วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560
"จากคำให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกสโม สินกำ จุฬาฯ ความรุนแรงคืออะไร วัดไม่ได้จริงๆ เหรอ?"
ความรุนแรงคืออะไร?
>> ความรุนแรงคือการละเมิดที่ใช้วิธีการต่างๆ
ทั้งในแบบสัมผัส และไม่สัมผัส
ไม่ว่าจะเป็นกำลัง คำพูด กดดัน การกีดกันออกจากลุ่ม
การเพิกเฉย ละเลย ไม่ใส่ใจ การกุข่าวร้าย ป้ายสี ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้คือความรุนแรงครับ
ความรุนแรงเป็นสิ่งที่วัดไม่ได้ ความรุนแรงของแต่ละคนไม่เท่ากัน?
>> เวลาเราสอนเด็กๆ เรื่องการป้องกันตัวเองจากการถูกละเมิด
เรามักใช้มาตรวัดความรุนแรงที่ง่ายที่สุดคือการใช้ความรู้สึก
ของ "ผู้ถูกกระทำ" หรือ "ผู้ถูกละเมิด"
ว่าการกระทำที่คนๆ หนึ่งทำกับเค้านั้นเค้า "รู้สึกดี" หรือ "รู้สึกไม่ดี"
ซึ่งความรู้สึกไม่ดีนั้นอาจจะเป็นความรู้สึกกลัว กดดัน รู้สึกตัวเองต่ำต้อย
สงสัยในคุณค่าของตนเอง รู้สึกถูกคุกคามในชีวิต การตัดสินใจ
และอิสระภาพในการเลือก และยิ่งคุณเป็นคนบอกว่า
"คนเรารับรู้ความรุนแรงไม่เท่ากัน"
คุณยิ่งต้องระมัดระวังที่จะไม่สร้างบรรยากาศที่มีความรุนแรง
หรือก่อให้เกิดการละเมิดให้เกิดขึ้นเลยเลยครับ
เพราะการกระทำที่คุณคิดว่ามันไม่รุนแรง
มันอาจจะเป็นการกระทำที่โคตรจะรุนแรงในความรู้สึกของคนอื่นก็ได้
เจตนาไม่ใช่ความรุนแรง?
>>เป็นมรดกบาปทางวัฒนธรรมและโครงสร้างทางสังคมไทยยอดฮิต
ที่มักนำมาเป็นข้ออ้างของความรัก ศีลธรรม ความหวังดี
เพื่อใช้การกระทำที่รุนแรงมาแก้ปัญหา และสร้างอะไรบางอย่างอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นวินัย ความสามัคคี ความสงบ ความปรองดอง
ซึ่งเป็นอะไรที่โคตรน่าอับอายเลย มันแสดงให้เห็นว่า
เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จำกัดทางเลือกในการกระทำ
และมุมมองทางความคิดเรามาก
รู้มั้ยครับเมื่อก่อนคลุมถุงชนก็เป็นเรื่องธรรมดา
การกีดกันไม่ให้ผู้หญิงเลือกตั้งก็เป็นเรื่องธรรมดา
เด็กถูกจับแต่งงานตั้งแต่เล็กๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา
หรือการรับน้องแบบ SOTUS ห้องเชียร์ ก็เคยเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ในยุคนี้ที่หลายๆ ที่เค้าเริ่มยกเลิก
และมองมันว่าเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ถ้าเราไม่ก้าวไปพร้อมกับเค้า เราจะไม่ทันเค้านะครับ
และจะมาบอกว่า เราไม่ได้เรียนมา เราไม่รู้ เราฟังไม่เข้าใจไม่ได้ด้วย
เพราะเรื่องพวกนี้มันเป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องตระหนัก
ยิ่งเคลมตัวเองว่าเป็นนิสิตในสถาบันการศึกษาชั้นสูงแนวหน้าของประเทศ
และคนอื่นคงเข้าได้ยากด้วยแล้วยิ่งต้องรู้และละเอียดอ่อนครับ
....................................................................................
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดจากกรณีตัวอย่างนี้และกรณีที่ผ่านๆ มาทั้งหลาย
เราจะเห็นได้ถึงพลังอำนาจของการถูกกดขี่และการกระทำความรุนแรง
ที่นอกจากมันจะกระทำต่อคนคนนั้น ณ เวลานั้นแล้ว (เช่นรู้สึกไม่ดี)
แต่มันยังมีแรงสะท้อนคงอยู่ระยะยาวในตัวผู้ถูกกระทำ
กล่าวคือ เมื่อการถูกกระทำเป็นสิ่งที่ถูกทำให้เคยชิน
กลายเป็นเรื่องธรรมดา หรือมีเหตุผลในทางที่ดี (ที่ผู้กระทำพร่ำบอก)
และสภาวะอื่นเข้ามาร่วมด้วย
ผู้ถูกกระทำมักจะยอมรับ
และหาข้ออ้างให้กับการถูกกระทำด้วยตนเองในระยะหลังได้
(ไม่ว่าจะเพื่อเยียวยาบาดแผลจากการถูกกระทำ หรือ เพื่อต้องการหลุดพ้น)
หรือมากไปกว่านั้นบางคนอาจจะขอบคุณเหตุการณ์นั้นด้วย เช่น
"ถ้าครูไม่ตีหนูวันนั้นหนุคงไม่ได้ดีเท่าวันนี้"
"ถ้าไม่มีพี่ว้ากวันนั้น พวกเราคงไม่รักกันขนาดนี้"
และสุดท้ายสิ่งที่เศร้าที่สุดในเรื่องนี้คือ
เมื่อผู้ถูกกระทำหลุดพ้นจากบทบาทของการถูกกระทำ
แล้วเลือกที่จะยกตัวเองขึ้นมาเป็นผู้กระทำคนอื่น
(จากเหยื่อ กลายเป็นผู้ละเมิด)
เพื่อดำรงไว้ซึ่งระบบที่จะทำให้ตนเองถูกยอมรับและมีอำนาจ
แล้วมองการกระทำความรุนแรงของตัวเองเป็นเรื่องธรรมดา
จนสามารถถามคำว่า ความรุนแรงคืออะไร? มันวัดไม่ได้? แบบนี้เนี่ย
อันนี้เป็นตัวชี้วัดที่โคตรชัดเจนของระบบที่มีอยู่เลย
ว่ามันมีพลังอำนาจในการจำกัดความละเอียดอ่อนของความเป็นมนุษย์
และปิดกั้นการรับรู้ความทุกข์ทรมานของผู้ถูกกระทำมากขนาดไหน
แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก
สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...
-
สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...
-
The Letter เริ่มเล่าเรื่องราวด้วยการให้ความตายของยายเล็ก ญาติห่างๆ ของดิวเป็นตัวนำดิวกลับไปสู่เชียงใหม่และทำให้ได้พานพบกับต้น หน...
