วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ค

"ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ค"
Meik Wiking แต่ง
พลอยแสง เอกญาติ แปล
ราคา 395 บาท


...............................................................

เรารู้จักเดนมาร์คในฐานะประเทศที่คนมีความสุขที่สุดในโลก นอกจากเหตุผลที่ประเทศนี้เป็นรัฐสวัสดิการที่รัฐบาลดูแลคนตั้งแต่เกิดจนตายผ่านการเก็บภาษีอัตราสูงลิ่ว ที่ส่งผลในการสร้างความรู้สึกมั่นคง ลดความกังวลและเครียดของประชาชนแล้ว

แต่เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ชาวเดนิชจอยกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ในแถบนอร์ดิก คือการมีปรัชญาที่เรียกว่า "ฮุกกะ" ที่มีความสำคัญและกินความหมายลึกซึ้งในการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณให้มีความสุขเลยอ่ะ

การอ่านหนังสือเล่มนี้มันเพลินมาก จอยมาก มันเป็นงานเขียนวิชาการที่มีความบอกเล่าสู่กันฟัง แบบ นี่ๆ มา ชั้นเล่าให้ฟัง อะไรแบบนี้อ่ะ งงเหมือนกันที่จริงๆ แล้วบริบทของเดนมาร์คกับไทยค่อนข้างแตกต่างกันมาก แต่เราอ่านแล้วเพลินนนน เราอินไปด้วยกับความละเมียดละไมในการใช้ชีวิตของเค้า อ่านแล้วยังรู้สึกฮุกกะไปด้วยเลยอ่ะ หรือความฮุกกะมัน univeral

และในเล่มนะมีภาพประกอบสี่สี มีกราฟฟิคสวยงามตลอดเล่มเลย เพลินมาก เชิ่ดมาก

ปลดทหารไปนะ นี่จะกลับไปจัดบ้านให้ฮุกกะ ทำอาหารให้ฮุกกะ ชวนเพื่อนๆ มาฮุกกะ อยากฮุกกะไปหมดเลยโว้ยยยย

I cancel my cancer

I cancel my cancer
เบลล์ ศิรินทิพย์
ราคา 215 บาท


.................................................................

เห็นเล่มนี้ครั้งแรกหยิบเลยแบบไม่คิด เพราะหน้าอีเจ้ Khongkuan Nichaphat ลอยมา ก็เลยเอ้อ ติดเงินนางอยู่ 300 ซื้อหนังสือให้แทนละกัน แต่ระหว่างรอส่งก็เผลออ่านจนจบอ่ะ งงมาก

เล่มนี้เป็นหนังสือเล่าประสบการณ์การเป็นยัยน้อง (มะเร็ง) ระยะสุดท้าย เอ้ย เลยสุดท้ายไปแล้วมั้ง 555 ของคุณเบลล์ ภายในเล่มเราจะพบกับการเล่าเรื่องอันน่าติดตาม เหมือนกำลังดูหนังแอคชั่น ที่ทำให้เราตื่นเต้นตลอดว่า เห้ยยยย ต่อไปจะเป็นยังไงว้า จบแบบไหนว้าาา และแม่งเอ้ย หักมุมตลอด เมื่อไหร่จะ happy ending สักที

ชีวิตการต่อสู้กับยัยน้องในเล่มนี้ทำให้เราเห็นความซวยในซวย ความเป็นเด็กดื้อ เอาแต่ใจของยัยน้องที่ทั้งคุณเบลล์ ครอบครัว คุณหมอ และตั่งต่าง ต้องใช้พละกำลังมหาศาลในการต่อสู้กับนาง แต่คุณเบลล์กลับเขียนมาเล่าได้จอย และตลกมาก

เล่มนี้ทำให้เราเห็นจริงๆ ว่าความเป็นความตาย มันใช้เงินซื้อได้ ถ้าเคสอย่างคุณเบลล์เป็นอีกอล์ฟ บอกเลยตายก่อน เพราะไม่มีเงิน ดังนั้นการประสบความสำเร็จของการรักษานั้นนอกจากกำลังใจอย่างที่ใครหลายคนบอกแล้ว ที่สำคัญมากไปกว่านั้นที่เราพอจะจับได้จากกรณีคุณเบลล์คือ

- เป็นโรคถูกยุค ถูกเวลา = โรคบางโรคเคยรักษาไม่หายในอดีต และกลับรักษาได้อย่างง่ายดายในปัจุบัน ดังนั้นการเป็นโรคอะไร ในยุคไหนมันสำคัญ เพราะถ้าคุณเป็นมะเร็งในแบบคุณเบลล์แล้วเค้าไม่มีวิจัย มีการทดลองยาใหม่ ไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย เราก็คงได้แค่ say good bye ก็เท่านั้น

- เงินถึง = มีเงินก็หมายความว่าคุณสามารถซื้อยาแพง, ซื้อเวลาและบริการจาก ร.พ.เอกชนคุณภาพดีได้

- connection ดี = คุณจะมีคนคอยช่วยเหลือ สนับสนุน เช่น ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร เลือด การติดต่อกับสถานที่ต่างๆ

- ภาษาอังกฤษเริศ = ทำให้คุณเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับโรคและข้อมูลการรักษาที่ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษซึ่งสามารถช่วยหมอได้เยอะมาก

- social support ดี = มันช่วยลดความกังวลใจในมิติทางสังคมและการเงินลงได้มาก โดยเฉพาะครอบครัวที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง และมีเพื่อนๆ เข้ามาช่วยให้กำลังใจ คอยปรึกษา คอยพาหนีไปกินปิ้งย่างเนี่ย มันมีความหมายมากกับคนป่วย

และจากกรณีนี้ทำให้เราเห็นคุณค่าและความสำคัญของสิทธิ "30 บาท" ที่มันให้บริการให้ทุกคนอย่างเสมอหน้ากันจริงๆ แม้ว่าในกรณีของคุณเบลล์ที่ทางครอบครัวมีความพร้อมระดับหนึ่งแล้วยังต้องมีช่วงพักผ่อน และหายใจหายคอจากภาระค่าใช้จ่ายด้วยการใช้สิทธิ 30 บาทเลย ดังนั้นสำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างเราๆ มันทำให้เห็นจริงๆ ว่าคนเราไม่ควรตายเพียงเพราะไม่มีเงินรักษาด้วยการเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ในยุคปัจจุบันอ่ะ

ทำยังไงให้สอบติดมหาลัย?

"ทำยังไงให้สอบติดมหาลัย?"
คงเป็นคำถามยอดฮิตของน้องๆ ม.ปลาย โดยเฉพาะน้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่ ม. 6 ตอนนี้
ปีนี้เรามีคนในครอบครัวสองคนกำลังเข้าสู่รั้วมหาลัย ในฐานะคนที่เคยไปค่ายแนะแนวและสร้างแรงบันดาลใจมามากมายไปมาตั้งแต่เชียงใหม่ ยันนครศรีธรรมราช และน้องค่ายหลายคนก็ได้ตามมาเป็นน้องคณะน้องมหาลัยในภายหลัง เราจึงอยากแบ่งปันสิ่งสำคัญที่คนสอบติดมักมีร่วมกันและประสบการณ์ส่วนตัวที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆ ทุกคนให้ได้เตรียมตัวเพื่อทำตามฝันกัน


..............................................................

1. "แรงบันดาลใจคือสิ่งสำคัญ"
แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญที่คอยหล่อเลี้ยงพลังและพาเราเดินทางไปตามความฝัน แรงบันดาลใจมักมาในรูปแบบของความอยาก อยากเป็นอาชีพนั้น อยากเป็นแบบพี่คนนั้น อยากได้ทำอะไรแบบคนๆ นั้นสารพันความอยากมักสร้าง "แรง" และ "บันดาลใจ" ให้เราพาตัวเองไปอยู่ตรงๆ นั้นให้ได้เสมอ
ตอนนั้นพี่จำได้ว่าพี่อยากเป็นแบบรุ่นพี่ธรรมศาสตร์ที่รู้จัก เพราะในสายตาเราเค้าโคตรเจ๋ง อยากฉลาดแบบนั้น อยากไปงานบอล อยากอยู่กองสันฯ เราอยากอะไรที่โง่ๆ แบบนั้น และนั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้พี่จบมาในฐานะ "บัณฑิตธรรมศาสตร์"

..............................................................

2. "เป้าหมายต้องชัดเจน"
หลายคนอาจกำลังประสบปัญหาว่า "พี่คะ หนูมีความอยากมากมายเหลือเกินค่ะ เลือกไม่ถูกจริงๆ หรือที่แย่กว่านั้นคือหนูยังไม่รู้เลยว่าหนูจะเรียนอะไร"
การหาความอยากและเป้าหมายของตัวเองไม่เจอ เป็นปัญหาโลกแตกที่เด็กไทยต้องพบในทุกยุคสมัย
เอาจริง พี่เองก็เคยเป็น ตอนนั้นเรารู้แค่ว่าเราอยากเรียนธรรมศาสตร์ แล้วจู่ๆ ก็เกิดคำถามกับตัวเอง เรียนธรรมศาสตร์แล้วไงต่อวะ? แล้วจริงๆ เราอยากทำอะไร? เราอยากมีชีวิตแบบไหนหลังเรียนจบ? ดังนั้นสำหรับน้องๆ ที่ยังหาตัวเองไม่เจอลองถามตัวเองเยอะๆ หนักๆ
ถ้าไม่รู้อีกก็หาสารคดี หาหนัง ฟังเพลง หาแรงบันดาลใจ ต้นแบบ idol ว่าเค้าเรียนอะไร ที่ไหนถึงได้มีความคิด ทัศนคติ หรือทำงานแบบนั้น เผื่อช่วยให้เรามีแรงบันดาลใจและเป้าหมายที่ชัดขึ้นได้
ส่วนใครที่คิดให้ตายก็ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร ถ้าคิดไม่ออกแล้ว เปลี่ยนเป็นคิดใหม่ว่า "อยากเรียนที่ไหน" เอาจริง ที่เรียนมีความสำคัญต่อการหล่อหลอมความคิดและทัศนคติของเรามากนะ การเข้าเรียนในบางที่อาจทำให้เราเจอแรงบันดาลใจและเป้าหมายใหม่ๆ ก็ได้

..............................................................

3. "ต้องเตรียมพร้อม ต้องมีแผน"
ตอนนั้นพอรู้เออจะเข้าที่ไหนบ้างพี่เลยมานั่งดูเกณฑ์คะแนนของแต่ละที่ แต่ละคณะว่าจะต้องใช้อะไรบ้าง พอดูคะแนนเสร็จเราก็คิดเลย "ชิบหายละ" มีหลายวิชาที่ต้องเตรียมตัวมาก แค่ O-net อย่างเดียวก็จะตายแล้วเด้อ เวลาเหลือแค่นี้กูจะไปอ่านทันได้ไง ตายๆๆๆๆ
พี่ก็เข้าไปโปรแกรมคำนวณคะแนนใน Dek D และลองใส่มั่วๆ ไปแต่ละช่องคะแนนว่าเราจะต้องได้คะแนนวิชานั้นๆ ประมาณเท่าไหร่เราถึงจะติดเห้ยยย มันเวิร์คว่ะ มันทำให้เราเห็นภาพว่าเราจะต้องทุ่มกับอะไร และจะต้องเทตรงไหน ด้วยเหตุนี้พี่เลยมานั่นแบ่งวิชาต่างๆ ออกเป็น 4 หมวด ประกอบด้วย

หมวดที่ 1 >> "สู้สุดใจ" << ความสำคัญและทุ่มเทระดับ 5 ดาว หมวดนี้เป็นอะไรที่พี่ถนัดและคิดว่าถ้าเราทุ่มเทและให้เวลากับเค้า เราไม่มีเวลาแล้ว เราต้องมั่น ต้องเชิ่ดกับแผนของเรา พี่เลือกทุ่มให้กับไทย สังคม และ GAT เชื่อมโยง เราต้องกวาดคะแนนมาได้แน่ๆ คิดว่าอย่างต่ำต้อง 75 คะแนนขึ้นไป และคะแนนก็ออกมาตามที่หวังจริงๆ GAT ส่วนเชื่อมโยงก็ได้เต็ม 150 ทุกครั้ง

หมวดที่ 2 >> "สู้เท่าที่ไหว แต่จะไม่มีวันทิ้งเธอ" << ความสำคัญระดับ 4 ดาว หมวดนี้เป็นหมวดที่เอาจริงคือเราไม่ถนัด แต่มัน "จำเป็น" และ "ขาดไม่ได้" ตอนนั้นคือ วิชาภาษาอังกฤษ เพราะเป็นวิชาที่เตรียมตัวแล้วมันได้คุ้มมากเพราะ Onet ก็มี GAT ก็มี พี่จัดอังกฤษเป็นสิ่งที่ต้องติดตัวไปทุกที่ นั่งรถก็ท่องศัพท์ ขี้ก็ท่องศัพท์ กินข้าวก็ท่องศัพท์ ที่บ้านเดินไปตรงไหนก็มีแต่ศัพท์ ตอนนั้นมีคำศัพท์และแกรมม่าสั้นๆ ติดตัวตลอด

หมวดที่ 3 >> "ผ่านๆ ละกันนะ" << ความสำคัญระดับ 2 ดาว คือวิชาสัพเพเหระ ที่เราคิดว่าอ่านผ่านๆ ก็ทำได้ระดับค่าเฉลี่ยทั่วไป ไม่หวังมาก แต่ก็ไม่เทไปซะทีเดียว อ่านเค้าอีกทีก็ตอนใกล้วันสอบมากๆ

หมวดที่ 4 >> "เทโครม แบบไม่ขอเจอกันอีก" <<วิชาพวกนี้เป็นวิชาที่พี่คิดว่าจะไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตในภายภาคหน้า ได้ไม่คุ้มเสียกับการลงทุน ตอนนั้นเราเรียนสายวิทย์ เทหมดจ้า คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เทแบบไม่ใยดี เทแบบไม่จับเลย และสมดังใจมาก Onet คณิตเต็ม 100 ได้ 15 แต่เราโนแคร์ เพราะคะแนนวิชา 5 ดาวของเราสวยงาม

..............................................................

4. จริงจัง และ เชิ่ด
สุดท้ายเมื่อเรามีแผนที่ชัดเจนว่าเราจะทุ่มเท และเทอันไหน เราก็ต้องจริงจังกับแผนของเรา ว่าเรามีเวลาอ่านและทบทวนเนื้อหาที่เราต้องรู้อีกเท่าไหร่ แบ่งเวลาให้ชัดเจน จริงจังและให้เกียรติความฝันตัวเอง ช่วงนี้เราจะท้อ และร้องไห้บ่อยมาก บางครั้งเราจะรู้สึกว่าเราเหนื่อยแล้ว พอแล้ว เราจะบอกว่า "ค่อยเริ่มพรุ่งนี้ละกัน" ถ้าเหนื่อยนัก ก็กลับไปที่ข้อ 1 กลับไปที่แรงบันดาลใจของเรา ปิดตานึกถึงมัน และสะกดจิตทุกครั้งว่า การอ่านหนังสือครั้งนี้ไม่ใช่การอ่านไปสอบ แต่มันคือการอ่านเพื่อพาตัวเราเองไปสู่คณะและมหาลัยในฝัน พาเราไปไปสู่อีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของชีวิต พาเราไปเห็นเหตุการณ์ที่พ่อแม่ของเรายิ้มแย้มภูมิใจในเรา นึกภาพเข้าไป สะกดจิตเข้าไป แล้วการอ่านหนังสือของเราจะมีความหมายมากขึ้น

..............................................................

วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"ทอมท้องกะเทย" เราได้เรียนรู้และควรเรียนรู้อะไรบ้างจากกรณีนี้




1. "ปัญหาอยู่ที่สังคม" จากการตามอ่านคอมเม้นท์ในเพจข่าวต่างๆ
สิ่งที่หลายคนแสดงความห่วงใยมากที่สุด
คือการกังวลว่าเด็กที่จะเกิดมาอาจถูกล้อ ถูกนินทา
กลัวว่าสังคมจะยอมรับเขาไหม? สังคมจะเข้าใจเขาไหม?
ดังนั้นคนที่เราควรเรียกร้องคือ "สังคม" เพราะปัญหาอยู่ตรงนั้น
ไม่ใช่เรียกร้องให้คนเป็นพ่อไปเฉือนนม
หรือเรียกร้องให้ทั้งสองคนต้องละทิ้งความเป็นตัวเองลง
เพียงเพราะสังคมหลงลืมไปว่าคนที่สร้างปัญหาจริงๆ
ไม่ใช่คนที่สังคมกำลังเป็นห่วง
ถ้าเราห่วงใยเด็กที่กำลังจะเติบโตมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ
จงเตือนตัวเองเถอะครับว่าเราๆ นี่แหละคือสังคมของเด็ก
เราจะเลือกยอมรับพ่อแม่ของเขาอย่างที่พวกเขาเป็น
เลือกที่จะทำความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศ
เลือกที่จะขยับขยายคำนิยามของคำว่า พ่อ แม่ ครอบครัว
ออกไปให้มันครอบคลุมกับความหลากหลายที่เป็นอยู่
หรือเลือกที่จะเป็นแบบเดิมๆ ที่เราต่างรู้ว่ามันสร้างปัญหา
เราทุกคนเลือกได้ครับ
เพราะเรานี่แหละครับคือสังคมที่หลายคนกำลังพูดถึง
........................................................................................
2. "ไม่มีเพศแท้ เพศเทียมหรอก มันคือความหลากหลาย"
สิ่งที่ทำเราตกใจมากๆ จากการฟังคำให้สัมภาาษณ์ของดร. นักจิตวิทยา
ท่านหนึ่งในรายการต่างคนต่างคิด คือการได้ยินคำว่า
"คนที่ตั้งครรภ์ไม่ใช่ทอมแท้" "มีบุคลิกสับสน" "มีการกลายพันธุ์"
บอกตามตรงว่าตกใจและผิดหวังในความเห็นเหล่านั้นมาก
เพราะมันแสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า
แม้ในแวดวงของนักวิชาชีพระดับสูงเอง
ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องของความหลากหลายทางเพศอย่างดีเลย
ถ้าให้พูดกันเรื่องนี้คงยาวมากเพราะมันต้องทำความเข้าใจ
กับคำศัพท์หลายๆ คำ
แต่ถ้าอยากทำความเข้าใจจริงๆ เราจะสรุปให้ง่ายๆ ก็คือ
"ใครจะเอากับใครมันได้หมดมันเป็นเรื่องรสนิยม
และความถูกใจกันของคนสองคน" มันแค่นี้อ่ะ
ถ้าเราเปิดใจและเข้าใจได้แบบนี้
ทีนี้เราจะไม่งงเลยว่าทำไมทอมได้กะเทย
หรือทำไมผู้หญิงข้ามเพศที่ผ่าตัดแปลงเพศแล้ว
ได้กับผู้หญิงที่มีจิ๋มโดยกำเนิด
เพราะจริงๆ แล้วมันคือเรื่องที่ชั้นอยากเป็นแบบนี้
และเลือกที่จะชอบคนแบบนี้ แค่นั้น!!
........................................................................................
3. "ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเอง
ยังไม่เข้าใจในความหลากหลายทางเพศ"
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดในกรณีนี้คือการเห็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศ
ที่เคยต่อสู้เพื่อสิทธิและคุณภาพชีวิตของตัวเอง
จากการเคยถูกกดขี่ ถูกเลือกปฏิบัติ เหตุเพราะความไม่เข้าใจของสังคม
กลับกลายเป็นคนที่ออกมาต่อต้าน แสดงความไม่เห็นด้วย
อย่างรุนแรงมากที่สุดในกรณีแบบนี้
หลายๆ คนได้สถาปนาตัวเองเป็นผู้ตรวจสอบ
ความชัดเจนและเที่ยงแท้ทางเพศ
การแสดงออกทางเพศหรือการได้กับอีกฝั่งหนึ่งที่ไม่ตรงกับ
กฎเกณ์ฑ์และนิยามของพวกชั้นคือการผิดปกติ
พวกเธอสับสน พวกเธอเบี่ยงเบน พวกเธอทำให้โลกนี้อยู่ยาก
ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีใครสับสนหรอกครับ
เขาแค่ชัดเจนกับตัวเองและเลือกแล้วที่จะเป็นแบบนี้
อย่างที่คุณเลือกที่จะเป็นตัวคุณนั่นแหละ
........................................................................................
สุดท้ายนี้เราอยากนำข้อคิดที่เราได้จาก Gayby Baby
ภาพยนตร์สารคดีที่เป็นเสียงสะท้อนของเด็กที่เติบโตมากับ
ครอบครัวของคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่เด็กๆ ทำให้เรารู้ว่า
จริงๆ แล้วความสมบูรณ์ของครอบครัว
หรือปัจจัยที่ทำให้เด็กมีความสุข สามารถเติบโตต่อไปได้นั้น
มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำว่า พ่อ แม่ หรือใคร เพศอะไรเลี้ยงดู
แต่ปัจจัยสำคัญคือ "ความรัก" ที่มันเป็นคือ Key สำคัญ
ของคำว่าครอบครัว และพื้นฐานพลังของเด็กทุกคน
ขอแสดงความยินดีกับทั้งสองคนด้วยนะครับ

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

กิจกรรมรับน้องคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงที่ยังไปได้อีก


รุ่น 58 ถือว่าเป็นรุ่นเปลี่ยนผ่านและสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในหลากหลายกิจกรรมในคณะโดยเฉพาะกิจกรรมการเข้าคณะ และสัมนาวิชาการ (จริงๆ มันคือค่ายรับน้อง)

ก่อนคณะของเราจะเดินทางมาถึงจุดนี้เราก็มีประวัติศาสตร์ที่ไม่ดี และสร้างบาดแผลให้กับหลายๆ คนมาก่อน แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าวันนี้เราได้สร้างการเปลี่ยนแปลงมาจนไม่เหลือกลิ่นของการว้าก การกดดัน การมีห้องเชียร์ บังคับแขวนป้ายชื่อ มีพี่ระเบียบอะไรพวกนั้นแล้ว (หมดจริงๆ คือรุ่น 59 รับ 60)
วันนี้สิ่งสำคัญที่เราอยากจะส่งต่อให้น้องๆ ปีทำงานต่อไปทุกๆ ปีได้บันทึกไว้เป็นแนวทางของการจัดกิจกรรมที่มันจะต้องให้ความละเอียดอ่อนต่อการเคารพในคุณค่าศักดิศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้กิจกรรมในคณะของเราสะท้อนความเป็นสังคมสงเคราะห์ออกมามากที่สุด

1. "เข้าคณะตอนเย็นคือทางเลือกระหว่างปรับตัวของน้อง" เราเคยคุยกันเสมอว่ากิจกรรมเข้าคณะจัดขึ้นมาเพื่อให้น้องๆ ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ แล้วรู้สึกว่าที่นี่ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน ไม่มีใครรู้จัก ไม่รู้จะไปไหน หรือน้องๆ ที่แม่ง อยากเจอเพื่อนอยากทำกิจกรรม ได้มีโอกาสมาเล่น มาพูดคุย มาทำความรู้จักกัน เลิกกิจกรรมก็มีคนเดินไปกินข้าวด้วย ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องโทรตามน้องให้มา ไม่ต้องกังวลจำนวนคนเข้าร่วมในแต่ละวัน ไม่ควรมีการกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะจุดประสงค์ของเราไม่ใช่การมีจำนวนน้องเข้าร่วมกิจกรรมชิงแชมป์โลก ถ้าน้องมาน้อยให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่ากิจกรรมของเรายังไม่ตอบโจทย์ PR ยังไม่ดี หรือมันบกพร่องตรงไหน หรือมันอาจจะดีมากกว่านั้นก็ได้ ตรงที่น้องๆ สามารถปรับตัวได้ อยู่เป็นไว โดยไม่ต้องพึ่งกิจกรรมของคณะ น้องต้องจำไว้เสมอครับว่า "ถ้าน้องเค้ามีความสุขที่จะนอนเฉยๆ อยู่ที่หอ หรือจอยที่จะไปเดินฟิวเจอร์มากกว่าการเข้ามาทำกิจกรรมในคณะแล้วเราจะไปลดทอนความสุขตรงนั้นของเค้าทำไมกัน"

2. "ไมค์คืออำนาจ สามารถลดทอน และสร้างพลังได้" MC คือคนสำคัญที่ทำให้กิจกรรมลื่นไหลและสนุกสนาน แต่หลายๆ ครั้ง MC กลับเป็นคนที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่นได้อย่างน่าเศร้าใจที่สุุดผ่านการสร้างความสนุกและเสียงหัวเราะโดยการใช้ปมด้อยคนอื่นมาล้อเลียนจนกลายเป็นมาตรฐานทางวัฒนธรรมของ MC ไปแล้ว แต่สำหรับคณะเรา เราพูดเรื่องนี้กันมาสักพักว่าการใช้ Dirty joke พวกนั้นมาสร้างเสียงหัวเราะมันไม่ตลก หวังว่าในยุคนี้คงไม่มีมุก “อากาศน่าจะหนาวนะคะ เห็นน้องคนนี้ฟันออกปากเลย” อะไรพวกนี้อีกนะ คือมันเด๋อ มันหมดยุคไปแล้วอ่ะ

3. “Gender sensitivity คือสิ่งที่ต้องมี” พอกันเสียทีกับการตามหา ตุ๊ด กะเทย เกย์ ผ่านการแจวหรือกิจกรรมพิเศษอื่นๆ พอกันเสียทีกับยุคที่ต้องชี้หน้าและแปะป้ายอัตลักษณ์ทางเพศให้กับคนอื่นๆ ทุกคนต้องใช้เวลาในการเปิดเผยตัวตน และไม่ใช่ทุกคนที่อยากป่าวประกาศให้โลกรู้ ดังนั้นเราๆ ไม่ควรเสร่อไปตามหา เพราะวันไหนที่เค้าพร้อมเค้าจะฉายแสงออกมาให้เราเห็นเอง

4. “ถ้าคาดการณ์ได้ว่ากิจกรรมมันเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ต้องทำ” เป็นสิ่งที่พูดกันทุกปีว่าถ้ารู้ว่ามันน่าจะอันตรายก็หาอย่างอื่นมาทำ หรือทำให้มันไม่อันตรายซะ เพราะสำหรับใครสักคนที่ต้องมาประสบอุบัติเหตุจากกิจกรรมที่คนจัดพอรู้แล้วว่ามันเสี่ยงนี่มันโคตรใจดำและไม่แฟร์กับเค้าเลย กิจกรรมรับน้องคือรับน้อง ไม่ใช่เกมส์โหด มัน ฮา ไม่ต้องท้าทายความสามารถอะไรขนาดนั้น ไม่ต้องกดดันอะไร เพราะจะกดดันไปทำไมอ่ะ งง เข้าค่ายทดสอบคนจิตแข็งเหรอ ไม่ใช่ป่ะ

5. "ละเอียดอ่อนกับทุกการกระทำที่อาจละเมิดกัน" ปีที่แล้วเราพูดคุยเรื่องการเก็บโทรศัพท์กันนานมาก และนั่นเป็นความดีใจของเราในฐานะรุ่นพี่ที่สามารถชวนพูดคุยจนทำให้น้องเห็นได้ว่ามันละเมิดอย่างไร และการกระทำแบบนั้นมันไม่ได้ช่วยอะไรกับความกังวลที่เราตั้งไว้ ดังนั้น ถ้าเราจะทำอะไรแล้วมีปุ๋มเอ๊ะ ว่าเรากำลังละเมิดน้องๆ เรารึปล่าว ให้เราชวนเพื่อนๆ คุย ลองปรึกษาพี่ๆ ดู เพื่อจะได้มุมมองที่ครอบคลุมมากขึ้น

6. “มองให้เห็นโอกาสของสัมนาคณะ” สัมมนาคณะคืองานใหญ่ประจำปีของคณะที่จะรวมศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันมากที่สุด รุ่นพี่รุ่นต่างๆ ที่จบออกไปต่างเฝ้ารอวันนี้เพื่อคืนกลับมาสู่อ้อมกอดความอบอุ่นที่คุ้นชินของคณะ ดังนั้นจึงเป็นโจทย์สำคัญของปีจัดงานว่าจะใช้สอยโอกาสนี้อย่างไร ให้สัมมนาได้ตอบคำถามที่ค้างใจของน้องๆ ผู้มาใหม่ ให้น้องได้เห็นภาพคร่าวๆ ของแผนชีวิตข้างหน้า ทั้งการเรียน และการทำงาน ให้น้องได้รับพลัง และการต้อนรับที่อบอุ่นจากโอกาสตรงนี้

และสุดท้ายความรักความผูกพันธ์ไม่ต้องใช้ความกดดันและสร้างสถานการณ์เพื่อก่อให้เกิด สิ่งเหล่านั้นมันจะเกิดขึ้นผ่านการเลือกของคนๆ นั้นเองว่าเค้าจะอยู่ที่ไหน ถ้าเค้าเลือกเข้ามาอยู่ในคณะและทำกิจกรรมในคณะ การทำงานด้วยกัน การทะเลาะกัน การผ่านปัญหาจริงๆ ที่ต้องแก้ไขไปด้วยกันจะสร้างสิ่งเหล่านั้นเอง ไม่ต้องรอถึงการทำงานหรอก เพราะทุกกิจกรรมในมหาลัย ได้จำลองภาพบางส่วนของการทำงานไว้แล้ว

ด้วยรัก
อลตก. SW58

"จากคำให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกสโม สินกำ จุฬาฯ ความรุนแรงคืออะไร วัดไม่ได้จริงๆ เหรอ?"


ความรุนแรงคืออะไร?

>> ความรุนแรงคือการละเมิดที่ใช้วิธีการต่างๆ
ทั้งในแบบสัมผัส และไม่สัมผัส
ไม่ว่าจะเป็นกำลัง คำพูด กดดัน การกีดกันออกจากลุ่ม
การเพิกเฉย ละเลย ไม่ใส่ใจ การกุข่าวร้าย ป้ายสี ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้คือความรุนแรงครับ

ความรุนแรงเป็นสิ่งที่วัดไม่ได้ ความรุนแรงของแต่ละคนไม่เท่ากัน?

>> เวลาเราสอนเด็กๆ เรื่องการป้องกันตัวเองจากการถูกละเมิด
เรามักใช้มาตรวัดความรุนแรงที่ง่ายที่สุดคือการใช้ความรู้สึก
ของ "ผู้ถูกกระทำ" หรือ "ผู้ถูกละเมิด"
ว่าการกระทำที่คนๆ หนึ่งทำกับเค้านั้นเค้า "รู้สึกดี" หรือ "รู้สึกไม่ดี"
ซึ่งความรู้สึกไม่ดีนั้นอาจจะเป็นความรู้สึกกลัว กดดัน รู้สึกตัวเองต่ำต้อย
สงสัยในคุณค่าของตนเอง รู้สึกถูกคุกคามในชีวิต การตัดสินใจ
และอิสระภาพในการเลือก และยิ่งคุณเป็นคนบอกว่า

"คนเรารับรู้ความรุนแรงไม่เท่ากัน"

คุณยิ่งต้องระมัดระวังที่จะไม่สร้างบรรยากาศที่มีความรุนแรง
หรือก่อให้เกิดการละเมิดให้เกิดขึ้นเลยเลยครับ
เพราะการกระทำที่คุณคิดว่ามันไม่รุนแรง
มันอาจจะเป็นการกระทำที่โคตรจะรุนแรงในความรู้สึกของคนอื่นก็ได้

เจตนาไม่ใช่ความรุนแรง?

>>เป็นมรดกบาปทางวัฒนธรรมและโครงสร้างทางสังคมไทยยอดฮิต
ที่มักนำมาเป็นข้ออ้างของความรัก ศีลธรรม ความหวังดี
เพื่อใช้การกระทำที่รุนแรงมาแก้ปัญหา และสร้างอะไรบางอย่างอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นวินัย ความสามัคคี ความสงบ ความปรองดอง
ซึ่งเป็นอะไรที่โคตรน่าอับอายเลย มันแสดงให้เห็นว่า
เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จำกัดทางเลือกในการกระทำ
และมุมมองทางความคิดเรามาก

รู้มั้ยครับเมื่อก่อนคลุมถุงชนก็เป็นเรื่องธรรมดา
การกีดกันไม่ให้ผู้หญิงเลือกตั้งก็เป็นเรื่องธรรมดา
เด็กถูกจับแต่งงานตั้งแต่เล็กๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา
หรือการรับน้องแบบ SOTUS ห้องเชียร์ ก็เคยเป็นเรื่องธรรมดา

แต่ในยุคนี้ที่หลายๆ ที่เค้าเริ่มยกเลิก
และมองมันว่าเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ถ้าเราไม่ก้าวไปพร้อมกับเค้า เราจะไม่ทันเค้านะครับ
และจะมาบอกว่า เราไม่ได้เรียนมา เราไม่รู้ เราฟังไม่เข้าใจไม่ได้ด้วย
เพราะเรื่องพวกนี้มันเป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องตระหนัก
ยิ่งเคลมตัวเองว่าเป็นนิสิตในสถาบันการศึกษาชั้นสูงแนวหน้าของประเทศ
และคนอื่นคงเข้าได้ยากด้วยแล้วยิ่งต้องรู้และละเอียดอ่อนครับ
....................................................................................

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดจากกรณีตัวอย่างนี้และกรณีที่ผ่านๆ มาทั้งหลาย
เราจะเห็นได้ถึงพลังอำนาจของการถูกกดขี่และการกระทำความรุนแรง
ที่นอกจากมันจะกระทำต่อคนคนนั้น ณ เวลานั้นแล้ว (เช่นรู้สึกไม่ดี)
แต่มันยังมีแรงสะท้อนคงอยู่ระยะยาวในตัวผู้ถูกกระทำ

กล่าวคือ เมื่อการถูกกระทำเป็นสิ่งที่ถูกทำให้เคยชิน
กลายเป็นเรื่องธรรมดา หรือมีเหตุผลในทางที่ดี (ที่ผู้กระทำพร่ำบอก)
และสภาวะอื่นเข้ามาร่วมด้วย
ผู้ถูกกระทำมักจะยอมรับ
และหาข้ออ้างให้กับการถูกกระทำด้วยตนเองในระยะหลังได้
(ไม่ว่าจะเพื่อเยียวยาบาดแผลจากการถูกกระทำ หรือ เพื่อต้องการหลุดพ้น)

หรือมากไปกว่านั้นบางคนอาจจะขอบคุณเหตุการณ์นั้นด้วย เช่น
"ถ้าครูไม่ตีหนูวันนั้นหนุคงไม่ได้ดีเท่าวันนี้"
"ถ้าไม่มีพี่ว้ากวันนั้น พวกเราคงไม่รักกันขนาดนี้"

และสุดท้ายสิ่งที่เศร้าที่สุดในเรื่องนี้คือ
เมื่อผู้ถูกกระทำหลุดพ้นจากบทบาทของการถูกกระทำ
แล้วเลือกที่จะยกตัวเองขึ้นมาเป็นผู้กระทำคนอื่น
(จากเหยื่อ กลายเป็นผู้ละเมิด)

เพื่อดำรงไว้ซึ่งระบบที่จะทำให้ตนเองถูกยอมรับและมีอำนาจ
แล้วมองการกระทำความรุนแรงของตัวเองเป็นเรื่องธรรมดา
จนสามารถถามคำว่า ความรุนแรงคืออะไร? มันวัดไม่ได้? แบบนี้เนี่ย

อันนี้เป็นตัวชี้วัดที่โคตรชัดเจนของระบบที่มีอยู่เลย
ว่ามันมีพลังอำนาจในการจำกัดความละเอียดอ่อนของความเป็นมนุษย์
และปิดกั้นการรับรู้ความทุกข์ทรมานของผู้ถูกกระทำมากขนาดไหน

"เซเลปเด็กลูกดารา" กรณีศึกษาของการนำเด็กเข้าสู่ความเสี่ยงออนไลน์


ในฐานะคนทำงานในแวดวงคุ้มครองเด็ก (child protection)
เราคิดว่าสังคมควรได้มาเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับอันตราย
และความเสี่ยงของ "sharenting" (parenting + sharing)
หรือการที่พ่อแม่ผู้ปกครองนำภาพหรือคลิป
ในเกือบทุกก้าวย่างของชีวิตของเด็กลงในโลกออนไลน์
........................................................................

1. คุณได้สร้างรอยเท้าในโลกออนไลน์ (digital footprint) ให้กับลูกคุณเรียบร้อยแล้ว

เมื่อคุณโพสต์ภาพหรือวีดีโอของลูกคนลงในสื่อสังคมออนไลน์
นั่นหมายความว่ารอยเท้าแรกของเด็กน้อยได้ถูกจารึกลงในที่แห่งนี้
ทุกภาพ ทุกข้อมูลจะมีส่วนต่อการสร้างชื่อเสียงทางออนไลน์ของเค้า

ซึ่งแน่นอนว่าการรับรู้และความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อลูกคุณนั้นต่างกัน

มันไม่แฟร์กับเด็กเลยที่เขาจะถูกรำคาญ หมั่นไส้
ด้วยการที่พ่อแม่มีส่วนสร้างให้เกิดความรับรู้แบบนั้นต่อคนนอก

และมันก็ไม่แฟร์เอาเสียเลยที่พ่อแม่นำความเป็นส่วนตัวของเค้ามาแชร์
โดยที่เขาไม่ได้มีโอกาสที่จะให้การ “อนุญาต” ได้
........................................................................

2. คุณกำลังละเมิดความเป็นส่วนตัว (privacy) และสิทธิในการปกครองตนเอง (autonomy) ของลูกคุณ

เราเห็นความเกินเหตุมากๆ ในหลายกรณี
ที่เด็กบางคนถูกติดตามและคุกคามชีวิตในหลากหลายอิริยาบถ
ไม่ว่าจะเป็นเมื่อร้องไห้ หัวเราะ กินข้าว หรือแม้กระทั่งตอนอาบน้ำ

ผู้ใหญ่ที่ควรมีหน้าที่คุ้มครองเค้าให้ได้รับความเป็นส่วนตัวมากที่สุด
กลับเป็นคนที่ถือกล้องแพร่ภาพสดผ่านทาง facebook เสียเอง

คุณมั่นใจหรือไม่ว่าทุกภาพ ทุกคลิป ทุกเรื่องราว
เกี่ยวกับลูกของคุณตอนนี้ที่ลงไป
จะไม่กลับมาสร้างความอึดอัด รำคาญใจ
หรือถูกนำไปเป็นประเด็นที่ทำให้เข้าถูกหยอกล้อ กลั้นแกล้ง
เมื่อเขาโตขึ้นในภายหลัง

ถ้าเขายังอนุญาตไม่ได้ก็อดทนรอในวันที่เขาโตสักหน่อยเถอะครับ
........................................................................

3. คุณกำลังประกอบสร้างพฤติกรรมในโลกออนไลน์ (digital behavior) ให้กับเค้า

สิทธิของการมีส่วนร่วม (participation)
เป็นสิทธิเด็กจำเป็นที่ผู้ใหญ่อย่างเรา
ต้องขอความความเห็นและขออนุญาตจากเด็กทุกครั้งก่อนลงภาพเค้า
ในขณะที่คนอื่น tag รูปคุณมาใน facebook
คุณยังสามารถรอ approve tag ได้
แล้วลูกคุณหล่ะ คุณละเลยความสมัครใจนั้นไปได้อย่างไร?

"ลงรูปผมอีกแล้วเหรอครับ" เป็นประโยคสำคัญ
ที่ทำให้แม่คนหนึ่งเกิดคำถามกับพฤติกรรมของตนเอง

ถ้าคุณละเลยสิ่งเหล่านั้นคุณอาจกำลังมีส่วนสำคัญ
ในการสร้างความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ (Sense of mistrust)
ให้กับความสัมพันธ์ของคุณและลูก
เด็กหลายคนอาจอึดอึดกังวลใจทุกครั้ง
เมื่อคุณถ่ายรูปเค้าและจับโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์

และมากไปกว่านั้นลูกคุณจะได้เรียนรู้ว่าผ่านการกระทำของคุณว่า
“ความเป็นส่วนตัวของเค้าคือสิ่งสาธารณะ”
"what is privacy is public"

ถ้าเค้าจะเติบโตขึ้นมาโชว์ทุกสิ่งอย่างส่วนตัว
บอกเล่าทุกช่วงเวลาผ่าน facebook
หรือไม่เคารพความเป็นส่วนตัวของคนอื่นนั้น
มันก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีส่วนสร้าง
........................................................................

3. “ความน่ารัก” ภาพจำที่เป็นความคาดหวังสาธารณะ

เมื่อคุณทำให้ลูกเป็นคนดังสาธารณะ
คุณกำลังเชื้อเชิญมวลมหาประชาชนเข้ามา
ให้ความสนใจชีวิตลูกคุณไม่ใช่แค่ในโลกออนไลน์
แต่มันจะลุกลามมาในชีวิต offline ด้วย

ในขณะที่เด็กน้อยวิ่งเล่นในสวนสาธารณะเขาจะไม่ใช่แค่เด็กธรรมดา
แต่จะเป็นเด็กที่ถูกจับจ้องจากหลายสายตา
ลูกคุณจะถูกคาดหวังว่าต้องน่ารัก
ในบางครั้งความคาดหวังนั้นก็ไหลผ่านตัวคุณ
สู่การพยายามทำให้ลูกน่ารักตลอดเวลาด้วย
.........................................................................

ในพรบ.คุ้มครองเด็กพ.ศ. 2546 ให้เราทุกคนปฏิบัติต่อเด็ก
โดยยึด “ประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก”
ในฐานะผู้ใหญ่โดยเฉพาะผู้แม่ผู้ปกครองแล้วนั้น
จึงจำเป็นต้องตั้งคำถามและคิด
ก่อนจะแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับลูกหลานของเราว่า

เรากำลังจะโพสต์เพื่อประโยชน์ของใคร
ลูกหลานเราได้อะไรจากสิ่งที่เราทำจริงๆ เหรอ?

เพราะความเสี่ยงเหล่านั้นสามารถป้องกันได้
โดยเริ่มจากการที่พ่อแม่พาลูกที่คุณรักกลับไปมีชีวิตในโลก offline

ให้เขาเติบโตอย่างเด็กปกติที่คงความสามารถในการเลือกว่าอยากถูกจับจ้อง
หรืออยากเป็นขวัญใจมหาชนอย่างที่คนอื่นอยากให้เป็นจริงๆ รึปล่าว
.........................................................................

อ้างอิง

"สิทธิเด็กในภาพถ่ายและเคลื่อนไหว" : http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=46120&Key=news_research

"Do Parents Invade Children's Privacy When They Post Photos Online?" :http://www.npr.org/sections/health-shots/2016/10/28/499595298/do-parents-invade-childrens-privacy-when-they-post-photos-online

"When the Child is Born into the Internet :Sharenting as a Growing Trend among Parentson Facebook" : http://www.educationalrev.us.edu.pl/dok/volumes/43/a19.pdf

"Sharenting': Are you OK with what your parents post?" : http://www.bbc.co.uk/newsround/38841469

"What is sharenting? Are you sharing too much about your children online?" :http://home.bt.com/tech-gadgets/internet/what-is-sharenting-oversharenting-children-safe-online-11364174261249

“วันนี้กูขอไม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์นะ”

“วันนี้กูขอไม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์นะ”

เป็นประโยคที่เรากับเพื่อนๆ พูดกันค่อนข้างบ่อยมากในช่วงนี้
คำพูดเหล่านี้มักเกิดขึ้นเมื่อมีเพื่อน (ที่เรียน SW ด้วยกัน)
เข้ามาขอคำปรึกษาหรือให้เรารับฟัง
หรือเวลาเราเจอเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เราไม่สามารถ
ไปสู่จุดที่เราคาดหวังกับตัวเองในฐานะนักวิชาชีพที่เราเป็นอยู่ได้

สำหรับเราแล้วการดำรงไว้ซึ่ง 2P2C ของงานสังคมสงเคราะห์
ที่เราตั้งปณิธานว่าจะนำมาใช้ให้ครอบคลุมในมิติของชีวิต
ทั้งเรื่องงาน ชีวิตประจำวัน และเรื่องส่วนตัวนั้น
บางครั้งมันก็ก่อให้เกิดความหนักหน่วงอย่างบอกไม่ถูก

นอกจากการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ในตอนทำงาน
เราเองพยายามขยายขอบเขตการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ของตัวเอง
เข้าไปในบ้าน และในความสัมพันธ์ของเพื่อน
หลายๆ ครั้งที่ผ่านมามันทำให้เราเห็นว่า
ปัญหาที่มันอยู่ตรงหน้ามันสามารถขยับเขยื้อนและขับเคลื่อนไปได้ดีขึ้น
ด้วยความรู้ทางสังคมสงเคราะห์ที่เราใช้

แต่ช่วงที่ผ่านมานี้ ช่วงที่ทุกคนทราบดีว่าสถานะทางจิตใจเราไม่ค่อยปกติ
เราเปราะบางและอ่อนไหวได้ง่ายเป็นพิเศษ
มันทำให้เราค้นพบว่าเทคนิค และทักษะที่เราเคยมีบางอย่างมันหายไป
และนั่นมันทำให้เรารู้สึกหนักหน่วงและรำคาญใจเป็นอย่างมาก
กับเวลาที่ต้องแสดงบทบาทของความเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง
ที่ควบมากับการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ให้กับคนอื่นๆ

เพราะเรารู้ดีว่า เราทำมันได้ไม่ดีเหมือนที่เราเคยเป็น
ในหลายๆ ครั้งเราเลยบอกกับคนที่เข้ามาคุยกับเราว่า
“วันนี้ไม่ขอเป็นนักสังคมสงเคราะห์นะ”
ขอเป็นแค่อีกอล์ฟที่เป็น เพื่อน พี่ น้อง ของทุกคนเท่านั้น
เพราะเรารู้ดีว่าสิ่งที่ทุกคนจะได้จากเราไป
มันจะไม่ใช่มาตรฐานที่เราตั้งไว้ของการเป็นนักวิชาชีพ
เพราะเราจะอดทนฟังได้น้อยลง ซึ่งมันจะนำไปสู่การจับใจความ
การทวนคำ ทวนความ และการสะท้อนกลับที่ไม่มีประสิทธิภาพ
หลายๆ ครั้งในบทสนทนา มันก็มีคำตำหนิ และตัดสินเต็มไปหมด

เราได้คุยกับเพื่อนสาวคนหนึ่งที่เพิ่งพิมพ์บอกในกลุ่มว่า
"กูจะไม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์แล้วนะ"
เพราะนางได้หลงลืมความละเอียดอ่อนของงานไป
และเส้นทางที่ผ่านมาเรารู้แล้วว่าการเป็นนักสังคมสงเคราะห์มันยากมาก
เราคุยกับมัน

“มึงสังเกตเห็นใช่มั้ยว่าช่วงนี้อะไรหลายๆ อย่างที่กูเคยมีมันหายไป”
มันบอก

" ใช่!! มึงไม่เหมือนเก่า แต่กูเห็นความเป็นมนุษย์ของมึงมากขึ้น
มนุษย์ที่มีอารมณ์ ไม่ใช่อีกอล์ฟที่สวยงามไปซะหมดเหมือนเมื่อก่อน”

เออจริงด้วย

แต่เราเองก็อยากกลับไปเป็นอีกอล์ฟคนก่อนที่ทำอะไรได้ดีกว่านี้
แต่มันคงไม่ใช่ตอนนี้ที่สถานะทางอารมณ์ของเรายังไม่พร้อม
เพราะในขณะที่เราเป็นนักสังคมสงเคราะห์
เราเองก็เป็นเคสของเพื่อนเราพี่เรา
และตัวเราเองในขณะเดียวกัน

ทกอย่างเหล่านี้จึงทำให้เรารู้ว่า
การดำรงไว้ซึ่งปุ่ม “เอ๊ะ” จึงสำคัญกับเราอย่างมาก

เราอึดอัด และหนักหน่วง เพราะ 2P2C มันหลอมรวมประสานในตัวเรา
และเมื่อเราทำอะไรที่มันไม่ถึงจุดมาตรฐานของความเป็นวิชาชีพ
สิ่งเหล่านั้นที่หลอมรวมมันจะส่งสัญญาณเตือนให้เราว่า

“เอ๊ะ” เธอกำลังนอกลู่นอกทางนะ

หน้าที่ของเราคือหยุดฟังเค้า และเคารพตัวเอง
ถ้าตอนทำงานเราคงต้องหวนกลับมาอยู่ใน track
ของการเป็นนักวิชาชีพอย่างหลีกหลี่ยงไม่ได้

แต่ถ้ามันเป็นในชีวิตส่วนตัวแล้วบางครั้ง
เราก็อยากเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่มันเว้าๆ แหว่งๆ คนหนึ่งเหมือนกันนะ

*หมายเหตุ 2P2C คือ Philosophy, Principle. Concept, Core value of social work (เราเขียนแบบนี้เพื่อให้พูดได้ง่ายดี)

เมื่อร้านอาหารสุดหรูนำน้องๆ "เด็กเสิร์ฟชาวพม่า" ในร้าน มาเป็น "นางแบบสินค้า " และ "ตัวแทนของแบรนด์"



หลังจากแคมเปญแม่ลีน่าจังคราวก่อน
เราก็ได้มีโอกาสติดตามแหลมเกตุมาอย่างต่อเนื่อง
และจากการติดตามมาเราขอชื่นชมจากใจจริงว่า
เราได้เห็นความแปลกใหม่และการพยายามส่งสัญญาณบางอย่าง
ให้กับสังคมของคนทำแบรนด์นี้มาโดยตลอด
เราเห็นว่าแคมเปญในแต่ละครั้งนอกจากเล่นกับกระแสของตัวบุคคลแล้ว
ยังแฝงเร้นด้วยสัญญะทางสังคมบางอย่าง
ที่เจ้าของแบรนด์อยากจะสื่อสารกับคนภายนอก
ตั้งแต่ "มองมุมกลับ ปรับมุมมอง" ของขุ่นแม่ลีน่า
จนมาถึงแคมเปญที่นำน้องๆ เด็กเสริฟชาวพม่าในร้านมาเป็นนางแบบอันนี้
ในฐานะคนที่เคยทำงานกับแรงงานข้ามชาติสำหรับเราแล้ว
แคมเปญนี้มันสัมผัสใจและมีพลังอย่างมาก
เราไม่รู้ว่า Laemgate คิดอย่างไร แต่นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากแคมเปญนี้
................................................................
1. "แรงงานพม่ามีตัวตน"
ในปี 2558 เอาแค่แรงงานพม่าถูกกฎหมายในไทยเรามีพวกเค้า 1 ล้านคน
นี่ยังไม่รวมที่ลักลอบเข้าเมืองมาทำงานนะซึ่งมันหมายความว่า
เรามีพวกเค้าอยู่ในระบบเศรษฐกิจของเราอยู่เยอะมาก
พวกเขาเหล่านั้นเป็นปัจจัยสำคัญ
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเรา
พูดอย่างตรงไปตรงมาคือ "เราขาดเค้าไม่ได้"
แต่ที่ผ่านมาพวกเขากลับถูกปฏิบัติเหมือนคนไร้ตัวตน
ถูกกดขี่ ข่มเหงสารพัด ค่าแรงแสนต่ำกับภาระงานแสนหนัก
การลุกขึ้นมาทำแบบนี้ของแบรนด์อย่างแหลมเกตุ
ที่มีความความฟู่ฟ่าของทั้งอาหารและการตกแต่งร้าน
รวมถึงทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองแบบนี้มัน impact กับเรามาก
เพราะมันเป็นการยอมรับที่กล้าหาญมากว่า ดูสิ!
ร้านชั้นขับเคลื่อนไปได้ คุณได้กินอาหารอร่อย บริการดีๆ
เพราะเด็กๆ ของเราพวกนี้นี่แหละ เด็กพม่ากลุ่มนี้นี่แหละ
ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้แบรนด์ชั้น 
เห้ย คือมันมีความหมายมาก!!!
2. "คุณคือคนสำคัญ"
การทำแบบนี้มันเป็นการส่งสารและการทำงานแบบเสริมพลัง (empower)
ไปยังเค้าว่าพวกเธอคือ "คนสำคัญ" สำหรับเรานะ
มันเป็นการเคารพและการให้เกียรติกันระหว่างคนร่วมงาน
ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างคือปฏิเสธไม่ได้
ว่าทุกคนต่างเป็นฟันเฟืองสำคัญทั้งหมด
และมันหายากมากจริงๆ ที่นายจ้างชาวไทย
จะปฎิบัติกับลูกจ้างที่เป็นแรงงานข้ามชาติด้วยการให้เกียรติแบบนี้
นอกจากความเป็นมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นของนายจ้าง
ผ่านการแสดงออกแบบนี้
เราเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่นายจ้างจะได้กลับมาคือ 
ความจงรักภักดีต่อบริษัทของลูกจ้าง
ที่คงพร้อมทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่แน่นอน
3. "ลบภาพจำแบบเก่า เรามามองกันใหม่"
สังคมไทยมักมองชาวพม่าเป็นผู้ร้าย ทำไงได้อ่ะ
ก็หนังสือประวัติศาสตร์เรา การนำเสนอข่าวบ้านเรา
มักหยิบเลือกแง่มุมที่ชั่วร้ายให้ชาวพม่าตลอด
หลายๆ คนมีความคิดกับคนพม่าคือ แม่งน่ากลัว โหดร้าย
การนำน้องๆ มาใส่เสื้อขาว ยิ้มแย้ม ถือผลิตภัณฑ์
มันเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับแรงงานกลุ่มนี้อย่างมากสำหรับเรา
ดูพวกเขาสิ ไม่มีอะไรต่างจากเราเลย ยิ้มแย้ม น่ารัก เห้ยแม่ง ปังมาก
จนเราเชื่อว่าหลายคนคงอยากทำความรู้จักกับคนพม่าใหม่
อย่าให้ ภาพจำแบบเก่าแยกเราให้ไกลกันเลยนะ
ขอบคุณแหลมเกตุที่กล้าออกมาทำอะไรแบบนี้
กล้าลุกขึ้นมาบอกกับสังคมของเราว่าพวกเขาคือคนสำคัญ
กล้าที่จะจับมือเค้าลุกขึ้นมาจากหลังครัวหรือถาดเครื่องดื่มในร้าน
แล้วฉาย Spotlight ให้เค้าได้เห็นคุณค่าของตัวเอง
ที่เขาไม่ใช่ "ต่างด้าว" หรือ "alien" อย่างที่กฎหมายเรียก
แต่เค้าคือเพื่อนคนสำคัญที่ทำให้เราทุกคนต่างขับเคลื่อนไปได้
ต้องแวะไปขอลายเซ็นต์น้องๆ หน่อยแล้วแหละ
แจ๋ซูติ่นบ่าแด๋ ล่วงหน้าเด้อออออ
................................................................
ขอขอบคุณรูปภาพจากคุณ Apichat Bowonbuncharuk
ดูภาพปังๆ ของสาวๆ ได้ที่ : https://www.facebook.com/laemgate/posts/1372743572813508
ข้อมูลตัวเลขแรงงานพม่า: http://www.m-society.go.th/article_attach/18712/20429.pdf

บทเรียนจากเปรี้ยว "เมื่อความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่แค่เรื่องผัวเมียทะเลาะกัน



ในนาทีนี้คงไม่มีเรื่องไหนเป็นที่ถูกกล่าวถึงมากไปกว่าเรื่องราวของเปรี้ยว
แต่มีประเด็นสำคัญที่อยากพูดถึงคือเรื่องราวในวัยเด็กของเปรี้ยว
ที่อาจจะเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราได้มีโอกาสรู้จักกับฆาตกรสาวคนนี้

“ตอนน้องเปรี้ยวอายุ 5 ขวบ พ่อกับแม่ทะเลาะกันประจำ
ตบตีทำร้ายร่างกายกัน ถึงขั้นเลือดสาดต่อหน้าลูก
ทุกครั้งที่แม่ถูกพ่อทำร้ายร่างกาย น้องเปรี้ยวจะเข้ามาช่วย แต่ช่วยไม่ได้
น้องเปรี้ยวจะตะโกนเสียงดังและร้องไห้หนักมาก
อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ที่ทำให้น้องเปรี้ยวเป็นคนเก็บกด
และมีพฤติกรรมรุนแรง แม่อยากขอโทษลูก
ขอโทษสังคมกับเรื่องที่เกิดขึ้น" (ข่าวสด, 3 มิ.ย. 60)

คำบอกเล่าจากแม่ของเปรี้ยวที่ทำให้เราได้รู้จักกับชีวิตวัยเด็ก
ของด.ญ. เปรี้ยว ก่อนที่เราจะมารู้จักกับ "อีเปรี้ยว"
อย่างที่ใครหลายคนเรียก

สิ่งที่เราจะบอกคืออยากให้ทุกคนเลิกเพิกเฉยต่อความรุนแรงในครอบครัว
โดยการใช้ข้ออ้าง "เรื่องผัวเมียทะเลาะกัน" สักที
เพราะผลลัพธ์จากการนิ่งเฉยและไม่แทรกแทรงตรงนั้น
นอกจากดำรงความเจ็บปวดให้ฝ่ายที่ถูกกระทำ
และไม่ส่งสารของการไม่ยอมรับไปยังผู้กระทำแล้ว
(ปล่อยไปแบบนี้คนกระทำจะทำเรื่อยๆ
เพราะไม่มีใครห้ามหรือแทรกแทรง)

สิ่งที่น่าเจ็บปวดกว่านั้นคือการที่เรากำลังเป็นส่วนหนึ่งในการ
ฉายภาพซ้ำให้เด็กคนหนึ่งเห็นวิถีทางในการแก้ไขปัญหา
เมื่อคนอื่นทำให้เขาไม่พอใจ

เด็กจะเรียนรู้วิธีการใช้ความรุนแรงระบายอารมณ์
และความคั่งค้างภายในอย่างไม่รู้ตัว

เรากำลังสร้างเด็กที่จะมุ่งทำร้ายคนอื่น
เมื่อเขารู้สึกไม่ปลอดภัย และอยากเอาชนะ
เพราะเรามองว่า "ไม่ใช่เรื่องของเรา"

เอาจริงเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะตัดปัจจัยสำคัญ
ในการสร้างฆาตกรได้ง่ายๆ เลยนะ

ถ้าพบเห็นความรุนแรงในครอบครัว
โทรเลย 1300 ง่ายแค่นี้เอง 1300 โทรสิ 1300

โทรแจ้งตั้งแต่ต้นทาง เราจะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยตามด่าอีก

ถามจริง!!

ไม่เหนื่อยเหรอตามด่ากันมาตั้งแต่เกมส์ มาจนหมูหยอง เนี่ยเปรี้ยวอีก
มาสอดส่องละแวกบ้านแล้วช่วยเจ้าหน้าที่ทำงานกันดีกว่า
โทรจ้า 1300

Non - violence สันติวิธี เส้นทางสู่สันติภาพ



Non - violence สันติวิธี เส้นทางสู่สันติภาพ
ชัยวัฒน์ สถาอนันต์

บทสัมภาษณ์อ.ชัยวัฒน์ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้เกี่ยวกับสันติวิธีและปฎิบัติการไร้ความรุนแรงรวมทั้งการปรองดองสมานฉันท์g เป็นการถ่ายทอดที่อ่านง่าย และเพลินมาก รูปเล่มก็กะทัดรัด เนื้อหาก็รวบรัด ได้ประเด็น เหมือนฟังอาจารย์ Lecture อยู่หน้าชั้นเรียน หรืออารมณ์นั่งเม้าท์กับอาจารย์หน้าม้าหินตรงคณะนิติ คือมันดูกันเอง มันรับง่าย ย่อยง่ายมาก
อ่านเล่มนี้แล้วทำให้เราเข้าใจสันติวิธี และอหิงสามากขึ้น และยิ่งตอกย้ำให้เห็นภาพชัดว่าตั้งแต่รัฐบาลทหารเข้ามาปกครองประเทศนี้เรายังไม่ได้เริ่มหนทางสู่การปรองดองเลย เอ้า พาลงจัง 😥

โรงเรียนบันดาลใจ Creative School


"โรงเรียนบันดาลใจ Creative School"
Ken Robinson และ Lou Aronika แต่ง
วิชยา ปิดชามุก แปล

หนังสือที่ทำให้หัวใจเราวูบวาบขึ้นอีกครั้งหลังจากเด็กน้อยโตเข้าหาแสง ใครตั้งชื่อภาษาไทยว่ะ เพราะมันโคตรจะบันดาลใจจริงๆ เลยอ่ะ อ่านแล้วขึ้นหวับๆๆๆ

เล่มนี้พูดถึงการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงการศึกษาที่เริ่มมาจากคนตัวเล็กตัวน้อยในโรงเรียน ตั้งแต่ครู และผู้บริหารที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กๆ อีกหลายคน โดยการฉายภาพตัวอย่างโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จให้เราได้เห็นมากมายและโรงเรียนเกือบทั้งหมดคือโรงเรียนที่เคยขึ้นชื่อว่าป่วงที่สุดทั้งนั้น

สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้คือการที่ครูสนใจและให้คุณค่ากับสิ่งที่นักเรียน "อยากทำ" และ "อยากเป็น" และเริ่มจากตรงนั้นคือมัน start where they are ที่แท้ทรู ซึ่งนั่นเป็นจุดสำคัญของความสำเร็จเลย

จับนักเรียนตัดผมสั้น วัดความสั้นยาวถุงเท้าอะไรแบบเนี้ย พักก่อน!!! มาอ่านเล่มนี้ก่อน แล้วจะรู้ว่านั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเรียนของเด็กมันป่วง เพราะเราไป focus อะไรก็ม่ายยลู้ววว เราไม่เคยเคารพในตัวเด็ก และให้ความสำคัญกับคุณค่าที่เด็กๆ ยึดถืออยู่เลย

จริงๆ อ่านเล่มนี้จบตั้งแต่ตอนฝึกทหารและ มีชีวิตรอดในช่วงนั้นมาได้เพราะได้พลังจากหนังสือเล่มนี้ แนะนำจริงๆ สำหรับคนที่ทำงานกับเด็ก โดยเฉพาะสายการศึกษา เพราะพลังในการเปลี่ยนแปลงอยู่ในมือคุณ!!

ไปซื้ออ่าน!!!

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เราได้เรียนรู้อะไรร่วมกันบ้างในกรณีของ "หมูหยอง"

          ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารร์อย่างหนาหูในกรณี หมูหยอง ได้พัดพากระแสการประหารชีวิตและลดทอนความเป็นมนุษย์ให้โหมกระหน่ำมาอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ที่ได้ทำงานด้านเด็กและมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนร่วมวิชาชีพ เราจึงอย่ากแลกเปลี่ยนมุมมองทางสังคมเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ให้มากขึ้น



1. ฆาตกรไม่ได้ "ถูกสร้าง" ภายในหนึ่งวัน
มีเด็กหลายคนที่เติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่แตกแยก
ไม่ได้รับการตอบสนองทางด้านอารมณ์ความรู้สึก
ถูกปฏิเสธซ้ำซากมาตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่คนที่ควรรักเขาที่สุดอย่างพ่อแม่
ลามมาที่โรงเรียนที่การศึกษาไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผล
และฟื้นคืนชีวิตและความเป็นมนุษย์ให้กับเขา
กลับมาอยู่ในชุมชนก็เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ
ความรุนแรงในครอบครัว การถูกทอดทิ้งทางอารมณ์กลับถูกเพิกเฉย
แล้วพอมาวันนึงที่คนๆ นึงไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมนี้
เขารู้สึกโกรธกับทุกสิ่งรอบข้าง ขาดความเคารพนับถือในตัวเอง
ซึ่งลามต่อมาถึงการไม่เชื่่อในคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนอื่นแล้ว
มันคงเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้นะครับว่า
ทำไมชีวิตคนที่เขาฆ่า จึงมีค่าเท่ากับมด
....................................................................

2. เลิกเอาแค่ "สะใจ" แต่ควรหันมา "ทำความเข้าใจ"
ทำไมเราถึงเอาแค่ "สะใจ" ไม่ได้ เพราะถ้าเอาแค่สะใจ
เราจะยืนกันอยู่ปลายสุดของปัญหา
ถ้าประหารชีวิตเราก็แค่มีคนตายเพิ่มอีกคน
กับปัญหาเดิมๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ระบบสังคมที่ผลิตหมูหยองยังคงอยู่
และยังคงกำลังผลิตหมูหยองคนต่อไป
ให้เข้าวัฎจักรอาชญกรที่ปลายสายพานคือการเป็นข่าวฉาว
โดนคนทั้งประเทศเรียกร้องให้ตาย และตายลงในที่สุดก็แค่นั้นเหรอ?
ถ้าคุณวางอคติและความเกลียดชังลง
และพยายามทำความเข้าใจแล้ว
ผมเชื่อว่าคุณจะเห็นบาดแผลในบทสัมภาษณ์นั้นเต็มไปหมด
มันจึงสำคัญกับพวกเราทุกคนมากที่จะย้อนถามกันเองว่า
ทำไมแววตาที่สดใสไร้เดียงสาของเด็กในวัยเริ่มต้นชีวิต
กลับถูกเปลี่ยนมาเป็นแววตาอันเฉยชาของฆาตกรในวันนี้?
....................................................................

3.บทบาทสื่อมวลชนกับการโหมไฟแห่ง "ความเกลียดชัง"
หลายวันมานี้เราได้ติดตามการนำเสนอข่าวของช่องต่างๆ
เป็นที่น่าตกใจอย่างมากที่สื่อมวลชนกลับทำหน้าที่เติมเชื้อไฟ
แห่งความเกลียดชังด้วยการตั้งประเด็นการสัมภาษณ์
หรือการพาดหัวข่าวที่ต่างเป็นไปในทิศทาง
ของการตอกย้ำบาดแผลของผู้ถูกกระทำ
ซ้ำเติมความเลวทรามและชั่วร้ายของผู้กระทำ (ที่หลายๆ สื่อเลือกใช้)
แทนที่การทำความเข้าใจอย่างรอบด้านในมิติทางจิตใจ สังคม
ที่หลอมสร้างคนเหล่านี้ โดยการพูดคุยสอบถาม
ความเห็นของนักวิชาชีพในสาขาต่างๆ
เพื่อให้ความรู้และมอบมุมมองหลากหลายให้กับสังคม
ที่เห็นผ่านตาคงมีแค่ Voice TV ช่องเดียวเท่านั้น
ที่พยายามสัมภาษณ์ป้ามล ผอ.บ้านกาญจนาฯ
ให้ได้เห็นมุมมองที่งดงามและมีคุณค่า
ในฐานะผู้ที่ทำงานกับเด็กๆ กลุ่มนี้โดยตรง
และได้บำบัดเด็กๆ ในคดีใหญ่ๆ ระดับประเทศ
ให้กลับมาเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศและสังคมมาแล้ว
....................................................................

4. สังคมไทยกับการเสตติด "การลงโทษ"
เราเป็นสังคมที่เติบโตมากับแนวคิด
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่ดีที่สุดคือการลงโทษ
เราจึงยอมรับการตี และการด่าลูกภายในบ้าน
เราเป็นสังคมที่ยกเลิกการใช้้ไม้เรียวแล้วเรากลับโหยหา
เพราะพวกเราเติบโตมากับมรดกบาปทางวัฒนธรรม
ที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมันไม่มีทางเลือกอื่น
การบำบัด ฟื้นฟู และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงบวก
เป็นสิ่งรองที่เรายังไม่เชื่อถือและไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันมากนัก
พูดมาถึงตรงนี้เราอยากบอกว่าเราต้องตั้งโจทย์ให้ชัด
ว่าเราจะแก้ตรงไหน ถ้าเราไม่อยากให้มีอาชญากรเพิ่มขึ้นอีก
การพูดเรื่องการลงโทษมันกลับหัวกลับหาง
เพราะ การลงโทษคือ การกระทำที่เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ตายตัวมาก
คือแค่ “ผู้ที่กระทำผิดแล้ว” ก็แค่นั้น แต่ปัจจัยและโครงสร้างทางสังคมอื่นๆ
มันไม่ได้ถูกพูดถึงและให้ความสำคัญกันเลย
....................................................................

5. สังคมแห่งความลักลั่นทางศีลธรรม
น่าแปลกใจดีเหมือนกันที่เราโกรธแค้นการที่หมูหยองฆ่าคนตาย
แต่เรากลับเป็นส่วนสำคัญที่อยากผลักดันให้หมูหยองตายเพิ่มไปอีกคน
เราเป็นสังคมที่คนไปเวียนเทียนเข้าวัดในวันวิสาขบูชา
และกลับบ้านมายุให้รัฐฆ่าคนโดยถูกกฎหมายในวันเดียวกัน
เราเลือกถอดศีลธรรมชั่วครู่เพื่อสร้างความชอบธรรม
ในการไปลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น
ถ้าเราเกลียดสิ่งที่หมูหยองกระทำเราไม่ควรส่งหมูหยองเข้าแดนประหาร
ถ้าเราอยากหยุดระบบทางสังคมที่สร้างหมูหยอง
เราควรพยายามทำความเข้าใจที่มาที่ไปในมิติชีวิตของหมูหยอง
มากกว่าการมานั่งนับว่าเขาได้ฆ่าใครไปกี่ศพ หรือทำผิดมาแล้วกี่คดี
....................................................................

สุดท้ายนี้ เราควรมองสถานการณ์เหล่านี้อย่างมีสติ
และทำความเข้าใจกับตัวตนภายในของเราว่าจริงๆ แล้ว
สิ่งที่เราเกลียดชังและอยากให้มันตาย
คือพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมที่หมูหยองได้ทำลงไป
แต่ไม่ใช่ความเป็นมนุษย์ของเขาที่อยู่ภายในอันเป็นพื้นฐาน
ที่ควรได้รับการเคารพและถูกมองอย่างเข้าใจของทุกชีวิต

.....ถ้าเป็นแบบนั้น ความคิดเห็นของเราก็จะเปลี่ยนไป.....

วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

เกณฑ์ทหาร สมัครมั้ย ผ่อนผันมั้ย ยังไงดี?



ฤดูเกณฑ์ทหารหน้าร้อนก็เวียนมาอีกครั้งพร้อมฝนพรำๆ
มันก็คงเป็นช่วงเวลาลังเลใจของหลายๆ คนว่าจะเอายังไงดีกับภาระทางทหาร
ผ่อนผันก่อนมั้ย สมัครเลย หรือจับใบดำใบแดง
วันนี้เราพอมีประสบการณ์ส่วนตัวที่พอจะแบ่งปัน
แต่มันจะจำเพาะมากๆ สำหรับคนที่มีเงื่อนไขชีวิตคล้ายๆ กัน
ซึ่งก็คงพวกน้องๆ ที่กำลังเรียนป.ตรี หรือจบมาหมาดๆ เพิ่งทำงานกัน

เป็นทหารในวัยทำงานคือเรื่องเศร้า 
คือนึกออกแมะหลังแกจบการศึกษาออกมาเนี่ย
ถ้าแกมีงานทำมาก่อนหน้ามาเป็นทหารแล้วเนี่ย มันหมายความว่า
แกจะเคยมีรายได้ แกจะหลุดออกมาจากภาระของครอบครัว
แกเริ่มเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบกับ "ภาระ" ในชีวิตจริงของแก
ดังนั้นการมาเป็นทหารในวัยทำงานเนี่ย มันจะทำให้แกกดดัน
รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า หมดพลังอำนาจในการควบคุมชีวิต
และโครงสร้างครอบครัวจะรวนทันที (ในกรณีที่แกมีภาระผ่อนรถ
ผ่อนบ้าน พรือมีลูกเมียที่ต้องดูแลนี่ แกจะตายเอาเด้อ
หลอน เก็บไปนอนฝันทุกคืน)  *อันนี้ไม่แนะนำ*

ยิ่งน้อยยิ่งดี
คือถ้าจะต้องเป็นจริงๆ (พวกที่ไม่ได้ยัดเงิน
ไม่มีเส้นสายวิ่งไม่ให้เป็นได้ พรือมโนธรรมสูงไม่ใช้ของพวกนั้น)
แล้วต้องเข้าเกณฑ์เนี่ยเราก็แอบแนะนำให้สมัครนะ
เพราะวุฒิป.ตรี ถ้าสมัครคือเป็น 6 เดือน จับฉลากเป็น 1 ปี
สำหรับเราแล้วเวลาในนี้มันยาวนานมาก ยิ่งพวกทีมีฝัน
มีความสามารถมีสิ่งต่างๆ ข้างนอกรอให้เธอไปเฉิดฉายอยู่เนี่ย
แค่ 1 วันมันก็แบบว่าน่าเสียดายแล้ว คือ "it wastes your time" อ่ะ
นึกออกแมะ 6 เดือนนี่แกทำอะไรได้เยอะมากนะ
ปิดโครงการไป 1 โครงการได้เลยนึกออกแมะ
งั้นทางที่ดีถ้าเป็นคนเสี่ยงดวงไม่ขึ้นสมัครเถอะ 6 เดือน จบๆ

ผ่อนผันดีมั้ย
คือสำหรับเราถ้าย้อนกลับไปได้ก็จะเป็นตอนที่กำลังเรียนนะ
คือถ้ากำลังเรียนป.ตรี ถ้าสมัครก็เป็นปีนึงใช่ม่ะ
ตอนนั้นภาระไม่มี มีแต่เรื่องเรียน จบช้ากว่าเพื่อนก็ช่างแม่ม
เป็นไปให้เสร็จๆ จบมาจะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เก็บเงิน ซื้อกินต่อ

แต่ก็มีอีกทางเลือกนะคือถ้าอยากเรียนให้จบแล้วได้สิทธิ์ลด
แกก็ตั้งใจไปเลยว่าเอ้อ จบมาจะไปเป็นทหารก่อน 6 เดือน
ระหว่างเรียนก็ผ่อนผันไปเรื่อยๆ แต่งตัวสวยๆ แต่งหน้าฉ่ำ
ไปแซ่บเพื่อนผู้ชายสมัยประถม มัธยม ณ ที่ว่าการอำเภอทุกเมษา
ระหว่างเรียนก็ทำงานเมาะๆ แมะๆ เก็บเงินเก็บทองเอามาใช้ผลาญ
ระหว่างรอไปเป็นทหาร ก็ไปเที่ยว ไปนู่นนี่ ใช้ชีวิตตั่งต่างงงงง
แต่อย่าลืมเหลือเงินไว้ตอนที่ระหว่างสมัครหลังปลดทหารด้วยนะ
อันนี้ก็จะได้ทั้งสองเด้งคือ
ช่วยร่นเวลา และช่วยให้ไม่เครียดกับข้อแรกที่เขียนไปมาก

และนี่ก็เป็นคำแนะนำในแบบฉบับเพื่อเอาตัวรอดจากเรา โชคดีนะ

ลิงค์ประกอบข้อมูล
เรื่องสิทธิลดวันรับราชการทหาร

ถอดบทเรียน "ผู้ดูแล" คนพิการทางการเคลื่อนไหวจาก "The Fundamentals of Caring"

"โว้ยยยย ดูน่านนน ผมยืนเยี่ยวได้แล้วโว้ยยยยย สาแก่ โว้ยยยยย"

เรื่องราวของเบนจามินที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ดูแล (Care taker) ให่กับเทรเวอร์ เด็กหนุ่มผู้เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ต้องใช้ชีวิตบนรถเข็นตลอดเวลา ซึ่งเรื่องราวของทั้งสองคนทำให้เราได้เห็นความละเอียดอ่อนของงานและความรู้สึกระหว่างผู้ดูแลและผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี หนังเริ่มเรื่องมาด้วยการที่เบนจามินเข้ารับการอบรม 6 สัปดาห์เพื่อจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ดูแลรับอนุญาต (Certified care taker) โดยอาจารย์ได้ย้ำพื้นฐานของการเป็นผู้ดูแลโดยมีคำช่วยจำ (Mnnemonic) ง่ายๆ คือ "ALOHA"


A = Ask (ถาม)
L= Listen (ฟัง)
O = Observe (สังเกต)
H = Help (ช่วยเหลือ)
A = Ask again (ถามอีกครั้ง)


และนางยังย้ำว่าเมื่อไหร่ที่เครียด สับสน มองไม่เห็นหนทางของการเป็นผู้ดูแลให้ย้อนกลับมาที่ ALOHA เพราะพื้นฐานสำคัญของการเป็นผู้ดูแลมันง่ายๆ แต่ลึกซึ้งแค่นี้แหละ

ผู้ดูแลทำงานท่ามกลางความสัมพันธ์เชิงซ้อน

หนังพาเราไปเห็นความสัมพันธ์เชิงซ้อนของอารมณ์ความรู้สึกของผู้ดูแลและผู้ใช้บริการ หนังปูพื้นเรื่องมาด้วยประโยคของอาจารย์ในคลาสว่า 
"การให้การดูแล ไม่ใช่แค่การป้อนอาหาร ใส่เสื้อผ้า และทำความสะอาดผู้ใช้บริการเท่านั้น แต่มันรวมถึงการหาเส้นทางในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างผู้ดูแลและผู้ใช้บริการของเรา
เพราะเราทุกคนต่างมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด และการตัดสินใจ แต่การเป็นผู้ดูแลมืออาชีพ (Certified care taker) จะต้องจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง ไม่นำสภาวะทางอารมณ์ (Emotional state) ส่วนตัวมามีผลต่อการให้บริการและกระทบต่อผู้ใช้บริการของเรา ดังนั้นการยึดมั่น (Adhere) ในหลักการทำงานตามวิชาชีพของตนจึงมีความสำคัญและจำเป็นมาก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แม่ของเทรเวอร์เข้ามาคุยกับเบนจามินเพื่อชื่นชมว่าเขาเป็นผู้ดูแลคนแรกทีเทรเวอร์ผูกพัน (Get in touch) ด้วย แต่สิ่งที่นางเป็นกังวลและอยากให้เทรเวอร์ระมัดระวังคืออยากให้ตระหนักว่า "เทรเวอร์คือผู้ใช้บริการไม่ใช่ลูก" และที่สำคัญ "you might not be here forever" ดังนั้นปรัชญาทางสังคมสงเคราะห์อย่าง "Help them to help themselves" จึงสำคัญ เราจะเห็นตัวอย่างความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงและภาวะทางอารมณ์ที่ไม่นิ่งอันเป็นผลมาจากเหตุการณ์ในอดีตของเบนจามินที่ส่งผลต่อการออกแบบและเสนอบริการแก่เทรเวอร์ในหนังด้วย

การดูแลเกินกว่าเหตุคือการปิดกั้นการใช้ชีวิต
"พื้นฐานของการดูแลก็คือการดูแล แต่ไม่ใช่การดูแลเกินกว่าเหตุ
คืออีกหนึ่งประโยคที่อาจารย์สอนเบนจามินในคลาสของการเป็นผู้ดูแล ซึ่งเราคิดว่าเป็นประโยชน์มากทั้งต่อผู้ดูแลมืออาชีพและผู้ดูแลตามธรรมชาติอย่างพ่อแม่ผู้ปกครอง เพราะในหลายครั้งที่เด็กพิการหรือเด็กเปราะบางจะได้รับการดูแลในลักษณะการถูกปกป้องมากเกินไป (Over protection) ซึ่งอาจจะมีมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความรู้สึกผิดของพ่อแม่ ความกลัวและวิตกกังวลจากจากอาการของโรค การอยากแสดงความรับผิดชอบอย่างดีที่สุด เป็นต้น ซึ่งถ้าจะพูดถึงว่าอะไรคือการดูแลเกินกว่าเหตุคงต้องกลับไปเปิดตำราหาคำนิยามอีกที แต่สำหรับในเรื่องนี้แล้วเราพอจะได้นิยามคร่าวๆ ว่าคือ 
"การดูแลที่ไม่สนับสนุนและปิดกั้นโอกาสในการใช้ชีวิตตามความสามารถและศักยภาพที่มนุษย์จะทำได้ รวมทั้งการขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้ใช้บริการ โดยมีความกลัวของผู้ให้บริการเป็นหลักในการตัดสินใจ"
สิ่งเหล่านั้นคือการดูแลเกินกว่าเหตุ เพราะในหลายครั้งที่พ่อแม่พยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุด (ในความคิดของตน) ในการดูแลลูก จนหลงลืมความต้องการที่แท้จริงและตระหนักว่าลูกก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีอารมณ์ความรู้สึกและความต้องการเฉพาะ ไม่ใช่แค่ตุ๊กตามนุษย์บนวีลแชร์ หนึ่งในคำถามของเบนจามินที่ถามต่อเทรเวอร์แล้วโคตรกินใจเราเลยคือ 
"คุณคิดว่าถ้าวันหนึ่งคุณตื่นขึ้นมามีความปกติทุกอย่างสิ่งที่คุณอยากจะทำคืออะไร
เทรเวอร์นิ่งอึ้งและตอบ 
"ผมอยากยืนฉี่เหมือนคนปกติได้
ซึ่งเป็นความต้องการที่โคตรมนุษย์ โคตรง่าย แต่โคตรมีพลัง ถ้าไม่ถามเทรเวอร์เบนจามินก็จะไม่ได้คำตอบ เราจึงเข้าใจว่าทำไมใน ALOHA ถึงมี Ask อยู่ตั้งสองครั้ง ถาม ฟัง สังเกตุ แล้วเราจะได้คำตอบของความต้องการ (needs) จากผู้ใช้บริการของเรา

การยึดความต้องการของผู้ใช้บริการคือสิ่งสำคัญ

ช่วงแรกของเรื่องที่ทำให้เบนจามินได้งานแม้ไม่เคยมีประสบการณ์ของการเป็นผู้ดูแลอะไรใดๆ เลยเพราะคำถามเดียวที่โคตรท้าทายทัศนคติและความคิดทางอาชีพของเบนจามินจากเทรเวอร์ว่า "คุณรู้ใช่มั้ยว่าหน้าที่คุณคือเช็ดขี้ให้ผม ผมอยากรู้ว่าคุณจะเช็ดขี้ให้ผมยังไง" เบนจามินตอบแบบสงบนิ่งและมั่นใจว่า 
"ผมจะเช็ดขี้ให้คุณในแบบที่คุณต้องการและจะทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีขี้เหลือติดอยู่ที่ก้นของคุณ" 
ตอบเสร็จมงลงนางด้วยคำพูดที่เทรเวอร์บอกแม่ว่า "He's the one" เป็นคำตอบสั้นๆ ที่สามารถถอดรหัสแนวคิดอะไรออกมาได้หลายอันมาก แต่สิ่งสำคัญที่อยู่ในเบื้องหลังคำตอบนี้คือ "การยึดความต้องการของผู้ใช้บริการ และการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ผู้ดูแลควรได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม

มีหนึ่งประโยคที่ทัชใจคนทำงานด้านนี้อย่างเรามาก เป็นประโยคที่อ. อ่านในคลาสของเบนจามินว่า 
"ความต้องการของเราในฐานะผู้ดูแลเท่าเทียมกับความต้องการของคนที่เราให้การดูแล เราไม่สามารถดูแลใครได้ ถ้ายังดูแลตัวเองไม่ได้" 
เพราะในหลายครั้งคนทำงานสายนี้มักถูกมองว่า ใจดี ใจบุญ จนเราถูกหลงลืมความเท่าเทียมเรื่องสวัสดิการและค่าตอบแทนที่เป็นธรรมกับความละเอียดอ่อนและความยากของงานเราที่ไม่ใช่ใช้แค่ใจ แต่ต้องใช้เทคนิค ความรู้ ทักษะ การรู้จักตัวตนและอารมณ์ในระดับสูง การพูดเรื่องต้องอดทนกับค่าจ้างแสนต่ำด้วยข้ออ้างของ "การมีใจ" ทำงาน มันไม่สามารถฟังได้ขึ้นอีกต่อไป เพราะคุณภาพชีวิต จิตใจ สังคมเบื้องต้นของคนที่ทำงานเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต จิตใจ สังคมของคนอื่นมันสำคัญมากครับ

ทัศนคติเชิงบวกสำคัญเสมอ
การทำงานสายนี้มันยากและละเอียดอ่อนมากจริงๆ เพราะมันต้องต่อสู้กับอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และมักจะถูกท้าทายด้วยทัศนคติจากคนร่วมสังคมเสมอ ดังนั้นในหนังเรื่องนี้มีอีกหนึ่งประโยคที่มีความสำคัญกับเราๆ ในการทำงานสายนี้มากว่า 
"การเป็นผู้ดูแลเป็นสิ่งที่ยาก แต่สิ่งที่เราทำได้คือทำมันให้ดีที่สุดโดยยังดำรงไว้ซึ่งทัศนคติเชิงบวก"

ปล. หาดูได้ที่ Netflix นะจ๊ะ ดีมาก ทัชมาก และมีความสุขมากที่สามารถยืนเยี่ยวและมีแรงจับกระเจี้ยวเยี่ยวได้ด้วยตัวเอง

วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560

เมื่อการถ่ายคลิปไม่ได้แก้ปัญหา และปวีณาไม่ใช่คำตอบ

ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ "แม่ใช้ความรุนแรง"
"เมื่อการถ่ายคลิปไม่ได้แก้ปัญหา และปวีณาไม่ใช่คำตอบ"



1. การถ่ายคลิปไม่ใช่ทุกอย่าง
พอสักทีครับกับเทรนด์การถ่ายคลิปประจานในลักษณะนี้
เพราะบางครั้ง "เจตนาดี" ใช่จะ "ส่งผลดี" ทุกทีไป
ถ้าเราเห็นใครถูกทำร้ายร่างกายในลักษณะนี้
สิ่งที่ควรทำคือเข้าไป "ห้าม" ครับ
ถ้าคนเดียวไม่กล้าก็ชวนกันไปหลายๆ คนครับ
เพราะการห้ามในขั้นต้นจะช่วยเด็กได้มาก
"ลูกกูกูจะทำอะไรก็ได้" เหตุผลนี้ใช้ไม่ได้ครับ!! อย่าเชื่อ

แต่ถ้าไม่กล้าจริงๆ แทนที่จะหยิบโทรศัพท์ถ่ายคลิป
ผมแนะนำโทร 191 หาตำรวจให้มาห้ามสถานการณ์ก่อน
แล้วแจ้ง 1300 ครับ!! ศูนย์ประชาบดี
มีเจ้าหน้าที่ stand by ตลอด 24 ชม.

เพราะตามมาตรา 29 ของพรบคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
บอกว่าใครก็ตามที่เห็นเหตุการณ์แบบนี้
"จะต้องให้การช่วยเหลือเบื้องต้น" และแจ้งไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่
หรือตำรวจ "โดยมิชักช้า"

ไม่ต้องรอคลิปอัพโหลด ไม่ต้องรอเรื่องจะแชร์ถึงหูคนนู้นคนนี้
ทีเดียวเปรี้ยง!! น้องเข้าสู่ระบบการคุ้มครองเลย
............................................................................

2. ทำไมถ่ายคลิปไม่ได้?
จริงๆ คลิปนะถ่ายได้ครับ แต่ควรถ่ายเพื่อเก็บเป็นหลักฐาน
ไม่ใช่การนำลงมาเผยแพร่ในที่สาธารณะเช่นนี้
เพราะอย่าลืมครับเมื่อทุกอย่างอยู่ใน internet สิ่งนั้นจะคงอยู่ถาวร
แทนที่เราจะช่วย แต่เราจะทำให้เด็กคนนี้ถูกละเมิดอย่างไม่รู้จบ

สิทธิ์ที่จะถูกลืม (Right to be forgotten) ว่าเหตุการณ์เลวร้าย
ในลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นกับตัวของน้องเค้าได้ถูกพรากไป

คงไม่มีผู้ถูกกระทำคนไหนที่มีความสุข
กับภาพตัวเองถูกกระทำแบบนี้ไปตลอดชีวิตใช่มั้ยครับ
............................................................................

3.ปวีณาไม่ใช่คำตอบ
ผมเชื่อว่าหลายคนนึกถึงคุณปวีณาเพราะเชื่อมั่นว่า
ถ้าเรื่องนี้ถึงหูปวีณาทุกอย่างจะคลี่คลาย แต่!!!!! ทุกคนครับ
โดยพื้นฐานคุณปวีณาแกเป็นนักการเมือง
แกช่วยให้เป็นข่าว คนสนใจ ประสานงานให้ได้
แต่เรื่องทางด้านอารมณ์ สังคม จิตใจของผู้ถูกกระทำจริงๆ นี่
มูลนิธิทำไม่ได้ครับ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องหลักเลยที่ต้องดูแล

คือถึงจะแจ้งคุณปวีณาอย่างไร
ยังไงคนที่ทำเคสก็เป็นบ้านพักเด็กและครอบครัว (บพด.)
และพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) อยู่ดีครับ

เพราะบ้านพักเด็กฯ มีนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา
ที่จะทำงานและประเมินเด็กเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองตามระบบ
ดังนั้นการโทร 1300 โดยตรงจะช่วยลดขั้นตอนให้เด็ก
ได้รับการช่วยเหลือเร็วขึ้นด้วยซ้ำ
ไม่ต้องรอคุณปวีณาประสานไปอีกที

แต่ที่ไม่เป็นข่าวฉาวแล้วพาเด็กมาออกสื่อซ้ำ มานั่งให้สัมภาษณ์
เพราะมันผิดจรรยาบรรณครับ เรื่องเหล่านั้นมันเป็นความลับ
การนำพวกเค้ามาออกสื่อซ้ำๆ มานั้่งเป็นวัตถุ
ให้กล้องถ่ายรูปแชะๆ ไปพาดหัวฉาวๆ
มันเป็นการกระทำซ้ำ!! มันละเมิดในละเมิดครับ

เค้าเลยไม่ทำกัน!!!

(ดูความคืบหน้าการช่วยเหลือจากบพด.
และพมจ. นนทบุรีได้ในเม้นแรก)
............................................................................

ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนท่องให้ขึ้นใจนะครับว่า
"งดถ่ายคลิป ไม่ต้องแจ้งปวีณา แค่โทรหา 1300"
อ่ะพูดตามอีกครั้ง "1300"

ทีนี้ความหวังดีของทุกท่าน
จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กจริงๆ ครับ
............................................................................

อ้างอิง

พรบ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 >> http://www.ecpat-thailand.org/th/1_3.pdf

สื่อไทยกับสิทธิเด็ก และสิทธิของผู้ต้องหา>> http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/636878

สิทธิแต่งหญิง คือ สิทธิมนุษยชน


ไม่น่าเชื่อว่าในเดือนต.ค. ปี 2559 ที่ผ่านมา
จะต้องมีนักศึกษาคนหนึ่งต้องเผชิญกับเรื่องราวที่สร้าง
ความปวดร้าวให้กับชีวิตด้วย "การถูกบังคับ"
ให้เปลี่ยนใส่ชุดที่ไม่ตรงกับเพศสภาพ จนถึงขั้นตัดผมสั้น
ถูกทำร้ายจากคำพูดด้วยความไม่เข้าใจและอคติทางเพศ
ถูกกล่าวหาว่าทำให้จรรยาบรรณ และความเชื่อถือทางวิชาชีพเสื่อมเสีย
ถูกเรียกพบ และตอบคำถามจากคณาจารย์เพียงเพราะ
"การแต่งกายตามเพศสภาพที่ตนเลือก" นั้น
ไม่สอดคล้องกับคำนำหน้านามว่า "นาย"

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก "ความบ้า" ของ "ลีน่าจัง"

ในหลายวันมานี้กระแสของขุ่นแม่ลีน่าได้ปะทุเปรี้ยงปร้างขึ้นมาอีกครั้งในโลกอินเตอร์เน็ตผ่าน Live โดยเพจ ข่าวโหด ของนาง เราเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าไปเล่นกับขุ่นแม่บ่อยๆ ไม่ว่าจะคลิปหวีดใส่ลิง หรือการโฟนอินหาผัวคนที่ 9 ก็ตาม ต้องยอมรับจริงๆ ว่านางได้สร้างความสุข และความสนุกให้กับเราก่อนนอนมาหลายคืนแล้ว


เลือกแผนการเรียนม.ปลาย ผิดนี่นรกชัดๆ!



ช่วงนี้เป็นช่วงสับสนของน้องๆ ม.3 หลายคนที่ต้องเลือกแผนการเรียนว่าเอ้....เหง้าหน้า เหง้าสมองอย่างเราจะเลือกเรียนอะไรดี แหม!! เรียนมาอายุ 15 16 ปีแล้วพี่ขา หนูยังไม่รู้เลยค่าาาา ว่าหนูชอบอไร อยากเรียนอะไร เรียนเพื่อพ่อ เพื่อแม่ เพื่อตัวเอง หรือเพื่อใคร ตัดสินใจไม่ได้สักที ถ้าหนูกำลังเจอสถานการณ์เหล่านี้ พี่บอกเลยว่าไม่ใช่แค่หนูที่เป็นค่ะ หลายคนก็เคยเป็นและกำลังเป็นอยู่ ถ้างั้นมาเลยค่ะ มานี่!!! มาคุยกันก่อนนนนน
...........................................................................
ในฐานะคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับ 3 ปี ที่เลือกเรียนผิดสาย (วิทย์ คณิต) และการเข้าเรียนมหาลัยที่ต้องเบี่ยงมาอีกสาย (สายสังคม) เพื่อให้ตรงกับความถนัด ความชอบ ความฝัน
และเพื่อให้มันตอบโจทย์ชีวิตนั้น เราขอแนะนำโดยเอาประสบการณ์เราเป็นฐาน ว่าาาาาาาาาา

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

พ่อแม่ไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก

เราคิดว่าปัญหาของพ่อแม่หลายคนคือ
คิดว่าตนเองเป็น "เจ้าของชีวิตลูก"
ทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเราอยากจะย้ำตรงนี้ว่า
ไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตใครได้เลย
................................................................................

ประเด็นของการมองว่าลูกเป็นเจ้าของชีวิตของเรานั้น
มันสำคัญอยู่ที่่ว่าเราจะลืมไปว่า "แท้ที่จริงแล้วลูกคือเจ้าของชีวิตตนเอง"
เมื่อเป็นดังนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือพ่อแม่หลายคนมักจะเลี้ยงลูก "ด้วยภาพฝันของตัวเอง"
เราเคยเห็นแมะ พ่อแม่ที่ตั้งเป้าไว้ละว่าลูกชั้นต้องเป็นโน่น ต้องเป็นนี่ ต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้
คือเด็กหลายคนเนี่ยมีแผนชีวิตตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิยันโตแล้วว่าจะมีอาชีพอะไร ต้องโตมาแบบไหน
คือพ่อแม่บางคนมีให้ตั้งแต่ตัวเองยังไม่ได้ท้องด้วยซ้ำนะ
"ถ้ามีลูกนะชั้นจะให้ลูก.........." แก! มันมีแบบนี้จริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

นักสังคมสงเคราะห์ Drag Queen

"นักสังคมสงเคราะห์ Drag Queen 
และการเลี้ยงลูกให้เติบโตท่ามกลางความหลากหลาย"
......................................................................................

Kyle Chu หรือในชื่อ Panda Dulce เป็นนักสังคมสงเคราะห์และก็เป็น Drag Queen ด้วยในเวลาเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ Kyle Chu หรือ Panda Dulce ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกิจกรรม Drag Queen Story Hour ที่จะให้เหล่า Drag Queen ได้สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเล่านิทานที่ห้องสมุดสาธารณะ ในทุกๆ เดือน โดยเด็กส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเล็กที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้โลกกว้างโดยเฉพาะเรียนรู้เรื่องบทบาททางเพศ โดยเป้าประสงค์ของกิจกรรมนี้ก็เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสสำรวจและค้นหาความหลากหลายทางเพศที่มีอยู่ เพราะ Panda Dulce เองเชื่อว่า "มันสำคัญมากที่เด็กๆจะได้เรียนรู้ที่จะปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่มีความหลากหลายทางเพศ และเราเองก็ต้องการที่จะทำให้เด็กๆ เห็นว่าพวกเราก็คือมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน" เพราะ "การที่เด็กๆ ได้มีโอกาสเห็นและอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนมากมายที่มีความหลายหลายนั้น มันจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจและเข้าใจผู้อื่น และไม่เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ใจแคบ"



Merrie Cherry, Drag queen อีกคนที่เข้าร่วมโครงการนี้บอกว่ากิจกรรมนี้เป็นกระบวนการในการทำงานหรือเรียนรู้ร่วมกัน(Co- working process) ระหว่างเด็กๆ และ Drag Queen เพื่อที่เวลาเขาโตขึ้นเขาจะได้คุ้นชินกับความแตกต่างเวลาเจอตุ๊ด เจอกะเทย หรือเจอคนที่มีความหลากหลายในด้านต่างๆ เดินตามถนนเนี่ยเด็กๆ พวกนี้จะได้ไม่ต้องจ้องมองตาเขม็งและล้อเค้าอย่างสนุกปากว่า ไอ้ตุ๊ดๆๆๆ หรือดูคนนั้นสิแต่งตัวเหี้ยไรว้าาา เพราะเด็กๆ ได้เติบโตมาในสถาพแวดล้อมที่แตกต่าง และความแตกต่างเหล่านั้นต่างเป็นที่ยอมรับ เหมือนกับที่ผู้ปกครองของเด็กบอกว่า "มันสำคัญอย่างมากที่เราจะเลี้ยงดูให้เด็กๆ ของเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่างมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะมันจะทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตเป็นเด็กที่มีความรัก มีจิตใจที่ดี และยอมรับคนอื่นๆ ซึ่งตอนนี้ฉันก็กำลังทำแบบนั้นตั้งแต่จุดเริ่มต้น"

ในฐานะที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่เคยแต่งหญิงทำงานกับเด็กๆ มาแล้วนั้น เรายังจำได้ดีว่าเราเคยโดนตำหนิตั้งแต่ช่วงเริ่มจับไมค์ทำกิจกรรมใหม่ๆ ว่า "อย่าออกสาวมากทำตัวให้เรียบร้อย เราจำเป็นต้องเป็น Role model ที่ดีให้กับเด็กๆ" แต่เราก็พยายามอธิบายและสื่อสารกลับไปยังผู้ใหญ่ตลอดว่า "เรากำลังเป็น Role model ในแบบของเรา ในแบบตุ๊ดหัวโปกที่พูดค่ะ ร้องโหวกเหวกโวยวาย หัวเราะเสียงดังเวลาทำกิจกรรม แต่กิจกรรมของเรานั้นก็อัดแน่นไปด้วยสาระแบบนี้นี่แหละ" เรามีทั้งแต่งหญิงโพกฮิญาบทำกิจกรรมกับเด็กมุสลิม ใส่เสื้อเชิ้ตใส่ต่างหูยาว ที่แวบแรกเราถูกมองตั้งแต่หัวจรดตีนและเคยโดนถามว่า "เป็นวิทยากรเหรอคะ?" มาแล้ว แต่เราเองก็ยืนยันและอธิบายว่ามันจำเป็นที่เด็กๆ จะต้องได้เห็นความแปลก แตกต่าง ผิดแผกจากสิ่งที่ตนเองเคยเห็นหรือถูกบอกว่ามันดีเพื่อที่้เค้าจะได้เรียนรู้ที่จะบริหารความคิดของตัวเองเพื่อนำไปสู่การยอมรับและรู้สึก "คุ้นชิน" ในความแตกต่างเหล่านั้น

ซึ่งมากไปกว่านั้นการจำกัด Role model ให้กับคนทำงานกับเด็กเป็นแค่คนเรียบร้อย วางมาดแบบเดิมๆ เท่ากับการที่เราทำร้ายเด็กโดยการจำกัดทางเลือกให้กับเขา เรากำลังบอกเด็กๆ ว่าบุคลิกและการแสดงออกที่ได้รับการยอมรับมีจำกัด หนูจะโตขึ้นมาได้ไม่กี่แบบ และมันมีผลกระทบคือเด็กๆ หลายคนของเราจะพยายามหลอมตัวเองให้เป็นแบบที่ถูกยอมรับ ความสร้างสรรค์ในการแสดงออกซึ่งการเป็นตัวเองของใครหลายคนเลยหายไป หลายคนก็เลือกที่จะเป็นใครไม่รู้เวลาแสดงออก

ซึ่งพ่อแม่เองก็เป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะสร้างเด็กที่มีคุณลักษณะแบบนั้น และเหล่าพ่อแม่ที่พาลูกมาฟัง Drag Queen เล่านิทานต่างมีทัศนคติและเหตุผลที่น่าสนใจ

"ฉันอยากให้โอกาสให้ลูกอยากเป็นใครก็ได้ที่เธอต้องการ และให้เค้าได้รู้ว่าพ่อแม่จะยังคงรักและมีความสุขในตัวตนของเค้าไม่ว่าเค้าจะเป็นเพศไหนหรือทำอะไรก็ได้ในโลกใบนี้" (Megan Touhy)

"มันสำคัญกับลูกสาวที่เพิ่งอายุสองขวบของชั้นมากที่จะได้รู้สึกอุ่นใจเมื่อถูกแวดล้อมไปด้วยผู้คนที่มีความหลายหลาย" (Chandra)

"ฉันอยากให้เขาได้เห็นถึงความแตกต่างหลากหลายของความงดงาม" (Elena)

ดังนั้นการเป็นตัวเองที่หลากหลายของคนทำงานด้านเด็กมันจะเป็นการส่งสารอันทรงพลังไปบอกเด็กๆ ของเราว่าถ้าโตมาหนูควรได้เป็นอะไรก็ได้ที่หนูอยากเป็น หนูควรที่จะมีความสุขกับการที่หนูได้เลือกวัตถุอะไรก็แล้วแต่ขึ้นมาตกแต่ง สอดใส่และวางทับบนตัวหนู และสิ่งเหล่านั้นจะได้รับการยอมรับ เพราะเนื้อหาสาระที่แท้จริงของการถูกยอมรับมันควรดูที่หนูทำอะไร ไม่ใช่แค่หนูแต่งตัวยังไง มีลักษณะทางเพศแบบไหน

พ่อแม่เองก็มีส่วนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่หลากหลายเพื่อให้เด็กเติบโตมาอย่างมีภูมิคุ้มกันและเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักในศตวรรษที่ 21 เพราะ ปีนี้ 2017 ปีหน้า 2018 และโลกมันต้องเดินหน้าไปเรื่อยๆ แบบนี้ทุกปีเด้ออออ


เรื่องราวของ Merrie Cherry >>Short-Form Digital Drag Queen Story Hour 

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

รายการ The face Thailand กับการละเมิดสิทธิเด็ก

หลายคนคงได้ดูรายการ #ThefaceThailand เทปแรกที่เพิ่งจบลงไป ซึ่งจุดเด่นสำคัญที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขนาดนี้กลับไม่ใช่ฝีปากที่ฟาดฟันของเมนเทอร์แต่กลับเป็นกรณีของน้องใบหม่อนที่เขียนลงไปในใบสมัครว่า "กลัวกะเทย"

ไม่กี่อึดใจคลิปดังกล่าวที่ถูกตัดต่อมาจากรายการถูกผู้คนในโลกออนไลน์แชร์กันอย่างมหาศาลมีทั้งเสียงกร่นด่า ทับถม จิกกัด หัวเราะ แต่สิ่งที่ดีใจที่สุดคือในหน้า New feed ของเรามีจำนวนไม่น้อยเลยที่ออกมาปกป้องสิทธิของน้อง และออกมาตำหนิรายการ ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่ารายการทำผิดอะไร และทำไมเราต้องปกป้องสิทธิของน้องใบหม่อน อ่ะ ในฐานะคนที่ทำงานด้านเด็ก เราจะเล่าให้ฟัง


..............................................................................
น้องใบหม่อน อายุ 16 ปี น้องเป็นเด็กครับน้องได้รับการคุ้มครองตามพรบ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 (เด็กคือ บุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์) ซึ่งเราเชื่อว่ารายการรู้อยู่เต็มอกว่าถ้านำคลิปวีดีโอตัวนี้ลงแล้วมันจะต้องเป็นกระแส คนแห่แชร์คลิปนี้ถล่มทลาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นการแสวงประโยชน์จากการสูญเสียของน้องใบหม่อน เป็นต้นทุนมหาศาลที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกมาในรายการเพียงไม่กี่นาทีต้องแลกด้วยสภาพจิตใจ อารมณ์ สังคม และชื่อเสียง เกียรติคุณ ที่มันถูกทำร้ายจากการถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในโลกออนไลน์ ที่อาจจะลามไปยังพื้นที่ส่วนตัวของน้อง

ใช่ครับ น้องเขียนลงไปว่าน้องกลัวกะเทย แต่เราไม่สามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาตัดสินทั้งชีวิตและภาพรวมความคิดและทัศนคติของน้องใบหม่อนได้นะครับ เพราะเราไม่รู้เลยว่าที่ผ่านมา เด็กผู้หญิงคนนี้เขาเคยมีประสบการณ์ด้านลบต่อกะเทยเป็นอย่างไร เราไม่รู้แน่ชัดเลยว่าการกลัวกะเทยในความหมายของน้องมันมีในมุมมองไหน หรือเขาเคยได้รับการสั่งสอนและอบรบให้มีทัศนคติต่อกะเทยแบบใด เพราะเราทุกคนต่างมีมุมมองต่อส่งรอบข้างผ่านประสบการณ์และการรับรู้ทางสังคมที่ผ่านมาของเรา ถ้าสมมุติกะเทยเคยทำไม่ดีกับน้องเค้าและเค้ามองกะเทยเป็นแบบเหมารวม (stereotype) และเกลียดกลัวไปทั้งหมดอันนี้มันก็สามารถเป็นไปได้ เพราะน้องเพิ่งอายุ 16 ครับ ทัศนคติ การเห็นโลก การถูกหลอมรวมและขัดเกลาให้เข้ากับสังคมของน้องเองยังผ่านมาไม่นาน น้องมีเวลาเรียนรู้และเปิดรับมุมมองด้านบวกกับสิ่งที่น้องเคยเกลียดกลัว และไม่ชอบอีกเยอะครับ อันนี้เป็นประเด็นแรกที่อยากให้ทุกคนได้คิดไปด้วยกัน

ประเด็นต่อมาการลงคลิปในสื่อดังกล่าวมันมีอันตรายและผลกระทบอย่างมหาศาลต่อน้องครับ เพราะคลิปนี้จะคงอยู่ถาวรในโลกออนไลน์และมีผลกระทบต่อตัวน้องไปตลอดชีวิตโดยความตั้งใจหรือไม่แต่คลิปนี้จะทำหน้าที่ตีตราและสร้างความเข้าใจว่าน้องใบหม่อนกลัวกะเทยตลอดไป แม้ว่าในวันข้างหน้าน้องจะไม่ได้กลัวกะเทยแล้วก็ตาม เพราะแรงปะทะวันนี้มัน impact มากคนแชร์ล้นหลาม รับรู้กันไปแบบนั้นแล้ว แม้วันหนึ่งที่น้องเปลี่ยนความคิด คนที่เคยด่า เคยเกลียด เคยเชื่อว่าน้องเป็นแบบนี้จะไม่ได้มีโอกาสรับรู้ที่ความเปลี่ยนแปลงนี้ หรือได้รับรู้ความน่ารักของน้องในมุมอื่นเท่ากับมุมมองด้านลบที่น้องมีต่อกะเทยเพียงไม่กี่น่าทีที่รายการฉายให้เราเห็น น้องจะยังเป็นใบหม่อนกลัวกะเทยตลอดไปสำหรับใครหลายๆ คนก็เพราะคลิปตัวนี้ที่รายการตัดออกมาเพื่อเอาเรตติ้งและเรียกกระแส

ประเด็นต่อมาคือสิ่งสำคัญตอนนี้!!! เราจะทำอย่างไรไม่ให้ตัวเราที่รู้สึกไม่ชอบกับคนที่รังเกียจและเกลียดกลัวคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ไม่กลายเป็นผู้กระทำซ้ำและเสริมทับการกระทำที่ละเมิดสิทธิเด็กอันนี้ เราเข้าใจทุกคนที่หัวร้อนดีครับว่ารู้สึกยังไง แต่ใจเย็นแก!! ถ้าหัวร้อน วีนแหลกปุ๊บ จบทันที เพราะอะไรรู้มั้ย เพราะว่า เราจำเป็นอย่างมากที่ต้องสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร และมอบบทเรียนทางประสบการณ์แบบใหม่ให้กับคนที่เกลียดกลัวเรารู้ว่าเห้ยยย ไม่ว่าเธอจะเกลีดกลัวเราขนาดไหนแต่เราเข้าใจเธอ เราจะไม่เกลียดกลัวเธอ และเราจะยินดีให้เธอเข้ามาทำความรู้จักพวกเรามากขึ้น รู้จักเราในมุมมองใหม่ๆ แล้วจะเห็นว่า เราคือมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับเธอ ตัดเพศออกไป พวกเราดีเลว ต่ำช้า เหมือนกันหมด ซึ่งถ้าเราวีนเหวี่ยง บรรยากาศแห่งการทำความเข้าใจและให้โอกาสมันจะไม่เกิดขึ้น และเราจะกันคนกลุ่มที่มีทัศนคติด้านลบต่อเราออกห่างจากเราไปเรื่อยๆ

เราอยากให้ทุกคนจดจำน้องใบหม่อนใหม่ "จากน้องใบหม่อนกลัวกะเทย" เป็น "น้องใบหม่อนที่ถูกละเมิด" เพราะถ้าเรามองน้องแบบแรกเราจะตำหนิและมองไม่เห็นบาดแผลที่น้องได้รับจากผลกระทบครั้งนี้ แต่ถ้ามองแบบที่สองเราจะเห็นว่าน้องกำลังถูกสื่อและพวกเรารุมทึ้ง ด.ญ. อายุ 16 คนนี้มากขนาดไหน และเราเองจะได้ไม่ลืมว่าเด็กทุกคนรวมทั้งเด็กผู้หญิงคนนี้กำลังเรียนรู้และเติบโตขึ้นมาในสังคม และเขาจำเป็นต้องได้รับการต้อนรับเข้าสู่โลกนี้อย่างอบอุ่น และถูกชี้แนะอย่างเข้าอกเข้าใจ จากผู้ใหญ่อย่างเราๆ เราเลยอยากชักชวนทุกคนลุกขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารัก มองน้องอย่างเข้าใจและให้โอกาส เพราะมันหมายถึงการเปิดโอกาสให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักขึ้นเช่นกัน
และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่สังคมถามหาจรรยาบรรณสื่อ แม้สื่อเองจะยังไม่ละเอียดอ่อนต่อประเด็นสิทธิเพียงพอ แต่เราเริ่มเห็นผู้คนละเอียดอ่อนกับเรื่องนี้มากขึ้น เราดีใจ!!

อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ที่ >> ผู้จัดการออนไลน์ "กลัวกะเทย บอกเลยอยู่ยาก! บทเรียนของรายการขายดรามา!!"
และขอขอบคุณ Posttoday สำหรับการนำเอาบทความที่เราเขียนไปลง >> "รายการ The face Thailand กับการละเมิดสิทธิเด็ก"

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...