วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557
40 ข้อเท็จจริงของอะลิตเติ้ล
วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557
บทสรุปของฝึก 1
เพราะมันคือความคาดหวังในสิ่งที่อยากเห็นและจับต้อง
มันเป็นการหาคำตอบอะไรบางอย่างกับคำถามที่คนอื่นคอยถามมาตลอด
และมันเป็นการหาคำตอบให้กับความฝันใหม่ที่ข้าพเจ้าเพิ่งค้นเจอ
ระยะเวลากว่าสองเดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและมีค่ามากที่สุดอีกช่วงหนึ่งในชีวิต
เป็นช่วงเวลาของการคิดทบทวนและเรียนรู้ตัวตนภายใน
ในระยะเวลาที่ผ่านมามีอารมณ์ความรู้สึกและความคิดอันหลากหลาย
มากระทบให้ได้คิดให้ได้สัมผัสรู้ตลอด
การฝึกงานในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าเห็นภาพงานสังคมสงเคราะห์ที่มีชีวิต มีตัวตน และมีคุณค่า
ที่ภายในห้องเรียนของรั้วมหาวิทยาลัยไม่สามารถอธิบายและมอบความรู้สึกที่ลึกซึ้งแบบนี้ได้
ตอนจบที่เพิ่งเริ่มต้น
.........ตอนจบที่เพิ่งเริ่มต้น ...........
>>เราถูกสอนให้เคารพในศักดิ์ศรี และตัวตนของความเป็นมนุษย์<<
เราเลยเชื่อว่าทุกคนควรมีทางเลื อกและเราจะเคารพในการตัดสินใจเราเลย "เชิญชวน" แทน "การบังคับ"
>>เราถูกสอนให้เรียนรู้ทักษะในก ารทำงานกับกลุ่มเป้าหมายที่หลาก หลาย<<
การเข้าคณะตอนเย็นทุกวันเราเลยเ ต้น ร้องเพลง เล่นเกมส์ เพื่อเตรียมตัวทุกคนให้พร้อมในการจัดกิจกรรมให้กับค นอื่น และสร้างความกล้าในการแสดงตัวตน ของเรา
>>เราถูกสอนให้ต้องอดทน รับฟัง ค่อยแก้ไขปัญหา และเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์<<
เราเลยมีกิจกรรมเพื่อให้ทุกคนได ้เรียนรู้ตัวตน ตระหนักรู้อารมณ์ และแก้ไขปัญหาจากเชือกเส้นนั้น
>>เราอยากให้ทุกคนได้เห็นคุณค่า ของตัวเองว่าเราหนึ่งคนสามารถทำอะไรเพื่อใครได้อีกหลาย อย่าง<<
เราเลยให้มีกิจกรรมจิตอาสาให้ทุ กคนได้ลองเสียสละบางอย่างเพื่อที่จะได้รับอะไรบางอย่างไป พร้อมๆ กัน
: เราอยากให้ทุกคนภูมิใจ และมีแรงบันดาลใจในการทำความรู้ จักกับสิ่งที่เรารัก
และเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างในตัวพวกเรา
เพราะเราเชื่อว่าการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการเริ่มต้นจากตัวเราและสิ่ง รอบข้าง
คณะเราเติบโตขึ้นเยอะ เราเดินมาไกลมาก
ภูมิใจในทุกฐานคิด ทุกความระมัดระวัง และทุกความเคารพ
ขอต้อนรับสู่การเรียนรู้วิชาว่า ด้วยแว่นตากรอบใหม่ที่จะทำให้คุณมองอะไรต่างไปจากเ ดิม
วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557
I'm fine สบายดีตอนจบ (วันที่ 4 Blue Lagoon&Jungle Party)
ความเดิมตอนที่แล้ว >>
I'm fine สบายดี (วันที่ 1 เวียงจันทน์)
I'm fine สบายดี (วันที่ 2 ไปวังเวียงกันเถอะ)
I'm fine สบายดี (วันที่ 3 ไป Day Trip กันเถอะ)
คือ เมื่อคืนยังไงค่ะ กลับมานอนเกือบตีสอง วันนี้เลยตื่นแปดโมงครึ่ง ล้างหน้าล้างตาโดยไม่อาบน้ำ กินข้าวสองสามคำก็รีบปรี่ไปที่นัดหมายเลย ระหว่างทางก็เจอก๊วนเกาหลี ตกใจนางแต่งตัวกันมาเต็มมาก ไปที่นัดหมายรอทุกคนมาครบก็ขึ้นรถไปลุยบลูลากูนกัน ซึ่งราคาเหมารถ 700 บาทไปกลับ 10 คน ก็คนละ 70 บาท ซึ่งเป็นรถคันใหญ่ที่ไป Day Trip จองไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
ถาม: นอกจากเหมารถใหญ่แล้วยังสามารถไปด้วยวิธีไหนได้บ้าง
ตอบ: จากการสังเกตแล้วการไปบลูลากูนสามารถไปได้หลายวิธีดังนี้
1. เดินเท้า ซึ่งไกลมาก ต้องใช้ความอดทนระดับล้าน ต้องปรับทัศนคติมองโลกในแง่ดี ค่อยๆ เดินมองวิถีชีวิต มีเวลามาก คงฟิน วิธีนี้ส่วนใหญ่ฝรั่งนางจะทำกัน
2. เช่าจักรยาน ซึ่งก็ยังไกลอยู่ และถนนคือไม่ดี ขลุกขลักตลอดทาง ต้องใช้ความอดทนระดับแสน ปรับทัศนคติ มองโลกในแง่ดี ค่อยๆ ปั่นชมความงามโดยรอบ ส่วนใหญ่ก็ยังเห็นแต่ฝรั่ง
3. เช่ามอไซต์ อุปสรรคคือถนนอีกเช่นกัน และระยะทางที่ไกล ต้องใช้ความอดทนระดับพัน ลมตีหน้าคงสนุก มองเห็นบรรยากาศสวยงาม น่าจะดี
4. เช่าตุ๊กๆ ซึ่งราคาค่อนข้างแพง เหมาะกับจำนวนคน 3 4 5 คน ประมาณนี้ ข้อเสียคือ เพดานต่ำ มองไม่เห็นวิวข้างหน้า มองได้เฉพาะข้างทาง
5. เช่ารถสองแถวใหญ่คล้ายอะลิตเติ้ล เหมาะสมหรับการไปด้วยกันจำนวนมาก มองได้เห็นวิวรอบทิศทาง (เพราะกูปีนไปนั่งบนหลังคา) ถ้าไม่ปีนก็เห็นวิวเฉพาะข้างๆ
สำหรับการเดินทางไปนั้นก็ถือว่าใช้ระยะเวลานานพอสมควร ผ่านถนนลูกรัง ผสมโคลน ผ่านตัวหมู่บ้าน ข้างทางก็มีทุ่งนาเขียวขจี กับทิวเขาทอดตัวยาว หมอกก็ยังคงทำหน้าที่แต่งแต้มยอดเขาอยู่เช่นเดิม เราจะเห็นเด็กๆ วิ่งเล่น ผู้ใหญ่ขี่มอไซต์ จักรยาน บ้างก็เดินไปทำงาน หาของป่า หรือไปนา เห็นวิถีชีวิตต่างๆ เพลินดี
วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557
I'm fine สบายดี (วันที่ 3 ไป Day Trip กันเถอะ)
ความเดิมตอนที่แล้ว >>
I'm fine สบายดี (วันที่ 1 เวียงจันทน์)
I'm fine สบายดี (วันที่ 2 ไปวังเวียงกันเถอะ)
I'm fine สบายดี (วันที่ 1 เวียงจันทน์)
I'm fine สบายดี (วันที่ 2 ไปวังเวียงกันเถอะ)
อาวววววว หล่ะค่ะ วันนี้อะลิตเติ้ลตื่นแต่เช้า มารับประทานอาหารและไปรอหน้าร้านที่ซื้อทัวร์เมื่อวาน เวลา 9.00 น. เพื่อไป Day Trip ซึ่ง Day Trip ที่ว่านี้คือ การซื้อทัวร์เพื่อไปเที่ยวชมถ้ำต่างๆ และพายเรือคายัคล่องแม่น้ำซองอันโด่งดังของเมืองวังเวียง ซึ่งจะใช้เวลาเกือบทั้งวัน คือตั้งแต่ 9.00 - 15.00 ซึ่งบางทีอาจมากกว่านั้น โดยจะแบ่งเป็นสองช่วง คือช่วงเช้าจะไปเที่ยวชมถ้ำ และช่วงบ่ายจะพายคายัค
คำแนะนำ
1. ทัวร์มีข้าวเที่ยงจัดเลี้ยง
2. ถ้ามาในช่วงฤดูฝนแนะนำใส่รองเท้าแตะไปเพราะทางเดินมีโคลนเยอะมาก รองเท้าแตะสะดวกกว่าเยอะสามารถถอดเดินตีนเปล่าเริศสะดวกอย่าบอกใคร
3. แนะนำนุ่งกางเกงขาสั้นไป เพราะสะดวกกว่ามาก (เวลาคายัคคว่ำจะได้ไม่รุงรัง)
4.บริษัทจะมีกระเป๋ากันน้ำไว้ให้บริการ
5. ในฤดูฝนแม่น้ำซองจะเชี่ยวมากกก ในระดับพัดวัวตาย พัดควายล้ม พัดจนต้องร้องขอชีวิต ตั้แต่เกิดมายังไม่เคยเห็นน้ำเชี่ยวแบบนี้มาก่อน
6. เนื่องจากน้ำเชี่ยวเลยไม่สามารถพายไปไกลได้จากปกติจะพายหลายสิบกิโล แต่ในฤดูฝนจะพายไม่เยอะเท่าฤดูอื่น แต่ก็ถือว่าพอดี ฟินแล้ว!!!
7. เนื่องจากน้ำเชี่ยวอีกนั่นแหละกิจกรรมยอดฮิตของที่นี่คือ "ลอยห่วงยาง" หรือ "Tubing" ไม่สามารถทำได้ อยากลอยห่วงมาฤดูอื่น
รถที่มารับจะเป็นรถสองแถวคันใหญ่ ยกสูงที่ทยอยรับคนมาจากที่ต่างๆ ซึ่งคงซื้อทัวร์มาในเครือเดียวกัน ตอนขึ้นไปในรถมีเกาหลีที่อยู่บนรถแล้ว 5 คน จีน 2 และอีอะลิตเติ้ลไทยอยู่ 1 คน บรรยากาศในการนั่งรถก็คือแนะนำตัวมาจากไหนอะไรยังไง มากี่วันแล้ว มีแพลนไปไหน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ว่านี่ชั้นพูดภาษาเธอได้นะ สองสามคำ ร้องเพลงเกาหลีได้คือร้อง ร้องเพลงจีนได้คือร้อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ คือคุยกันไปกันมาสนุกมาก อีเกาหลีคือดีมาก เฟรนลี่ี่ จริงๆ แล้ว เกาหลี 4 คนเป็นเพื่อนกันจากมหาลัยเรียนโลจิสติกทั้งหมด ส่วนอีกคนทำงานแล้วมาคนเดียวและเพิ่งมาเจอกันบนรถ ส่วนจีนอีกสองเป็นพี่น้องกันไม่เรียนแล้วทำงานเลย(อายุยังน้อยอยู่เลยพี่ 20 น้อง 18) จากการสอบถามไกด์ของเราทราบความว่าเดี๋ยวเราจะไปรวมกับอีกกรุ๊ปนึง ซึ่งขณะเดินทางเราก็จะได้ทัศนาบรรยากาศตอนเช้าของวังเวียงที่โคตรพ่อโคตรแม่สวย ทิวเขาทอดแนวยาวตลอดถนน พร้อมกับที่มีปรอยฝนตกจางๆ หมอกเบาๆ ปกคลุมยอดเขา แม่มึงเอ้ยยยยย อยากตายมาก 55555
วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557
I'm fine สบายดี (วันที่ 2 ไปวังเวียงกันเถอะ)
ด้วยอาราม เหนื่อยจัด กลับดึก เลยทำให้วันนี้ตื่นสาย ตื่นมากินอาหารเช้า แล้วก็ขึ้นมาเก็บข้าวของเตรียมตัวไปวังเวียง ซึ่งประมาณ 9 โมงมีโทรศัพท์โทรมาที่ห้อง บอกว่า คนขับตุ๊กๆ ที่นัดไว้มารับแล้วนะ เราก็บอกไปว่า ไม่ไปแล้ว เท!! (หลอกกูนัก สมใจอิช่้อย 5555) เก็บข้าวของเสร็จก็แบกเป้คู่ใจ แล้วก็เดินไปตั้งต้นที่สถานีขนส่งตลาดเช้าขัวดิน
ที่ตลาดก็จะมีรถเมล์นู่น นี่ นั่นหลายสาย เราก็ถามว่า "ป้าครับ จะไปวังเวียงขึ้นคันไหนครับ" เค้าก็จะบอกว่า นี่เลยๆ ต้องขึ้นไปท่ารถสายเหนือก่อนแล้วไปต่อรถเอาที่นู่น ซึ่งรถเมล์ที่จะไปสายเหนือคือสาย 142 นั่นเอง โดยอะลิตเติ้ลก็ได้ใช้ทักษะการแขและการสร้างสัมพันธภาพทำความรู้จักกับแม่ค้า ที่อยู่แถวนั้น มีนามว่า แม่รัน และพี่รอน (ลืมถ่ายรูป) ก็นั่งเม้าท์ให้นางฟังเรื่องที่โดนตุ๊กๆ หลอก นางก็บอกและย้ำว่า อย่าเชื่อตุ๊กๆ มาก ให้ถามชาวบ้านร้านตลาดดีกว่าเวลาจะไปไหน เพราะสำหรับอีตุ๊กๆ แล้ววิธีเดียวที่นางจะบอกว่าไปที่ไหนยังไงก็คือ "ไปโดยการขึ้นตุ๊กๆ" แล้วแม่รันนางยังพูดติดตลกอีกนะว่า "เค้าบอกว่าเวลาไปไทย แท็กซี่ชอบหลอก คนไทยมาลาวถูกตุ๊กๆหลอก ก็หายกัน" 55555 ก่อนที่นางจะบอกว่า "แม่ขอไปขายของก่อนนะ ลืม!! รถเข้าแล้วทางนู้น" แล้วอีอะลิตเติ้ลก็ขึ้นรถ เอ้อออ ลืมบอกว่า รถสาย 142 จากสถานีขนส่งขัวดินไป สถานีขนส่งสายเหนือ เพื่อต่อรถตู้ไปวังเวียง รถจะออกทุกๆ 30 นาที ราคา 50,000 กีบ หรือ 20 บาท จะมีกระเป๋ารถเมล์เดินมาเก็บเหมือนที่ไทยเลย และสำหรับใครจะเดินทางจากเวียงจันทน์ไปสะพานมิตรภาพก็สามารถขึ้น สาย 14 ได้จากที่นี่เช่นเดียวกัน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก
สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...
-
The Letter เริ่มเล่าเรื่องราวด้วยการให้ความตายของยายเล็ก ญาติห่างๆ ของดิวเป็นตัวนำดิวกลับไปสู่เชียงใหม่และทำให้ได้พานพบกับต้น หน...
-
สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...



