วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

เกณฑ์ทหาร สมัครมั้ย ผ่อนผันมั้ย ยังไงดี?



ฤดูเกณฑ์ทหารหน้าร้อนก็เวียนมาอีกครั้งพร้อมฝนพรำๆ
มันก็คงเป็นช่วงเวลาลังเลใจของหลายๆ คนว่าจะเอายังไงดีกับภาระทางทหาร
ผ่อนผันก่อนมั้ย สมัครเลย หรือจับใบดำใบแดง
วันนี้เราพอมีประสบการณ์ส่วนตัวที่พอจะแบ่งปัน
แต่มันจะจำเพาะมากๆ สำหรับคนที่มีเงื่อนไขชีวิตคล้ายๆ กัน
ซึ่งก็คงพวกน้องๆ ที่กำลังเรียนป.ตรี หรือจบมาหมาดๆ เพิ่งทำงานกัน

เป็นทหารในวัยทำงานคือเรื่องเศร้า 
คือนึกออกแมะหลังแกจบการศึกษาออกมาเนี่ย
ถ้าแกมีงานทำมาก่อนหน้ามาเป็นทหารแล้วเนี่ย มันหมายความว่า
แกจะเคยมีรายได้ แกจะหลุดออกมาจากภาระของครอบครัว
แกเริ่มเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบกับ "ภาระ" ในชีวิตจริงของแก
ดังนั้นการมาเป็นทหารในวัยทำงานเนี่ย มันจะทำให้แกกดดัน
รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า หมดพลังอำนาจในการควบคุมชีวิต
และโครงสร้างครอบครัวจะรวนทันที (ในกรณีที่แกมีภาระผ่อนรถ
ผ่อนบ้าน พรือมีลูกเมียที่ต้องดูแลนี่ แกจะตายเอาเด้อ
หลอน เก็บไปนอนฝันทุกคืน)  *อันนี้ไม่แนะนำ*

ยิ่งน้อยยิ่งดี
คือถ้าจะต้องเป็นจริงๆ (พวกที่ไม่ได้ยัดเงิน
ไม่มีเส้นสายวิ่งไม่ให้เป็นได้ พรือมโนธรรมสูงไม่ใช้ของพวกนั้น)
แล้วต้องเข้าเกณฑ์เนี่ยเราก็แอบแนะนำให้สมัครนะ
เพราะวุฒิป.ตรี ถ้าสมัครคือเป็น 6 เดือน จับฉลากเป็น 1 ปี
สำหรับเราแล้วเวลาในนี้มันยาวนานมาก ยิ่งพวกทีมีฝัน
มีความสามารถมีสิ่งต่างๆ ข้างนอกรอให้เธอไปเฉิดฉายอยู่เนี่ย
แค่ 1 วันมันก็แบบว่าน่าเสียดายแล้ว คือ "it wastes your time" อ่ะ
นึกออกแมะ 6 เดือนนี่แกทำอะไรได้เยอะมากนะ
ปิดโครงการไป 1 โครงการได้เลยนึกออกแมะ
งั้นทางที่ดีถ้าเป็นคนเสี่ยงดวงไม่ขึ้นสมัครเถอะ 6 เดือน จบๆ

ผ่อนผันดีมั้ย
คือสำหรับเราถ้าย้อนกลับไปได้ก็จะเป็นตอนที่กำลังเรียนนะ
คือถ้ากำลังเรียนป.ตรี ถ้าสมัครก็เป็นปีนึงใช่ม่ะ
ตอนนั้นภาระไม่มี มีแต่เรื่องเรียน จบช้ากว่าเพื่อนก็ช่างแม่ม
เป็นไปให้เสร็จๆ จบมาจะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เก็บเงิน ซื้อกินต่อ

แต่ก็มีอีกทางเลือกนะคือถ้าอยากเรียนให้จบแล้วได้สิทธิ์ลด
แกก็ตั้งใจไปเลยว่าเอ้อ จบมาจะไปเป็นทหารก่อน 6 เดือน
ระหว่างเรียนก็ผ่อนผันไปเรื่อยๆ แต่งตัวสวยๆ แต่งหน้าฉ่ำ
ไปแซ่บเพื่อนผู้ชายสมัยประถม มัธยม ณ ที่ว่าการอำเภอทุกเมษา
ระหว่างเรียนก็ทำงานเมาะๆ แมะๆ เก็บเงินเก็บทองเอามาใช้ผลาญ
ระหว่างรอไปเป็นทหาร ก็ไปเที่ยว ไปนู่นนี่ ใช้ชีวิตตั่งต่างงงงง
แต่อย่าลืมเหลือเงินไว้ตอนที่ระหว่างสมัครหลังปลดทหารด้วยนะ
อันนี้ก็จะได้ทั้งสองเด้งคือ
ช่วยร่นเวลา และช่วยให้ไม่เครียดกับข้อแรกที่เขียนไปมาก

และนี่ก็เป็นคำแนะนำในแบบฉบับเพื่อเอาตัวรอดจากเรา โชคดีนะ

ลิงค์ประกอบข้อมูล
เรื่องสิทธิลดวันรับราชการทหาร

ถอดบทเรียน "ผู้ดูแล" คนพิการทางการเคลื่อนไหวจาก "The Fundamentals of Caring"

"โว้ยยยย ดูน่านนน ผมยืนเยี่ยวได้แล้วโว้ยยยยย สาแก่ โว้ยยยยย"

เรื่องราวของเบนจามินที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ดูแล (Care taker) ให่กับเทรเวอร์ เด็กหนุ่มผู้เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ต้องใช้ชีวิตบนรถเข็นตลอดเวลา ซึ่งเรื่องราวของทั้งสองคนทำให้เราได้เห็นความละเอียดอ่อนของงานและความรู้สึกระหว่างผู้ดูแลและผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี หนังเริ่มเรื่องมาด้วยการที่เบนจามินเข้ารับการอบรม 6 สัปดาห์เพื่อจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ดูแลรับอนุญาต (Certified care taker) โดยอาจารย์ได้ย้ำพื้นฐานของการเป็นผู้ดูแลโดยมีคำช่วยจำ (Mnnemonic) ง่ายๆ คือ "ALOHA"


A = Ask (ถาม)
L= Listen (ฟัง)
O = Observe (สังเกต)
H = Help (ช่วยเหลือ)
A = Ask again (ถามอีกครั้ง)


และนางยังย้ำว่าเมื่อไหร่ที่เครียด สับสน มองไม่เห็นหนทางของการเป็นผู้ดูแลให้ย้อนกลับมาที่ ALOHA เพราะพื้นฐานสำคัญของการเป็นผู้ดูแลมันง่ายๆ แต่ลึกซึ้งแค่นี้แหละ

ผู้ดูแลทำงานท่ามกลางความสัมพันธ์เชิงซ้อน

หนังพาเราไปเห็นความสัมพันธ์เชิงซ้อนของอารมณ์ความรู้สึกของผู้ดูแลและผู้ใช้บริการ หนังปูพื้นเรื่องมาด้วยประโยคของอาจารย์ในคลาสว่า 
"การให้การดูแล ไม่ใช่แค่การป้อนอาหาร ใส่เสื้อผ้า และทำความสะอาดผู้ใช้บริการเท่านั้น แต่มันรวมถึงการหาเส้นทางในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างผู้ดูแลและผู้ใช้บริการของเรา
เพราะเราทุกคนต่างมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด และการตัดสินใจ แต่การเป็นผู้ดูแลมืออาชีพ (Certified care taker) จะต้องจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง ไม่นำสภาวะทางอารมณ์ (Emotional state) ส่วนตัวมามีผลต่อการให้บริการและกระทบต่อผู้ใช้บริการของเรา ดังนั้นการยึดมั่น (Adhere) ในหลักการทำงานตามวิชาชีพของตนจึงมีความสำคัญและจำเป็นมาก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แม่ของเทรเวอร์เข้ามาคุยกับเบนจามินเพื่อชื่นชมว่าเขาเป็นผู้ดูแลคนแรกทีเทรเวอร์ผูกพัน (Get in touch) ด้วย แต่สิ่งที่นางเป็นกังวลและอยากให้เทรเวอร์ระมัดระวังคืออยากให้ตระหนักว่า "เทรเวอร์คือผู้ใช้บริการไม่ใช่ลูก" และที่สำคัญ "you might not be here forever" ดังนั้นปรัชญาทางสังคมสงเคราะห์อย่าง "Help them to help themselves" จึงสำคัญ เราจะเห็นตัวอย่างความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงและภาวะทางอารมณ์ที่ไม่นิ่งอันเป็นผลมาจากเหตุการณ์ในอดีตของเบนจามินที่ส่งผลต่อการออกแบบและเสนอบริการแก่เทรเวอร์ในหนังด้วย

การดูแลเกินกว่าเหตุคือการปิดกั้นการใช้ชีวิต
"พื้นฐานของการดูแลก็คือการดูแล แต่ไม่ใช่การดูแลเกินกว่าเหตุ
คืออีกหนึ่งประโยคที่อาจารย์สอนเบนจามินในคลาสของการเป็นผู้ดูแล ซึ่งเราคิดว่าเป็นประโยชน์มากทั้งต่อผู้ดูแลมืออาชีพและผู้ดูแลตามธรรมชาติอย่างพ่อแม่ผู้ปกครอง เพราะในหลายครั้งที่เด็กพิการหรือเด็กเปราะบางจะได้รับการดูแลในลักษณะการถูกปกป้องมากเกินไป (Over protection) ซึ่งอาจจะมีมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความรู้สึกผิดของพ่อแม่ ความกลัวและวิตกกังวลจากจากอาการของโรค การอยากแสดงความรับผิดชอบอย่างดีที่สุด เป็นต้น ซึ่งถ้าจะพูดถึงว่าอะไรคือการดูแลเกินกว่าเหตุคงต้องกลับไปเปิดตำราหาคำนิยามอีกที แต่สำหรับในเรื่องนี้แล้วเราพอจะได้นิยามคร่าวๆ ว่าคือ 
"การดูแลที่ไม่สนับสนุนและปิดกั้นโอกาสในการใช้ชีวิตตามความสามารถและศักยภาพที่มนุษย์จะทำได้ รวมทั้งการขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้ใช้บริการ โดยมีความกลัวของผู้ให้บริการเป็นหลักในการตัดสินใจ"
สิ่งเหล่านั้นคือการดูแลเกินกว่าเหตุ เพราะในหลายครั้งที่พ่อแม่พยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุด (ในความคิดของตน) ในการดูแลลูก จนหลงลืมความต้องการที่แท้จริงและตระหนักว่าลูกก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีอารมณ์ความรู้สึกและความต้องการเฉพาะ ไม่ใช่แค่ตุ๊กตามนุษย์บนวีลแชร์ หนึ่งในคำถามของเบนจามินที่ถามต่อเทรเวอร์แล้วโคตรกินใจเราเลยคือ 
"คุณคิดว่าถ้าวันหนึ่งคุณตื่นขึ้นมามีความปกติทุกอย่างสิ่งที่คุณอยากจะทำคืออะไร
เทรเวอร์นิ่งอึ้งและตอบ 
"ผมอยากยืนฉี่เหมือนคนปกติได้
ซึ่งเป็นความต้องการที่โคตรมนุษย์ โคตรง่าย แต่โคตรมีพลัง ถ้าไม่ถามเทรเวอร์เบนจามินก็จะไม่ได้คำตอบ เราจึงเข้าใจว่าทำไมใน ALOHA ถึงมี Ask อยู่ตั้งสองครั้ง ถาม ฟัง สังเกตุ แล้วเราจะได้คำตอบของความต้องการ (needs) จากผู้ใช้บริการของเรา

การยึดความต้องการของผู้ใช้บริการคือสิ่งสำคัญ

ช่วงแรกของเรื่องที่ทำให้เบนจามินได้งานแม้ไม่เคยมีประสบการณ์ของการเป็นผู้ดูแลอะไรใดๆ เลยเพราะคำถามเดียวที่โคตรท้าทายทัศนคติและความคิดทางอาชีพของเบนจามินจากเทรเวอร์ว่า "คุณรู้ใช่มั้ยว่าหน้าที่คุณคือเช็ดขี้ให้ผม ผมอยากรู้ว่าคุณจะเช็ดขี้ให้ผมยังไง" เบนจามินตอบแบบสงบนิ่งและมั่นใจว่า 
"ผมจะเช็ดขี้ให้คุณในแบบที่คุณต้องการและจะทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีขี้เหลือติดอยู่ที่ก้นของคุณ" 
ตอบเสร็จมงลงนางด้วยคำพูดที่เทรเวอร์บอกแม่ว่า "He's the one" เป็นคำตอบสั้นๆ ที่สามารถถอดรหัสแนวคิดอะไรออกมาได้หลายอันมาก แต่สิ่งสำคัญที่อยู่ในเบื้องหลังคำตอบนี้คือ "การยึดความต้องการของผู้ใช้บริการ และการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ผู้ดูแลควรได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม

มีหนึ่งประโยคที่ทัชใจคนทำงานด้านนี้อย่างเรามาก เป็นประโยคที่อ. อ่านในคลาสของเบนจามินว่า 
"ความต้องการของเราในฐานะผู้ดูแลเท่าเทียมกับความต้องการของคนที่เราให้การดูแล เราไม่สามารถดูแลใครได้ ถ้ายังดูแลตัวเองไม่ได้" 
เพราะในหลายครั้งคนทำงานสายนี้มักถูกมองว่า ใจดี ใจบุญ จนเราถูกหลงลืมความเท่าเทียมเรื่องสวัสดิการและค่าตอบแทนที่เป็นธรรมกับความละเอียดอ่อนและความยากของงานเราที่ไม่ใช่ใช้แค่ใจ แต่ต้องใช้เทคนิค ความรู้ ทักษะ การรู้จักตัวตนและอารมณ์ในระดับสูง การพูดเรื่องต้องอดทนกับค่าจ้างแสนต่ำด้วยข้ออ้างของ "การมีใจ" ทำงาน มันไม่สามารถฟังได้ขึ้นอีกต่อไป เพราะคุณภาพชีวิต จิตใจ สังคมเบื้องต้นของคนที่ทำงานเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต จิตใจ สังคมของคนอื่นมันสำคัญมากครับ

ทัศนคติเชิงบวกสำคัญเสมอ
การทำงานสายนี้มันยากและละเอียดอ่อนมากจริงๆ เพราะมันต้องต่อสู้กับอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และมักจะถูกท้าทายด้วยทัศนคติจากคนร่วมสังคมเสมอ ดังนั้นในหนังเรื่องนี้มีอีกหนึ่งประโยคที่มีความสำคัญกับเราๆ ในการทำงานสายนี้มากว่า 
"การเป็นผู้ดูแลเป็นสิ่งที่ยาก แต่สิ่งที่เราทำได้คือทำมันให้ดีที่สุดโดยยังดำรงไว้ซึ่งทัศนคติเชิงบวก"

ปล. หาดูได้ที่ Netflix นะจ๊ะ ดีมาก ทัชมาก และมีความสุขมากที่สามารถยืนเยี่ยวและมีแรงจับกระเจี้ยวเยี่ยวได้ด้วยตัวเอง

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...