วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560
เมื่อร้านอาหารสุดหรูนำน้องๆ "เด็กเสิร์ฟชาวพม่า" ในร้าน มาเป็น "นางแบบสินค้า " และ "ตัวแทนของแบรนด์"
หลังจากแคมเปญแม่ลีน่าจังคราวก่อน
เราก็ได้มีโอกาสติดตามแหลมเกตุมาอย่างต่อเนื่อง
และจากการติดตามมาเราขอชื่นชมจากใจจริงว่า
เราได้เห็นความแปลกใหม่และการพยายามส่งสัญญาณบางอย่าง
ให้กับสังคมของคนทำแบรนด์นี้มาโดยตลอด
เราเห็นว่าแคมเปญในแต่ละครั้งนอกจากเล่นกับกระแสของตัวบุคคลแล้ว
ยังแฝงเร้นด้วยสัญญะทางสังคมบางอย่าง
ที่เจ้าของแบรนด์อยากจะสื่อสารกับคนภายนอก
ตั้งแต่ "มองมุมกลับ ปรับมุมมอง" ของขุ่นแม่ลีน่า
จนมาถึงแคมเปญที่นำน้องๆ เด็กเสริฟชาวพม่าในร้านมาเป็นนางแบบอันนี้
ในฐานะคนที่เคยทำงานกับแรงงานข้ามชาติสำหรับเราแล้ว
แคมเปญนี้มันสัมผัสใจและมีพลังอย่างมาก
เราไม่รู้ว่า Laemgate คิดอย่างไร แต่นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากแคมเปญนี้
................................................................
1. "แรงงานพม่ามีตัวตน"
ในปี 2558 เอาแค่แรงงานพม่าถูกกฎหมายในไทยเรามีพวกเค้า 1 ล้านคน
นี่ยังไม่รวมที่ลักลอบเข้าเมืองมาทำงานนะซึ่งมันหมายความว่า
เรามีพวกเค้าอยู่ในระบบเศรษฐกิจของเราอยู่เยอะมาก
พวกเขาเหล่านั้นเป็นปัจจัยสำคัญ
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเรา
พูดอย่างตรงไปตรงมาคือ "เราขาดเค้าไม่ได้"
แต่ที่ผ่านมาพวกเขากลับถูกปฏิบัติเหมือนคนไร้ตัวตน
ถูกกดขี่ ข่มเหงสารพัด ค่าแรงแสนต่ำกับภาระงานแสนหนัก
การลุกขึ้นมาทำแบบนี้ของแบรนด์อย่างแหลมเกตุ
ที่มีความความฟู่ฟ่าของทั้งอาหารและการตกแต่งร้าน
รวมถึงทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองแบบนี้มัน impact กับเรามาก
เพราะมันเป็นการยอมรับที่กล้าหาญมากว่า ดูสิ!
ร้านชั้นขับเคลื่อนไปได้ คุณได้กินอาหารอร่อย บริการดีๆ
เพราะเด็กๆ ของเราพวกนี้นี่แหละ เด็กพม่ากลุ่มนี้นี่แหละ
ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้แบรนด์ชั้น
เห้ย คือมันมีความหมายมาก!!!
2. "คุณคือคนสำคัญ"
การทำแบบนี้มันเป็นการส่งสารและการทำงานแบบเสริมพลัง (empower)
ไปยังเค้าว่าพวกเธอคือ "คนสำคัญ" สำหรับเรานะ
มันเป็นการเคารพและการให้เกียรติกันระหว่างคนร่วมงาน
ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างคือปฏิเสธไม่ได้
ว่าทุกคนต่างเป็นฟันเฟืองสำคัญทั้งหมด
และมันหายากมากจริงๆ ที่นายจ้างชาวไทย
จะปฎิบัติกับลูกจ้างที่เป็นแรงงานข้ามชาติด้วยการให้เกียรติแบบนี้
นอกจากความเป็นมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นของนายจ้าง
ผ่านการแสดงออกแบบนี้
เราเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่นายจ้างจะได้กลับมาคือ
ความจงรักภักดีต่อบริษัทของลูกจ้าง
ที่คงพร้อมทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่แน่นอน
3. "ลบภาพจำแบบเก่า เรามามองกันใหม่"
สังคมไทยมักมองชาวพม่าเป็นผู้ร้าย ทำไงได้อ่ะ
ก็หนังสือประวัติศาสตร์เรา การนำเสนอข่าวบ้านเรา
มักหยิบเลือกแง่มุมที่ชั่วร้ายให้ชาวพม่าตลอด
หลายๆ คนมีความคิดกับคนพม่าคือ แม่งน่ากลัว โหดร้าย
การนำน้องๆ มาใส่เสื้อขาว ยิ้มแย้ม ถือผลิตภัณฑ์
มันเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับแรงงานกลุ่มนี้อย่างมากสำหรับเรา
ดูพวกเขาสิ ไม่มีอะไรต่างจากเราเลย ยิ้มแย้ม น่ารัก เห้ยแม่ง ปังมาก
จนเราเชื่อว่าหลายคนคงอยากทำความรู้จักกับคนพม่าใหม่
อย่าให้ ภาพจำแบบเก่าแยกเราให้ไกลกันเลยนะ
ขอบคุณแหลมเกตุที่กล้าออกมาทำอะไรแบบนี้
กล้าลุกขึ้นมาบอกกับสังคมของเราว่าพวกเขาคือคนสำคัญ
กล้าที่จะจับมือเค้าลุกขึ้นมาจากหลังครัวหรือถาดเครื่องดื่มในร้าน
แล้วฉาย Spotlight ให้เค้าได้เห็นคุณค่าของตัวเอง
ที่เขาไม่ใช่ "ต่างด้าว" หรือ "alien" อย่างที่กฎหมายเรียก
แต่เค้าคือเพื่อนคนสำคัญที่ทำให้เราทุกคนต่างขับเคลื่อนไปได้
ต้องแวะไปขอลายเซ็นต์น้องๆ หน่อยแล้วแหละ
แจ๋ซูติ่นบ่าแด๋ ล่วงหน้าเด้อออออ
................................................................
ขอขอบคุณรูปภาพจากคุณ Apichat Bowonbuncharuk
ดูภาพปังๆ ของสาวๆ ได้ที่ : https://www.facebook.com/laemgate/posts/1372743572813508
ข้อมูลตัวเลขแรงงานพม่า: http://www.m-society.go.th/article_attach/18712/20429.pdf
แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก
สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...
-
สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...
-
The Letter เริ่มเล่าเรื่องราวด้วยการให้ความตายของยายเล็ก ญาติห่างๆ ของดิวเป็นตัวนำดิวกลับไปสู่เชียงใหม่และทำให้ได้พานพบกับต้น หน...
