วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ค

"ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ค"
Meik Wiking แต่ง
พลอยแสง เอกญาติ แปล
ราคา 395 บาท


...............................................................

เรารู้จักเดนมาร์คในฐานะประเทศที่คนมีความสุขที่สุดในโลก นอกจากเหตุผลที่ประเทศนี้เป็นรัฐสวัสดิการที่รัฐบาลดูแลคนตั้งแต่เกิดจนตายผ่านการเก็บภาษีอัตราสูงลิ่ว ที่ส่งผลในการสร้างความรู้สึกมั่นคง ลดความกังวลและเครียดของประชาชนแล้ว

แต่เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ชาวเดนิชจอยกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ในแถบนอร์ดิก คือการมีปรัชญาที่เรียกว่า "ฮุกกะ" ที่มีความสำคัญและกินความหมายลึกซึ้งในการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณให้มีความสุขเลยอ่ะ

การอ่านหนังสือเล่มนี้มันเพลินมาก จอยมาก มันเป็นงานเขียนวิชาการที่มีความบอกเล่าสู่กันฟัง แบบ นี่ๆ มา ชั้นเล่าให้ฟัง อะไรแบบนี้อ่ะ งงเหมือนกันที่จริงๆ แล้วบริบทของเดนมาร์คกับไทยค่อนข้างแตกต่างกันมาก แต่เราอ่านแล้วเพลินนนน เราอินไปด้วยกับความละเมียดละไมในการใช้ชีวิตของเค้า อ่านแล้วยังรู้สึกฮุกกะไปด้วยเลยอ่ะ หรือความฮุกกะมัน univeral

และในเล่มนะมีภาพประกอบสี่สี มีกราฟฟิคสวยงามตลอดเล่มเลย เพลินมาก เชิ่ดมาก

ปลดทหารไปนะ นี่จะกลับไปจัดบ้านให้ฮุกกะ ทำอาหารให้ฮุกกะ ชวนเพื่อนๆ มาฮุกกะ อยากฮุกกะไปหมดเลยโว้ยยยย

I cancel my cancer

I cancel my cancer
เบลล์ ศิรินทิพย์
ราคา 215 บาท


.................................................................

เห็นเล่มนี้ครั้งแรกหยิบเลยแบบไม่คิด เพราะหน้าอีเจ้ Khongkuan Nichaphat ลอยมา ก็เลยเอ้อ ติดเงินนางอยู่ 300 ซื้อหนังสือให้แทนละกัน แต่ระหว่างรอส่งก็เผลออ่านจนจบอ่ะ งงมาก

เล่มนี้เป็นหนังสือเล่าประสบการณ์การเป็นยัยน้อง (มะเร็ง) ระยะสุดท้าย เอ้ย เลยสุดท้ายไปแล้วมั้ง 555 ของคุณเบลล์ ภายในเล่มเราจะพบกับการเล่าเรื่องอันน่าติดตาม เหมือนกำลังดูหนังแอคชั่น ที่ทำให้เราตื่นเต้นตลอดว่า เห้ยยยย ต่อไปจะเป็นยังไงว้า จบแบบไหนว้าาา และแม่งเอ้ย หักมุมตลอด เมื่อไหร่จะ happy ending สักที

ชีวิตการต่อสู้กับยัยน้องในเล่มนี้ทำให้เราเห็นความซวยในซวย ความเป็นเด็กดื้อ เอาแต่ใจของยัยน้องที่ทั้งคุณเบลล์ ครอบครัว คุณหมอ และตั่งต่าง ต้องใช้พละกำลังมหาศาลในการต่อสู้กับนาง แต่คุณเบลล์กลับเขียนมาเล่าได้จอย และตลกมาก

เล่มนี้ทำให้เราเห็นจริงๆ ว่าความเป็นความตาย มันใช้เงินซื้อได้ ถ้าเคสอย่างคุณเบลล์เป็นอีกอล์ฟ บอกเลยตายก่อน เพราะไม่มีเงิน ดังนั้นการประสบความสำเร็จของการรักษานั้นนอกจากกำลังใจอย่างที่ใครหลายคนบอกแล้ว ที่สำคัญมากไปกว่านั้นที่เราพอจะจับได้จากกรณีคุณเบลล์คือ

- เป็นโรคถูกยุค ถูกเวลา = โรคบางโรคเคยรักษาไม่หายในอดีต และกลับรักษาได้อย่างง่ายดายในปัจุบัน ดังนั้นการเป็นโรคอะไร ในยุคไหนมันสำคัญ เพราะถ้าคุณเป็นมะเร็งในแบบคุณเบลล์แล้วเค้าไม่มีวิจัย มีการทดลองยาใหม่ ไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย เราก็คงได้แค่ say good bye ก็เท่านั้น

- เงินถึง = มีเงินก็หมายความว่าคุณสามารถซื้อยาแพง, ซื้อเวลาและบริการจาก ร.พ.เอกชนคุณภาพดีได้

- connection ดี = คุณจะมีคนคอยช่วยเหลือ สนับสนุน เช่น ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร เลือด การติดต่อกับสถานที่ต่างๆ

- ภาษาอังกฤษเริศ = ทำให้คุณเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับโรคและข้อมูลการรักษาที่ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษซึ่งสามารถช่วยหมอได้เยอะมาก

- social support ดี = มันช่วยลดความกังวลใจในมิติทางสังคมและการเงินลงได้มาก โดยเฉพาะครอบครัวที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง และมีเพื่อนๆ เข้ามาช่วยให้กำลังใจ คอยปรึกษา คอยพาหนีไปกินปิ้งย่างเนี่ย มันมีความหมายมากกับคนป่วย

และจากกรณีนี้ทำให้เราเห็นคุณค่าและความสำคัญของสิทธิ "30 บาท" ที่มันให้บริการให้ทุกคนอย่างเสมอหน้ากันจริงๆ แม้ว่าในกรณีของคุณเบลล์ที่ทางครอบครัวมีความพร้อมระดับหนึ่งแล้วยังต้องมีช่วงพักผ่อน และหายใจหายคอจากภาระค่าใช้จ่ายด้วยการใช้สิทธิ 30 บาทเลย ดังนั้นสำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างเราๆ มันทำให้เห็นจริงๆ ว่าคนเราไม่ควรตายเพียงเพราะไม่มีเงินรักษาด้วยการเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ในยุคปัจจุบันอ่ะ

ทำยังไงให้สอบติดมหาลัย?

"ทำยังไงให้สอบติดมหาลัย?"
คงเป็นคำถามยอดฮิตของน้องๆ ม.ปลาย โดยเฉพาะน้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่ ม. 6 ตอนนี้
ปีนี้เรามีคนในครอบครัวสองคนกำลังเข้าสู่รั้วมหาลัย ในฐานะคนที่เคยไปค่ายแนะแนวและสร้างแรงบันดาลใจมามากมายไปมาตั้งแต่เชียงใหม่ ยันนครศรีธรรมราช และน้องค่ายหลายคนก็ได้ตามมาเป็นน้องคณะน้องมหาลัยในภายหลัง เราจึงอยากแบ่งปันสิ่งสำคัญที่คนสอบติดมักมีร่วมกันและประสบการณ์ส่วนตัวที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับน้องๆ ทุกคนให้ได้เตรียมตัวเพื่อทำตามฝันกัน


..............................................................

1. "แรงบันดาลใจคือสิ่งสำคัญ"
แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญที่คอยหล่อเลี้ยงพลังและพาเราเดินทางไปตามความฝัน แรงบันดาลใจมักมาในรูปแบบของความอยาก อยากเป็นอาชีพนั้น อยากเป็นแบบพี่คนนั้น อยากได้ทำอะไรแบบคนๆ นั้นสารพันความอยากมักสร้าง "แรง" และ "บันดาลใจ" ให้เราพาตัวเองไปอยู่ตรงๆ นั้นให้ได้เสมอ
ตอนนั้นพี่จำได้ว่าพี่อยากเป็นแบบรุ่นพี่ธรรมศาสตร์ที่รู้จัก เพราะในสายตาเราเค้าโคตรเจ๋ง อยากฉลาดแบบนั้น อยากไปงานบอล อยากอยู่กองสันฯ เราอยากอะไรที่โง่ๆ แบบนั้น และนั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้พี่จบมาในฐานะ "บัณฑิตธรรมศาสตร์"

..............................................................

2. "เป้าหมายต้องชัดเจน"
หลายคนอาจกำลังประสบปัญหาว่า "พี่คะ หนูมีความอยากมากมายเหลือเกินค่ะ เลือกไม่ถูกจริงๆ หรือที่แย่กว่านั้นคือหนูยังไม่รู้เลยว่าหนูจะเรียนอะไร"
การหาความอยากและเป้าหมายของตัวเองไม่เจอ เป็นปัญหาโลกแตกที่เด็กไทยต้องพบในทุกยุคสมัย
เอาจริง พี่เองก็เคยเป็น ตอนนั้นเรารู้แค่ว่าเราอยากเรียนธรรมศาสตร์ แล้วจู่ๆ ก็เกิดคำถามกับตัวเอง เรียนธรรมศาสตร์แล้วไงต่อวะ? แล้วจริงๆ เราอยากทำอะไร? เราอยากมีชีวิตแบบไหนหลังเรียนจบ? ดังนั้นสำหรับน้องๆ ที่ยังหาตัวเองไม่เจอลองถามตัวเองเยอะๆ หนักๆ
ถ้าไม่รู้อีกก็หาสารคดี หาหนัง ฟังเพลง หาแรงบันดาลใจ ต้นแบบ idol ว่าเค้าเรียนอะไร ที่ไหนถึงได้มีความคิด ทัศนคติ หรือทำงานแบบนั้น เผื่อช่วยให้เรามีแรงบันดาลใจและเป้าหมายที่ชัดขึ้นได้
ส่วนใครที่คิดให้ตายก็ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร ถ้าคิดไม่ออกแล้ว เปลี่ยนเป็นคิดใหม่ว่า "อยากเรียนที่ไหน" เอาจริง ที่เรียนมีความสำคัญต่อการหล่อหลอมความคิดและทัศนคติของเรามากนะ การเข้าเรียนในบางที่อาจทำให้เราเจอแรงบันดาลใจและเป้าหมายใหม่ๆ ก็ได้

..............................................................

3. "ต้องเตรียมพร้อม ต้องมีแผน"
ตอนนั้นพอรู้เออจะเข้าที่ไหนบ้างพี่เลยมานั่งดูเกณฑ์คะแนนของแต่ละที่ แต่ละคณะว่าจะต้องใช้อะไรบ้าง พอดูคะแนนเสร็จเราก็คิดเลย "ชิบหายละ" มีหลายวิชาที่ต้องเตรียมตัวมาก แค่ O-net อย่างเดียวก็จะตายแล้วเด้อ เวลาเหลือแค่นี้กูจะไปอ่านทันได้ไง ตายๆๆๆๆ
พี่ก็เข้าไปโปรแกรมคำนวณคะแนนใน Dek D และลองใส่มั่วๆ ไปแต่ละช่องคะแนนว่าเราจะต้องได้คะแนนวิชานั้นๆ ประมาณเท่าไหร่เราถึงจะติดเห้ยยย มันเวิร์คว่ะ มันทำให้เราเห็นภาพว่าเราจะต้องทุ่มกับอะไร และจะต้องเทตรงไหน ด้วยเหตุนี้พี่เลยมานั่นแบ่งวิชาต่างๆ ออกเป็น 4 หมวด ประกอบด้วย

หมวดที่ 1 >> "สู้สุดใจ" << ความสำคัญและทุ่มเทระดับ 5 ดาว หมวดนี้เป็นอะไรที่พี่ถนัดและคิดว่าถ้าเราทุ่มเทและให้เวลากับเค้า เราไม่มีเวลาแล้ว เราต้องมั่น ต้องเชิ่ดกับแผนของเรา พี่เลือกทุ่มให้กับไทย สังคม และ GAT เชื่อมโยง เราต้องกวาดคะแนนมาได้แน่ๆ คิดว่าอย่างต่ำต้อง 75 คะแนนขึ้นไป และคะแนนก็ออกมาตามที่หวังจริงๆ GAT ส่วนเชื่อมโยงก็ได้เต็ม 150 ทุกครั้ง

หมวดที่ 2 >> "สู้เท่าที่ไหว แต่จะไม่มีวันทิ้งเธอ" << ความสำคัญระดับ 4 ดาว หมวดนี้เป็นหมวดที่เอาจริงคือเราไม่ถนัด แต่มัน "จำเป็น" และ "ขาดไม่ได้" ตอนนั้นคือ วิชาภาษาอังกฤษ เพราะเป็นวิชาที่เตรียมตัวแล้วมันได้คุ้มมากเพราะ Onet ก็มี GAT ก็มี พี่จัดอังกฤษเป็นสิ่งที่ต้องติดตัวไปทุกที่ นั่งรถก็ท่องศัพท์ ขี้ก็ท่องศัพท์ กินข้าวก็ท่องศัพท์ ที่บ้านเดินไปตรงไหนก็มีแต่ศัพท์ ตอนนั้นมีคำศัพท์และแกรมม่าสั้นๆ ติดตัวตลอด

หมวดที่ 3 >> "ผ่านๆ ละกันนะ" << ความสำคัญระดับ 2 ดาว คือวิชาสัพเพเหระ ที่เราคิดว่าอ่านผ่านๆ ก็ทำได้ระดับค่าเฉลี่ยทั่วไป ไม่หวังมาก แต่ก็ไม่เทไปซะทีเดียว อ่านเค้าอีกทีก็ตอนใกล้วันสอบมากๆ

หมวดที่ 4 >> "เทโครม แบบไม่ขอเจอกันอีก" <<วิชาพวกนี้เป็นวิชาที่พี่คิดว่าจะไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตในภายภาคหน้า ได้ไม่คุ้มเสียกับการลงทุน ตอนนั้นเราเรียนสายวิทย์ เทหมดจ้า คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เทแบบไม่ใยดี เทแบบไม่จับเลย และสมดังใจมาก Onet คณิตเต็ม 100 ได้ 15 แต่เราโนแคร์ เพราะคะแนนวิชา 5 ดาวของเราสวยงาม

..............................................................

4. จริงจัง และ เชิ่ด
สุดท้ายเมื่อเรามีแผนที่ชัดเจนว่าเราจะทุ่มเท และเทอันไหน เราก็ต้องจริงจังกับแผนของเรา ว่าเรามีเวลาอ่านและทบทวนเนื้อหาที่เราต้องรู้อีกเท่าไหร่ แบ่งเวลาให้ชัดเจน จริงจังและให้เกียรติความฝันตัวเอง ช่วงนี้เราจะท้อ และร้องไห้บ่อยมาก บางครั้งเราจะรู้สึกว่าเราเหนื่อยแล้ว พอแล้ว เราจะบอกว่า "ค่อยเริ่มพรุ่งนี้ละกัน" ถ้าเหนื่อยนัก ก็กลับไปที่ข้อ 1 กลับไปที่แรงบันดาลใจของเรา ปิดตานึกถึงมัน และสะกดจิตทุกครั้งว่า การอ่านหนังสือครั้งนี้ไม่ใช่การอ่านไปสอบ แต่มันคือการอ่านเพื่อพาตัวเราเองไปสู่คณะและมหาลัยในฝัน พาเราไปไปสู่อีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของชีวิต พาเราไปเห็นเหตุการณ์ที่พ่อแม่ของเรายิ้มแย้มภูมิใจในเรา นึกภาพเข้าไป สะกดจิตเข้าไป แล้วการอ่านหนังสือของเราจะมีความหมายมากขึ้น

..............................................................

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...