วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560
สิทธิแต่งหญิง คือ สิทธิมนุษยชน
ไม่น่าเชื่อว่าในเดือนต.ค. ปี 2559 ที่ผ่านมา
จะต้องมีนักศึกษาคนหนึ่งต้องเผชิญกับเรื่องราวที่สร้าง
ความปวดร้าวให้กับชีวิตด้วย "การถูกบังคับ"
ให้เปลี่ยนใส่ชุดที่ไม่ตรงกับเพศสภาพ จนถึงขั้นตัดผมสั้น
ถูกทำร้ายจากคำพูดด้วยความไม่เข้าใจและอคติทางเพศ
ถูกกล่าวหาว่าทำให้จรรยาบรรณ และความเชื่อถือทางวิชาชีพเสื่อมเสีย
ถูกเรียกพบ และตอบคำถามจากคณาจารย์เพียงเพราะ
"การแต่งกายตามเพศสภาพที่ตนเลือก" นั้น
ไม่สอดคล้องกับคำนำหน้านามว่า "นาย"
.........................................................................
การถูกกักขังความคิดด้วยคำนำหน้าเพศ "ชาย" "หญิง"
ยังเป็นปัญหาของผู้หลักผู้ใหญ่ของเราเสมอ
การยึดติดและมองแค่คำนำหน้านามทำให้เราไม่ไปไหน
เหตุผลของคณบดีที่ไม่ให้แต่งหญิงเพราะ
"ขออนุญาตแต่งกายไม่ตรงเพศ
ถ้าเป็นนางสาวก็จะให้แต่งอยู่ค่ะ แต่ตอนนี้ยังเป็นนายอยู่"
มันเจ็บปวดมากครับ ขนาดผมไม่ได้เป็นน้องเค้า
ได้ฟังแค่นี้ยังโคตรเจ็บเลย แอบคิดในใจ
"ทำไงได้ว่ะ กูไม่ได้เลือกที่จะใช้นายตั้งแต่ต้นนิ"
ผมเลยอยากเชิญชวนอาจารย์มาลอง "ลด"
ความสนใจกับคำนำหน้าชื่อให้น้อยลงแล้ว "เพิ่ม"
ความเห็นอกเห็นใจในความเป็นมนุษย์ให้มากขึ้น
แล้วมันจะทำให้อาจารย์เห็นครับว่า
สิ่งที่ออกมาจากปากอาจารย์นั้นมันลดทอนคุณค่า
และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากขนาดไหน
.........................................................................
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในข้อ 1 และข้อ 3 กล่าวว่า
"มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกัน
ในศักดิ์ศรีและสิทธิ ต่างในตน มีเหตุผลและมโนธรรม
และควรปฏิบัติต่อกันด้วย จิตวิญญาณแห่งภราดรภาพ"
"ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งบุคคล"
ผมจึงอยากชักชวนอาจารย์ลองคิดดูอีกครั้งเถอะครับว่า
การบังคับกันในลักษณะดังกล่าวมันเคารพในอิสระ
และความเสมอภาคของมนุษย์ด้วยกันหรือเปล่า
ผลกระทบที่น้องนิสิตได้รับจากการถูกเลือกปฏิบัติ
ด้วยความไม่เข้าใจของอาจารย์หลายๆ ท่าน
เช่น รู้สึกถูกทำให้แตกต่าง แปลกแยก สงสัยในพลังอำนาจของตน
การไม่อยากไปเรียนเพราะกลัว และอับอาย
ซึ่งส่งผลกระทบทางจิตใจและประสิทธิภาพทางการเรียนเนี่ย
มันยังเป็นการรักษาความมั่นคงของบุุคคลอยู่หรือเปล่าครับ
.........................................................................
อาจารย์บอกว่า "การแต่งหญิง" เป็นสิ่งที่สังคมมองว่า
"ไม่เหมาะสม" "ตลก" "จรรยาบรรณวิชาชีพเสือมเสีย" นั้น
มันเป็นความจริงเหรอครับ
มันไม่ใช่การนำเอา "อคติ" ส่วนตน
อยู่เหนือ "จรรยาบรรณ" ที่อาจารย์กำลังปกป้องอยู่เหรอ
ในปี 2017 นี้อาจารย์ทราบมั้ยครับว่าที่ประเทศนอร์เวย์ และมอลตา
เค้าให้เด็กเลือกเพศของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีหมอมายืนยัน
ที่ไอร์แลนด์และเดนมาร์คอนุญาตให้คนเลือกเพศตามที่ต้องการได้แล้วครับ
และเมื่อวานครับ 14 มีนาคม 2560 ที่ประเทศไทยของเรานี่เอง
มีการเสวนา "(ร่าง) พ.ร.บ.การรับรองเพศ พ.ศ....’
ที่ศึกษาโดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวเกิดขึ้นครับ
ดังนั้นการโยนบาปไปให้สังคมของอาจารย์
ว่าสังคมมองการแต่งหญิง "ตลก" "ไม่เหมาะสม" นั้นมันไม่น่ารักเลยครับ
เพราะถ้าอาจารย์ลองออกไปเดินชมนกชมไม้ข้างนอก
มองโลกให้กว้างไกลแล้วอาจารย์จะรู้ว่า
สังคมทุกวันนี้เค้ามองว่าการให้สิทธิแต่งหญิง
คือ "การเคารพในการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองของปัจเจกบุคคล"
ที่คณะ มหาลัย หรือรัฐเองไม่จำเป็นต้องไปจุ้นจ้านกิจการส่วนตัวตรงนั้นครับ
.........................................................................
เมื่ออาจารย์อ้างกฎระเบียบมา "จำกัดความเป็นมนุษย์"
มาปกป้อง "จรรยาบรรณทางวิชาชีพ"
ดังนั้นเราจึงเป็นต้องมาพูดคุยและดูกันครับว่า
จรรยาบรรทางวิชาชีพเภสัชกรรมนั้นลดทอนความเป็นมนุษย์
ขนาดนั้นเชียวหรือ ทำไมการแต่งหญิงถึงได้ทำลายจรรยาบรรณขนาดนั้น
ซึ่งจากการสืบค้น "ขอบังคับสภาเภสัชกรรม
วาดวยจรรยาบรรณแหงวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๘"
นั้นผมกลับเห็นว่าจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม
ได้เปิดพื้นที่ให้กับความหลลากหลายของความเป็นมนุษย์
และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้ "ตื่นรู้" อยู่มาก
ซึ่งมันขัดแย้งกับเหตุผลที่อาจารย์ยกมาอย่างสิ้นเชิงครับ
.........................................................................
ขอ ๔. "ผูประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พึงสรางทัศนคติ
และความเขาใจตอเพื่อนมนุษยและสังคม
นําความรูดานสังคมศาสตร พฤติกรรมศาสตร์
มาประยุกต์ในการประกอบอาชีพ"
ในฐานะคนที่ไม่ได้เป็นเภสัชกรผมอ่านข้อนี้แล้วโคตรภูมิใจใน
จรรยาบรรณวิชาชีพของอาจารย์เลยครับ
เพราะผมเห็นควรอย่างยิ่งที่ทุกสถาบันการศึกษาและทุกวิชาชีพ
ควรมอบประสบการณ์ทางความคิดใหม่ๆ ที่ปลดแอกมนุษย์
ที่เคยถูกจองจำจากความทุกข์และความเจ็บปวดแบบเก่า
ให้หลุดออกมาจากพันธนาการเหล่านั้น
ไม่ใช่หล่อเลี้ยง "คำ" หรือ "ความเชื่อ"
ที่มันลดทอนความเป็นมนุษย์ให้ยังคงอยู่
อาจารย์กำลังเป็น "ผู้ปลดแอก" หรือ "ผู้หล่อเลี้ยง" ครับ?
.........................................................................
ขอ ๕. "ผูประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พึงพยายามแสวงหาความรู
ความกาวหนาทางวิชาการตางๆ เพื่อ
การพัฒนาองคกรและวิชาชีพใหทันตอยุคสมัย"
จากข้อ 4 และ ข้อ 5 รวมกันเราจะเห็นว่า
จรรยาบรรณทางวิชาชีพเภสัชกรรมเปิดให้ความสำคัญ
กับการนำความรู้แบบสหศาสตร์เข้ามาทำงานเป็นอย่างมาก
ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการติดตามความเคลื่อนไหวทางสังคม
เกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการเรื่อง ความหลากหลายทางเพศ
เรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่อาจารย์ต้องทำ
ความกังวลจากอาจารย์เช่น "ตอนฝึกงานส่งชื่อไปเป็นนาย
แล้วมีคำถามว่าทำไมแต่งเป็นผู้หญิงแล้วเธอจะว่ายังไง" นั้น
ผมคิดว่าปัญหานี้มันอยู่ที่ความคิดและทัศนคติ
ที่ล้าหลังของเพื่อนร่วมวิชาชีพของอาจารย์มากกว่าครับไม่ใช่ที่นิสิต
ซึ่งคณะ มหาลัยเองมีหน้าที่จำเป็นในการทำความเข้าใจเรื่องนี้
เพื่อสิทธิประโยชน์และสวัสดิภาพของนิสิต (ต้อง Voice แทนนิสิตครับ)
ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการให้นิสิตตัดผมสั้นแล้วแต่งชายไปฝึกงาน
.........................................................................
ขอ ๒๐. ผูประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตองยกยองใหเกียรติเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน
ขอ ๒๑. ผูประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตองไมทับถมใหรายหรือกลั่นแกล้งกัน
จากเหตุการณ์ล่าสุด (14 มีนาคม 2560)
ที่มีอาจารย์โทรไปหาผู้ปกครองของน้อง
เพื่อบอกเรื่องที่่น้องได้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าวไปยังองค์กร
และยกตัวอย่างที่มีคนติดคุกเพราะโพสต์ใน Facebook เนี่ย
มันเป็นการให้เกียรติ ไม่กลั่นแกล้งกัน
หรือมันเป็นการข่มขู่ คุกคาม ทำให้เกิดความกลัวครับ
.........................................................................
ในขณะที่ “คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติ
โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” ตามพระราชบัญญัติ
ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่
(เพราะน้องได้ดำเนินการพิทักษ์สิทธิของตนเองตามกรอบของกฎหมาย)
เรา (ซึ่งคงไม่ใช่แค่ผมแน่ๆ) ขอเรียกร้องให้อธิการบดี ม.นเรศวร
ช่วยสร้างหลักประกันด้านความปลอดภัย
ในชีวิตทางสังคม และคืนกลับสิทธิในการกำหนด
และตัดสินใจในตัวเอง (Self-determination)
เกี่ยวกับเนื้อตัวร่างกายให้กับนิสิต
เพื่อเป็นการแสดงความเคารพในความเป็นมนุษย์
ซึ่งเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนที่พึงกระทำต่อกัน
ด้วยความเคารพครับ
อ้างอิง
2 ประเทศในโลก ที่เด็ก 6 ปีขึ้นไป เลือก “เพศ” ที่อยากจะเป็นได้>> http://lifestyle.campus-star.com/knowledge/34581.html
‘กฎหมายรับรองเพศ’ เพศของเรา...ทำไมต้องให้รัฐรับรอง?>> http://prachatai.org/journal/2017/03/70573
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน >> http://ngthai.com/post/XwpLpC8-ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน_เพราะ___เสรีภาพเป็นของทุกคน_/2
ข้อบังคับสภาเภสัชกรรมวาดวยจรรยาบรรณแหงวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๘ >> http://www.pharmacy.cmu.ac.th/filessum/ethics/007.pdf
พระราชบัญญัติ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ >> http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/A/018/17.PDF
แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก
สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...
-
สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...
-
The Letter เริ่มเล่าเรื่องราวด้วยการให้ความตายของยายเล็ก ญาติห่างๆ ของดิวเป็นตัวนำดิวกลับไปสู่เชียงใหม่และทำให้ได้พานพบกับต้น หน...
