เรื่องราวของเบนจามินที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ดูแล (Care taker) ให่กับเทรเวอร์ เด็กหนุ่มผู้เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ต้องใช้ชีวิตบนรถเข็นตลอดเวลา ซึ่งเรื่องราวของทั้งสองคนทำให้เราได้เห็นความละเอียดอ่อนของงานและความรู้สึกระหว่างผู้ดูแลและผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี หนังเริ่มเรื่องมาด้วยการที่เบนจามินเข้ารับการอบรม 6 สัปดาห์เพื่อจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ดูแลรับอนุญาต (Certified care taker) โดยอาจารย์ได้ย้ำพื้นฐานของการเป็นผู้ดูแลโดยมีคำช่วยจำ (Mnnemonic) ง่ายๆ คือ "ALOHA"
A = Ask (ถาม)
L= Listen (ฟัง)
O = Observe (สังเกต)
H = Help (ช่วยเหลือ)
A = Ask again (ถามอีกครั้ง)
และนางยังย้ำว่าเมื่อไหร่ที่เครียด สับสน มองไม่เห็นหนทางของการเป็นผู้ดูแลให้ย้อนกลับมาที่ ALOHA เพราะพื้นฐานสำคัญของการเป็นผู้ดูแลมันง่ายๆ แต่ลึกซึ้งแค่นี้แหละ
ผู้ดูแลทำงานท่ามกลางความสัมพันธ์เชิงซ้อน
หนังพาเราไปเห็นความสัมพันธ์เชิงซ้อนของอารมณ์ความรู้สึกของผู้ดูแลและผู้ใช้บริการ หนังปูพื้นเรื่องมาด้วยประโยคของอาจารย์ในคลาสว่า
หนังพาเราไปเห็นความสัมพันธ์เชิงซ้อนของอารมณ์ความรู้สึกของผู้ดูแลและผู้ใช้บริการ หนังปูพื้นเรื่องมาด้วยประโยคของอาจารย์ในคลาสว่า
"การให้การดูแล ไม่ใช่แค่การป้อนอาหาร ใส่เสื้อผ้า และทำความสะอาดผู้ใช้บริการเท่านั้น แต่มันรวมถึงการหาเส้นทางในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างผู้ดูแลและผู้ใช้บริการของเรา"
เพราะเราทุกคนต่างมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด และการตัดสินใจ แต่การเป็นผู้ดูแลมืออาชีพ (Certified care taker) จะต้องจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง ไม่นำสภาวะทางอารมณ์ (Emotional state) ส่วนตัวมามีผลต่อการให้บริการและกระทบต่อผู้ใช้บริการของเรา ดังนั้นการยึดมั่น (Adhere) ในหลักการทำงานตามวิชาชีพของตนจึงมีความสำคัญและจำเป็นมาก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แม่ของเทรเวอร์เข้ามาคุยกับเบนจามินเพื่อชื่นชมว่าเขาเป็นผู้ดูแลคนแรกทีเทรเวอร์ผูกพัน (Get in touch) ด้วย แต่สิ่งที่นางเป็นกังวลและอยากให้เทรเวอร์ระมัดระวังคืออยากให้ตระหนักว่า "เทรเวอร์คือผู้ใช้บริการไม่ใช่ลูก" และที่สำคัญ "you might not be here forever" ดังนั้นปรัชญาทางสังคมสงเคราะห์อย่าง "Help them to help themselves" จึงสำคัญ เราจะเห็นตัวอย่างความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงและภาวะทางอารมณ์ที่ไม่นิ่งอันเป็นผลมาจากเหตุการณ์ในอดีตของเบนจามินที่ส่งผลต่อการออกแบบและเสนอบริการแก่เทรเวอร์ในหนังด้วย
การดูแลเกินกว่าเหตุคือการปิดกั้นการใช้ชีวิต
"พื้นฐานของการดูแลก็คือการดูแล แต่ไม่ใช่การดูแลเกินกว่าเหตุ"
คืออีกหนึ่งประโยคที่อาจารย์สอนเบนจามินในคลาสของการเป็นผู้ดูแล ซึ่งเราคิดว่าเป็นประโยชน์มากทั้งต่อผู้ดูแลมืออาชีพและผู้ดูแลตามธรรมชาติอย่างพ่อแม่ผู้ปกครอง เพราะในหลายครั้งที่เด็กพิการหรือเด็กเปราะบางจะได้รับการดูแลในลักษณะการถูกปกป้องมากเกินไป (Over protection) ซึ่งอาจจะมีมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความรู้สึกผิดของพ่อแม่ ความกลัวและวิตกกังวลจากจากอาการของโรค การอยากแสดงความรับผิดชอบอย่างดีที่สุด เป็นต้น ซึ่งถ้าจะพูดถึงว่าอะไรคือการดูแลเกินกว่าเหตุคงต้องกลับไปเปิดตำราหาคำนิยามอีกที แต่สำหรับในเรื่องนี้แล้วเราพอจะได้นิยามคร่าวๆ ว่าคือ
"การดูแลที่ไม่สนับสนุนและปิดกั้นโอกาสในการใช้ชีวิตตามความสามารถและศักยภาพที่มนุษย์จะทำได้ รวมทั้งการขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้ใช้บริการ โดยมีความกลัวของผู้ให้บริการเป็นหลักในการตัดสินใจ"
สิ่งเหล่านั้นคือการดูแลเกินกว่าเหตุ เพราะในหลายครั้งที่พ่อแม่พยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุด (ในความคิดของตน) ในการดูแลลูก จนหลงลืมความต้องการที่แท้จริงและตระหนักว่าลูกก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีอารมณ์ความรู้สึกและความต้องการเฉพาะ ไม่ใช่แค่ตุ๊กตามนุษย์บนวีลแชร์ หนึ่งในคำถามของเบนจามินที่ถามต่อเทรเวอร์แล้วโคตรกินใจเราเลยคือ
"คุณคิดว่าถ้าวันหนึ่งคุณตื่นขึ้นมามีความปกติทุกอย่างสิ่งที่คุณอยากจะทำคืออะไร"
เทรเวอร์นิ่งอึ้งและตอบ
"ผมอยากยืนฉี่เหมือนคนปกติได้"
ซึ่งเป็นความต้องการที่โคตรมนุษย์ โคตรง่าย แต่โคตรมีพลัง ถ้าไม่ถามเทรเวอร์เบนจามินก็จะไม่ได้คำตอบ เราจึงเข้าใจว่าทำไมใน ALOHA ถึงมี Ask อยู่ตั้งสองครั้ง ถาม ฟัง สังเกตุ แล้วเราจะได้คำตอบของความต้องการ (needs) จากผู้ใช้บริการของเรา
การยึดความต้องการของผู้ใช้บริการคือสิ่งสำคัญ
ช่วงแรกของเรื่องที่ทำให้เบนจามินได้งานแม้ไม่เคยมีประสบการณ์ของการเป็นผู้ดูแลอะไรใดๆ เลยเพราะคำถามเดียวที่โคตรท้าทายทัศนคติและความคิดทางอาชีพของเบนจามินจากเทรเวอร์ว่า "คุณรู้ใช่มั้ยว่าหน้าที่คุณคือเช็ดขี้ให้ผม ผมอยากรู้ว่าคุณจะเช็ดขี้ให้ผมยังไง" เบนจามินตอบแบบสงบนิ่งและมั่นใจว่า
"ผมจะเช็ดขี้ให้คุณในแบบที่คุณต้องการและจะทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีขี้เหลือติดอยู่ที่ก้นของคุณ"
ตอบเสร็จมงลงนางด้วยคำพูดที่เทรเวอร์บอกแม่ว่า "He's the one" เป็นคำตอบสั้นๆ ที่สามารถถอดรหัสแนวคิดอะไรออกมาได้หลายอันมาก แต่สิ่งสำคัญที่อยู่ในเบื้องหลังคำตอบนี้คือ "การยึดความต้องการของผู้ใช้บริการ และการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
ผู้ดูแลควรได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม
มีหนึ่งประโยคที่ทัชใจคนทำงานด้านนี้อย่างเรามาก เป็นประโยคที่อ. อ่านในคลาสของเบนจามินว่า
"ความต้องการของเราในฐานะผู้ดูแลเท่าเทียมกับความต้องการของคนที่เราให้การดูแล เราไม่สามารถดูแลใครได้ ถ้ายังดูแลตัวเองไม่ได้"
เพราะในหลายครั้งคนทำงานสายนี้มักถูกมองว่า ใจดี ใจบุญ จนเราถูกหลงลืมความเท่าเทียมเรื่องสวัสดิการและค่าตอบแทนที่เป็นธรรมกับความละเอียดอ่อนและความยากของงานเราที่ไม่ใช่ใช้แค่ใจ แต่ต้องใช้เทคนิค ความรู้ ทักษะ การรู้จักตัวตนและอารมณ์ในระดับสูง การพูดเรื่องต้องอดทนกับค่าจ้างแสนต่ำด้วยข้ออ้างของ "การมีใจ" ทำงาน มันไม่สามารถฟังได้ขึ้นอีกต่อไป เพราะคุณภาพชีวิต จิตใจ สังคมเบื้องต้นของคนที่ทำงานเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต จิตใจ สังคมของคนอื่นมันสำคัญมากครับ
ทัศนคติเชิงบวกสำคัญเสมอ
การทำงานสายนี้มันยากและละเอียดอ่อนมากจริงๆ เพราะมันต้องต่อสู้กับอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และมักจะถูกท้าทายด้วยทัศนคติจากคนร่วมสังคมเสมอ ดังนั้นในหนังเรื่องนี้มีอีกหนึ่งประโยคที่มีความสำคัญกับเราๆ ในการทำงานสายนี้มากว่า
"การเป็นผู้ดูแลเป็นสิ่งที่ยาก แต่สิ่งที่เราทำได้คือทำมันให้ดีที่สุดโดยยังดำรงไว้ซึ่งทัศนคติเชิงบวก"
ปล. หาดูได้ที่ Netflix นะจ๊ะ ดีมาก ทัชมาก และมีความสุขมากที่สามารถยืนเยี่ยวและมีแรงจับกระเจี้ยวเยี่ยวได้ด้วยตัวเอง
