยยย อร่อยแฮะ กับข้าวเสร็จเราทุกคนก็นั่งล้อมวงกินข้าว ซึ่งวิธีกินข้าวคือ ทุกคนจะมีบ่วง หรือ ช้อนเป็นของตนเอง แต่บ่วงหรือช้อนใช้เฉพาะตักกับข้าวเท่านั้น ส่วนข้าวเหนียวจะอยู่ในมือ ขยำเป็นก้อน แล้วกินจากมือเลย กับข้าวมื้อนี้ อร่อย และ ประทับใจมาก กินเสร็จก็ช่วยแม่ล้างจานกับน้องคอน

ด.ช. (ท้าว) คอนวิไล กับ แม่ไพทำ ฝ่ายครัว

 น้องอะไรแล้วไม่รู้ กับ ท้าว พิลาวงศ์ ฝ่ายจัดหามะนาว

มื้อแห่งความสุข
กินถึงมาก 555

ระหว่างที่ล้างจาน นางก็จับเป็ดโชว์



หลังจากนั้นอีอะลิตเติ้ลและเด็กทั้งสามก็เล่นกันและไม่รู้ตัวว่านอนหลับไปตอนไหน ตื่นมาอีกทีก็ขอตัวแม่ไปอาบน้ำและกลับที่พัก คือตอนแรกกะจะนอนพักต่อ แต่คิดไปคิดมา พรุ่งนี้ก็กลับแล้ว เลยออกมาเช่าจักรยาน แล้วปั่นเที่ยววังเวียงดีกว่า ก็เลยไปเช่าจักรยานมาในราคา 60 บาท และปั่นไปส่งโปสการ์ดที่ไปรษณย์ ซึ่ง แม่เจ้า!!! แสตมป์ ที่นี่แพงมาก แพงวัวตาย แพงควายล้ม ดวงละ 32 บาท ซึ่งอีนี่ต้องส่งโปสการ์ดร่วม 20 ฉบับ เกือบตาย!!! 
 เมื่อได้จักรยานมาอะลิตก็ปั่นไปทางที่ไปบลูลากูนนั่นแหละ ปั่นไปชมวิว ชมคน เออ ต้องเสียค่าสะพานด้วยนะจักรยานเท่าไหร่แล้วไม่รู้

สะพานนี้แหละ

ก็ปั่นทำสวย ฮัมเพลงสิงโตนำโชคไปซักพัก ก็เห็นป้ายข้างทางนางบอกว่า ถ้าเดินตัดทุ่งนานี้ไปจะมีถ้ำสวยสดงดงามอยู่ และมีลำน้ำใสให้เล่น อีนี่ก็สนใจ เห็นบ้านคนข้างหน้า ก็เลยแกล้งไปถามว่าถ้ำนี้ไปได้ไม๊ ชาวบ้านก็บอกว่าไปได้ เราก็ชวนลูกนางเล่น ซักพัก แล้วก็ขอฝากรถจักรยานไว้ที่นี่ ปล.จำชื่อถ้ำไม่ได้ ซึ่งในระหว่างทางเดินไปถ้ำก็จะตัดทุ่งนาไป และเมื่อไปถึงจะมีกระท่อมเล็กๆ และมีคนนั่งอยู่ เราต้องเสียค่าเข้าถ้ำน่าจะ 40 บาท เราก็เดินไป แล้วก็มีเด็กตามเรามา เราก็ถามว่าไปด้วยเหรอ นางก็บอกว่าครับ เราก็ชวนนาคุย นางบอกว่าตอนนี้ปิดเทอมเลยมาทำงาน แต่โรงเรียนก็ใกล้เปิดแล้ว ถามชื่อถามแซ่ชวนคุยตลอดทาง นางก็น่ารัก ระหว่างทางก็จะต้องเดินข้ามลำธารน้ำใส่แจ๋ว แล้วก็มาถึงปากถ้ำ นางก็ยื่น ไฟฉายคาดหัวให้ อีนี่ก็ขอบใจนาง แล้วก็ใส่ทันที ในถ้ำคือแคบมาก อิห่า ไม่มีอะไรเลย เสียเซ้ล แล้วก็เดินกลับ พอจะกลับ นางก็บอกว่า พี่ขอตังค์หน่อย ด้วยความที่เอ็นดูก็ถามทีเล่นทีจิงนางว่า เอาเท่าไหร่ ได้ยินเสียงสวนมาจากผู้ใหญ่ว่า 200 เราก็เฉยๆ บอกว่า อ่ะพี่ให้ร้อยนึงเลย คือตั้งใจอยากให้นางอยู่แล้ว นางก็บอกว่าสองร้อยครับ (คงได้ยินจากผู้ใหญ่) คือ ก็ใจดีเห็นเป็นน้องก็ชักให้อีกใบ ทีนี้ยังไม่จบค่ะ นางบอกว่า ขอค่าไฟฉายด้วย กูก็แบบ เอิ่ม.....เงิบ ถามไป เท่าไหร่ ผู้ใหญ่ก็สวนมาอีกว่า 200 เหมือนกัน น้องก็พูดตามว่า 200 ทีนี้ขึ้นค่ะกู ก็พยายามควบคุมอารมณ์ เพราะอีผู้ใหญ่คือนั่งเหลาไม้ไผ่อยู่ มีมีด กูก็หายใจลึกแล้วก็พูด "นี่ตอนพี่ไปอีกถ้ำนึงพี่เช่าแค่ 40 บาทเอง นะ เราทำอย่างนี้นี้รู้ไม๊ไม่น่ารักเลย จริงๆ พี่จะไม่ให้ตั้งแต่ 200 แรกแล้ว เพราะเราโกหกพี่ เราไม่ได้บอกพี่แต่แรกว่าเราจะเก็บเงิน เรามัดมือชกพี่ แต่ที่พี่ให้ พี่ไม่ได้ให้ค่าอะไรที่น้องเรียกร้องมาหรอก พี่ให้น้องไว้เป็นค่าเล่าเรียนเอาไปซื้อหนังสือหนังหา เพราะได้ยินมาว่าจะเปิดเรียน แล้วเอาไปเรียนนะ แล้วอย่าทำแบบนี้กับใครอีก มันไม่ดีต่อตัวเรา และไม่ดีกับประเทศลาว ด้วย พี่เสียใจนะ"
แล้วก็กล่าวขอบใจหลายๆ เดินยิ้มกลับไป ทิ้งสีหน้ารู้สึกผิด และ งงๆ ของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไว้เบื้องหลัง 
ดังนั้น!!! จงระวังอย่างมาก และท่องไว้เสมอว่า "ของฟรีไม่มีในโลก" ใครให้อะไร ใครทำอะไรให้ ต้องถามราคา ตกลง พูดคุยให้ดีทุกครั้ง





หลังจากนั้นก็เดินกลับพร้อมทั้งหัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเองที่เสียเงินไปแบบโง่ๆ แต่ก็ดีที่ไม่ได้เสียไปเฉยๆ ได้มีบทเรียนอะไรบางอย่างไว้ให้น้องเค้าบ้าง ในระหว่างทางกลับก็เจอก๊วนเด็กพอดี เลยชวนกันขึ้นรถ และน้องก็มีรถของตัวเองคันนึง เราก็ปั่นเที่ยวกันสนุกสนานมาก ฝนตกปรอยๆ หวีดกันตลอดทาง 
หัวหน้าแก็งค์เด็ก พานางไปตลาด จ่ายไป 40 ให้นางได้ปาลูกโป่ง สนุกกันใหญ่

พอตกค่ำค่ะ เราก็ขับรถไปส่งน้องที่บ้าน หอมแก้มฟอดใหญ่ กอดร่ำลา  ลาพ่อแม่ บอกว่าพรุ่งนี้จะกลับแล้วก็กลับที่พัก พอกลับถึงเดวิดเพื่อนร่วมห้องชาวเยอรมันก็ถามว่า คืนนี้เราจะไป Jungle Party ไม๊ เราก็บอกว่า คงไม่อ่ะ เพราะวันนี้เหนื่อยมากมาทั้งวัน และพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นแต่เช้ากลับไทยอีก นางก็แบบว่า เหยยยยยย นอนเอาบนรถก็ได้ คืนนี้วันเกิด coi เลยนะ you จะพลาดได้ไง กูก็เลยพาขึ้นรับปากไป และบอกเพื่อน coi ว่า คืนนี้เป็นไงเป็นกัน เดี๋ยวไปฉลองวันเกิดมึงด้วย นางก็ดีใจ
ไป Jungle Party จะมีรถบริการฟรีจากตัวเมืองวังเวียง ขึ้นรถที่ร้าน Pizza อะไรซักอย่าง ถ้าไปก่อนห้าทุ่มจะได้เข้าฟรีแต่เสียค่าเครื่องดื่มเอง แต่ถ้าไปหลังจากนั้นก็จ่ายค่าเข้าเท่าไหร่แล้วไม่รู้ฟรีเครื่องดื่ม ซึ่งปาร์ตี้ผีบ้านี่เลิกประมาณตีสี่ พอไปถึง Jungle Party คือ Party ที่จัดอารมณ์กึ่งป่า แต่ไม่ป่าอ่ะ เป็นสถานที่เล็กๆ ที่เปิดเพลง มืดๆ ไฟแวบๆ ขายเบียร์ เหล้า บาร์บีคิว แล้วให้เต้นกัน แอ๊วกัน เออ แล้วตอนไปก็มีพี่สาวชาวจีนที่เจอกันที่ซากุระบาร์ไปกับเราด้วยก็เต้นด้วยกัน แต่กูซื้อเบียร์ซื้อไรไม่ได้เลย เพราะนางไม่รับเงินไทย ซักพัก coi ก็ชี้ให้ดูผู้หญิง กลุ่มนึงว่าน่าจะคนไทย เราก็เข้าไปถาม และใช่!!! พวกนางคือคนไทย เย้!! เจอคนไทยแล้ว  ทำความรู้จักกันไปมา คือนางเป็นเพื่อนกัน และหนึ่งในนั้นเรียนธรรมศาสตร์ และนางรู้จักกับน้องในคณะอีก เอ้า! โลกแคบไปอีก ทีนี้เราก็เต้นด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่คนไทยพูดเหมือนกันคือ "เพลงไม่มันส์ จังหวะไม่สุด" เต้นกระดักกระเดิ่นมาก นี่ถ้าเปิดสามช่ามานะ อีไทยเต้นสู้ตาย 5555 และอีกอย่างที่สามารถรู้ได้ว่ามึงคนไทยหรือปล่าวคือ สันดานเต้นแรง 55555 ตอนแรกก็เต้นเบาๆ นะ พอเจอชะนีไทย โดยเฉพาะน้องโซเฟียเต้น กูก็เลยได้โอกาสระบายเลย 555

หน้าสุดคือเดวิด ขวาจากเดวิดคือพี่สาวชาวจีน และขวาสุดคือน้องวิวสาวมธ. ผู้หญิงซ้ายสุดนี่คือน้องออย นางป็อบมาก 555
ก๊วนฝรั่งเศส ผู้สร้างความสนุกสาน นี่นางกำลังนั่งกันแล้วนางจะยกมือและให้คนนอนแล้วจะค่อยๆลำเลียงไปด้านหลัง อะเลิ้ตมากกลุ่มนี้

สามสาวชาวไทย ยินดีที่ได้เจอน้องๆ ทุกคนนะ 

เต้นไปซักพัก ประมาณตีหนึ่งกว่าๆ เกือบตีสองก็เริ่มเบื่อและง่วง ก็ชวนน้องๆ คนไทยกลับกัน ขอลา coi กลับก่อน ในระหว่างนั้นโซเฟียร์เมามาก ตลกมาก ตลกระดับร้อย 5555 รถตุ๊กๆ ขากลับซื้อได้ที่หน้างานคนล 40 บาท กลับมาถึงที่พักสลบเหมือด รีบตั้งนาฬิกาปลุก เตรียมตัวกลับไทยพรุ่งนี้เช้า 9 โมงรถจะมารับไปสถานีรถ

วีดีโอของทริปนี้

และก็จบไปแล้วกับทริปในฝัน ที่ตั้งใจจะเดินทางด้วยตนเอง
ขอบคุณการเดินทางครั้งนี้ที่ทำให้่เจออะไรมากมาย
ได้เห็นโลกในแบบที่ตั้งใจไว้ ได้แรงบันดาลใจ
ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับใครหลายๆ คน ได้มิตรภาพที่เกินกว่าความคาดหวัง
ได้บทเรียนในการเดินทางครั้งต่อไปหลายๆ อย่าง
และได้ความหมายชีวิตมาเพิ่ม ขอขอบคุณทุกคนที่มาร่วมสนุกกับเกมส์โปสการ์ด
และขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุนสำหรับความฝันครั้งนี้คือพี่สาวของอะลิต
ที่ทำให้น้องได้ทำในสิ่งที่อยากทำ 
และเป็นก้าวแรกในการเดินทางที่มีพลังเหลือเกิน
และขอขอบคุณทุกคนที่คอยติดตามอ่านกันมาจนถึงตอนจบนี้ ขอบคุณมากๆ 
แล้วอย่าลืมสร้างการเดินทางของตัวเอง แล้วเอามาแบ่งปันกันบ้างนะ

ป.ล. ขากลับไม่ได้กลับเครื่องบินตามคาด เพราะจำอุดร กับ อุบลสับสน สรุปคือนั่งรถจากวังเวัยงยิงตรงอุดร และต่อนครชัยแอร์จากอุดรมาหมอชิตแทน  

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...