"ทำยังไงให้สอบติดมหาลัย?"
คงเป็นคำถามยอดฮิตของน้องๆ ม.ปลาย โดยเฉพาะน้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่ ม. 6 ตอนนี้
ปีนี้เรามีคนในครอบครัวสองคนกำลังเข้าสู่รั้วมหาลัย ในฐานะคนที่เคยไปค่ายแนะแนวและสร้างแรงบันดาลใจมามากมายไปมาตั้งแต่เชียงใหม่ ยันนครศรีธรรมราช และน้องค่ายหลายคนก็ได้ตามมาเป็นน้องคณะน้องมหาลัยในภายหลัง เราจึงอยากแบ่งปันสิ่งสำคัญที่คนสอบติดมักมีร่วมกันและประสบการณ์ส่วนตัวที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆ ทุกคนให้ได้เตรียมตัวเพื่อทำตามฝันกัน
..............................................................
1. "แรงบันดาลใจคือสิ่งสำคัญ"
แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญที่คอยหล่อเลี้ยงพลังและพาเราเดินทางไปตามความฝัน แรงบันดาลใจมักมาในรูปแบบของความอยาก อยากเป็นอาชีพนั้น อยากเป็นแบบพี่คนนั้น อยากได้ทำอะไรแบบคนๆ นั้นสารพันความอยากมักสร้าง "แรง" และ "บันดาลใจ" ให้เราพาตัวเองไปอยู่ตรงๆ นั้นให้ได้เสมอ
ตอนนั้นพี่จำได้ว่าพี่อยากเป็นแบบรุ่นพี่ธรรมศาสตร์ที่รู้จัก เพราะในสายตาเราเค้าโคตรเจ๋ง อยากฉลาดแบบนั้น อยากไปงานบอล อยากอยู่กองสันฯ เราอยากอะไรที่โง่ๆ แบบนั้น และนั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้พี่จบมาในฐานะ "บัณฑิตธรรมศาสตร์"
..............................................................
2. "เป้าหมายต้องชัดเจน"
หลายคนอาจกำลังประสบปัญหาว่า "พี่คะ หนูมีความอยากมากมายเหลือเกินค่ะ เลือกไม่ถูกจริงๆ หรือที่แย่กว่านั้นคือหนูยังไม่รู้เลยว่าหนูจะเรียนอะไร"
การหาความอยากและเป้าหมายของตัวเองไม่เจอ เป็นปัญหาโลกแตกที่เด็กไทยต้องพบในทุกยุคสมัย
เอาจริง พี่เองก็เคยเป็น ตอนนั้นเรารู้แค่ว่าเราอยากเรียนธรรมศาสตร์ แล้วจู่ๆ ก็เกิดคำถามกับตัวเอง เรียนธรรมศาสตร์แล้วไงต่อวะ? แล้วจริงๆ เราอยากทำอะไร? เราอยากมีชีวิตแบบไหนหลังเรียนจบ? ดังนั้นสำหรับน้องๆ ที่ยังหาตัวเองไม่เจอลองถามตัวเองเยอะๆ หนักๆ
ถ้าไม่รู้อีกก็หาสารคดี หาหนัง ฟังเพลง หาแรงบันดาลใจ ต้นแบบ idol ว่าเค้าเรียนอะไร ที่ไหนถึงได้มีความคิด ทัศนคติ หรือทำงานแบบนั้น เผื่อช่วยให้เรามีแรงบันดาลใจและเป้าหมายที่ชัดขึ้นได้
ส่วนใครที่คิดให้ตายก็ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร ถ้าคิดไม่ออกแล้ว เปลี่ยนเป็นคิดใหม่ว่า "อยากเรียนที่ไหน" เอาจริง ที่เรียนมีความสำคัญต่อการหล่อหลอมความคิดและทัศนคติของเรามากนะ การเข้าเรียนในบางที่อาจทำให้เราเจอแรงบันดาลใจและเป้าหมายใหม่ๆ ก็ได้
..............................................................
3. "ต้องเตรียมพร้อม ต้องมีแผน"
ตอนนั้นพอรู้เออจะเข้าที่ไหนบ้างพี่เลยมานั่งดูเกณฑ์คะแนนของแต่ละที่ แต่ละคณะว่าจะต้องใช้อะไรบ้าง พอดูคะแนนเสร็จเราก็คิดเลย "ชิบหายละ" มีหลายวิชาที่ต้องเตรียมตัวมาก แค่ O-net อย่างเดียวก็จะตายแล้วเด้อ เวลาเหลือแค่นี้กูจะไปอ่านทันได้ไง ตายๆๆๆๆ
พี่ก็เข้าไปโปรแกรมคำนวณคะแนนใน Dek D และลองใส่มั่วๆ ไปแต่ละช่องคะแนนว่าเราจะต้องได้คะแนนวิชานั้นๆ ประมาณเท่าไหร่เราถึงจะติดเห้ยยย มันเวิร์คว่ะ มันทำให้เราเห็นภาพว่าเราจะต้องทุ่มกับอะไร และจะต้องเทตรงไหน ด้วยเหตุนี้พี่เลยมานั่นแบ่งวิชาต่างๆ ออกเป็น 4 หมวด ประกอบด้วย
หมวดที่ 1 >> "สู้สุดใจ" << ความสำคัญและทุ่มเทระดับ 5 ดาว หมวดนี้เป็นอะไรที่พี่ถนัดและคิดว่าถ้าเราทุ่มเทและให้เวลากับเค้า เราไม่มีเวลาแล้ว เราต้องมั่น ต้องเชิ่ดกับแผนของเรา พี่เลือกทุ่มให้กับไทย สังคม และ GAT เชื่อมโยง เราต้องกวาดคะแนนมาได้แน่ๆ คิดว่าอย่างต่ำต้อง 75 คะแนนขึ้นไป และคะแนนก็ออกมาตามที่หวังจริงๆ GAT ส่วนเชื่อมโยงก็ได้เต็ม 150 ทุกครั้ง
หมวดที่ 2 >> "สู้เท่าที่ไหว แต่จะไม่มีวันทิ้งเธอ" << ความสำคัญระดับ 4 ดาว หมวดนี้เป็นหมวดที่เอาจริงคือเราไม่ถนัด แต่มัน "จำเป็น" และ "ขาดไม่ได้" ตอนนั้นคือ วิชาภาษาอังกฤษ เพราะเป็นวิชาที่เตรียมตัวแล้วมันได้คุ้มมากเพราะ Onet ก็มี GAT ก็มี พี่จัดอังกฤษเป็นสิ่งที่ต้องติดตัวไปทุกที่ นั่งรถก็ท่องศัพท์ ขี้ก็ท่องศัพท์ กินข้าวก็ท่องศัพท์ ที่บ้านเดินไปตรงไหนก็มีแต่ศัพท์ ตอนนั้นมีคำศัพท์และแกรมม่าสั้นๆ ติดตัวตลอด
หมวดที่ 3 >> "ผ่านๆ ละกันนะ" << ความสำคัญระดับ 2 ดาว คือวิชาสัพเพเหระ ที่เราคิดว่าอ่านผ่านๆ ก็ทำได้ระดับค่าเฉลี่ยทั่วไป ไม่หวังมาก แต่ก็ไม่เทไปซะทีเดียว อ่านเค้าอีกทีก็ตอนใกล้วันสอบมากๆ
หมวดที่ 4 >> "เทโครม แบบไม่ขอเจอกันอีก" <<วิชาพวกนี้เป็นวิชาที่พี่คิดว่าจะไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตในภายภาคหน้า ได้ไม่คุ้มเสียกับการลงทุน ตอนนั้นเราเรียนสายวิทย์ เทหมดจ้า คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เทแบบไม่ใยดี เทแบบไม่จับเลย และสมดังใจมาก Onet คณิตเต็ม 100 ได้ 15 แต่เราโนแคร์ เพราะคะแนนวิชา 5 ดาวของเราสวยงาม
..............................................................
4. จริงจัง และ เชิ่ด
สุดท้ายเมื่อเรามีแผนที่ชัดเจนว่าเราจะทุ่มเท และเทอันไหน เราก็ต้องจริงจังกับแผนของเรา ว่าเรามีเวลาอ่านและทบทวนเนื้อหาที่เราต้องรู้อีกเท่าไหร่ แบ่งเวลาให้ชัดเจน จริงจังและให้เกียรติความฝันตัวเอง ช่วงนี้เราจะท้อ และร้องไห้บ่อยมาก บางครั้งเราจะรู้สึกว่าเราเหนื่อยแล้ว พอแล้ว เราจะบอกว่า "ค่อยเริ่มพรุ่งนี้ละกัน" ถ้าเหนื่อยนัก ก็กลับไปที่ข้อ 1 กลับไปที่แรงบันดาลใจของเรา ปิดตานึกถึงมัน และสะกดจิตทุกครั้งว่า การอ่านหนังสือครั้งนี้ไม่ใช่การอ่านไปสอบ แต่มันคือการอ่านเพื่อพาตัวเราเองไปสู่คณะและมหาลัยในฝัน พาเราไปไปสู่อีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของชีวิต พาเราไปเห็นเหตุการณ์ที่พ่อแม่ของเรายิ้มแย้มภูมิใจในเรา นึกภาพเข้าไป สะกดจิตเข้าไป แล้วการอ่านหนังสือของเราจะมีความหมายมากขึ้น
..............................................................