วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

ละคอนวารสารฯ "อะโลฮ่า พาราไดซ์"

สิ่งที่เราได้จาก Lakorn Varasarn ละคอนวารสารฯ ครั้งนี้พาเราไปไกลมากว่าแค่ความสนุกสนานของเนื้อเรื่องหรือเพลงเท่านั้น ดูไปดูมา เฮ้ย นี่มันละคอนสะท้อนสังคมการเมืองนี่หว่า


ละคอนปีนี้เปิดฉากมาด้วยการเล่าเรื่องในช่วงก่อนพักที่เหมือนไม่ค่อยมีอะไร ทุกอย่างดำเนินไปตามพลอตเดิมๆ ที่สนุกสนานเฮฮา ซึ่งเราขอสารภาพว่าแอบงีบหลับบ้างในช่วงแรก จนตอนแรกอยากจะตั้งสเตตัสแขวะด้วยซ้ำว่า “ช่วงที่สนุกที่สุดของพาร์ทแรกคือการปรากฎตัวของไฟซ้อนที่มาขายโฆษณาให้ธนาคารออมสิน”

แต่พอมาพาร์ทหลังอะไรหลายๆ อย่างทำให้เราต้องยันตัวออกมานั่ง และทำความเข้าใจในบทละคอนที่ได้ปูมาตั้งแต่ต้น ที่ว่าไม่เหมือนมีอะไร แต่ก็มีอะไรแฝงอยู่ เพื่อเฉลยในตอนท้าย

- ละคอนทำให้เราเห็นความในกะลาของชาว TIKI ที่คิดว่าบ้านตัวเองอย่าง Paradise island นี่แหละเริศสุด!! เพราะเรื่องเล่าเรื่องใหญ่ที่ครอบทุกคนไว้นั้นต่างบอกว่า ที่นี่นี่แหละคือสวรรค์ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้ และคนในเกาะก็เชื่ออย่างสุดหัวใจ เพราะไม่ได้มีโอกาสออกไปเจอโลกภายนอกเลย ครั้นอยากไปก็ออกไปไม่ได้ เพราะมีกลไกในการควบคุมคนในไม่ให้ออกด้วยเรื่องเล่าทางศีลธรรมไว้ว่า “คนที่ออกไปมีแค่คนที่ทำผิด”และ “ออกไปแล้วไม่เจริญ”

- เมื่อมีคนจากประเทศอื่นอย่าง “ทาวี” เข้ามาและบอกว่า เฮ้ยยยย ข้างนอกมีอะไรที่เริศกว่า สาแก่กว่าที่นี่เยอะ มันก็สั่นคลอนคนข้างในนะ แต่อย่างว่าแหละการกลับมาเชื่อเรื่องเล่าที่เราคุ้นชินแล้วกอดคอมันไว้เหมือนเดิมแล้วโต้แย้งเรื่องเล่าใหม่ๆ มันอุ่นใจกว่า ยกเว้น “นีอา” ที่มีพื้นฐานเป็นคนที่ชอบตั้งคำถาม รักการพิทักษ์สิทธิ์เท่านั้นที่อยากรับฟัง และเรียนรู้เรื่องเล่าใหม่ๆ ต่อ

- “ตราสัญลักษณ์” มันไม่ได้มีมูลค่าแค่เพราะตัวมันเอง แต่มันมีอิทธิพลที่สามารถสร้างความกลัว ความเคารพได้ด้วยเรื่องเล่าที่เป็น back up ให้มัน ยิ่งเรื่องเล่าถูกเล่าซ้ำบ่อยๆ และถูกนำไปเชื่อมโยงกับปรากฎการณ์ต่างๆ รวมทั้งโหมกระพือด้วย “มนุษย์” ที่ศรัทธาและร่วมปกป้องในความศักดิ์สิทธิ์นั้นแล้ว มันก็ยิ่งยากที่ตราสัญลักษณ์จะถูกตั้งคำถามถึงความจริง ที่มาที่ไป หรือแม้เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องนั้นๆ เองว่า จริงๆ แล้วเพราะตราสัญลักษณ์จริงๆ อ่ะเหรอ

- เมื่อได้ “ตราสัญลักษณ์” ที่สามารถสร้างความกลัวได้แล้วคนอย่าง “ซาซ่า” ที่เป็นคนที่อยากให้ Paradise great again ก็เลยเอาความกลัวนั้นมาแสวงประโยชน์จากลูกน้องในโรงแรม และในเกาะ ผ่านการบอกว่า “เราทำงานเพื่อรับใช้องค์เทพ” “หน้าที่นี้เพื่อองค์เทพ” คือทุกสิ่งอย่างโหนองค์เทพและตราสัญลักษณ์หมด แม้แต่การไม่จ่ายค่าแรง ค่าล่วงเวลาก็เพราะว่าเราบูชาองค์เทพ

- เมื่อคนอย่าง “นีอา” ลุกขึ้นมาเรียกร้อง พิทักษ์สิทธิ์แทนตัวเองและทุกคนถึงค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม การฉกฉวยความกลัวของทุกคนมาเป็นโอกาสในการแสวงประโยชน์ของ “ซาซ่า” ก็กลับกลายเป็นว่า “นีอา” คือคนแปลก และท้ายที่สุดเมื่อนางกระทำผิดกับตราสัญลักษณ์นางก็โดนเนรเทศออกจากเกาะไป เพราะถ้าเธอไม่เคารพตราสัญลักษณ์และเทพเจ้าของเราเธอก็ต้องออกจากเกาะนี้ไปซะ

- ในวันหนึ่งตราสัญลักษณ์ถูกขโมยไปจ้า ทุกอย่างเหมือนกำลังพังทลายลง ความหวัง ความเชื่อของชาวหมู่เกาะสั่นคลอน สิ่งที่เคยยึดเหนี่ยวหายไป สิ่งที่ทุกคนเคยคิดว่าถ้าไม่มีแล้วเราอยู่ไม่ได้ แต่เมื่อเจอคุณซาซ่า เอาตราสัญลักษณ์แบบใหม่มาติด ทุกคนก็กลับมาบูชาและเชื่อใหม่อย่างว่าง่ายอีกครั้ง (ฉากนี้ที่พอซาซ่าติดตราปุ๊บ ทุกคนทำท่าบูชาแล้วกลับไปทำงานต่อนี่ตราตรึงมาก รักมาก)

- ท้ายที่สุดแล้วกลายเป็นว่าใครที่สามารถสร้างเครื่องมือที่ก่อให้เกิดความกลัวทางจิตใจและศีลธรรมและรู้จักแสวงประโยชน์จากมันได้ก็จะคงทนเป็นผู้จัดการโรงแรมอย่างคุณซาซ่า และใครที่กล้าที่จะตั้งคำถาม พิทักษ์สิทธิ์ตัวเอง และท้าทายตราสัญลักษณ์อย่างนีอา ก็ถูกเนรเทศออกจากบ้านไป เออ มันเศร้าคุ้นๆ โน๊ะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณน้องๆ ชาววารสารโดยเฉพาะคนเขียนบทที่สร้างเรื่องนี้มา มันให้ประสบการณ์ที่ต่างออกไปจากการดูละคอนวารสารครั้งก่อนๆ มาก อาจเพราะเราโตขึ้น หรือเห็นอะไรก็ตีความให้เข้ากับสิ่งที่เราอึดอัดด้วยหล่ะมั้ง เลยอินเป็นพิเศษ

แต่คุณค่าของละคอนคือการพาคนดูไปไกลกว่าภาพที่เขาเห็นข้างหน้า ให้ได้เชื่อมโยงบทละครกับสิ่งที่เขาเชื่อและยึดโยงอยู่ และเราว่าละคอนวารสารครั้งนี้ทำสำเร็จ

ที่มาของนาธาน


นี่คงเป็นครั้งแรกๆ ที่เราได้มีโอกาสรู้จักและเห็นที่มาที่ไปของนาธานได้ชัดขึ้น ไม่ใช่ในนามนาธานจอมลวงโลก แต่คือชัดขึ้นในภาพการเติบโตของนาธาน เด็กชายผู้ซึ่งขาดความรัก และความมั่นคงในวัยเด็ก และไปเจอกับจุดผลิกผลันชีวิตที่ร้ายแรงจนสามารถพาเขามาจุดนี้ได้

สำหรับเราแล้วนาธานคือผลผลิตของการท้องไม่พร้อม และความรุนแรงในครอบครัวที่ชัดเจนอีกตัวอย่างหนึ่ง

นาธานเติบโตมาด้วย "ความไม่ต้องการ" ให้เกิดของพ่อ และ "ความไม่พร้อมในการมีลูกของแม่" หลังจากที่ยายทราบข่าวจนต้องให้แม่แอบไปคลอดที่กรุงเทพฯ และเอานาธานมาเลี้ยงต่อแล้วบอกว่าแม่ตายนั้น ประสบการณ์ที่นาธานได้รับจากพ่อคือประสบการณ์ของการ "ถูกปฏิเสธ" และความไม่ดีพอที่ตัวเองอาจรู้สึกได้จากทั้งคำพูด และการกระทำของพ่อที่เต็มไปด้วยความรุนแรง

"คือธานไม่สนิทกับพ่อ ธานเรียกเขาว่าน้าด้วยนะ เวลาพ่อมารู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำไป เรารู้สึกกลัว ไม่อยากคุยกับคนนี้ อะไรก็ได้ที่เป็นคำพูดของเด็กที่พูดออกมาเขาจะรู้สึกว่าไร้สาระ"

การเพิกเฉยต่อคำพูดของเด็กและการปฏิเสธด้วยการทำร้ายร่างกายเขามาตั้งแต่เล็กเราเชื่อว่านี่อาจจะเป็นเชื้อไฟแรกเริ่มที่บ่มเพาะความรู้สึก "ไม่มีตันตน" และ "ไม่ดีพอ" ให้คนๆ หนึ่งรู้สึกไม่มั่นคงในบุคลิกภาพของตนเองมาตั้งแต่นั้น

ในขณะที่ครอบครัวและเครือญาติควรจะเป็นแหล่งสนับสนุนขั้นแรก และเป็นขุมพลังให้กับเด็ก แต่ในทางกลับกันเครือญาติกลับปฏิเสธซ้ำในวันที่สายสัมพันธ์ที่แนบแน่นที่สุดในบ้านอย่างย่าได้เสียชีวิตลง ซึ่งนั่นคงเป็นวันเดียวกันกับที่นาธานคงรู้สึกโคลงเคลงและไม่มั่นคงที่สุดเช่นเดียวกัน

"ธานตัดสินใจตัดขาดกับตระกูลนี้ และหนีออกจากบ้านมาอยู่กับพี่ๆ ที่รู้จัก"

นาธานเริ่มเข้าสู่วงการด้วยการถ่ายแบบถ่ายโฆษณาที่ทำให้เขารู้สึกว่า "เฮ้ย ได้เงินเยอะจังเลยอ่ะ" สิ่งที่เขาบอกทางรายการคือ "ตอนนั้นไม่คิดไร คิดแค่ว่าอยากทำงานเยอะๆ เก็บเงินให้ได้เยอะๆ"

จนชะตาชีวิตพลิิกผันมาให้เป็นดารานักร้อง นาธานที่ "ไม่มีตัวตน" และ "ไม่ดีพอ" กลับกลายเป็นคนที่มีตัวตน และดีจนมีแฟนคลับและใครหลายคนคอยชื่นชม

นาธานเล่าให้ฟังว่าเขาต้องแสร้งว่าทำงานกลับบ้านไปเจอครอบครัว แต่จริงๆ แล้วคือกลับบ้านไปอยู่กับตัวเองในห้องเช่าที่เช่าไว้

นั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างภาพนาธานผู้สมบูรณ์ เปรียบเสมือนยอดภูเขาน้ำแข็งที่แสดงถึงความเพียบพร้อม แต่ภายใต้ผิวน้ำอาจจะเต็มไปด้วยนาธานผู้รู้สึกไม่มั่นใจ ขาดทักษะในการควบคุมตัวเอง ขาดต้นแบบในการใช้ชีวิต ขาดผู้ชี้แนะแนวทาง หรืออาจะเป็นนาธานผู้รู้สึกกลัวจะไม่ถูกยอมรับถ้านักข่าวหรือแฟนคลับรู้ว่าเขาเติบโตมาแบบไหน

"เราเป็นเด็กบ้านนอกที่จู่ๆ มีคนหยิบยื่นโอกาสมาให้ เอามาเถอะ ให้เป็นใครก็ได้ ชั้นยอม"

พิธีกร: "ตั้งแต่เกิดจนโตมา เรามีมั้ยครับคนที่คอยบอกเราว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ เรามีมั้ยครับคนนั้นในชีวิต"
นาธาน: "ไม่ ไม่มีครับ"

เออ จุกหว่ะ โมเม้นท์ที่ชิวิตนี้ไม่เหลือใคร ไม่รู้ต้องหยิบโทรศัทพ์โทรหาหรือปรึกษาใครเวลาเจอปัญหามันจะจุกขนาดไหนวะ สิ่งที่เติมเต็มและหล่อเลี้ยงจิตใจมีเพียงความสำเร็จที่เกิดจากการถูกยอมรับในวงการบันเทิง

จึงพอเข้าใจได้ว่าการทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่และเติบโตในวงการนี้ผ่านการแนะนำจากคนที่ได้ประโยชน์รายรอบตัวจึงเป็นสิ่งที่ทำให้นาธานไม่ได้รู้สึกผิดอะไรกับสิ่งที่ทำ ซึ่งเมื่อเริ่มแล้ว มันเหมือนว่าจะไม่มีจุดจบและไม่รู้จะจบมันด้วยวิธีไหน

สิ่งที่นาธานเล่าจนเราเอามาเขียนซะยืดยาวก็คงไม่มีใครรู้ว่ามันคือความจริงหรือไม่ เพราะนาธานคือคนที่รู้ดีที่สุดว่าความจริงคืออะไร แต่อย่างน้อยที่สุดเรื่องเล่าในครั้งนี้ มันก็ทำให้เราได้รู้จักนาธานในฐานะมนุษย์ที่มีที่มาที่ไปมากขึ้น

ปล.นางร้องเพลงเพราะน้าาาาา

อ่ะ ตามดูกันได้ : https://tv.line.me/v/3144445_the-hidden-songs-ร้อง-เรื่อง-ลับ-ep3-นาธาน-โอมาน-1-5/list/210969

เชื่อเถอะว่าคุณทำให้ผมกลายเป็นคนหลงไหลในการส่ง Postcard

"เชื่อเถอะว่าคุณทำให้ผมกลายเป็นคนหลงไหลในการส่ง Postcard"

ประโยคสุดโปรดและโรแมนติคตลอดการจาก Postcard ใบหนึ่งที่เราได้รับจากทั้งหมด 19 ฉบับจากแฟนเก่ารุ่นพี่ที่ทำให้เราหัวใจชุ่มชื่นทุกครั้งเวลาหยิบมันมาอ่าน


วันนี้เราได้กลับมานั่งอ่าน postcard ทุกใบที่อยู่ในกล่องใบใหญ่ที่เก็บไว้ หวังว่าจะได้มีโอกาสจัดการพวกเขาให้ได้เป็นระบบระเบียบสักที หลังจากมีจำนวนเพิ่มขึ้นในทุกๆ วันจนล้นกล่อง

เราค้นพบว่าเราเริ่มส่ง Postcard ใบแรกให้กับตัวเองเมื่อปีพ.ศ. 2550 หรือ 11 ปีที่แล้ว เหตุผลที่เราส่ง postcard ตอนนั้นเพราะเราชอบความรู้สึกที่เราได้นั่งรอว่าเมื่อไหร่ใบที่เราส่งจะมาถึงบ้าน และเมื่อเราได้หยิบมาอ่าน เรามีความรู้สึกว่าเรามีตัวตน เรามีคนคุยด้วย สำหรับสภาวะของเด็กที่เหงาๆ ตอนนั้น postcard เป็นเครื่องมือสำคัญที่เราได้คุยกับตัวเอง และให้กำลังใจตัวเองเมื่อเราเจออะไรหนักๆ ในวัยเด็ก

พอโตมาสักหน่อย postcard ที่เราส่งให้ตัวเองก็มีความลึกซึ้งมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกการเดินทางของเราในสถานที่ต่างๆ ที่เราไป ว่าเราไปไหน เมื่อไหร่ ได้พบเจอใคร เรารู้สึกอย่างไร และได้เรียนรู้อะไรจากสถานที่ตรงนั้นบ้าง

หลายๆ อันมันเต็มไปด้วยความฝัน คำสัญญา และความมุ่งมั่น เมื่อเรากลับมาอ่านมันวันนี้ ทำให้พลังของมันในวันนั้นถูกจุดติดขึ้นมาอีกครั้ง

ถ้อยคำความมุ่งมั่นหลายอย่างในวันนั้น เราทำมันได้แล้วในวันนี้ เช่นการได้เรียนที่ธรรมศาสตร์ การจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 และการได้ทำงานสังคมสงเคราะห์ เห้ยยยย วันนี้กลับไปอ่านมันรู้สึกเหมือนได้รับชัยชนะเล็กๆ จากเป้าหมายในอดีตเหมือนกันนะ

สำหรับอันที่คนอื่นส่งมาให้เรานั้นเราสังเกตว่ามันมีที่มาแตกต่างกันมาก กลับมาอ่านมันอีกที เรามีหลายความรู้สึกไหลเวียนมั่วไปหมด

ถ้อยคำหลายอย่างพาเราย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์ และกลับไปสัมผัสความรู้สึกตรงนั้นอีก หลายใบทำให้เรารู้ว่าช่วงชีวิตของเราช่วงไหน ใครที่มีอิทธิพลกับเราบ้าง และมีใครบ้างที่ค่อยๆ หลุดร่วงและหายไปตามวัฎจักรความสัมพันธ์ที่มันขึ้นอยู่กับพื้นที่ทางกายภาพและเวลาที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

สิ่งที่เราดีใจคือหลายคนเริ่มหลงใหลและเริ่มส่ง postcard เพราะได้ไอเดียและแรงบันดาลใจจากเรา ซึ่งตอนนี้เราก็มีขาประจำที่นึกถึงกันเสมอ (มันสนุกดีนะ)

ตอนนี้เรามี postcard ที่ส่งให้ตัวเอง 41 ใบ และที่คนอื่นส่งมาให้ 93 ใบ

ขอบคุณ postcard ทุกใบที่ทุกคนส่งมาให้ มันมีคุณค่าสำหรับเราจริงๆ

เรามีความฝันอันหนึ่งที่เชื่อมโยงกับ postcard เหล่านั้น คือ การเดินทางตามรอยคำชักชวนและแหล่งที่มาของ postcard ของทุกคน แล้วเขียนกลับให้กับเจ้าของที่เคยส่งให้เราจากประเทศ หรือสถานที่นั้นๆ

ซึ่งปีนี้ที่ญี่ปุ่นเราเริ่มทำแล้ว หวังว่าเราจะได้มีโอกาสทำมันเรื่อยๆ นะ

ประสบการณ์ทหารเกณฑ์กับการทำความเข้าใจ คสช.

4 ปีไปแล้วจ้า กับการเข้ามายึดอำนาจและบริหารประเทศของรัฐบาลคสช. สิ่งที่เราได้ยินบ่อยจนจำบทได้คงไม่พ้น "เสียสละเข้ามา" "ทำเพื่อชาติ" และ "รักษาความสงบ"

ในฐานะคนที่เข้าไปอยู่ในสังคมทหารมา 1 ปีเต็ม สิ่งที่เราอยากจะบอกคือ นั่นคือสิ่งที่เหล่าคสช. เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจในระดับจิตวิญญาณจริงๆ เลยว่า สิ่งที่เขากำลังทำคือการสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม และนั่น คือ "สิ่งที่น่ากลัวที่สุด" ของกลุ่มคนชุดนี้


ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนลองมาทำความเข้าใจเหล่าทหารชั้นนายพลที่ปกครองประเทศอยู่ตอนนี้ว่าเขามีที่มาที่ไปอย่างไร และเราว่าสิ่งที่ทุกคนจะได้เห็นอาจจะทำให้เรารู้สึกสงสารปนเศร้าทั้งตัวพวกเขาและตัวประเทศเรามากขึ้นไปอีก

คนกลุ่มนั้นคือเด็กที่จบม.3 แล้วต้องเข้าโรงเรียนประจำอย่างโรงเรียนเตรียมทหารตั้งแต่อายุ 15 - 16 ซึ่งหมายความว่า "เด็ก" วัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่กำลังค้นหาตัวตน ประกอบสร้างความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ทางสังคมและจิตวิญญาณของเขา รวมทั้งการหาต้นแบบไอดอลในการดำเนินชีวิตของเขาเหล่านั้น เขามีตัวอย่างและชุดความคิดที่จำกัดแค่ภายในรั้วของโรงเรียนเตรียมทหารเท่านั้น (ในปัจจุบันมีเด็กม.ต้นที่ต้องไปอยู่หอเพื่อเรียนในโรงเรียนที่สอนพิเศษเพื่อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารและมีบรรยากาศคล้ายกับโรงเรียนเตรียมทหารด้วย)

เมื่อจบโรงเรียนเตรียมทหารที่เทียบเท่ากับม.ปลาย เด็กกลุ่มนี้จะไหลเข้าสู่โรงเรียนเหล่าทัพ ไม่ว่าจะเป็นจปร. นายเรือ นายเรืออากาศ หรือนายร้อยตำรวจ โรงเรียนเหล่านั้นจะเปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยให้กับพวกเขา มหาวิทยาลัย ที่ปกติควรจะเป็น นครจักรวาล (Universe+city) ที่สอนคนให้รู้จัก "โต้เถียง" "แลกเปลี่ยนความคิดเห็น" ให้เห็นถึง "ความหลากหลาย " ถูกทำให้กลายเป็นสถานที่ที่ "หลอม" คนให้เป็น "เหมือนกัน" เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นผู้บังคับบัญชา และผู้ถูกบังคับบัญชาในหน่วยงานทหารที่มีลำดับยศและการบังคับบัญชาที่ชัดเจน ซึ่งนั่นหมายความว่าคนเหล่านี้จะถูกฝึกให้รู้จัก “สั่ง” และ “รับคำสั่ง” อย่างเคร่งครัด การฝึกวินัยอย่างเข้มงวดที่เราเห็นตามข่าวจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะควบคุมคนให้มีวินัย

ดังนั้นถ้าเข้าใจตามนี้ ถ้าเรามองสังคมทหารที่เข้ามาปกครองประเทศอย่างมีที่มาที่ไปว่าเขา “ผ่านกระบวนการสร้าง” ให้เหมาะสมกับการเป็น “ทหารอาชีพ” พอมันมาปรากฎตัวผิดที่ แสดงบทบาทผิดเวทีจึงไม่น่าแปลกใจกับอาการเหล่านี้

คำพูดจำพวก "เสียสละเข้ามา" "ทำเพื่อชาติ" ไม่ได้เป็นคำ “ตอแหล” แต่มันเป็นคำพูดที่ทหารรู้สึกกันจริงๆ เพราะเขาถูกฝึกว่าให้ “รัก” และ “เสียสละ” เพื่อชาติ เขาถูกฝึกมาทั้งร่างกายและจิตใจให้พร้อม “ตาย” เพื่อชาติจริงๆ คำพูดนี้มันเป็นส่วนสะท้อนความเชื่อลึกซึ้งในระดับจรรยาบบรรณ จิตวิญญาณของชายชาติทหาร ซึ่งมันคง Work กับการทำหน้าที่ “รั้วของชาติ” การทำหน้าที่ต่อสู้กับอริราชศัตรู แต่มันไม่ใช่ “การบริหารประเทศ”

เพราะการบริหารประเทศนั้นมันจะเอาแค่ความรักและความเสียสละอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องใช้ สมอง และความรู้ในการบริหารประเทศนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความคิดความเชื่อ “หลากหลาย” สังคมระดับใหญ่คือสังคมแห่งการ “โต้เถียง” และ “โน้มน้าว” คนตามอุดมการณ์ทางการเมืองที่เขาเชื่อ และโดยสังคมปกติต้องมีความ “วุ่นวาย” เพราะคนเรามันต้องทะเลาะและถกเถียงกันเพื่อผลประโยชน์หรือสิ่งที่เรายึดถือ

และสิ่งที่กล่าวมาเหล่านั้น ตรงข้ามกับสิ่งที่กระบวนการเรียนการสอนทหารได้สอนกัน ซึ่งเท่ากับว่าคุณไม่ได้เข้าใจสิ่งเหล่านี้เลย แต่คุณกลับทำมันอยู่เป็นระยะเวลาถึง 4 ปีแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนั้น เวลาที่เราได้ยินนายกพูดว่า “นศ.ควรกลับไปเรียนหนังสือ” “มีคนทำประเทศชาติวุ่นวาย” “ทำไมไม่ทำตามกฎกติกาของบ้านเมือง (กติกาที่ทหารตั้งและสั่ง)” “มาทำอะไรแบบนี้ใครสั่งให้มาทำ” มันเป็นความไม่เข้าใจและสงสัยอย่างบริสุทธิ์จริงๆ

เพราะชุดความคิดที่คนเรามีสิทธิโดยธรรมชาติ และร่วมกันสละสิทธิบางประการให้รัฐไปใช้ แล้วอำนาจรัฐคืออำนาจของเรา เราแค่อนุญาตให้ตัวแทนของประชาชน(รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง) ใช้อะไรแบบนั้น เขาไม่เก็ท ไม่เข้าใจ เพราะคนใช้อำนาจของทหารคือ “ผู้บังคับบัญชา” ซึ่งมีหน้าที่สั่งให้คนอื่นทำตามนโยบายที่ตนบอก

แบบเออ ลุงแม่งไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคนออกกันมาเพราะอะไร อะไรคือการทวงอำนาจของประชาชน ทำไมการเลื่อนเลือกตั้งมันใหญ่โตมากสำหรับเรา เหมือนที่เราไม่เข้าใจว่า เห้ยยยยยย ลุง ทำไมเรื่องง่ายๆ พื้นฐานเกี่ยวกับการปกครองเนี่ยทำไมลุงไม่เก็ทวะ คือนางไม่มีภาพชุดความคิดอะไรเหล่านั้นในหัวจริงๆ สังคมที่เราโตมามันคนโลก เรื่องเล่าที่ลุงได้ฟังมันมีไม่กี่ชุด มันเลยจำกัดทัศนวิสัยในการมองสังคมและโลกของพวกเขามาก แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ เขาคิดว่าชุดความคิด ความเชื่อของเขามันเริศสุด!!!

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมจึงมีมาตรา 44 เพราะการแก้ไขปัญหา และการบริหารของข้างในนั้นคือการรับคำสั่งผู้บังคับบัญชา คำสั่งของผู้บังคับบัญชาไม่ว่าจะวาจาหรือลายลักษณ์อักษรคือสิ่งที่ลูกน้องต้องปฏิบัติตาม เหมือนตอนเราเป็นทหารใหม่สิ่งที่ต้องท่องทุกเช้าคือ “ไม่มีอะไรที่ทหารใหม่ทำไม่ได้ ทำไม่ไหว ทำไม่ทัน รับคำสั่ง ทำทันที ทำดีที่สุด”

ใช่ สิ่งนี้คือสิ่งที่เหล่าทหารเกณฑ์อย่างเราต้องท่องตลอด 3 เดือนของการฝึก ดูสิ มีตรงไหนบ้างที่เปิดโอกาสให้เถียง ให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้ไม่ทำตามเพราะไม่เห็นด้วย ไม่มี!!!! ซึ่งมันพอสะท้อนวัฒนธรรมและการบริหารคนของกองทัพได้บ้าง

พอเป็นแบบนั้นเราจึงได้ยินคำพูดประเภท “บริหารประเทศไม่เห็นยาก ขอให้ไว้ใจกัน” เพราะทหารเขาใช้ความไว้ใจกันในระดับสูงมาก เพราะเขาดำเนินงานด้วย “คำสั่ง” ดังนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาและหน่วยงานจำเป็นต้อง “ไว้ใจ” ผู้บังคับบัญชาค่อนข้างสูง สำหรับการโต้แย้ง โต้เถียงนั้น “พัก” จ้า เพราะคำสั่งคือคำสั่ง รับแล้วทำตามเท่านั้น อย่างที่คำขวัญที่เราท่องทุกเช้าบอกไว้

สิ่งเหล่านี้คือภาพคร่าวๆ ที่เรามองคสช. และรัฐบาลทหารตลอด 4 ปีที่ไม่วางมือ (รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจตนเอง) และการวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้นล้วนแล้วแต่เกิดจากความหวังดีอย่างบริสุทธิ์ใจ เป็นความหวังดีของผู้ใหญ่และผู้บังคับบัญชาที่มีต่อประชาชน ซึ่งนั้นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด!!!!

เพราะเขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในทุกวันของการสืบทอดอำนาจคือการ “ทำร้าย” และ “ทำลาย” ประเทศที่เขารักและหวังดีจะดูแลรักษาไปทีละนิด ละนิด ละนิด เราหยุดพัฒนาและแช่แข็งศัยภาพของประเทศนี้มานานเกินพอแล้ว

และที่สำคัญเขาลืมไปว่าประชาชนไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ประชาชนคือผู้บังคับบัญชาและผู้มอบอำนาจให้กับ “รัฐบาล” ต่างหาก

สรุปแล้วเราควรเศร้าให้กับใครดี คสช.? ประชาชน? ประเทศชาตินี้? หรือ ทุกข้อที่กล่าวมา?

"เพศ" จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึง สุนทรียะ

"เพศ" จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึง สุนทรียะ
ผู้เขียน อ.ธน วยนว

หนังสือที่พาเราไปเปิดหูเปิดตาในดินแดนที่ว่าด้วย "เพศ" ที่ไม่ใช่แค่เรื่อง หี และ ควย หรือ หญิง ชาย เต้าอั้น แต่เล่มนี้พาเราไปผจญภัยในดินแดนที่ "หลากหลาย" ที่ "เพศ" ถือกำเนิด และพาเราไปถึง

มหัศจรรย์ตาลุกวาวในหลายจุด ชอบความผสมผสานของแนวคิด กรณีตัวอย่าง การดึงนู่นนี่ให้เห็นความเชื่อมโยงของเพศที่ไม่ติดอยู่แค่หว่างขา แต่ลากยาวไปถึงเพลง ละคร การเมือง ศาสนา ตั่งต่างสาระพัด

อ่านเล่มนี่แล้วเราว่าหัวใจเราเปิดกว้างขึ้นอีก ขีดความยอมรับถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น เราได้ยอมรับ ได้รู้จักกับความหลากหลายของมนุษย์มากขึ้น เราเป็นเรา เขาเป็นเขา ไม่มีใครผิด แต่ความหลากหลายถูกทำให้ผิดเพราะมีคนบอกว่าผิด

อ่านเล่มนี่แล้ว เออ เรามันไม่ใช่คนแปลก แค่บางที่เราอยู่ผิดที่ และผิดช่วงเวลาแค่นั้นเอง อิอิ

เวลาอยู่ข้างเรา

เวลาอยู่ข้างเรา

เรียบเรียงและแปลโดย เนติวิทย์ และภวัต

หนังสือที่แปลและรวบรวม
-จดหมายจากคุกเมืองเบอร์มิงแฮม ของ มาร์ติน ลูเทอร์คิง
-คำประกาศอดอาหารประท้วงของหลิว เสี่ยวโป
-และบทสัมภาษณ์ของโจชัว หว่อง

งานเขียนที่เวลาเราอ่านแล้วจะตบเข่าฉาดไม่รู้กี่ครั้ง ยิ่งจดหมายของมาร์ติน ลูเทอร์คิงนี่ แบบโอโหวววว ไอเลิฟมาก ในแต่ละประโยคมันผ่านการตกผลึกมาอย่างลึกซึ้ง เป็นการตอบชอบเน็ตที่ถือว่าหน้าหายไปเลย สาแก่!!!

หลายประโยค หลายท่อนก็ทำให้หวนกลับมาเศร้าใจว่าทำไมเหตุการณ์ในอดีตที่คนเคยต่อสู้กันไปแล้วกลับมาเกิดขึ้นอีกในสังคมไทยปัจจุบัน อ่านไปบางทีหน้าผู้นำประเทศ หน้าคนบางกลุ่มก็ลอยมา เห้ออออ และนี่คือตัวอย่างจากในหนังสือ

"ความเข้าใจอย่างตื้นเขินจากคนที่มีเจตนาดี ทำให้ยุ่งยากมากกว่าความไม่เข้าใจอย่างสุดๆ ของคนที่มีเจตนาร้าย" (มต ลทค)

"เสรีภาพไม่เคยได้มาเพราะผู้กดขี่สมัครใจให้ แต่ต้องได้มาเพราะผู้ถูกกดขี่เรียกร้อง" (มต ลทค)

"เราควรยอมเห็นมารสิบตนมาทำงานในระบบที่มีการตรวจสอบและถ่วงดุล ดีกว่ายอมเห็นเทพหนึ่งองค์ปฏิบัติงานด้วยอำนาจอาญาสิทธิ์ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้" (หลิว สป)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ใช่ค่ะ เวลาเดินไปข้างหน้า และตามวัฏจักรธรรมชาติ คนเกิดก่อนก็ตายก่อน และค่ะ เวลาจะอยู่ข้างเราเสมอ!!!! ส่งกำใจให้ชาวเราช่วงชิงมันมาได้

อย่างที่หนังสือบอกไว้ว่า "การต่อสู้ที่สำคัญที่สุดมักเป็นการต่อสู้ที่เริ่มต้น ณ จุดที่มองไม่เห็นทางชนะ"

Review "แนวทางปฏิบัติด้านการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็ก"

ช่วงอลตก.ขอปัน คือพอดีเพิ่งอ่าน "แนวทางปฏิบัติด้านการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็ก" ของ UN จบแล้วพบว่า มันมหัศจรรย์มาก อ่านไปอ่านมาตบเข่าฉาดไม่รู้กี่พันครั้ง highlight ได้เกือบทุกตรง เป็นแนวทางที่ครบถ้วน กระชับ ชัดเจน และสาแก่!!!

สำหรับเล่มนี้แม้มันจะเป็นแนวทางที่ UN ออกเป็นแนวทางให้รัฐทำ และเราว่าในฐานะผู้ปฏิบัติงานอย่างเราๆ อ่านเถอะ มันจอยมาก ถ้าถามว่าใครบ้างที่ต้องอ่าน เราว่านักสังคมสงเคราะห์ และคนทำงานกับเด็กรายกรณีทุกคนควรอ่าน โดยเฉพาะคนที่สถานรองรับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักเด็ก สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองฯ ฯลฯ ควรอ่านที่สุด

สำหรับนักสังคมสงเคราะห์อย่างเราๆ อยากให้ภูมิใจเอาไว้เพราะตั้งแต่ต้นจนจบวิชาชีพเดียวที่ UN เอ่ยถึงอย่างโต้งๆ คือ "นักสังคมสงเคราะห์" ค่ะ (ดูได้ที่ข้อ 37 และ 44)

อ่ะ ถ้าให้รีวิวสั้นๆ ว่าในนี้พูดถึงอะไรบ้าง และส่วนไหนที่เราชอบและกรีดร้องเป็นพันครั้งว่า "มหัศจรรย์" นั้น อ่ะๆ เข้ามาใกล้ๆ นี่จะเม้าให้ฟัง

คือหลักๆ ตั้งแต่ต้นจนจบคือนางพยายามจะให้มี "การลดเด็กที่อยู่ในสถานสงเคราะห์" และการลดจำนวน "สถานสงเคราะห์" ร่วมกับการต้องทำทุกวิถีทางให้เด็กได้เติบโตในสภาพแวดล้อม "ของครอบครัว" มากที่สุด โดยมีการดูแลแบบทางเลือกต่างๆ 5 ลักษณะคือ
- การเลี้ยงดูโดยเครือญาติ (Kinship)
- ครอบครัวอุปถัมป์ (Foster)
- การเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมครอบครัวหรือคล้ายครอบครัวรูปแบบอื่น
- การให้เด็กใช้ชีวิตโดยอิสระภายใต้การกำกับดูแล

ซึ่งในรายละเอียดเวลาอ่าน มันก็จะมีข้อระมัดระวังหลายข้อให้กับพวกเราเวลาทำงานกับเด็ก เป็นปุ่มเอ๊ะที่เราควรมีติดตัวเสมอเวลาจะส่งเด็กเข้ารับการดูแลในสถานรองรับ หรือออกแบบบริการว่าจะทำอะไรดีเช่น

- เราต้องหา หา หา และหาพ่อแม่ หาเครือญาติ หาคนที่เด็กสนิทสนมคุ้นเคยหรือเคยเลี้ยง อย่างถึงที่สุด ก่อนที่จะตัดสินใจส่งเด็กเข้าสถานสงเคราะห์
- เราต้องติดตามๆๆๆๆๆ และประเมินๆๆๆๆๆ และหาๆๆๆๆ ทางเลือกอะไรก็ได้ที่จะทำให้เด็กได้ออกจากสถานสงเคราะห์และได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของความเป็นครอบครัว
- เราต้องฟังๆๆๆๆๆๆๆ ความคิดเห็น และให้เด็ก ครอบครัวเข้ามาร่วมในการกำหนดชีวิตของพวกเขาอย่างมากที่สุดเท่าที่สามารถเป็นไปได้
- เวลาจะแยกเด็กหรือส่งเด็กเข้าสู่สถานรองรับ ที่นั่นต้องใกล้ที่อยู่เดิมเพื่อสะดวกต่อครอบครัวหากอยากรับกลับ ที่นั่นต้องมีสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ภาษาใกล้เคียงกับเด็ก
- "ปัญหาความยากจน" ไม่ใช่ "ข้ออ้าง" ในการนำเด็กเข้าสถานสงเคราะห์ แต่คือ "สัญญาณ" ว่าเราจะต้องสนับสนุนครอบครัวให้ตาหลุดไปเลย เพื่อให้พวกเขาดูแลเด็กได้
- พี่กับน้องไม่ควรแยกกัน
- สถานรองรับต้องไม่ดูแลเด็กเพื่อสนอง need เป้าหมายทางการเมือง ศาสนา หรือเศรษฐกิจของผู้ดำเนินการ
- พูดถึงนักสังคมสงเคราะห์ท้องถิ่น (ถ้าบริบทไทยก็คงเจ้ๆ ที่อยู่อปท.ทั้งหลาย) ที่มีส่วนในการให้บริการสนับสนุนครอบครัวในท้องถิ่น
- การประเมินเด็กและครอบครัวที่ต้องใช้หลักการตามวิชาชีพก่อนแยกเด็กหรือคืนเด็กสู่ครอบครัว และกล่าวถึงบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการตามหาครอบครัวและประเมินเด็ก
- ย้ำถึงการ "ประเมิน" การจัดทำ "แผนการดูแลเด็ก (Care plan) และการมีนโยบายคุ้มครองเด็กในองค์กรหลายล้านครั้ง (จริงๆ คือไม่ถึงล้านหรอก แต่เออ นางย้ำบ่อยจริงๆ)"
- พูดถึงเรื่องการเคารพและส่งเสริมสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็ก รวมถึงสิทธิในด้านความ "แตกต่างทางเพศ" และ "การปฏิสัมพันธ์กัน" ของพวกนางเอาไว้ด้วย
- การไม่จำกัดอิสรภาพและการกระทำของเด็กที่อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูทดแทนโดยไม่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกันในชุมชน
- การ "ห้าม" การลงโทษเด็กด้วยการงดติดต่อกับสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลที่มีความสำคัญต่อเด็ก

เราว่าคนทำงานควรอ่านเพื่อเอาหลักคิดแนวทางการทำงานมายึดให้มั่น หรือหลายๆ ครั้งนักวิชาชีพเด็กอย่างพวกเราสามารถเอาไปเป็นหลักฐานหรือข้ออ้างอิงให้กับข้อคิดเห็นทางวิชาชีพได้ว่าพี่คะ ที่ประชุมคะคืออย่างงี้นะคะ นึกออกแมะ

อันนี้คือแค่ส่วนหนึ่งเต้าอั้น ใครอยากเสพ เชิญหาอ่าน!! เล่มนี้เราได้มาจาก กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.)

ใครอยากอ่านเชิญโหลดจาก: https://crccoalitionthailand.wordpress.com/documents/ (หาหัวข้อ UN Guidelines for the Alternative Care of Children มีให้ทั้งไทยและอังกฤษ)

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...