วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

พ่อแม่ไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก

เราคิดว่าปัญหาของพ่อแม่หลายคนคือ
คิดว่าตนเองเป็น "เจ้าของชีวิตลูก"
ทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเราอยากจะย้ำตรงนี้ว่า
ไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตใครได้เลย
................................................................................

ประเด็นของการมองว่าลูกเป็นเจ้าของชีวิตของเรานั้น
มันสำคัญอยู่ที่่ว่าเราจะลืมไปว่า "แท้ที่จริงแล้วลูกคือเจ้าของชีวิตตนเอง"
เมื่อเป็นดังนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือพ่อแม่หลายคนมักจะเลี้ยงลูก "ด้วยภาพฝันของตัวเอง"
เราเคยเห็นแมะ พ่อแม่ที่ตั้งเป้าไว้ละว่าลูกชั้นต้องเป็นโน่น ต้องเป็นนี่ ต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้
คือเด็กหลายคนเนี่ยมีแผนชีวิตตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิยันโตแล้วว่าจะมีอาชีพอะไร ต้องโตมาแบบไหน
คือพ่อแม่บางคนมีให้ตั้งแต่ตัวเองยังไม่ได้ท้องด้วยซ้ำนะ
"ถ้ามีลูกนะชั้นจะให้ลูก.........." แก! มันมีแบบนี้จริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

นักสังคมสงเคราะห์ Drag Queen

"นักสังคมสงเคราะห์ Drag Queen 
และการเลี้ยงลูกให้เติบโตท่ามกลางความหลากหลาย"
......................................................................................

Kyle Chu หรือในชื่อ Panda Dulce เป็นนักสังคมสงเคราะห์และก็เป็น Drag Queen ด้วยในเวลาเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ Kyle Chu หรือ Panda Dulce ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกิจกรรม Drag Queen Story Hour ที่จะให้เหล่า Drag Queen ได้สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเล่านิทานที่ห้องสมุดสาธารณะ ในทุกๆ เดือน โดยเด็กส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเล็กที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้โลกกว้างโดยเฉพาะเรียนรู้เรื่องบทบาททางเพศ โดยเป้าประสงค์ของกิจกรรมนี้ก็เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสสำรวจและค้นหาความหลากหลายทางเพศที่มีอยู่ เพราะ Panda Dulce เองเชื่อว่า "มันสำคัญมากที่เด็กๆจะได้เรียนรู้ที่จะปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่มีความหลากหลายทางเพศ และเราเองก็ต้องการที่จะทำให้เด็กๆ เห็นว่าพวกเราก็คือมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน" เพราะ "การที่เด็กๆ ได้มีโอกาสเห็นและอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนมากมายที่มีความหลายหลายนั้น มันจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจและเข้าใจผู้อื่น และไม่เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ใจแคบ"



Merrie Cherry, Drag queen อีกคนที่เข้าร่วมโครงการนี้บอกว่ากิจกรรมนี้เป็นกระบวนการในการทำงานหรือเรียนรู้ร่วมกัน(Co- working process) ระหว่างเด็กๆ และ Drag Queen เพื่อที่เวลาเขาโตขึ้นเขาจะได้คุ้นชินกับความแตกต่างเวลาเจอตุ๊ด เจอกะเทย หรือเจอคนที่มีความหลากหลายในด้านต่างๆ เดินตามถนนเนี่ยเด็กๆ พวกนี้จะได้ไม่ต้องจ้องมองตาเขม็งและล้อเค้าอย่างสนุกปากว่า ไอ้ตุ๊ดๆๆๆ หรือดูคนนั้นสิแต่งตัวเหี้ยไรว้าาา เพราะเด็กๆ ได้เติบโตมาในสถาพแวดล้อมที่แตกต่าง และความแตกต่างเหล่านั้นต่างเป็นที่ยอมรับ เหมือนกับที่ผู้ปกครองของเด็กบอกว่า "มันสำคัญอย่างมากที่เราจะเลี้ยงดูให้เด็กๆ ของเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่างมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะมันจะทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตเป็นเด็กที่มีความรัก มีจิตใจที่ดี และยอมรับคนอื่นๆ ซึ่งตอนนี้ฉันก็กำลังทำแบบนั้นตั้งแต่จุดเริ่มต้น"

ในฐานะที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่เคยแต่งหญิงทำงานกับเด็กๆ มาแล้วนั้น เรายังจำได้ดีว่าเราเคยโดนตำหนิตั้งแต่ช่วงเริ่มจับไมค์ทำกิจกรรมใหม่ๆ ว่า "อย่าออกสาวมากทำตัวให้เรียบร้อย เราจำเป็นต้องเป็น Role model ที่ดีให้กับเด็กๆ" แต่เราก็พยายามอธิบายและสื่อสารกลับไปยังผู้ใหญ่ตลอดว่า "เรากำลังเป็น Role model ในแบบของเรา ในแบบตุ๊ดหัวโปกที่พูดค่ะ ร้องโหวกเหวกโวยวาย หัวเราะเสียงดังเวลาทำกิจกรรม แต่กิจกรรมของเรานั้นก็อัดแน่นไปด้วยสาระแบบนี้นี่แหละ" เรามีทั้งแต่งหญิงโพกฮิญาบทำกิจกรรมกับเด็กมุสลิม ใส่เสื้อเชิ้ตใส่ต่างหูยาว ที่แวบแรกเราถูกมองตั้งแต่หัวจรดตีนและเคยโดนถามว่า "เป็นวิทยากรเหรอคะ?" มาแล้ว แต่เราเองก็ยืนยันและอธิบายว่ามันจำเป็นที่เด็กๆ จะต้องได้เห็นความแปลก แตกต่าง ผิดแผกจากสิ่งที่ตนเองเคยเห็นหรือถูกบอกว่ามันดีเพื่อที่้เค้าจะได้เรียนรู้ที่จะบริหารความคิดของตัวเองเพื่อนำไปสู่การยอมรับและรู้สึก "คุ้นชิน" ในความแตกต่างเหล่านั้น

ซึ่งมากไปกว่านั้นการจำกัด Role model ให้กับคนทำงานกับเด็กเป็นแค่คนเรียบร้อย วางมาดแบบเดิมๆ เท่ากับการที่เราทำร้ายเด็กโดยการจำกัดทางเลือกให้กับเขา เรากำลังบอกเด็กๆ ว่าบุคลิกและการแสดงออกที่ได้รับการยอมรับมีจำกัด หนูจะโตขึ้นมาได้ไม่กี่แบบ และมันมีผลกระทบคือเด็กๆ หลายคนของเราจะพยายามหลอมตัวเองให้เป็นแบบที่ถูกยอมรับ ความสร้างสรรค์ในการแสดงออกซึ่งการเป็นตัวเองของใครหลายคนเลยหายไป หลายคนก็เลือกที่จะเป็นใครไม่รู้เวลาแสดงออก

ซึ่งพ่อแม่เองก็เป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะสร้างเด็กที่มีคุณลักษณะแบบนั้น และเหล่าพ่อแม่ที่พาลูกมาฟัง Drag Queen เล่านิทานต่างมีทัศนคติและเหตุผลที่น่าสนใจ

"ฉันอยากให้โอกาสให้ลูกอยากเป็นใครก็ได้ที่เธอต้องการ และให้เค้าได้รู้ว่าพ่อแม่จะยังคงรักและมีความสุขในตัวตนของเค้าไม่ว่าเค้าจะเป็นเพศไหนหรือทำอะไรก็ได้ในโลกใบนี้" (Megan Touhy)

"มันสำคัญกับลูกสาวที่เพิ่งอายุสองขวบของชั้นมากที่จะได้รู้สึกอุ่นใจเมื่อถูกแวดล้อมไปด้วยผู้คนที่มีความหลายหลาย" (Chandra)

"ฉันอยากให้เขาได้เห็นถึงความแตกต่างหลากหลายของความงดงาม" (Elena)

ดังนั้นการเป็นตัวเองที่หลากหลายของคนทำงานด้านเด็กมันจะเป็นการส่งสารอันทรงพลังไปบอกเด็กๆ ของเราว่าถ้าโตมาหนูควรได้เป็นอะไรก็ได้ที่หนูอยากเป็น หนูควรที่จะมีความสุขกับการที่หนูได้เลือกวัตถุอะไรก็แล้วแต่ขึ้นมาตกแต่ง สอดใส่และวางทับบนตัวหนู และสิ่งเหล่านั้นจะได้รับการยอมรับ เพราะเนื้อหาสาระที่แท้จริงของการถูกยอมรับมันควรดูที่หนูทำอะไร ไม่ใช่แค่หนูแต่งตัวยังไง มีลักษณะทางเพศแบบไหน

พ่อแม่เองก็มีส่วนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่หลากหลายเพื่อให้เด็กเติบโตมาอย่างมีภูมิคุ้มกันและเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักในศตวรรษที่ 21 เพราะ ปีนี้ 2017 ปีหน้า 2018 และโลกมันต้องเดินหน้าไปเรื่อยๆ แบบนี้ทุกปีเด้ออออ


เรื่องราวของ Merrie Cherry >>Short-Form Digital Drag Queen Story Hour 

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

รายการ The face Thailand กับการละเมิดสิทธิเด็ก

หลายคนคงได้ดูรายการ #ThefaceThailand เทปแรกที่เพิ่งจบลงไป ซึ่งจุดเด่นสำคัญที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขนาดนี้กลับไม่ใช่ฝีปากที่ฟาดฟันของเมนเทอร์แต่กลับเป็นกรณีของน้องใบหม่อนที่เขียนลงไปในใบสมัครว่า "กลัวกะเทย"

ไม่กี่อึดใจคลิปดังกล่าวที่ถูกตัดต่อมาจากรายการถูกผู้คนในโลกออนไลน์แชร์กันอย่างมหาศาลมีทั้งเสียงกร่นด่า ทับถม จิกกัด หัวเราะ แต่สิ่งที่ดีใจที่สุดคือในหน้า New feed ของเรามีจำนวนไม่น้อยเลยที่ออกมาปกป้องสิทธิของน้อง และออกมาตำหนิรายการ ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่ารายการทำผิดอะไร และทำไมเราต้องปกป้องสิทธิของน้องใบหม่อน อ่ะ ในฐานะคนที่ทำงานด้านเด็ก เราจะเล่าให้ฟัง


..............................................................................
น้องใบหม่อน อายุ 16 ปี น้องเป็นเด็กครับน้องได้รับการคุ้มครองตามพรบ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 (เด็กคือ บุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์) ซึ่งเราเชื่อว่ารายการรู้อยู่เต็มอกว่าถ้านำคลิปวีดีโอตัวนี้ลงแล้วมันจะต้องเป็นกระแส คนแห่แชร์คลิปนี้ถล่มทลาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นการแสวงประโยชน์จากการสูญเสียของน้องใบหม่อน เป็นต้นทุนมหาศาลที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกมาในรายการเพียงไม่กี่นาทีต้องแลกด้วยสภาพจิตใจ อารมณ์ สังคม และชื่อเสียง เกียรติคุณ ที่มันถูกทำร้ายจากการถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในโลกออนไลน์ ที่อาจจะลามไปยังพื้นที่ส่วนตัวของน้อง

ใช่ครับ น้องเขียนลงไปว่าน้องกลัวกะเทย แต่เราไม่สามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาตัดสินทั้งชีวิตและภาพรวมความคิดและทัศนคติของน้องใบหม่อนได้นะครับ เพราะเราไม่รู้เลยว่าที่ผ่านมา เด็กผู้หญิงคนนี้เขาเคยมีประสบการณ์ด้านลบต่อกะเทยเป็นอย่างไร เราไม่รู้แน่ชัดเลยว่าการกลัวกะเทยในความหมายของน้องมันมีในมุมมองไหน หรือเขาเคยได้รับการสั่งสอนและอบรบให้มีทัศนคติต่อกะเทยแบบใด เพราะเราทุกคนต่างมีมุมมองต่อส่งรอบข้างผ่านประสบการณ์และการรับรู้ทางสังคมที่ผ่านมาของเรา ถ้าสมมุติกะเทยเคยทำไม่ดีกับน้องเค้าและเค้ามองกะเทยเป็นแบบเหมารวม (stereotype) และเกลียดกลัวไปทั้งหมดอันนี้มันก็สามารถเป็นไปได้ เพราะน้องเพิ่งอายุ 16 ครับ ทัศนคติ การเห็นโลก การถูกหลอมรวมและขัดเกลาให้เข้ากับสังคมของน้องเองยังผ่านมาไม่นาน น้องมีเวลาเรียนรู้และเปิดรับมุมมองด้านบวกกับสิ่งที่น้องเคยเกลียดกลัว และไม่ชอบอีกเยอะครับ อันนี้เป็นประเด็นแรกที่อยากให้ทุกคนได้คิดไปด้วยกัน

ประเด็นต่อมาการลงคลิปในสื่อดังกล่าวมันมีอันตรายและผลกระทบอย่างมหาศาลต่อน้องครับ เพราะคลิปนี้จะคงอยู่ถาวรในโลกออนไลน์และมีผลกระทบต่อตัวน้องไปตลอดชีวิตโดยความตั้งใจหรือไม่แต่คลิปนี้จะทำหน้าที่ตีตราและสร้างความเข้าใจว่าน้องใบหม่อนกลัวกะเทยตลอดไป แม้ว่าในวันข้างหน้าน้องจะไม่ได้กลัวกะเทยแล้วก็ตาม เพราะแรงปะทะวันนี้มัน impact มากคนแชร์ล้นหลาม รับรู้กันไปแบบนั้นแล้ว แม้วันหนึ่งที่น้องเปลี่ยนความคิด คนที่เคยด่า เคยเกลียด เคยเชื่อว่าน้องเป็นแบบนี้จะไม่ได้มีโอกาสรับรู้ที่ความเปลี่ยนแปลงนี้ หรือได้รับรู้ความน่ารักของน้องในมุมอื่นเท่ากับมุมมองด้านลบที่น้องมีต่อกะเทยเพียงไม่กี่น่าทีที่รายการฉายให้เราเห็น น้องจะยังเป็นใบหม่อนกลัวกะเทยตลอดไปสำหรับใครหลายๆ คนก็เพราะคลิปตัวนี้ที่รายการตัดออกมาเพื่อเอาเรตติ้งและเรียกกระแส

ประเด็นต่อมาคือสิ่งสำคัญตอนนี้!!! เราจะทำอย่างไรไม่ให้ตัวเราที่รู้สึกไม่ชอบกับคนที่รังเกียจและเกลียดกลัวคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ไม่กลายเป็นผู้กระทำซ้ำและเสริมทับการกระทำที่ละเมิดสิทธิเด็กอันนี้ เราเข้าใจทุกคนที่หัวร้อนดีครับว่ารู้สึกยังไง แต่ใจเย็นแก!! ถ้าหัวร้อน วีนแหลกปุ๊บ จบทันที เพราะอะไรรู้มั้ย เพราะว่า เราจำเป็นอย่างมากที่ต้องสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร และมอบบทเรียนทางประสบการณ์แบบใหม่ให้กับคนที่เกลียดกลัวเรารู้ว่าเห้ยยย ไม่ว่าเธอจะเกลีดกลัวเราขนาดไหนแต่เราเข้าใจเธอ เราจะไม่เกลียดกลัวเธอ และเราจะยินดีให้เธอเข้ามาทำความรู้จักพวกเรามากขึ้น รู้จักเราในมุมมองใหม่ๆ แล้วจะเห็นว่า เราคือมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับเธอ ตัดเพศออกไป พวกเราดีเลว ต่ำช้า เหมือนกันหมด ซึ่งถ้าเราวีนเหวี่ยง บรรยากาศแห่งการทำความเข้าใจและให้โอกาสมันจะไม่เกิดขึ้น และเราจะกันคนกลุ่มที่มีทัศนคติด้านลบต่อเราออกห่างจากเราไปเรื่อยๆ

เราอยากให้ทุกคนจดจำน้องใบหม่อนใหม่ "จากน้องใบหม่อนกลัวกะเทย" เป็น "น้องใบหม่อนที่ถูกละเมิด" เพราะถ้าเรามองน้องแบบแรกเราจะตำหนิและมองไม่เห็นบาดแผลที่น้องได้รับจากผลกระทบครั้งนี้ แต่ถ้ามองแบบที่สองเราจะเห็นว่าน้องกำลังถูกสื่อและพวกเรารุมทึ้ง ด.ญ. อายุ 16 คนนี้มากขนาดไหน และเราเองจะได้ไม่ลืมว่าเด็กทุกคนรวมทั้งเด็กผู้หญิงคนนี้กำลังเรียนรู้และเติบโตขึ้นมาในสังคม และเขาจำเป็นต้องได้รับการต้อนรับเข้าสู่โลกนี้อย่างอบอุ่น และถูกชี้แนะอย่างเข้าอกเข้าใจ จากผู้ใหญ่อย่างเราๆ เราเลยอยากชักชวนทุกคนลุกขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารัก มองน้องอย่างเข้าใจและให้โอกาส เพราะมันหมายถึงการเปิดโอกาสให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักขึ้นเช่นกัน
และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่สังคมถามหาจรรยาบรรณสื่อ แม้สื่อเองจะยังไม่ละเอียดอ่อนต่อประเด็นสิทธิเพียงพอ แต่เราเริ่มเห็นผู้คนละเอียดอ่อนกับเรื่องนี้มากขึ้น เราดีใจ!!

อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ที่ >> ผู้จัดการออนไลน์ "กลัวกะเทย บอกเลยอยู่ยาก! บทเรียนของรายการขายดรามา!!"
และขอขอบคุณ Posttoday สำหรับการนำเอาบทความที่เราเขียนไปลง >> "รายการ The face Thailand กับการละเมิดสิทธิเด็ก"

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...