วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"ทอมท้องกะเทย" เราได้เรียนรู้และควรเรียนรู้อะไรบ้างจากกรณีนี้




1. "ปัญหาอยู่ที่สังคม" จากการตามอ่านคอมเม้นท์ในเพจข่าวต่างๆ
สิ่งที่หลายคนแสดงความห่วงใยมากที่สุด
คือการกังวลว่าเด็กที่จะเกิดมาอาจถูกล้อ ถูกนินทา
กลัวว่าสังคมจะยอมรับเขาไหม? สังคมจะเข้าใจเขาไหม?
ดังนั้นคนที่เราควรเรียกร้องคือ "สังคม" เพราะปัญหาอยู่ตรงนั้น
ไม่ใช่เรียกร้องให้คนเป็นพ่อไปเฉือนนม
หรือเรียกร้องให้ทั้งสองคนต้องละทิ้งความเป็นตัวเองลง
เพียงเพราะสังคมหลงลืมไปว่าคนที่สร้างปัญหาจริงๆ
ไม่ใช่คนที่สังคมกำลังเป็นห่วง
ถ้าเราห่วงใยเด็กที่กำลังจะเติบโตมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ
จงเตือนตัวเองเถอะครับว่าเราๆ นี่แหละคือสังคมของเด็ก
เราจะเลือกยอมรับพ่อแม่ของเขาอย่างที่พวกเขาเป็น
เลือกที่จะทำความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศ
เลือกที่จะขยับขยายคำนิยามของคำว่า พ่อ แม่ ครอบครัว
ออกไปให้มันครอบคลุมกับความหลากหลายที่เป็นอยู่
หรือเลือกที่จะเป็นแบบเดิมๆ ที่เราต่างรู้ว่ามันสร้างปัญหา
เราทุกคนเลือกได้ครับ
เพราะเรานี่แหละครับคือสังคมที่หลายคนกำลังพูดถึง
........................................................................................
2. "ไม่มีเพศแท้ เพศเทียมหรอก มันคือความหลากหลาย"
สิ่งที่ทำเราตกใจมากๆ จากการฟังคำให้สัมภาาษณ์ของดร. นักจิตวิทยา
ท่านหนึ่งในรายการต่างคนต่างคิด คือการได้ยินคำว่า
"คนที่ตั้งครรภ์ไม่ใช่ทอมแท้" "มีบุคลิกสับสน" "มีการกลายพันธุ์"
บอกตามตรงว่าตกใจและผิดหวังในความเห็นเหล่านั้นมาก
เพราะมันแสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า
แม้ในแวดวงของนักวิชาชีพระดับสูงเอง
ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องของความหลากหลายทางเพศอย่างดีเลย
ถ้าให้พูดกันเรื่องนี้คงยาวมากเพราะมันต้องทำความเข้าใจ
กับคำศัพท์หลายๆ คำ
แต่ถ้าอยากทำความเข้าใจจริงๆ เราจะสรุปให้ง่ายๆ ก็คือ
"ใครจะเอากับใครมันได้หมดมันเป็นเรื่องรสนิยม
และความถูกใจกันของคนสองคน" มันแค่นี้อ่ะ
ถ้าเราเปิดใจและเข้าใจได้แบบนี้
ทีนี้เราจะไม่งงเลยว่าทำไมทอมได้กะเทย
หรือทำไมผู้หญิงข้ามเพศที่ผ่าตัดแปลงเพศแล้ว
ได้กับผู้หญิงที่มีจิ๋มโดยกำเนิด
เพราะจริงๆ แล้วมันคือเรื่องที่ชั้นอยากเป็นแบบนี้
และเลือกที่จะชอบคนแบบนี้ แค่นั้น!!
........................................................................................
3. "ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเอง
ยังไม่เข้าใจในความหลากหลายทางเพศ"
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดในกรณีนี้คือการเห็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศ
ที่เคยต่อสู้เพื่อสิทธิและคุณภาพชีวิตของตัวเอง
จากการเคยถูกกดขี่ ถูกเลือกปฏิบัติ เหตุเพราะความไม่เข้าใจของสังคม
กลับกลายเป็นคนที่ออกมาต่อต้าน แสดงความไม่เห็นด้วย
อย่างรุนแรงมากที่สุดในกรณีแบบนี้
หลายๆ คนได้สถาปนาตัวเองเป็นผู้ตรวจสอบ
ความชัดเจนและเที่ยงแท้ทางเพศ
การแสดงออกทางเพศหรือการได้กับอีกฝั่งหนึ่งที่ไม่ตรงกับ
กฎเกณ์ฑ์และนิยามของพวกชั้นคือการผิดปกติ
พวกเธอสับสน พวกเธอเบี่ยงเบน พวกเธอทำให้โลกนี้อยู่ยาก
ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีใครสับสนหรอกครับ
เขาแค่ชัดเจนกับตัวเองและเลือกแล้วที่จะเป็นแบบนี้
อย่างที่คุณเลือกที่จะเป็นตัวคุณนั่นแหละ
........................................................................................
สุดท้ายนี้เราอยากนำข้อคิดที่เราได้จาก Gayby Baby
ภาพยนตร์สารคดีที่เป็นเสียงสะท้อนของเด็กที่เติบโตมากับ
ครอบครัวของคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่เด็กๆ ทำให้เรารู้ว่า
จริงๆ แล้วความสมบูรณ์ของครอบครัว
หรือปัจจัยที่ทำให้เด็กมีความสุข สามารถเติบโตต่อไปได้นั้น
มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำว่า พ่อ แม่ หรือใคร เพศอะไรเลี้ยงดู
แต่ปัจจัยสำคัญคือ "ความรัก" ที่มันเป็นคือ Key สำคัญ
ของคำว่าครอบครัว และพื้นฐานพลังของเด็กทุกคน
ขอแสดงความยินดีกับทั้งสองคนด้วยนะครับ

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

กิจกรรมรับน้องคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงที่ยังไปได้อีก


รุ่น 58 ถือว่าเป็นรุ่นเปลี่ยนผ่านและสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในหลากหลายกิจกรรมในคณะโดยเฉพาะกิจกรรมการเข้าคณะ และสัมนาวิชาการ (จริงๆ มันคือค่ายรับน้อง)

ก่อนคณะของเราจะเดินทางมาถึงจุดนี้เราก็มีประวัติศาสตร์ที่ไม่ดี และสร้างบาดแผลให้กับหลายๆ คนมาก่อน แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าวันนี้เราได้สร้างการเปลี่ยนแปลงมาจนไม่เหลือกลิ่นของการว้าก การกดดัน การมีห้องเชียร์ บังคับแขวนป้ายชื่อ มีพี่ระเบียบอะไรพวกนั้นแล้ว (หมดจริงๆ คือรุ่น 59 รับ 60)
วันนี้สิ่งสำคัญที่เราอยากจะส่งต่อให้น้องๆ ปีทำงานต่อไปทุกๆ ปีได้บันทึกไว้เป็นแนวทางของการจัดกิจกรรมที่มันจะต้องให้ความละเอียดอ่อนต่อการเคารพในคุณค่าศักดิศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้กิจกรรมในคณะของเราสะท้อนความเป็นสังคมสงเคราะห์ออกมามากที่สุด

1. "เข้าคณะตอนเย็นคือทางเลือกระหว่างปรับตัวของน้อง" เราเคยคุยกันเสมอว่ากิจกรรมเข้าคณะจัดขึ้นมาเพื่อให้น้องๆ ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ แล้วรู้สึกว่าที่นี่ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน ไม่มีใครรู้จัก ไม่รู้จะไปไหน หรือน้องๆ ที่แม่ง อยากเจอเพื่อนอยากทำกิจกรรม ได้มีโอกาสมาเล่น มาพูดคุย มาทำความรู้จักกัน เลิกกิจกรรมก็มีคนเดินไปกินข้าวด้วย ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องโทรตามน้องให้มา ไม่ต้องกังวลจำนวนคนเข้าร่วมในแต่ละวัน ไม่ควรมีการกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะจุดประสงค์ของเราไม่ใช่การมีจำนวนน้องเข้าร่วมกิจกรรมชิงแชมป์โลก ถ้าน้องมาน้อยให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่ากิจกรรมของเรายังไม่ตอบโจทย์ PR ยังไม่ดี หรือมันบกพร่องตรงไหน หรือมันอาจจะดีมากกว่านั้นก็ได้ ตรงที่น้องๆ สามารถปรับตัวได้ อยู่เป็นไว โดยไม่ต้องพึ่งกิจกรรมของคณะ น้องต้องจำไว้เสมอครับว่า "ถ้าน้องเค้ามีความสุขที่จะนอนเฉยๆ อยู่ที่หอ หรือจอยที่จะไปเดินฟิวเจอร์มากกว่าการเข้ามาทำกิจกรรมในคณะแล้วเราจะไปลดทอนความสุขตรงนั้นของเค้าทำไมกัน"

2. "ไมค์คืออำนาจ สามารถลดทอน และสร้างพลังได้" MC คือคนสำคัญที่ทำให้กิจกรรมลื่นไหลและสนุกสนาน แต่หลายๆ ครั้ง MC กลับเป็นคนที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่นได้อย่างน่าเศร้าใจที่สุุดผ่านการสร้างความสนุกและเสียงหัวเราะโดยการใช้ปมด้อยคนอื่นมาล้อเลียนจนกลายเป็นมาตรฐานทางวัฒนธรรมของ MC ไปแล้ว แต่สำหรับคณะเรา เราพูดเรื่องนี้กันมาสักพักว่าการใช้ Dirty joke พวกนั้นมาสร้างเสียงหัวเราะมันไม่ตลก หวังว่าในยุคนี้คงไม่มีมุก “อากาศน่าจะหนาวนะคะ เห็นน้องคนนี้ฟันออกปากเลย” อะไรพวกนี้อีกนะ คือมันเด๋อ มันหมดยุคไปแล้วอ่ะ

3. “Gender sensitivity คือสิ่งที่ต้องมี” พอกันเสียทีกับการตามหา ตุ๊ด กะเทย เกย์ ผ่านการแจวหรือกิจกรรมพิเศษอื่นๆ พอกันเสียทีกับยุคที่ต้องชี้หน้าและแปะป้ายอัตลักษณ์ทางเพศให้กับคนอื่นๆ ทุกคนต้องใช้เวลาในการเปิดเผยตัวตน และไม่ใช่ทุกคนที่อยากป่าวประกาศให้โลกรู้ ดังนั้นเราๆ ไม่ควรเสร่อไปตามหา เพราะวันไหนที่เค้าพร้อมเค้าจะฉายแสงออกมาให้เราเห็นเอง

4. “ถ้าคาดการณ์ได้ว่ากิจกรรมมันเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ต้องทำ” เป็นสิ่งที่พูดกันทุกปีว่าถ้ารู้ว่ามันน่าจะอันตรายก็หาอย่างอื่นมาทำ หรือทำให้มันไม่อันตรายซะ เพราะสำหรับใครสักคนที่ต้องมาประสบอุบัติเหตุจากกิจกรรมที่คนจัดพอรู้แล้วว่ามันเสี่ยงนี่มันโคตรใจดำและไม่แฟร์กับเค้าเลย กิจกรรมรับน้องคือรับน้อง ไม่ใช่เกมส์โหด มัน ฮา ไม่ต้องท้าทายความสามารถอะไรขนาดนั้น ไม่ต้องกดดันอะไร เพราะจะกดดันไปทำไมอ่ะ งง เข้าค่ายทดสอบคนจิตแข็งเหรอ ไม่ใช่ป่ะ

5. "ละเอียดอ่อนกับทุกการกระทำที่อาจละเมิดกัน" ปีที่แล้วเราพูดคุยเรื่องการเก็บโทรศัพท์กันนานมาก และนั่นเป็นความดีใจของเราในฐานะรุ่นพี่ที่สามารถชวนพูดคุยจนทำให้น้องเห็นได้ว่ามันละเมิดอย่างไร และการกระทำแบบนั้นมันไม่ได้ช่วยอะไรกับความกังวลที่เราตั้งไว้ ดังนั้น ถ้าเราจะทำอะไรแล้วมีปุ๋มเอ๊ะ ว่าเรากำลังละเมิดน้องๆ เรารึปล่าว ให้เราชวนเพื่อนๆ คุย ลองปรึกษาพี่ๆ ดู เพื่อจะได้มุมมองที่ครอบคลุมมากขึ้น

6. “มองให้เห็นโอกาสของสัมนาคณะ” สัมมนาคณะคืองานใหญ่ประจำปีของคณะที่จะรวมศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันมากที่สุด รุ่นพี่รุ่นต่างๆ ที่จบออกไปต่างเฝ้ารอวันนี้เพื่อคืนกลับมาสู่อ้อมกอดความอบอุ่นที่คุ้นชินของคณะ ดังนั้นจึงเป็นโจทย์สำคัญของปีจัดงานว่าจะใช้สอยโอกาสนี้อย่างไร ให้สัมมนาได้ตอบคำถามที่ค้างใจของน้องๆ ผู้มาใหม่ ให้น้องได้เห็นภาพคร่าวๆ ของแผนชีวิตข้างหน้า ทั้งการเรียน และการทำงาน ให้น้องได้รับพลัง และการต้อนรับที่อบอุ่นจากโอกาสตรงนี้

และสุดท้ายความรักความผูกพันธ์ไม่ต้องใช้ความกดดันและสร้างสถานการณ์เพื่อก่อให้เกิด สิ่งเหล่านั้นมันจะเกิดขึ้นผ่านการเลือกของคนๆ นั้นเองว่าเค้าจะอยู่ที่ไหน ถ้าเค้าเลือกเข้ามาอยู่ในคณะและทำกิจกรรมในคณะ การทำงานด้วยกัน การทะเลาะกัน การผ่านปัญหาจริงๆ ที่ต้องแก้ไขไปด้วยกันจะสร้างสิ่งเหล่านั้นเอง ไม่ต้องรอถึงการทำงานหรอก เพราะทุกกิจกรรมในมหาลัย ได้จำลองภาพบางส่วนของการทำงานไว้แล้ว

ด้วยรัก
อลตก. SW58

"จากคำให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกสโม สินกำ จุฬาฯ ความรุนแรงคืออะไร วัดไม่ได้จริงๆ เหรอ?"


ความรุนแรงคืออะไร?

>> ความรุนแรงคือการละเมิดที่ใช้วิธีการต่างๆ
ทั้งในแบบสัมผัส และไม่สัมผัส
ไม่ว่าจะเป็นกำลัง คำพูด กดดัน การกีดกันออกจากลุ่ม
การเพิกเฉย ละเลย ไม่ใส่ใจ การกุข่าวร้าย ป้ายสี ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้คือความรุนแรงครับ

ความรุนแรงเป็นสิ่งที่วัดไม่ได้ ความรุนแรงของแต่ละคนไม่เท่ากัน?

>> เวลาเราสอนเด็กๆ เรื่องการป้องกันตัวเองจากการถูกละเมิด
เรามักใช้มาตรวัดความรุนแรงที่ง่ายที่สุดคือการใช้ความรู้สึก
ของ "ผู้ถูกกระทำ" หรือ "ผู้ถูกละเมิด"
ว่าการกระทำที่คนๆ หนึ่งทำกับเค้านั้นเค้า "รู้สึกดี" หรือ "รู้สึกไม่ดี"
ซึ่งความรู้สึกไม่ดีนั้นอาจจะเป็นความรู้สึกกลัว กดดัน รู้สึกตัวเองต่ำต้อย
สงสัยในคุณค่าของตนเอง รู้สึกถูกคุกคามในชีวิต การตัดสินใจ
และอิสระภาพในการเลือก และยิ่งคุณเป็นคนบอกว่า

"คนเรารับรู้ความรุนแรงไม่เท่ากัน"

คุณยิ่งต้องระมัดระวังที่จะไม่สร้างบรรยากาศที่มีความรุนแรง
หรือก่อให้เกิดการละเมิดให้เกิดขึ้นเลยเลยครับ
เพราะการกระทำที่คุณคิดว่ามันไม่รุนแรง
มันอาจจะเป็นการกระทำที่โคตรจะรุนแรงในความรู้สึกของคนอื่นก็ได้

เจตนาไม่ใช่ความรุนแรง?

>>เป็นมรดกบาปทางวัฒนธรรมและโครงสร้างทางสังคมไทยยอดฮิต
ที่มักนำมาเป็นข้ออ้างของความรัก ศีลธรรม ความหวังดี
เพื่อใช้การกระทำที่รุนแรงมาแก้ปัญหา และสร้างอะไรบางอย่างอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นวินัย ความสามัคคี ความสงบ ความปรองดอง
ซึ่งเป็นอะไรที่โคตรน่าอับอายเลย มันแสดงให้เห็นว่า
เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จำกัดทางเลือกในการกระทำ
และมุมมองทางความคิดเรามาก

รู้มั้ยครับเมื่อก่อนคลุมถุงชนก็เป็นเรื่องธรรมดา
การกีดกันไม่ให้ผู้หญิงเลือกตั้งก็เป็นเรื่องธรรมดา
เด็กถูกจับแต่งงานตั้งแต่เล็กๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา
หรือการรับน้องแบบ SOTUS ห้องเชียร์ ก็เคยเป็นเรื่องธรรมดา

แต่ในยุคนี้ที่หลายๆ ที่เค้าเริ่มยกเลิก
และมองมันว่าเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ถ้าเราไม่ก้าวไปพร้อมกับเค้า เราจะไม่ทันเค้านะครับ
และจะมาบอกว่า เราไม่ได้เรียนมา เราไม่รู้ เราฟังไม่เข้าใจไม่ได้ด้วย
เพราะเรื่องพวกนี้มันเป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องตระหนัก
ยิ่งเคลมตัวเองว่าเป็นนิสิตในสถาบันการศึกษาชั้นสูงแนวหน้าของประเทศ
และคนอื่นคงเข้าได้ยากด้วยแล้วยิ่งต้องรู้และละเอียดอ่อนครับ
....................................................................................

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดจากกรณีตัวอย่างนี้และกรณีที่ผ่านๆ มาทั้งหลาย
เราจะเห็นได้ถึงพลังอำนาจของการถูกกดขี่และการกระทำความรุนแรง
ที่นอกจากมันจะกระทำต่อคนคนนั้น ณ เวลานั้นแล้ว (เช่นรู้สึกไม่ดี)
แต่มันยังมีแรงสะท้อนคงอยู่ระยะยาวในตัวผู้ถูกกระทำ

กล่าวคือ เมื่อการถูกกระทำเป็นสิ่งที่ถูกทำให้เคยชิน
กลายเป็นเรื่องธรรมดา หรือมีเหตุผลในทางที่ดี (ที่ผู้กระทำพร่ำบอก)
และสภาวะอื่นเข้ามาร่วมด้วย
ผู้ถูกกระทำมักจะยอมรับ
และหาข้ออ้างให้กับการถูกกระทำด้วยตนเองในระยะหลังได้
(ไม่ว่าจะเพื่อเยียวยาบาดแผลจากการถูกกระทำ หรือ เพื่อต้องการหลุดพ้น)

หรือมากไปกว่านั้นบางคนอาจจะขอบคุณเหตุการณ์นั้นด้วย เช่น
"ถ้าครูไม่ตีหนูวันนั้นหนุคงไม่ได้ดีเท่าวันนี้"
"ถ้าไม่มีพี่ว้ากวันนั้น พวกเราคงไม่รักกันขนาดนี้"

และสุดท้ายสิ่งที่เศร้าที่สุดในเรื่องนี้คือ
เมื่อผู้ถูกกระทำหลุดพ้นจากบทบาทของการถูกกระทำ
แล้วเลือกที่จะยกตัวเองขึ้นมาเป็นผู้กระทำคนอื่น
(จากเหยื่อ กลายเป็นผู้ละเมิด)

เพื่อดำรงไว้ซึ่งระบบที่จะทำให้ตนเองถูกยอมรับและมีอำนาจ
แล้วมองการกระทำความรุนแรงของตัวเองเป็นเรื่องธรรมดา
จนสามารถถามคำว่า ความรุนแรงคืออะไร? มันวัดไม่ได้? แบบนี้เนี่ย

อันนี้เป็นตัวชี้วัดที่โคตรชัดเจนของระบบที่มีอยู่เลย
ว่ามันมีพลังอำนาจในการจำกัดความละเอียดอ่อนของความเป็นมนุษย์
และปิดกั้นการรับรู้ความทุกข์ทรมานของผู้ถูกกระทำมากขนาดไหน

"เซเลปเด็กลูกดารา" กรณีศึกษาของการนำเด็กเข้าสู่ความเสี่ยงออนไลน์


ในฐานะคนทำงานในแวดวงคุ้มครองเด็ก (child protection)
เราคิดว่าสังคมควรได้มาเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับอันตราย
และความเสี่ยงของ "sharenting" (parenting + sharing)
หรือการที่พ่อแม่ผู้ปกครองนำภาพหรือคลิป
ในเกือบทุกก้าวย่างของชีวิตของเด็กลงในโลกออนไลน์
........................................................................

1. คุณได้สร้างรอยเท้าในโลกออนไลน์ (digital footprint) ให้กับลูกคุณเรียบร้อยแล้ว

เมื่อคุณโพสต์ภาพหรือวีดีโอของลูกคนลงในสื่อสังคมออนไลน์
นั่นหมายความว่ารอยเท้าแรกของเด็กน้อยได้ถูกจารึกลงในที่แห่งนี้
ทุกภาพ ทุกข้อมูลจะมีส่วนต่อการสร้างชื่อเสียงทางออนไลน์ของเค้า

ซึ่งแน่นอนว่าการรับรู้และความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อลูกคุณนั้นต่างกัน

มันไม่แฟร์กับเด็กเลยที่เขาจะถูกรำคาญ หมั่นไส้
ด้วยการที่พ่อแม่มีส่วนสร้างให้เกิดความรับรู้แบบนั้นต่อคนนอก

และมันก็ไม่แฟร์เอาเสียเลยที่พ่อแม่นำความเป็นส่วนตัวของเค้ามาแชร์
โดยที่เขาไม่ได้มีโอกาสที่จะให้การ “อนุญาต” ได้
........................................................................

2. คุณกำลังละเมิดความเป็นส่วนตัว (privacy) และสิทธิในการปกครองตนเอง (autonomy) ของลูกคุณ

เราเห็นความเกินเหตุมากๆ ในหลายกรณี
ที่เด็กบางคนถูกติดตามและคุกคามชีวิตในหลากหลายอิริยาบถ
ไม่ว่าจะเป็นเมื่อร้องไห้ หัวเราะ กินข้าว หรือแม้กระทั่งตอนอาบน้ำ

ผู้ใหญ่ที่ควรมีหน้าที่คุ้มครองเค้าให้ได้รับความเป็นส่วนตัวมากที่สุด
กลับเป็นคนที่ถือกล้องแพร่ภาพสดผ่านทาง facebook เสียเอง

คุณมั่นใจหรือไม่ว่าทุกภาพ ทุกคลิป ทุกเรื่องราว
เกี่ยวกับลูกของคุณตอนนี้ที่ลงไป
จะไม่กลับมาสร้างความอึดอัด รำคาญใจ
หรือถูกนำไปเป็นประเด็นที่ทำให้เข้าถูกหยอกล้อ กลั้นแกล้ง
เมื่อเขาโตขึ้นในภายหลัง

ถ้าเขายังอนุญาตไม่ได้ก็อดทนรอในวันที่เขาโตสักหน่อยเถอะครับ
........................................................................

3. คุณกำลังประกอบสร้างพฤติกรรมในโลกออนไลน์ (digital behavior) ให้กับเค้า

สิทธิของการมีส่วนร่วม (participation)
เป็นสิทธิเด็กจำเป็นที่ผู้ใหญ่อย่างเรา
ต้องขอความความเห็นและขออนุญาตจากเด็กทุกครั้งก่อนลงภาพเค้า
ในขณะที่คนอื่น tag รูปคุณมาใน facebook
คุณยังสามารถรอ approve tag ได้
แล้วลูกคุณหล่ะ คุณละเลยความสมัครใจนั้นไปได้อย่างไร?

"ลงรูปผมอีกแล้วเหรอครับ" เป็นประโยคสำคัญ
ที่ทำให้แม่คนหนึ่งเกิดคำถามกับพฤติกรรมของตนเอง

ถ้าคุณละเลยสิ่งเหล่านั้นคุณอาจกำลังมีส่วนสำคัญ
ในการสร้างความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ (Sense of mistrust)
ให้กับความสัมพันธ์ของคุณและลูก
เด็กหลายคนอาจอึดอึดกังวลใจทุกครั้ง
เมื่อคุณถ่ายรูปเค้าและจับโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์

และมากไปกว่านั้นลูกคุณจะได้เรียนรู้ว่าผ่านการกระทำของคุณว่า
“ความเป็นส่วนตัวของเค้าคือสิ่งสาธารณะ”
"what is privacy is public"

ถ้าเค้าจะเติบโตขึ้นมาโชว์ทุกสิ่งอย่างส่วนตัว
บอกเล่าทุกช่วงเวลาผ่าน facebook
หรือไม่เคารพความเป็นส่วนตัวของคนอื่นนั้น
มันก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีส่วนสร้าง
........................................................................

3. “ความน่ารัก” ภาพจำที่เป็นความคาดหวังสาธารณะ

เมื่อคุณทำให้ลูกเป็นคนดังสาธารณะ
คุณกำลังเชื้อเชิญมวลมหาประชาชนเข้ามา
ให้ความสนใจชีวิตลูกคุณไม่ใช่แค่ในโลกออนไลน์
แต่มันจะลุกลามมาในชีวิต offline ด้วย

ในขณะที่เด็กน้อยวิ่งเล่นในสวนสาธารณะเขาจะไม่ใช่แค่เด็กธรรมดา
แต่จะเป็นเด็กที่ถูกจับจ้องจากหลายสายตา
ลูกคุณจะถูกคาดหวังว่าต้องน่ารัก
ในบางครั้งความคาดหวังนั้นก็ไหลผ่านตัวคุณ
สู่การพยายามทำให้ลูกน่ารักตลอดเวลาด้วย
.........................................................................

ในพรบ.คุ้มครองเด็กพ.ศ. 2546 ให้เราทุกคนปฏิบัติต่อเด็ก
โดยยึด “ประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก”
ในฐานะผู้ใหญ่โดยเฉพาะผู้แม่ผู้ปกครองแล้วนั้น
จึงจำเป็นต้องตั้งคำถามและคิด
ก่อนจะแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับลูกหลานของเราว่า

เรากำลังจะโพสต์เพื่อประโยชน์ของใคร
ลูกหลานเราได้อะไรจากสิ่งที่เราทำจริงๆ เหรอ?

เพราะความเสี่ยงเหล่านั้นสามารถป้องกันได้
โดยเริ่มจากการที่พ่อแม่พาลูกที่คุณรักกลับไปมีชีวิตในโลก offline

ให้เขาเติบโตอย่างเด็กปกติที่คงความสามารถในการเลือกว่าอยากถูกจับจ้อง
หรืออยากเป็นขวัญใจมหาชนอย่างที่คนอื่นอยากให้เป็นจริงๆ รึปล่าว
.........................................................................

อ้างอิง

"สิทธิเด็กในภาพถ่ายและเคลื่อนไหว" : http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=46120&Key=news_research

"Do Parents Invade Children's Privacy When They Post Photos Online?" :http://www.npr.org/sections/health-shots/2016/10/28/499595298/do-parents-invade-childrens-privacy-when-they-post-photos-online

"When the Child is Born into the Internet :Sharenting as a Growing Trend among Parentson Facebook" : http://www.educationalrev.us.edu.pl/dok/volumes/43/a19.pdf

"Sharenting': Are you OK with what your parents post?" : http://www.bbc.co.uk/newsround/38841469

"What is sharenting? Are you sharing too much about your children online?" :http://home.bt.com/tech-gadgets/internet/what-is-sharenting-oversharenting-children-safe-online-11364174261249

“วันนี้กูขอไม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์นะ”

“วันนี้กูขอไม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์นะ”

เป็นประโยคที่เรากับเพื่อนๆ พูดกันค่อนข้างบ่อยมากในช่วงนี้
คำพูดเหล่านี้มักเกิดขึ้นเมื่อมีเพื่อน (ที่เรียน SW ด้วยกัน)
เข้ามาขอคำปรึกษาหรือให้เรารับฟัง
หรือเวลาเราเจอเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เราไม่สามารถ
ไปสู่จุดที่เราคาดหวังกับตัวเองในฐานะนักวิชาชีพที่เราเป็นอยู่ได้

สำหรับเราแล้วการดำรงไว้ซึ่ง 2P2C ของงานสังคมสงเคราะห์
ที่เราตั้งปณิธานว่าจะนำมาใช้ให้ครอบคลุมในมิติของชีวิต
ทั้งเรื่องงาน ชีวิตประจำวัน และเรื่องส่วนตัวนั้น
บางครั้งมันก็ก่อให้เกิดความหนักหน่วงอย่างบอกไม่ถูก

นอกจากการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ในตอนทำงาน
เราเองพยายามขยายขอบเขตการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ของตัวเอง
เข้าไปในบ้าน และในความสัมพันธ์ของเพื่อน
หลายๆ ครั้งที่ผ่านมามันทำให้เราเห็นว่า
ปัญหาที่มันอยู่ตรงหน้ามันสามารถขยับเขยื้อนและขับเคลื่อนไปได้ดีขึ้น
ด้วยความรู้ทางสังคมสงเคราะห์ที่เราใช้

แต่ช่วงที่ผ่านมานี้ ช่วงที่ทุกคนทราบดีว่าสถานะทางจิตใจเราไม่ค่อยปกติ
เราเปราะบางและอ่อนไหวได้ง่ายเป็นพิเศษ
มันทำให้เราค้นพบว่าเทคนิค และทักษะที่เราเคยมีบางอย่างมันหายไป
และนั่นมันทำให้เรารู้สึกหนักหน่วงและรำคาญใจเป็นอย่างมาก
กับเวลาที่ต้องแสดงบทบาทของความเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง
ที่ควบมากับการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ให้กับคนอื่นๆ

เพราะเรารู้ดีว่า เราทำมันได้ไม่ดีเหมือนที่เราเคยเป็น
ในหลายๆ ครั้งเราเลยบอกกับคนที่เข้ามาคุยกับเราว่า
“วันนี้ไม่ขอเป็นนักสังคมสงเคราะห์นะ”
ขอเป็นแค่อีกอล์ฟที่เป็น เพื่อน พี่ น้อง ของทุกคนเท่านั้น
เพราะเรารู้ดีว่าสิ่งที่ทุกคนจะได้จากเราไป
มันจะไม่ใช่มาตรฐานที่เราตั้งไว้ของการเป็นนักวิชาชีพ
เพราะเราจะอดทนฟังได้น้อยลง ซึ่งมันจะนำไปสู่การจับใจความ
การทวนคำ ทวนความ และการสะท้อนกลับที่ไม่มีประสิทธิภาพ
หลายๆ ครั้งในบทสนทนา มันก็มีคำตำหนิ และตัดสินเต็มไปหมด

เราได้คุยกับเพื่อนสาวคนหนึ่งที่เพิ่งพิมพ์บอกในกลุ่มว่า
"กูจะไม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์แล้วนะ"
เพราะนางได้หลงลืมความละเอียดอ่อนของงานไป
และเส้นทางที่ผ่านมาเรารู้แล้วว่าการเป็นนักสังคมสงเคราะห์มันยากมาก
เราคุยกับมัน

“มึงสังเกตเห็นใช่มั้ยว่าช่วงนี้อะไรหลายๆ อย่างที่กูเคยมีมันหายไป”
มันบอก

" ใช่!! มึงไม่เหมือนเก่า แต่กูเห็นความเป็นมนุษย์ของมึงมากขึ้น
มนุษย์ที่มีอารมณ์ ไม่ใช่อีกอล์ฟที่สวยงามไปซะหมดเหมือนเมื่อก่อน”

เออจริงด้วย

แต่เราเองก็อยากกลับไปเป็นอีกอล์ฟคนก่อนที่ทำอะไรได้ดีกว่านี้
แต่มันคงไม่ใช่ตอนนี้ที่สถานะทางอารมณ์ของเรายังไม่พร้อม
เพราะในขณะที่เราเป็นนักสังคมสงเคราะห์
เราเองก็เป็นเคสของเพื่อนเราพี่เรา
และตัวเราเองในขณะเดียวกัน

ทกอย่างเหล่านี้จึงทำให้เรารู้ว่า
การดำรงไว้ซึ่งปุ่ม “เอ๊ะ” จึงสำคัญกับเราอย่างมาก

เราอึดอัด และหนักหน่วง เพราะ 2P2C มันหลอมรวมประสานในตัวเรา
และเมื่อเราทำอะไรที่มันไม่ถึงจุดมาตรฐานของความเป็นวิชาชีพ
สิ่งเหล่านั้นที่หลอมรวมมันจะส่งสัญญาณเตือนให้เราว่า

“เอ๊ะ” เธอกำลังนอกลู่นอกทางนะ

หน้าที่ของเราคือหยุดฟังเค้า และเคารพตัวเอง
ถ้าตอนทำงานเราคงต้องหวนกลับมาอยู่ใน track
ของการเป็นนักวิชาชีพอย่างหลีกหลี่ยงไม่ได้

แต่ถ้ามันเป็นในชีวิตส่วนตัวแล้วบางครั้ง
เราก็อยากเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่มันเว้าๆ แหว่งๆ คนหนึ่งเหมือนกันนะ

*หมายเหตุ 2P2C คือ Philosophy, Principle. Concept, Core value of social work (เราเขียนแบบนี้เพื่อให้พูดได้ง่ายดี)

เมื่อร้านอาหารสุดหรูนำน้องๆ "เด็กเสิร์ฟชาวพม่า" ในร้าน มาเป็น "นางแบบสินค้า " และ "ตัวแทนของแบรนด์"



หลังจากแคมเปญแม่ลีน่าจังคราวก่อน
เราก็ได้มีโอกาสติดตามแหลมเกตุมาอย่างต่อเนื่อง
และจากการติดตามมาเราขอชื่นชมจากใจจริงว่า
เราได้เห็นความแปลกใหม่และการพยายามส่งสัญญาณบางอย่าง
ให้กับสังคมของคนทำแบรนด์นี้มาโดยตลอด
เราเห็นว่าแคมเปญในแต่ละครั้งนอกจากเล่นกับกระแสของตัวบุคคลแล้ว
ยังแฝงเร้นด้วยสัญญะทางสังคมบางอย่าง
ที่เจ้าของแบรนด์อยากจะสื่อสารกับคนภายนอก
ตั้งแต่ "มองมุมกลับ ปรับมุมมอง" ของขุ่นแม่ลีน่า
จนมาถึงแคมเปญที่นำน้องๆ เด็กเสริฟชาวพม่าในร้านมาเป็นนางแบบอันนี้
ในฐานะคนที่เคยทำงานกับแรงงานข้ามชาติสำหรับเราแล้ว
แคมเปญนี้มันสัมผัสใจและมีพลังอย่างมาก
เราไม่รู้ว่า Laemgate คิดอย่างไร แต่นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากแคมเปญนี้
................................................................
1. "แรงงานพม่ามีตัวตน"
ในปี 2558 เอาแค่แรงงานพม่าถูกกฎหมายในไทยเรามีพวกเค้า 1 ล้านคน
นี่ยังไม่รวมที่ลักลอบเข้าเมืองมาทำงานนะซึ่งมันหมายความว่า
เรามีพวกเค้าอยู่ในระบบเศรษฐกิจของเราอยู่เยอะมาก
พวกเขาเหล่านั้นเป็นปัจจัยสำคัญ
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเรา
พูดอย่างตรงไปตรงมาคือ "เราขาดเค้าไม่ได้"
แต่ที่ผ่านมาพวกเขากลับถูกปฏิบัติเหมือนคนไร้ตัวตน
ถูกกดขี่ ข่มเหงสารพัด ค่าแรงแสนต่ำกับภาระงานแสนหนัก
การลุกขึ้นมาทำแบบนี้ของแบรนด์อย่างแหลมเกตุ
ที่มีความความฟู่ฟ่าของทั้งอาหารและการตกแต่งร้าน
รวมถึงทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองแบบนี้มัน impact กับเรามาก
เพราะมันเป็นการยอมรับที่กล้าหาญมากว่า ดูสิ!
ร้านชั้นขับเคลื่อนไปได้ คุณได้กินอาหารอร่อย บริการดีๆ
เพราะเด็กๆ ของเราพวกนี้นี่แหละ เด็กพม่ากลุ่มนี้นี่แหละ
ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้แบรนด์ชั้น 
เห้ย คือมันมีความหมายมาก!!!
2. "คุณคือคนสำคัญ"
การทำแบบนี้มันเป็นการส่งสารและการทำงานแบบเสริมพลัง (empower)
ไปยังเค้าว่าพวกเธอคือ "คนสำคัญ" สำหรับเรานะ
มันเป็นการเคารพและการให้เกียรติกันระหว่างคนร่วมงาน
ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างคือปฏิเสธไม่ได้
ว่าทุกคนต่างเป็นฟันเฟืองสำคัญทั้งหมด
และมันหายากมากจริงๆ ที่นายจ้างชาวไทย
จะปฎิบัติกับลูกจ้างที่เป็นแรงงานข้ามชาติด้วยการให้เกียรติแบบนี้
นอกจากความเป็นมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นของนายจ้าง
ผ่านการแสดงออกแบบนี้
เราเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่นายจ้างจะได้กลับมาคือ 
ความจงรักภักดีต่อบริษัทของลูกจ้าง
ที่คงพร้อมทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่แน่นอน
3. "ลบภาพจำแบบเก่า เรามามองกันใหม่"
สังคมไทยมักมองชาวพม่าเป็นผู้ร้าย ทำไงได้อ่ะ
ก็หนังสือประวัติศาสตร์เรา การนำเสนอข่าวบ้านเรา
มักหยิบเลือกแง่มุมที่ชั่วร้ายให้ชาวพม่าตลอด
หลายๆ คนมีความคิดกับคนพม่าคือ แม่งน่ากลัว โหดร้าย
การนำน้องๆ มาใส่เสื้อขาว ยิ้มแย้ม ถือผลิตภัณฑ์
มันเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับแรงงานกลุ่มนี้อย่างมากสำหรับเรา
ดูพวกเขาสิ ไม่มีอะไรต่างจากเราเลย ยิ้มแย้ม น่ารัก เห้ยแม่ง ปังมาก
จนเราเชื่อว่าหลายคนคงอยากทำความรู้จักกับคนพม่าใหม่
อย่าให้ ภาพจำแบบเก่าแยกเราให้ไกลกันเลยนะ
ขอบคุณแหลมเกตุที่กล้าออกมาทำอะไรแบบนี้
กล้าลุกขึ้นมาบอกกับสังคมของเราว่าพวกเขาคือคนสำคัญ
กล้าที่จะจับมือเค้าลุกขึ้นมาจากหลังครัวหรือถาดเครื่องดื่มในร้าน
แล้วฉาย Spotlight ให้เค้าได้เห็นคุณค่าของตัวเอง
ที่เขาไม่ใช่ "ต่างด้าว" หรือ "alien" อย่างที่กฎหมายเรียก
แต่เค้าคือเพื่อนคนสำคัญที่ทำให้เราทุกคนต่างขับเคลื่อนไปได้
ต้องแวะไปขอลายเซ็นต์น้องๆ หน่อยแล้วแหละ
แจ๋ซูติ่นบ่าแด๋ ล่วงหน้าเด้อออออ
................................................................
ขอขอบคุณรูปภาพจากคุณ Apichat Bowonbuncharuk
ดูภาพปังๆ ของสาวๆ ได้ที่ : https://www.facebook.com/laemgate/posts/1372743572813508
ข้อมูลตัวเลขแรงงานพม่า: http://www.m-society.go.th/article_attach/18712/20429.pdf

บทเรียนจากเปรี้ยว "เมื่อความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่แค่เรื่องผัวเมียทะเลาะกัน



ในนาทีนี้คงไม่มีเรื่องไหนเป็นที่ถูกกล่าวถึงมากไปกว่าเรื่องราวของเปรี้ยว
แต่มีประเด็นสำคัญที่อยากพูดถึงคือเรื่องราวในวัยเด็กของเปรี้ยว
ที่อาจจะเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราได้มีโอกาสรู้จักกับฆาตกรสาวคนนี้

“ตอนน้องเปรี้ยวอายุ 5 ขวบ พ่อกับแม่ทะเลาะกันประจำ
ตบตีทำร้ายร่างกายกัน ถึงขั้นเลือดสาดต่อหน้าลูก
ทุกครั้งที่แม่ถูกพ่อทำร้ายร่างกาย น้องเปรี้ยวจะเข้ามาช่วย แต่ช่วยไม่ได้
น้องเปรี้ยวจะตะโกนเสียงดังและร้องไห้หนักมาก
อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ที่ทำให้น้องเปรี้ยวเป็นคนเก็บกด
และมีพฤติกรรมรุนแรง แม่อยากขอโทษลูก
ขอโทษสังคมกับเรื่องที่เกิดขึ้น" (ข่าวสด, 3 มิ.ย. 60)

คำบอกเล่าจากแม่ของเปรี้ยวที่ทำให้เราได้รู้จักกับชีวิตวัยเด็ก
ของด.ญ. เปรี้ยว ก่อนที่เราจะมารู้จักกับ "อีเปรี้ยว"
อย่างที่ใครหลายคนเรียก

สิ่งที่เราจะบอกคืออยากให้ทุกคนเลิกเพิกเฉยต่อความรุนแรงในครอบครัว
โดยการใช้ข้ออ้าง "เรื่องผัวเมียทะเลาะกัน" สักที
เพราะผลลัพธ์จากการนิ่งเฉยและไม่แทรกแทรงตรงนั้น
นอกจากดำรงความเจ็บปวดให้ฝ่ายที่ถูกกระทำ
และไม่ส่งสารของการไม่ยอมรับไปยังผู้กระทำแล้ว
(ปล่อยไปแบบนี้คนกระทำจะทำเรื่อยๆ
เพราะไม่มีใครห้ามหรือแทรกแทรง)

สิ่งที่น่าเจ็บปวดกว่านั้นคือการที่เรากำลังเป็นส่วนหนึ่งในการ
ฉายภาพซ้ำให้เด็กคนหนึ่งเห็นวิถีทางในการแก้ไขปัญหา
เมื่อคนอื่นทำให้เขาไม่พอใจ

เด็กจะเรียนรู้วิธีการใช้ความรุนแรงระบายอารมณ์
และความคั่งค้างภายในอย่างไม่รู้ตัว

เรากำลังสร้างเด็กที่จะมุ่งทำร้ายคนอื่น
เมื่อเขารู้สึกไม่ปลอดภัย และอยากเอาชนะ
เพราะเรามองว่า "ไม่ใช่เรื่องของเรา"

เอาจริงเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะตัดปัจจัยสำคัญ
ในการสร้างฆาตกรได้ง่ายๆ เลยนะ

ถ้าพบเห็นความรุนแรงในครอบครัว
โทรเลย 1300 ง่ายแค่นี้เอง 1300 โทรสิ 1300

โทรแจ้งตั้งแต่ต้นทาง เราจะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยตามด่าอีก

ถามจริง!!

ไม่เหนื่อยเหรอตามด่ากันมาตั้งแต่เกมส์ มาจนหมูหยอง เนี่ยเปรี้ยวอีก
มาสอดส่องละแวกบ้านแล้วช่วยเจ้าหน้าที่ทำงานกันดีกว่า
โทรจ้า 1300

Non - violence สันติวิธี เส้นทางสู่สันติภาพ



Non - violence สันติวิธี เส้นทางสู่สันติภาพ
ชัยวัฒน์ สถาอนันต์

บทสัมภาษณ์อ.ชัยวัฒน์ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้เกี่ยวกับสันติวิธีและปฎิบัติการไร้ความรุนแรงรวมทั้งการปรองดองสมานฉันท์g เป็นการถ่ายทอดที่อ่านง่าย และเพลินมาก รูปเล่มก็กะทัดรัด เนื้อหาก็รวบรัด ได้ประเด็น เหมือนฟังอาจารย์ Lecture อยู่หน้าชั้นเรียน หรืออารมณ์นั่งเม้าท์กับอาจารย์หน้าม้าหินตรงคณะนิติ คือมันดูกันเอง มันรับง่าย ย่อยง่ายมาก
อ่านเล่มนี้แล้วทำให้เราเข้าใจสันติวิธี และอหิงสามากขึ้น และยิ่งตอกย้ำให้เห็นภาพชัดว่าตั้งแต่รัฐบาลทหารเข้ามาปกครองประเทศนี้เรายังไม่ได้เริ่มหนทางสู่การปรองดองเลย เอ้า พาลงจัง 😥

โรงเรียนบันดาลใจ Creative School


"โรงเรียนบันดาลใจ Creative School"
Ken Robinson และ Lou Aronika แต่ง
วิชยา ปิดชามุก แปล

หนังสือที่ทำให้หัวใจเราวูบวาบขึ้นอีกครั้งหลังจากเด็กน้อยโตเข้าหาแสง ใครตั้งชื่อภาษาไทยว่ะ เพราะมันโคตรจะบันดาลใจจริงๆ เลยอ่ะ อ่านแล้วขึ้นหวับๆๆๆ

เล่มนี้พูดถึงการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงการศึกษาที่เริ่มมาจากคนตัวเล็กตัวน้อยในโรงเรียน ตั้งแต่ครู และผู้บริหารที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กๆ อีกหลายคน โดยการฉายภาพตัวอย่างโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จให้เราได้เห็นมากมายและโรงเรียนเกือบทั้งหมดคือโรงเรียนที่เคยขึ้นชื่อว่าป่วงที่สุดทั้งนั้น

สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้คือการที่ครูสนใจและให้คุณค่ากับสิ่งที่นักเรียน "อยากทำ" และ "อยากเป็น" และเริ่มจากตรงนั้นคือมัน start where they are ที่แท้ทรู ซึ่งนั่นเป็นจุดสำคัญของความสำเร็จเลย

จับนักเรียนตัดผมสั้น วัดความสั้นยาวถุงเท้าอะไรแบบเนี้ย พักก่อน!!! มาอ่านเล่มนี้ก่อน แล้วจะรู้ว่านั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเรียนของเด็กมันป่วง เพราะเราไป focus อะไรก็ม่ายยลู้ววว เราไม่เคยเคารพในตัวเด็ก และให้ความสำคัญกับคุณค่าที่เด็กๆ ยึดถืออยู่เลย

จริงๆ อ่านเล่มนี้จบตั้งแต่ตอนฝึกทหารและ มีชีวิตรอดในช่วงนั้นมาได้เพราะได้พลังจากหนังสือเล่มนี้ แนะนำจริงๆ สำหรับคนที่ทำงานกับเด็ก โดยเฉพาะสายการศึกษา เพราะพลังในการเปลี่ยนแปลงอยู่ในมือคุณ!!

ไปซื้ออ่าน!!!

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...