บุรีรัมย์กับอะลิตเติ้ลกอล์ฟคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะครั้งแรกที่มาคือมาสอนหนังสือ และครั้งนั้นก็สุดแสนเสียดายที่ไม่ได้เที่ยวเพราะมีเวลาจำกัด พรหมลิขิตบันดาลที่ครั้งนี้ได้มีโอกาสมาเยือนบุรีรัมย์อีกครั้ง มาทำงานเหมือนกันแต่ครั้งนี้เป็นงานการอบรมละลายพฤติกรรมเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพนักงานบริษัทปุ๋ยตรากุญแจ เมื่อโอกาสเป็นดังนี้ก็เลยตั้งธงกับตัวเองที่จะสานฝันในวัยเด็กกับการไปเห็น ปราสาทหินพนมรุ้ง สักครั้ง เพราะตอนอยู่ประถมที่เห้นผ่านหนังสือเรียนสปช.แล้วเกิดหลงใหลและใคร่อยากมามากๆ
และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้มาสันทนาการอบรมให้กับผู้ใหญ่ที่อายุมาก บางคนแก่กว่าพ่อแม่เราด้วยซ้ำ ก็เกิดอาการหนักใจเหมือนกันว่าเด็กอย่างเราจะสามารถไปนำท่านๆ ให้สนุกไปกับกิจกรรมได้ไม๊ แต่ผลออกมาเกินคาด เพราะทุกอย่างคือสิ่งใหม่ ทุกคนเลยสนุกกับกิจกรรมมาก และที่ชอบมากที่สุดและคงเป็นเสน่ห์ในการสันผู้ใหญ่คือ ความจริงจังในการเล่น ความเขินอายเมื่อเล่นผิด และเสียงหัวเราะร่าของป้าๆ ว่าไปแล้วบริษํทไหนหน่วยงานใดสนใจคนทำงานอบรมแบบนี้เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร และเพื่อดึงความมีส่วนร่วมของพนักงาน ติดต่อได้ครับ 5555
เมื่อเสร็จงานเราก็ไปต่อกันที่เพลาเพลิน แลนมาร์คใหม่ของเมืองบุรีรัมย์ เค้าว่ากันว่าที่นี่มีกิจกรรมต่างๆมากมาย มีสถานที่ถ่ายรูปที่สวยงาม มีสวนดอกไม้เวียนไปตามฤดูต่างๆ เสียค่าบัตร 150 บาท และถ้าอยากเล่นฐานกิจกรรมผจญภัยก็เสียเพิ่ม เมื่อเราไปถึงเราก็ไม่เข้านะเราเล็งเห็นว่าถ้าไปถ่ายรูปเฉยๆ ก็ขี้เกียจ ก็เลยถ่ายรูปกับป้ายเสร็จแล้วกลับ
อะลิตเติ้ลสั่งบัวลอยเผือก และชาเย็นมานั่งกินเล่น อยากบอกว่าบัวลอยเผือกอร่อยมาก
เมื่อถึงตรงนี้อะลิตเติ้ลก็หยุดรอน้องๆ ที่น่ารักที่ได้นัดแนะกันไว้ว่าจะมาเจอกันที่พนมรุ้ง
มีน้องชัช เซฟ ฟ้า จิ้ม อิง อาร์ม ตอนเจอมันนี่ดีใจมาก เห็นพวกมันแล้วบายใจ
และเราก็เดินขึ้นไปยังตัวปราสามด้วยกัน
ทับหลังอันโด่งดังที่เคยหายไป จริงๆ ทับหลังสองชิ้นที่เห็นหายไปทั้งคู่ แต่ตามกลับมาได้
โดยทับหลังนารายณ์เจอที่ชิคาโก้ เป็นข่าวคราวใหญ่โตเกิดความเคลื่อนไหวกดดันต่างๆ มากมาย
จนชิคาโก้ต้องยอมส่งคืน ส่วนอันขวาเจอที่ร้านขายของเก่าในกรุงเทพฯ
ถึงแล้วนะ เพลาเพลิน และนี่คือทั้งหมดของทีมงานคุณภาพ 5555
เมื่อกลับจากเพลาเพลินเราก็ไปต่อกันที่ตัวเมืองบุรีรัมย์เพื่อไปส่งอะลิตเติ้ล โดยตอนนั้นกูยังไม่มีแผนใดๆ เลยรู้แค่ว่าต้องตั้งต้นที่ตัวเมือง พอขับรถไปก็เห็นตลาดก็เลยลงกันเพื่อหาอะไรกัน เจ้าพระคุณโชคดีที่ลงถูกที่เพราะนางคือ ถนนคนเดินแห่งใหม่ของเมืองบุรีรัมย์ที่เพิ่งเปิดได้เพียง 4 เดือนเท่านั้นมีชื่อว่า “เซราะกราว วอล์คกิ้ง สตรีท” ซึ่งก็เหมือนกับถนนคนเดินที่อื่นๆ
คือการมีของกินท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม เวทีกิจกรรม แต่ที่พีคคือ กะเทยได้ยินเสียงดนตรีอีสาน
ตอนนั้นอีอะลิตเติ้ลกำลังเดินกินยำหมี่อยู่ก็ค่อยๆ วางจานลงซื้อน้ำและเดินกึ่งเต้นมาหาต้นตอของเสียง
ประกอบกับการเห็นแอมโบ้ทแอมๆ กำลังเดินกึ่งเต้น พริ้วตัวไปตามจังหวะเพลงอยู่แล้ว
ซักพักเห็นกะเทยสูงๆ คนหนึ่งถือขนมเครปญี่ปุ่นในมือกำลังพริ้วตัวแหวกคนมาพร้อมส่งสัญญาณลุ้ย!
และหลังจากนั้นตุ๊ดทั้งสามก็ได้วาดลวดลายสู่สายตาชามบุรีรัมย์กันอย่างสนุกสาน คนมงดูกันเต้มมม สนุกมาก
เมื่อเดินตลาดเสร็จทุกคนก็กลับกัน อะลิตเติ้ลก็สะพายเป้เดินไปตามถนนเรื่อยๆ
เพราะตอนนั่งรถหมายตาร้านอาหารไว้ร้านหนึ่งกะว่าจะมานั่งหาอะไรกินเล่นๆ
และตัดสินใจกับชีวิตต่อไป และได้มาถึงร้าน Good Time Cafe' บรรยากาศดี ร้านตกแต่งสวยงามมาก
อะลิตเติ้ลสั่งบัวลอยเผือก และชาเย็นมานั่งกินเล่น อยากบอกว่าบัวลอยเผือกอร่อยมาก
และที่ร้านนี้เองเราก็ได้พบกับ พี่โหน่ง พนักงานของที่นี่
ที่อะลิตเติ้ลได้ถามเกี่ยวกับสถานที่พัก และสถานที่เที่ยว
ประกอบกับพี่โหน่งเองก็จะไปเที่ยวคืนนี้อยู่แล้ว ก็เลยอาสาพาอะลิตเติ้ลตะลุยราตรีเมืองบุรีรัมย์
พี่โหน่งได้พาเราไปที่โรงแรมไทยโอเต็ล ที่อยู่ใกล้กับที่เที่ยวกลางคืนพอดี แค่เดินก็ถึง ราคาห้องพัดลม 300 บาท
และหลังจากนั้นก็พาไปนั่งกินเบียร์ที่ผับ แอนด์ เรสเตอรอง ที่ชื่อว่า "ร้านตัดผม"
อยากบอกว่าวงดนตรีสดเล่นดี เพลงเพราะน่านั่งมากคนเที่ยวก็หน้าดี
นั่งซักพักพอตกดึก เราก็เดินไปฝั่งตรงข้ามแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงผับแห่งเดียวของเมืองบุรีรัมย์นั่นก็คือ
Speed Music Hall ด้านในคนเยอะมาก มีโชว์ นักร้อง แดนเซอร์ และวงดนตรีสด
ตอนแรกก็เฉยๆ นะ พอเต้นไป เมาไปก็ชักสนุก จนพี่โหน่งขอตัวกลับก่อนเพราะดึกมากแล้ว
แต่อีนี่สู้ตายมาก มั่นหน้าขออยู่ต่อ แล้วก็เปิดฉากอยู่ในผับคนเดียว ไปเต้นกับคนนู้นที คนนี้ที
รุงรังมาก แต่สนุกมากเช่นกัน เป็นครั้งแรกที่ได้ทำอะไรบ้าๆ ไม่คิดไรมาก แค่ทำความรู้จัก และเต้น
เต้นจนผับปิดก็กลับโรงแรมไปนอนประมาณตีสามกว่า
วันต่อมาต้องตื่นเช้ามากเพื่อที่จะไปเที่ยวต่อ ด้วยความอยากเลยตื่นไหว มีมึนๆบ้าง แต่สู้ตาย
ตอนแรกแพลนไว้จะไปอุทยานแห่งชาติเขากระโดงไปดูปากปล่องภูเขาไฟ
และไปสนามแข่งบอล แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจเพราะจากการสอบถามคนในพื้นที่คือ เขาพนมรุ้ง กับเขากระโดงไปคนละทาง และเขาพนมรุ้งต้องใช้เวลานานกว่า
ก็เลยตัดสินใจไปเขาพนมรุ้งแทน เพราะมันคือความอยาก โดยจากโรงแรมก็เดินไปขึ้นรถที่หอนาฬิกา
ไม่ไกลเลย รอรถสองแถวสีชมพูสาย 1 เพื่อไปที่บขส.
เมื่อไปถึงบขส.ก็ไปถามพนักงานขายตั๋วว่าไปพนมรุ้งไปไงคะ นางก็จะแนะนำให้ขึ้นรถตู้
ปลายทาง ตาพระยา แต่จะผ่านทางเข้าเขาพนมรุ้ง ราคา 70 บาท นั่งไปประมาณชั่วโมงกว่าๆ
ก็จะถึง 3 แยกที่มีป้ายที่ลูกศรชี้ให้เลี้ยวขวา อีก 6 กม.เขาพนมรุ้ง เราก็ลง
ทีนี้แหละไปไงคะ ไม่มีรถโดยสารค่ะ จากการสอบถามคนแถวนั้นทำให้รู้ว่ามีมอเตอร์ไซต์จากปากซอยถึงเขาพนมรุ้งราคา 100 บาท ซึ่งไม่อยากเสีงตังค์ก็เลยใช้วิธีโบกรถแถวนั้นเอา เพราะคิดว่า รถที่ผ่าน
คงไปเขาพนมรุ้งเหมือนกันแหละมั้ง โบกไปหลายคันไม่รับค่ะ แต่ไม่เสียเซ้ล กลับสนุก
และความพยายามก็เป็นจริงเมื่อมีรถจอดและถามว่าจะไปไหน เราก็บอกว่าจะไปเขาพนมรุ้งครับ
พี่ผู้ญ.คนขับก็บอกเลยว่า "ขึ้นมา เดี๋ยวพี่ไปส่ง" ตอนนั้นคือดีใจมาก ตื้นตัน
พี่ผู้หญิงใจดีคนนี้ชื่อพี่แหวนครับ มาส่งถึงทางเข้าอุทยานเลยทั้งๆ ที่ตัวเองขับรถขึ้นเขาไม่แข็ง
พี่แหวนผู้ใจดี
พี่แหวนแนะนำให้เข้าทางประตูที่ 1 เพราะมันจะเห็นความยิ่งใหญ่ และเซอร์ไพรกว่า ลงจากรถอะลิตเติ้ล
ก็ขอบใจและกล่าวอำลาพี่แหวนไปดูเขาพนมรุ้ง จุดแรกที่จะเห็นคือร้านขายของฝากมากมาย
ใครอยากได้โปสการ์ดสามารถหาซื้อได้ที่ร้านเดียวคือเดินขึ้นไปร้านสุดท้าย ที่นี่จะมีตู้ไปรษณีย์ด้วย
แต่แสตมป์ควรเตรียมมาเอง เพราะที่ร้านหมด หวังใจจะซื้อที่เซเว่น เซเว่นบุรีรัมย์ไม่ขายแสตมป์ซะงั้น
โปสการ์ดที่ซื้อมาเลยจำเป็นต้องนำมาส่งที่กรุงเทพ
เมื่อขึ้นไปตามทางขึ้นเราจะเห็นว่าที่นี่จะมีทางลาดให้กับวีลแชร์ และราวจับให้ผู้สูงอายุด้วย
ไม่แปลกใจที่สถานที่แห่งนี้จะได้รางวัลสถานที่ท่องเที่ยวที่ออกแบบอย่างมี อารยสถาปัตย์ ที่เอื้อต่อคนทุกกลุ่ม แต่แอบแปลกใจที่ตอนขึ้นปราสาทไม่มีนะ อาจจะไปอยู่ที่ทางเข้าอื่นเมื่อถึงตรงนี้อะลิตเติ้ลก็หยุดรอน้องๆ ที่น่ารักที่ได้นัดแนะกันไว้ว่าจะมาเจอกันที่พนมรุ้ง
มีน้องชัช เซฟ ฟ้า จิ้ม อิง อาร์ม ตอนเจอมันนี่ดีใจมาก เห็นพวกมันแล้วบายใจ
และเราก็เดินขึ้นไปยังตัวปราสามด้วยกัน
อัตราค่าเช้าชม คนไทย 20 ต่างชาติ 100 แต่วันนี้โชคดีที่งดเก็บค่าธรรมเนีมคนไทย
ทางขึ้นเป็นบันไดหินที่ค่อนข้างชันและสูง
ข้างทางก็มีหินที่ถูกวางเรียงซ้อนกัน ด้วยคิดว่าจะทำให้โชคดี
เสาข้างทางพวกนี้ นางมีชื่อว่าเสานางเรียง สันนิษฐานว่าแต่ก่อนนี่เมื่อกษัตริย์เสต็จมาทำพิธีที่นี่
จะมีข้าราชบริพารผู้หญิงยืนเรียงกันรับเสด็จตลอดทางขึ้นปราสาท
เมื่อเดินไปตามทางเบื้องหน้าก็จะมีบันไดขึ้นไปยังตัวปราสาทอีกทีหนึ่ง เมื่อขึ้นบันไดไปแล้ว ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าจะเป็นปราสาทที่เคยเห็นในหนังสือ สปช. ในวัยเด็กของเรา
ถึงแล้ว "ปราสาทหินพนมรุ้ง"
เมื่อมาถึงเราก็เข้าไปสำรวจด้านในตามระเบียบ ก็จะเจอสถาปัตยกรรมที่สวยงามมากมาย
คนโบราณเก่งมากเลยเน๊อะ
และที่ขาดไม่ได้เมื่อมาที่นี่คือการมาแวะชม ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธิ์ (ด้านขวา)ทับหลังอันโด่งดังที่เคยหายไป จริงๆ ทับหลังสองชิ้นที่เห็นหายไปทั้งคู่ แต่ตามกลับมาได้
โดยทับหลังนารายณ์เจอที่ชิคาโก้ เป็นข่าวคราวใหญ่โตเกิดความเคลื่อนไหวกดดันต่างๆ มากมาย
จนชิคาโก้ต้องยอมส่งคืน ส่วนอันขวาเจอที่ร้านขายของเก่าในกรุงเทพฯ
เมื่อได้ทำตามความอยากสมใจก็เลยต้องกระโดดโลดเต้นกันหน่อย เป็นอีกทริปที่สนุก
และไม่คิดว่าจะได้มากับน้องๆ และขอขอบคุณครอบครัวน้องเซฟที่ให้ติดรถกลับกรุงเทพฯ ด้วยครับ
.....เจอกันอีกกับทริปหน้า.....





























