วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

พ่อแม่ไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก

เราคิดว่าปัญหาของพ่อแม่หลายคนคือ
คิดว่าตนเองเป็น "เจ้าของชีวิตลูก"
ทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเราอยากจะย้ำตรงนี้ว่า
ไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตใครได้เลย
................................................................................

ประเด็นของการมองว่าลูกเป็นเจ้าของชีวิตของเรานั้น
มันสำคัญอยู่ที่่ว่าเราจะลืมไปว่า "แท้ที่จริงแล้วลูกคือเจ้าของชีวิตตนเอง"
เมื่อเป็นดังนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือพ่อแม่หลายคนมักจะเลี้ยงลูก "ด้วยภาพฝันของตัวเอง"
เราเคยเห็นแมะ พ่อแม่ที่ตั้งเป้าไว้ละว่าลูกชั้นต้องเป็นโน่น ต้องเป็นนี่ ต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้
คือเด็กหลายคนเนี่ยมีแผนชีวิตตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิยันโตแล้วว่าจะมีอาชีพอะไร ต้องโตมาแบบไหน
คือพ่อแม่บางคนมีให้ตั้งแต่ตัวเองยังไม่ได้ท้องด้วยซ้ำนะ
"ถ้ามีลูกนะชั้นจะให้ลูก.........." แก! มันมีแบบนี้จริงๆ
................................................................................
การมีลูกในสมัยก่อนคือมีเพื่อมาเป็นแรงงาน
ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำมาหาเลี้ยงกินภายในบ้าน
ช่วยสร้างและส่งเสริมบารมีให้กับตระกูล
ลูกผู้หญิงก็เป็นโซ่คล้องเชื่อมสัมพันธ์ให้อีกตระกูลหนึ่ง
ลูกผู้ชายก็เปรี้ยง!! ทำหน้าที่ต่อนามสกุลไป
เอาให้รู้ว่านามสกุลนี้ของกูหย่ายยยย

คือการมีลูกมันมาพร้อมผลประโยชน์ของพ่อแม่ในลักษณะนั้น
มันเลยตามมาด้วยวัฒนธรรมการ "คลุมถุงชน"
จนทำให้บรรดาลูกๆ หลายคนลุกขึ้นมาแหกปาก
เรียกร้องสิทธิในชีวิตตัวเองกันมาแล้วยุคหนึ่ง

แล้วคืออีความคิดแบบนั้นมันยังหลงเหลือติดมาในยุคนี้
แต่มันก็เปลี่ยนรูปไปตามค่านิยมและลักษณะสังคมในปัจจุบัน
ในยุคนี้หลายคนบูชาคนกันที่อาชีพ เงินเดือน ตำแหน่ง
และพ่อแม่ที่ลูกสามารถเอื้อมถึงจุดๆ นั้นได้ก็จะรู้สึกภูมิใจ มีหน้ามีตา

เหมือนลูกที่ประสบความสำเร็จตามบรรทัดฐานทางสังคม
เป็นเครื่องประดับและอาภรณ์ชั้นดีที่พ่อแม่จะได้สวมใส่
และสิ่งสำคัญที่จะพาไปอยู่ตรงจุดเหล่านั้นได้คือ "การศึกษา"

จึงไม่แปลกที่พ่อแม่หลายคนส่งลูกเรียนสารพัดสิ่งพิเศษ
ปกป้อง ดูแล คอยกันออกห่างจากความผิดพลาด
และความเสี่ยงที่นอกลู่นอกทางทั้งหลาย
ทำตัวเป็นยาม และผู้คุมกฎอันเคร่งครัด
................................................................................
เราเชื่อนะว่าพ่อแม่ต่างรัก และปราถนาดีกับลูก
เราเห็นด้วยว่าพ่อแม่ควรมีวิสัยทัศน์ในการเลี้ยงลูก
แต่คงไม่ใช่วิสัยทัศน์ที่มีเบื้องหลังความคิดเป็นเจ้าของชีวิต
ที่คอยสร้างกรอบอันแสนอึดอัด บังคับ และห้ามให้ทำนู่นทำนี่
โดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้โต้เถียง แลกเปลี่ยน
และนำมาสู่ความยืดหยุ่นจนเกิดเป็น 
"ข้อตกลงร่วมกัน" (collective agreement) 
ระหว่างพ่อ แม่ ลูก หรือหุ้นส่วนทั้งหมดภายในบ้าน
ที่ไม่ใช่กฎ ระเบียบ (Rule)

เราไม่ใช่เจ้าชีวิตใคร แต่คงปฏิเสธไม่ได้ที่เราต่างยึดโยงซึ่งกันและกัน
ดังนั้นการรักษาโยงใยความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้
ไว้ในขณะเดียวกับการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงคุณค่า
และอำนาจในการปกครองชีวิตตนเอง

คือไม่ใช่แค่ต้องรับมือกับการถูกทดสอบ (Test) ของลูก
ด้วยความหนักแน่น (Tough) เท่านั้น
แต่มันต้องเป็นไปอย่างยืดหยุ่น (Flexible) 
และต้องสร้างการมีส่วนร่วม (Participation) ด้วย
................................................................................
ถามว่ามีมั้ยที่เด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้แล้วปัง มีอ่ะมี!!
แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะเป็นผู้รอด
จากสถานการณ์อันน่าอึดอัดที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วย
"ความรัก" และ "ความปราถนาดี" อันนี้นะ

หลายคนพลาดการลิ้มลองรสชาดของโลกไปหลายรส
พลาดโอกาสได้รับกรรม และผิดพลาดในวัยเด็ก 
ซึ่งเรามองว่าเด็กเนี่ยแหละเป็นวัยที่เขาควรผิดพลาด
ควรลองอะไร ควรติดอะไรในทางที่ถูกมองว่าไม่ดีบ้าง
โดยมีคนคอยยืนดูอย่างเข้าใจ 
และประคับประคองไม่ให้เขาเจ็บไปมากนัก

เพราะไม่งั้นเราจะเห็นเด็กที่อยู่ในระเบียบ แบบแผน เรียบร้อย
และประสบความสำเร็จในชีวิต (อย่างที่พ่อแม่วาดไว้)
เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่อย่างเพื่อนๆ หรือคนที่เรารู้จักหลายคนที่่
ยอมรับว่าตัวเองได้เติบโตมาแบบนั้น
แล้วตอนนี้เป็นไบโพลาร์ ซึมเศร้า 
เกิดความไม่มั่นใจในชีวิต ไม่กล้าตัดสินใจ
เกิดข้อสงสัยในพลังอำนาจและคุณค่าในตัวเอง

น้องหลายคนเรียนมหาลัยก็เที่ยวเปิง ยั่วๆ บดๆ สุดฤทธิ์
ลองแม่งหมดทุกอย่าง ขบถมันทุกวิถีทาง 
เพียงเพื่อจะรื้อฟื้นพลังอำนาจของตัวเองที่ไม่เคยได้รับจากที่บ้าน
และเพียงแค่อยากแหกปากบอกกับพ่อแม่ว่า 
"เอาชีวิตของหนูคืนมาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา"
ซึ่งถ้าวันนั้นมาถึงจะมีแต่คนที่บาดเจ็บสาหัสด้วยกันทั้งนั้น
.....................................................................................

ด้วยรักจากเรา
เราที่เขียนบทความนี้ในฐานะลูก
และเพื่อน พี่ น้อง ของลูกๆ ของใครหลายคน

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...