วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาร์เมียนมาร์4: "พุกาม" สวรรค์บนดิน (สวรรค์จริงๆ นะ)

พุกาม (Bagan) อีกหนึ่งจุดหมายในฝันที่ตั้งใจว่าครั้งหนึ่งต้องมาให้ได้ เราได้แรงบันดาลใจในการมาพุกามจากรายการหนังพาไป คือดูตอนนั้นดูแล้วแบบว้าวววว มันมีที่แบบนี้จริงๆ เหรอ แล้วคือ มันอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของเรา เราต้องมนสเน่ห์ พุกามผ่านการนำเสนอของรายการในวันนั้น 
กับประโยคของอาร์โนว ทอยบี "See Bagan and Live" ที่ทำให้เราตั้งใจว่าต้องมาที่นี่ให้ได้
และวันนี้เรากำลังจะได้สัมผัสเมืองในฝันของเราด้วยสายตาเราจริงๆ กับที่นี่ 
"พุกาม" สวรรค์บนดิน


.................................

เมื่อถึงสถานีรถบัสอองมิงกะลา เราก็หารถที่จะไปพุกามโดยเราได้บริษัท Mandalay Express นี่แหละตามรูปราคาตั๋ว 15,500 จั๊ต (ห้าร้อยกว่าบาท) เป็นรถแอร์นอน โดยเราจะใช้เวลาในการเดินทาง 7 ชั่วโมงสู่พุกาม 

บริเวณหน้าบริษัทขายตั๋วรถทัวร์ ที่หนาแน่นไปด้วยผู้คน

พนักงานบริการบนรถทัวร์

สภาพที่นั่ง
โดยเราไปถึงที่พุกามประมาณตี 5 โดยเมื่อลงจากรสบัสมาถึงจะโดนคนขับแท็กซี่เอย รถม้าเอย สามล้อเอยมารุม ซึ่งเราต้องรู้เป้าหมายที่แน่ชัดว่าจะไปไหน ซึ่งเอาจริงตอนนั้นกูไม่มีเป้าหมายแน่ชัดเลย แน่ชัดที่สุดคือ Hostel ราคาถูก เราตีสนิทกับคนขับแท็กซี่ด้วยมุกเดิมคือภาษาพม่า จนแกคิดราคาแท็กซี่แค่ 2,000 จั๊ต จากสถานีรถบัสสู่ โฮสเทลราคาถูกที่ไหนซักที่บริเวณยองอู
บอกก่อนว่าที่พุกามจะมีทั้งหมด 3 โซน คือ
  • ยองอู (Nyaung U) เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยกันจริงจัง มีร้านอาหาร รถรา เกสเฮ้า โฮสเตลเยอะแยะไปหมด เป็นย่านชุมชน
  • พุกามเก่า (Ole Bagan) เขตเมืองเก่าที่อยู่ของทะเลเจดีย์ต่างๆ เต้มมมมไปหมด เมื่อก่อนคนอยู่แถวนี้แต่เพื่อรักษาโบราณสถานต่างๆ รัฐบาลให้ย้ายคนไปอยู่เมืองใหม่
  • พุกามใหม่ (New Bafan) เป็นโซนที่ที่ขยายอกมาเพื่อไม่ให้รบกวนโบราณสถานมากนัก มีโรงแรมเปิดเยอะมาก เพราะตั้งใจสร้างโวฯนี้รับรองการท่องเที่ยว

เมื่อได้ที่พักที่ Eden3 Gresthouse ราคาคืนละ 10 ดอลล่า เราก็งีบแล้วก็ตื่นอกกมาตะลุยพุกามสมตั้งใจ โดยเราได้เช่ามอเตอไบค์เพื่อที่จะได้ขับเที่ยวทั่วพุกามได้อย่างอิสระ อยากแวะไหน แวะ อยากไปไหนไป และอีกอย่างพุกามนี่ร้อนมาก ร้อนวัวตาย ร้อนควายล้ม การเช่ารถม้าหรืออะไรแบบนี้ทั้งวันแล้วคิดจะพักอ่ะ มันก็กลัวไม่คุ้มไง แต่มอเตอร์ไบค์นี่มันโคตรอิสระเลย และไม่ต้องกลัวหลงนะ เราสามารถถามคนได้ตลอด โดยเราเริ่มวันนี้ด้วยการกินอาหารเช้า ณ ร้านน้ำชาตามประสา บอยๆ

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาร์เมียนมาร์3: เส้นทางสู่ "พระธาตุอินทร์แขวน"


พระธาตุอินทร์แขวน 1 ใน 5 มหาบูชาสถานแห่งเมียนมาร์ สถานที่บูชาที่เป็น 1 ในจุดหมายของคนไทยหลายคนที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเมียนมาร์ และที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ในฝันของเรา เรพาะเราเห็นรายการต่างๆ มาถ่ายทำที่นี่เยอะมาก และภาพประทับใจที่เราเห็นคือภาพความศรัทธา ของผู้คนที่มาที่นี่ และภาพก้อนหินก้อนหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมขอบผา ซึ่งเราเองอยากมาให้เห็นกับตา และที่นี่ก็จะเป็น มหาบูชาสถานแห่งที่ 3 ที่เราได้มีโอกาสมากราบไหว้



............................................................

พระธาตุอินแขวน (Kyaiktiyo Pagoda) หรือชื่อภาษาพม่าเรียกว่า "ไจ๊ตี้โย" ท่องอีกทีค่ะว่า "ไจ๊ตี้โย" เพราะมันมีความสำคัญมากในการถามผู้คนเกี่ยวกับหนทางในการไป มึงจะมา พระธาตุอินแขวนนี่ มีหวังเงิบ เพราะใครไม่รู้จักนะจ๊ะ โดยเราจะเดินทางจาก หงสาวดี ไปพระธาตุอินแขวนโดยรถไฟซึ่งเราได้จองตั๋วไปแล้วตั้งแต่มาถึงหงสาวดี ซึ่งรถไฟจากหงสาวดี ไป พระธาตุอินแขวนจะมี 3 รอบ คือ
ช่วงเช้า: 9.00
ช่วงค่ำ: 20.50 และ 22.30
โดยใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงไปลงที่สถานทีไจ๊ก์โถ (Kyaikto) ซึ่งยังไม่ถึงนะเราต้องต่อรถไปอีกที่ คินปุนเบสแคมป์ (Kinpun Base Camp) ซึ่งเป็นต้นทางสู่พระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งเราเลือกรอบ 22 .30 เพราะจากการคิดคำนวณแล้วเราจะได้ไปถึง ไจ๊ก์โถประมาณตีสองครึ่งซึ่งเราจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องที่พัก เราจะได้งีบบนรถ แล้วก็ถ้าไปถึงสถานีรถไฟก็ค่อยหาที่นอนแถวนั้นเอา ซึ่งราคารถไฟ Ordinary class 700 จั๊ต (23 บาท) Upper class 1,900 จั๊ต (ุ63 บาท) กูก็เลือกชั้นธรรมดาตามระเบียบ โดยการมาเอาตั๋วครั้งนี้จัดการโดยอะโกเมียวอูเจ้าเก่าเข้าไปถึงห้องตั๋วให้เช่นเดิม

อะโกเมียวอูผู้ใส่หมวกกำลังจัดการเรื่องตั๋วให้เรา

ตอนเรากลับมาที่สถานีรถไฟเป็นช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม โดยเจ้าหน้าที่ชุดเก่าที่เราเจอตอนมาได้กลับไปหมดแล้ว เราก็เลยต้องทำความรู้จักกับเจ้าหน้าที่กะกลางคืนใหม่ทั้งหมด และทุกคนก็ยังใจดีกับเราเหมือนเดิมยังเซอร์ไพรส์กับทานาคาบนหน้า และภาษาพม่าเบื้องต้นของเรา เนื่องจากมันเหลือเวลาอีกเกือบ 3 ชั่วโมงทำให้เราขออนุญาตอะโกโทนโทนเม๊ะ ซึ่งเป็นนายท่าคนใหม่นอนพักรอที่สถานี ที่ห้องนายท่า แกใจดีอนุญาติให้เรานอนพัก และเอาหมอนมาให้ด้วย แกบอกว่าถ้ารถไฟเรามาแล้วแกจะปลุก

ที่นอนกิตติมศักดิ์ของเรา อภินันทนาการโดยอะโกโทนโทนเม๊ะ นายหัวท่าใจดี
เมื่อถึงเวลารถไฟมาอะโกโทนโทนเม๊ะก็ปลุกเราตามที่แกบอก เรากล่าวขอบคุณและกอดแกและพี่ๆ ในสถานีคนละหนึ่งที่ ทุกคนอวยพรเราให้เดินทางปลอดภัยและสนุกกับการเดินทาง

บรรยากาสที่สถานีในช่วงกลางคืน
รถไฟกำลังมาแล้ววววววว
เมื่อขึ้นรถไฟปุ๊บเราก็หาที่นั่งตามที่ระบุไว้ในตั๋ว แล้วก็เอากระเป๋าอันใหญ่ ไว้ที่ช่องด้านบน อันเล็กเอามาหนุนแทนหมอนแล้วก็ตั้งใจหลับต่อ เพราะว่าพรุ่งนี้เราต้องลุยต่อทั้งวัน กลัวสังขารจะไม่ไหว ด้วยความที่เป็นกังวลเราก็ตื่นเป็นระยะ เพราะรถไฟที่เมียนมาร์นี่เราจะไม่รู้เลยว่าถึงไหนแล้ว ไม่มีการประกาศเสียงตามสายอะไรทั้งนั้น ทางเดียวคือชะโงกหน้าดูป้าย หรือถามคนท้องถิ่นเอาว่าถึงไหนแล้ว โดยเรากะว่าเราน่าจะถึงจุดหมายประมาณตี 2 และเรื่องราวตื่นเต้นที่สุดในชีวิตการลงรถและการเดินทางของเราก็เกิดขึ้นที่นี่

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์2: นั่งรถไฟไป "หงสาวดี" กันเถอะ

วันนี้ตื่นเช้าดังใจปรารถนา ตื่นมาก็มุ่งหน้าเดินไปยังสถานีรถไฟย่างกุ้งเพื่อที่จะไปดูตั๋วรถเพื่อจะไป "หงสาวดี" นามนี้คนไทยคงรู้จักกันดีว่าเป็นอริที่สำคัญในสมัยอยุธยา แต่ชื่อทางการที่คนเมียนมาร์รู้จักกันนั้นจะเรียกว่า Bago (บาโก) ห่างจากย่างกุ้ง 80 กม. เป็นทางผ่านไปพระธาตุอินแขวน คนส่วนใหญ่เลยนิยมแวะที่นี่ก่อนไปพระธาตุอินทร์แขวน และที่นี่เองก็เคยเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรตองอู คู่รักคู่แค้นของพี่ไทยเรา วันนี้ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเมียนมาร์ หงสาวดี เลยเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญที่เราพลาดไม่ได้เด็ดขาด 
บรรยากาศในตอนเช้าระหว่างเดินเราก็ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวเมียนมาร์ในช่วงเช้าที่มีตั้งแต่ให้อาหารนก จับจ่ายซื้อของ ตักบาตร กินน้ำชา ตามเรื่องตามราว พ่อค้าแม่ขายก็ตั้งร้านรวงกันริมถนนกันมากหน้าหลายตา ตั้งแต่ของกิน ยันหนังสือพิมพ์มีให้เลือกจับจ่ายในตอนเช้า


โดยเฉพาะธุรกิจการให้อาหารนกนี่คงเป็นสิ่งที่ป็อบปูมากๆ เพราะเราจะเห็นแม่ค้าขายอาหารนกอยู่ทั่วไปในย่างกุ้ง และนกพิราบก็เยอะเหลือเกิน ตามเสาไฟฟ้านี่เต้มมมมมม


วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

มิงกะลาบาเมียนมาร์1: 2 วันแรก ณ ย่างกุ้ง (แค่เปลี่ยนสถานที่ทำรายงานฝึกTT)

ทริปเมียนมาร์ครั้งนี้้เกิดขึ้นเพราะช่วงนั้นแอร์เอเชียร์นางมีโปร ด้วยส่วนตัวที่วาดฝันอยากมาเยือนประเทศนี้ไว้นานมาก ก็เลยจัดเลย จองไว้นานมากเกือบครึ่งปี และวันนี้ก็ได้มาหานางสมดังใจหมาย อยากบอกว่าตื่นเต้นมาก เพราะก่อนมาก็ได้ไปฝึกงานที่แม่สอด ทำงานกับพี่น้องแรงงานข้ามชาติ และผู้ลี้ภัยจากเมียนมาร์ล้วนๆ นี่ก็เลยอินมาก ตอนนั้นก็ได้มีโอกาสไปเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยงที่อยู่ตรงข้ามกับแม่สอดมาแล้วเราก็เห็นว่าประเทศนี้มันมีเส่ห์บางอย่างที่ร้องเรียกเราให้มาทำความรู้จัก และหาคำตอบกับคำถามที่มีเยอะแยะมากมายในหัวตลอดระยะเวลาฝึกงาน เมียนมาร์ครั้งนี้เลยรู้สึกมีพาชชั่น และตื่นเต้นกว่าตอนกดตั๋วจองซะอีก

สำหรับการเตรียมตัวก่อนไปครั้งนี้ ถือว่าทำการบ้านน้อยมากเรามีหนังสือแค่สองเล่ม เล่มแรกเป็นหนังสือแนะนำท่องเที่ยว อีกเล่มเป็นหนังสือเกี่ยวกับประโยค คำศัพท์ภาษาพม่าพื้นฐาน พร้อมทั้งข้อมูลต่างๆ หนังสือสองเล่มนี้ช่วยเราได้มาก นอกนั้นก็อาศัยการถามพนักงานที่พัก คนท้องถิ่น และเพื่อนนักเดินทางที่เจอ

รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการเดินทาง ใครจะไปแนะนำหาหนังสือสักเล่มพกติดตัวไปจะเป็นประโยชน์และอุ่นใจ ช่วยได้หลายอย่างเลยครับ

ขอบคุณพี่บาสผู้เขียนเที่ยวพม่าซ่าอย่างอินดี้ที่ช่วยกอล์ฟได้มากในเรื่องวางแผนท่องเที่ยวแบบรายนาทีของตัวเอง 555 และศูนย์ภาษาอีซี่เบอร์มีสกับ Survivor พม่า เล่มนี้มีประโยชน์มากตั้งแต่ฝึกงานแล้ว กราบ!


นั่งเครื่องมาสักประมาณชั่วโมงเราก็มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้ง นางเป็นสนามบินเล็กๆ น่ารัก สะดวกสบายเชียวแหละ มาถึงเราก็เดินไปต่อแถวที่ตรวจคนเข้าเมือง อยากบอกทุกคนว่า ตม.ที่นี่มีช่องค่อนข้างน้อย ดังนั้นใครไม่อยากต่อคิวนานก็รีบออกจากเครื่อง รีบเดินไปต่อคิวตม.เลยก็ดีนะ เพราะคิวตม.วันนั้นต่อกันนานมาก ในระหว่างต่อคิวทำอะไรไม่ได้เลย น้องจากยืนสลับขาเล่นไปมา ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือหาเพื่อนคุย พอดีข้างหลังเราเป็นพี่ผู้หญิงผู้ชายคนไทยสองคนที่เขาเป็นแฟนกัน เราก็เริ่มชวนคุยทักทายปกติ "มาเที่ยวกันเหรอครับ" ประโยคง่ายๆ ที่เริ่มสนทนา และทำให้เรารู้ว่าพี่เขามาเที่ยว 1 วัน และกำลังจะเข้าเมืองเหมือนกัน ดังนั้นเราก็เลยขออนุญาตไปแท็กซี่คันเดียวกับพี่เขาเพื่อที่จะได้หารค่าแท็กซี่กัน เพราะจากสนามบินไปในเมืองนี่ระยะทางค่อนข้างไกล และไม่มีรถโดยสารสาธารณะ การหาคนหารค่าแท็กซี่จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด ดังนั้น ในระหว่างรอคิวตม. จงหาคนคุยนะครับ
เราได้ค่าแท็กซี่ราคาเหมา 8,000 จั๊ต 3 คนก็คนละประมาณ 2,700 จั๊ต แท็กซี่ที่นี่แปลกตรงที่พวกนางส่วนใหญจะไม่เปิดแอร์กันเลยครับ ถ้าใครจะเปิดแอร์ต้องจ่ายเพิ่ม วันนั้นร้อนมากเราก็เลยจ่ายค่าแอร์รวมไปใน 8,000 ถ้าไม่เปิดแอร์นางคิดแค่ 7,000 แต่เอาน่า แอร์หน่อยละกัน (บาท เป็น จั๊ต คิดง่ายๆ เอา 30 หารเงินจั๊ต ก็จะได้เป็นบามแบบหยาบๆ ครับ)
เมื่อรถออกสู่ท้องถนน เราก็ว้าววววว บ้านเมืองสะอาดสะอ้านดีจัง ถนนเลนกว้างใหญ่ ต้นไม้ร่มรื่นมากๆ นั่นเป็นความประทับใจแรกที่เราเห็น และเราชอบมาก รถราก็คับคั่ง นี่มันกรุงเทพฯ ย่อมๆ เลยนี่นา ซักพัก แท็กซี่ก็เปิดเพลงไทยเอาใจซะงั้น แอร์เย็นๆ ฟังเพลงไทย พูดคุยกับคนขับรถเมียนมาร์ ดูวิวเมียนมาร์ เป็นโมเม้นท์แรกที่อบอุ่นใจจริงๆ 55555

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

ถอดบทเรียนฝึกภาคปฎิบัติ 2: แรงงานข้ามชาติ สิทธิที่ถูกขโมย ตัวตนที่จางหาย สู่ความท้าทายในงานสังคมสงเคราะห์

ถอดบทเรียนจากฝึกภาคปฏิบัติ 2 กับเรื่องชีวิตไร้พรมแดน
แต่เอามาแค่ส่วนที่อะลิตเติ้ลเขียนนะ ยังมีส่วนอื่นๆ ของเพื่อนอีก แต่เลือกเอาของเพื่อนที่เขียนในบทเดียวกันกับเรามา (ขอนุญาติมึงๆ ด้วยนะ) และขอขอบคุณทุกคน เสร็จแล้ว สวัสดี อยากอ่านหนังสือให้เยอะกว่านี้ อยากเขียนให้ถึง และเข้าใจมากกว่านี้ แต่แพ้ความลำใยตัวเอง นี่ก็แอบเสียใจอยู่

ภาพปกโดย ของขวัญ ณิชาภัทร

ขอคารวะแด่แววตาแห่งความหวัง
และจิตวิญญาณที่ไม่ยอมถูกกดทับ

ขอบพระคุณสำหรับบทเรียนอันล้ำค่า
ที่ทำให้เราลึกซึ้งในความหมายของคำว่า
เพื่อนมนุษย์

แด่ผู้ลี้ภัย แรงงานอพยพ
และทุกคนที่เดินผ่านเข้ามาตลอด
การฝึกภาคปฏิบัติ
 .............................................................................................

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...