ในฐานะคนที่เข้าไปอยู่ในสังคมทหารมา 1 ปีเต็ม สิ่งที่เราอยากจะบอกคือ นั่นคือสิ่งที่เหล่าคสช. เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจในระดับจิตวิญญาณจริงๆ เลยว่า สิ่งที่เขากำลังทำคือการสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม และนั่น คือ "สิ่งที่น่ากลัวที่สุด" ของกลุ่มคนชุดนี้
ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนลองมาทำความเข้าใจเหล่าทหารชั้นนายพลที่ปกครองประเทศอยู่ตอนนี้ว่าเขามีที่มาที่ไปอย่างไร และเราว่าสิ่งที่ทุกคนจะได้เห็นอาจจะทำให้เรารู้สึกสงสารปนเศร้าทั้งตัวพวกเขาและตัวประเทศเรามากขึ้นไปอีก
คนกลุ่มนั้นคือเด็กที่จบม.3 แล้วต้องเข้าโรงเรียนประจำอย่างโรงเรียนเตรียมทหารตั้งแต่อายุ 15 - 16 ซึ่งหมายความว่า "เด็ก" วัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่กำลังค้นหาตัวตน ประกอบสร้างความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ทางสังคมและจิตวิญญาณของเขา รวมทั้งการหาต้นแบบไอดอลในการดำเนินชีวิตของเขาเหล่านั้น เขามีตัวอย่างและชุดความคิดที่จำกัดแค่ภายในรั้วของโรงเรียนเตรียมทหารเท่านั้น (ในปัจจุบันมีเด็กม.ต้นที่ต้องไปอยู่หอเพื่อเรียนในโรงเรียนที่สอนพิเศษเพื่อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารและมีบรรยากาศคล้ายกับโรงเรียนเตรียมทหารด้วย)
เมื่อจบโรงเรียนเตรียมทหารที่เทียบเท่ากับม.ปลาย เด็กกลุ่มนี้จะไหลเข้าสู่โรงเรียนเหล่าทัพ ไม่ว่าจะเป็นจปร. นายเรือ นายเรืออากาศ หรือนายร้อยตำรวจ โรงเรียนเหล่านั้นจะเปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยให้กับพวกเขา มหาวิทยาลัย ที่ปกติควรจะเป็น นครจักรวาล (Universe+city) ที่สอนคนให้รู้จัก "โต้เถียง" "แลกเปลี่ยนความคิดเห็น" ให้เห็นถึง "ความหลากหลาย " ถูกทำให้กลายเป็นสถานที่ที่ "หลอม" คนให้เป็น "เหมือนกัน" เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นผู้บังคับบัญชา และผู้ถูกบังคับบัญชาในหน่วยงานทหารที่มีลำดับยศและการบังคับบัญชาที่ชัดเจน ซึ่งนั่นหมายความว่าคนเหล่านี้จะถูกฝึกให้รู้จัก “สั่ง” และ “รับคำสั่ง” อย่างเคร่งครัด การฝึกวินัยอย่างเข้มงวดที่เราเห็นตามข่าวจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะควบคุมคนให้มีวินัย
ดังนั้นถ้าเข้าใจตามนี้ ถ้าเรามองสังคมทหารที่เข้ามาปกครองประเทศอย่างมีที่มาที่ไปว่าเขา “ผ่านกระบวนการสร้าง” ให้เหมาะสมกับการเป็น “ทหารอาชีพ” พอมันมาปรากฎตัวผิดที่ แสดงบทบาทผิดเวทีจึงไม่น่าแปลกใจกับอาการเหล่านี้
คำพูดจำพวก "เสียสละเข้ามา" "ทำเพื่อชาติ" ไม่ได้เป็นคำ “ตอแหล” แต่มันเป็นคำพูดที่ทหารรู้สึกกันจริงๆ เพราะเขาถูกฝึกว่าให้ “รัก” และ “เสียสละ” เพื่อชาติ เขาถูกฝึกมาทั้งร่างกายและจิตใจให้พร้อม “ตาย” เพื่อชาติจริงๆ คำพูดนี้มันเป็นส่วนสะท้อนความเชื่อลึกซึ้งในระดับจรรยาบบรรณ จิตวิญญาณของชายชาติทหาร ซึ่งมันคง Work กับการทำหน้าที่ “รั้วของชาติ” การทำหน้าที่ต่อสู้กับอริราชศัตรู แต่มันไม่ใช่ “การบริหารประเทศ”
เพราะการบริหารประเทศนั้นมันจะเอาแค่ความรักและความเสียสละอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องใช้ สมอง และความรู้ในการบริหารประเทศนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความคิดความเชื่อ “หลากหลาย” สังคมระดับใหญ่คือสังคมแห่งการ “โต้เถียง” และ “โน้มน้าว” คนตามอุดมการณ์ทางการเมืองที่เขาเชื่อ และโดยสังคมปกติต้องมีความ “วุ่นวาย” เพราะคนเรามันต้องทะเลาะและถกเถียงกันเพื่อผลประโยชน์หรือสิ่งที่เรายึดถือ
และสิ่งที่กล่าวมาเหล่านั้น ตรงข้ามกับสิ่งที่กระบวนการเรียนการสอนทหารได้สอนกัน ซึ่งเท่ากับว่าคุณไม่ได้เข้าใจสิ่งเหล่านี้เลย แต่คุณกลับทำมันอยู่เป็นระยะเวลาถึง 4 ปีแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนั้น เวลาที่เราได้ยินนายกพูดว่า “นศ.ควรกลับไปเรียนหนังสือ” “มีคนทำประเทศชาติวุ่นวาย” “ทำไมไม่ทำตามกฎกติกาของบ้านเมือง (กติกาที่ทหารตั้งและสั่ง)” “มาทำอะไรแบบนี้ใครสั่งให้มาทำ” มันเป็นความไม่เข้าใจและสงสัยอย่างบริสุทธิ์จริงๆ
เพราะชุดความคิดที่คนเรามีสิทธิโดยธรรมชาติ และร่วมกันสละสิทธิบางประการให้รัฐไปใช้ แล้วอำนาจรัฐคืออำนาจของเรา เราแค่อนุญาตให้ตัวแทนของประชาชน(รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง) ใช้อะไรแบบนั้น เขาไม่เก็ท ไม่เข้าใจ เพราะคนใช้อำนาจของทหารคือ “ผู้บังคับบัญชา” ซึ่งมีหน้าที่สั่งให้คนอื่นทำตามนโยบายที่ตนบอก
แบบเออ ลุงแม่งไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคนออกกันมาเพราะอะไร อะไรคือการทวงอำนาจของประชาชน ทำไมการเลื่อนเลือกตั้งมันใหญ่โตมากสำหรับเรา เหมือนที่เราไม่เข้าใจว่า เห้ยยยยยย ลุง ทำไมเรื่องง่ายๆ พื้นฐานเกี่ยวกับการปกครองเนี่ยทำไมลุงไม่เก็ทวะ คือนางไม่มีภาพชุดความคิดอะไรเหล่านั้นในหัวจริงๆ สังคมที่เราโตมามันคนโลก เรื่องเล่าที่ลุงได้ฟังมันมีไม่กี่ชุด มันเลยจำกัดทัศนวิสัยในการมองสังคมและโลกของพวกเขามาก แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ เขาคิดว่าชุดความคิด ความเชื่อของเขามันเริศสุด!!!
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมจึงมีมาตรา 44 เพราะการแก้ไขปัญหา และการบริหารของข้างในนั้นคือการรับคำสั่งผู้บังคับบัญชา คำสั่งของผู้บังคับบัญชาไม่ว่าจะวาจาหรือลายลักษณ์อักษรคือสิ่งที่ลูกน้องต้องปฏิบัติตาม เหมือนตอนเราเป็นทหารใหม่สิ่งที่ต้องท่องทุกเช้าคือ “ไม่มีอะไรที่ทหารใหม่ทำไม่ได้ ทำไม่ไหว ทำไม่ทัน รับคำสั่ง ทำทันที ทำดีที่สุด”
ใช่ สิ่งนี้คือสิ่งที่เหล่าทหารเกณฑ์อย่างเราต้องท่องตลอด 3 เดือนของการฝึก ดูสิ มีตรงไหนบ้างที่เปิดโอกาสให้เถียง ให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้ไม่ทำตามเพราะไม่เห็นด้วย ไม่มี!!!! ซึ่งมันพอสะท้อนวัฒนธรรมและการบริหารคนของกองทัพได้บ้าง
พอเป็นแบบนั้นเราจึงได้ยินคำพูดประเภท “บริหารประเทศไม่เห็นยาก ขอให้ไว้ใจกัน” เพราะทหารเขาใช้ความไว้ใจกันในระดับสูงมาก เพราะเขาดำเนินงานด้วย “คำสั่ง” ดังนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาและหน่วยงานจำเป็นต้อง “ไว้ใจ” ผู้บังคับบัญชาค่อนข้างสูง สำหรับการโต้แย้ง โต้เถียงนั้น “พัก” จ้า เพราะคำสั่งคือคำสั่ง รับแล้วทำตามเท่านั้น อย่างที่คำขวัญที่เราท่องทุกเช้าบอกไว้
สิ่งเหล่านี้คือภาพคร่าวๆ ที่เรามองคสช. และรัฐบาลทหารตลอด 4 ปีที่ไม่วางมือ (รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจตนเอง) และการวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้นล้วนแล้วแต่เกิดจากความหวังดีอย่างบริสุทธิ์ใจ เป็นความหวังดีของผู้ใหญ่และผู้บังคับบัญชาที่มีต่อประชาชน ซึ่งนั้นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด!!!!
เพราะเขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในทุกวันของการสืบทอดอำนาจคือการ “ทำร้าย” และ “ทำลาย” ประเทศที่เขารักและหวังดีจะดูแลรักษาไปทีละนิด ละนิด ละนิด เราหยุดพัฒนาและแช่แข็งศัยภาพของประเทศนี้มานานเกินพอแล้ว
และที่สำคัญเขาลืมไปว่าประชาชนไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ประชาชนคือผู้บังคับบัญชาและผู้มอบอำนาจให้กับ “รัฐบาล” ต่างหาก
สรุปแล้วเราควรเศร้าให้กับใครดี คสช.? ประชาชน? ประเทศชาตินี้? หรือ ทุกข้อที่กล่าวมา?
