“วันนี้กูขอไม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์นะ”
เป็นประโยคที่เรากับเพื่อนๆ พูดกันค่อนข้างบ่อยมากในช่วงนี้
คำพูดเหล่านี้มักเกิดขึ้นเมื่อมีเพื่อน (ที่เรียน SW ด้วยกัน)
เข้ามาขอคำปรึกษาหรือให้เรารับฟัง
หรือเวลาเราเจอเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เราไม่สามารถ
ไปสู่จุดที่เราคาดหวังกับตัวเองในฐานะนักวิชาชีพที่เราเป็นอยู่ได้
สำหรับเราแล้วการดำรงไว้ซึ่ง 2P2C ของงานสังคมสงเคราะห์
ที่เราตั้งปณิธานว่าจะนำมาใช้ให้ครอบคลุมในมิติของชีวิต
ทั้งเรื่องงาน ชีวิตประจำวัน และเรื่องส่วนตัวนั้น
บางครั้งมันก็ก่อให้เกิดความหนักหน่วงอย่างบอกไม่ถูก
นอกจากการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ในตอนทำงาน
เราเองพยายามขยายขอบเขตการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ของตัวเอง
เข้าไปในบ้าน และในความสัมพันธ์ของเพื่อน
หลายๆ ครั้งที่ผ่านมามันทำให้เราเห็นว่า
ปัญหาที่มันอยู่ตรงหน้ามันสามารถขยับเขยื้อนและขับเคลื่อนไปได้ดีขึ้น
ด้วยความรู้ทางสังคมสงเคราะห์ที่เราใช้
แต่ช่วงที่ผ่านมานี้ ช่วงที่ทุกคนทราบดีว่าสถานะทางจิตใจเราไม่ค่อยปกติ
เราเปราะบางและอ่อนไหวได้ง่ายเป็นพิเศษ
มันทำให้เราค้นพบว่าเทคนิค และทักษะที่เราเคยมีบางอย่างมันหายไป
และนั่นมันทำให้เรารู้สึกหนักหน่วงและรำคาญใจเป็นอย่างมาก
กับเวลาที่ต้องแสดงบทบาทของความเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง
ที่ควบมากับการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ให้กับคนอื่นๆ
เพราะเรารู้ดีว่า เราทำมันได้ไม่ดีเหมือนที่เราเคยเป็น
ในหลายๆ ครั้งเราเลยบอกกับคนที่เข้ามาคุยกับเราว่า
“วันนี้ไม่ขอเป็นนักสังคมสงเคราะห์นะ”
ขอเป็นแค่อีกอล์ฟที่เป็น เพื่อน พี่ น้อง ของทุกคนเท่านั้น
เพราะเรารู้ดีว่าสิ่งที่ทุกคนจะได้จากเราไป
มันจะไม่ใช่มาตรฐานที่เราตั้งไว้ของการเป็นนักวิชาชีพ
เพราะเราจะอดทนฟังได้น้อยลง ซึ่งมันจะนำไปสู่การจับใจความ
การทวนคำ ทวนความ และการสะท้อนกลับที่ไม่มีประสิทธิภาพ
หลายๆ ครั้งในบทสนทนา มันก็มีคำตำหนิ และตัดสินเต็มไปหมด
เราได้คุยกับเพื่อนสาวคนหนึ่งที่เพิ่งพิมพ์บอกในกลุ่มว่า
"กูจะไม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์แล้วนะ"
เพราะนางได้หลงลืมความละเอียดอ่อนของงานไป
และเส้นทางที่ผ่านมาเรารู้แล้วว่าการเป็นนักสังคมสงเคราะห์มันยากมาก
เราคุยกับมัน
“มึงสังเกตเห็นใช่มั้ยว่าช่วงนี้อะไรหลายๆ อย่างที่กูเคยมีมันหายไป”
มันบอก
" ใช่!! มึงไม่เหมือนเก่า แต่กูเห็นความเป็นมนุษย์ของมึงมากขึ้น
มนุษย์ที่มีอารมณ์ ไม่ใช่อีกอล์ฟที่สวยงามไปซะหมดเหมือนเมื่อก่อน”
เออจริงด้วย
แต่เราเองก็อยากกลับไปเป็นอีกอล์ฟคนก่อนที่ทำอะไรได้ดีกว่านี้
แต่มันคงไม่ใช่ตอนนี้ที่สถานะทางอารมณ์ของเรายังไม่พร้อม
เพราะในขณะที่เราเป็นนักสังคมสงเคราะห์
เราเองก็เป็นเคสของเพื่อนเราพี่เรา
และตัวเราเองในขณะเดียวกัน
ทกอย่างเหล่านี้จึงทำให้เรารู้ว่า
การดำรงไว้ซึ่งปุ่ม “เอ๊ะ” จึงสำคัญกับเราอย่างมาก
เราอึดอัด และหนักหน่วง เพราะ 2P2C มันหลอมรวมประสานในตัวเรา
และเมื่อเราทำอะไรที่มันไม่ถึงจุดมาตรฐานของความเป็นวิชาชีพ
สิ่งเหล่านั้นที่หลอมรวมมันจะส่งสัญญาณเตือนให้เราว่า
“เอ๊ะ” เธอกำลังนอกลู่นอกทางนะ
หน้าที่ของเราคือหยุดฟังเค้า และเคารพตัวเอง
ถ้าตอนทำงานเราคงต้องหวนกลับมาอยู่ใน track
ของการเป็นนักวิชาชีพอย่างหลีกหลี่ยงไม่ได้
แต่ถ้ามันเป็นในชีวิตส่วนตัวแล้วบางครั้ง
เราก็อยากเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่มันเว้าๆ แหว่งๆ คนหนึ่งเหมือนกันนะ
*หมายเหตุ 2P2C คือ Philosophy, Principle. Concept, Core value of social work (เราเขียนแบบนี้เพื่อให้พูดได้ง่ายดี)
แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก
สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...
-
สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...
-
The Letter เริ่มเล่าเรื่องราวด้วยการให้ความตายของยายเล็ก ญาติห่างๆ ของดิวเป็นตัวนำดิวกลับไปสู่เชียงใหม่และทำให้ได้พานพบกับต้น หน...