วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เราได้เรียนรู้อะไรร่วมกันบ้างในกรณีของ "หมูหยอง"

          ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารร์อย่างหนาหูในกรณี หมูหยอง ได้พัดพากระแสการประหารชีวิตและลดทอนความเป็นมนุษย์ให้โหมกระหน่ำมาอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ที่ได้ทำงานด้านเด็กและมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนร่วมวิชาชีพ เราจึงอย่ากแลกเปลี่ยนมุมมองทางสังคมเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ให้มากขึ้น



1. ฆาตกรไม่ได้ "ถูกสร้าง" ภายในหนึ่งวัน
มีเด็กหลายคนที่เติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่แตกแยก
ไม่ได้รับการตอบสนองทางด้านอารมณ์ความรู้สึก
ถูกปฏิเสธซ้ำซากมาตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่คนที่ควรรักเขาที่สุดอย่างพ่อแม่
ลามมาที่โรงเรียนที่การศึกษาไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผล
และฟื้นคืนชีวิตและความเป็นมนุษย์ให้กับเขา
กลับมาอยู่ในชุมชนก็เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ
ความรุนแรงในครอบครัว การถูกทอดทิ้งทางอารมณ์กลับถูกเพิกเฉย
แล้วพอมาวันนึงที่คนๆ นึงไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมนี้
เขารู้สึกโกรธกับทุกสิ่งรอบข้าง ขาดความเคารพนับถือในตัวเอง
ซึ่งลามต่อมาถึงการไม่เชื่่อในคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนอื่นแล้ว
มันคงเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้นะครับว่า
ทำไมชีวิตคนที่เขาฆ่า จึงมีค่าเท่ากับมด
....................................................................

2. เลิกเอาแค่ "สะใจ" แต่ควรหันมา "ทำความเข้าใจ"
ทำไมเราถึงเอาแค่ "สะใจ" ไม่ได้ เพราะถ้าเอาแค่สะใจ
เราจะยืนกันอยู่ปลายสุดของปัญหา
ถ้าประหารชีวิตเราก็แค่มีคนตายเพิ่มอีกคน
กับปัญหาเดิมๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ระบบสังคมที่ผลิตหมูหยองยังคงอยู่
และยังคงกำลังผลิตหมูหยองคนต่อไป
ให้เข้าวัฎจักรอาชญกรที่ปลายสายพานคือการเป็นข่าวฉาว
โดนคนทั้งประเทศเรียกร้องให้ตาย และตายลงในที่สุดก็แค่นั้นเหรอ?
ถ้าคุณวางอคติและความเกลียดชังลง
และพยายามทำความเข้าใจแล้ว
ผมเชื่อว่าคุณจะเห็นบาดแผลในบทสัมภาษณ์นั้นเต็มไปหมด
มันจึงสำคัญกับพวกเราทุกคนมากที่จะย้อนถามกันเองว่า
ทำไมแววตาที่สดใสไร้เดียงสาของเด็กในวัยเริ่มต้นชีวิต
กลับถูกเปลี่ยนมาเป็นแววตาอันเฉยชาของฆาตกรในวันนี้?
....................................................................

3.บทบาทสื่อมวลชนกับการโหมไฟแห่ง "ความเกลียดชัง"
หลายวันมานี้เราได้ติดตามการนำเสนอข่าวของช่องต่างๆ
เป็นที่น่าตกใจอย่างมากที่สื่อมวลชนกลับทำหน้าที่เติมเชื้อไฟ
แห่งความเกลียดชังด้วยการตั้งประเด็นการสัมภาษณ์
หรือการพาดหัวข่าวที่ต่างเป็นไปในทิศทาง
ของการตอกย้ำบาดแผลของผู้ถูกกระทำ
ซ้ำเติมความเลวทรามและชั่วร้ายของผู้กระทำ (ที่หลายๆ สื่อเลือกใช้)
แทนที่การทำความเข้าใจอย่างรอบด้านในมิติทางจิตใจ สังคม
ที่หลอมสร้างคนเหล่านี้ โดยการพูดคุยสอบถาม
ความเห็นของนักวิชาชีพในสาขาต่างๆ
เพื่อให้ความรู้และมอบมุมมองหลากหลายให้กับสังคม
ที่เห็นผ่านตาคงมีแค่ Voice TV ช่องเดียวเท่านั้น
ที่พยายามสัมภาษณ์ป้ามล ผอ.บ้านกาญจนาฯ
ให้ได้เห็นมุมมองที่งดงามและมีคุณค่า
ในฐานะผู้ที่ทำงานกับเด็กๆ กลุ่มนี้โดยตรง
และได้บำบัดเด็กๆ ในคดีใหญ่ๆ ระดับประเทศ
ให้กลับมาเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศและสังคมมาแล้ว
....................................................................

4. สังคมไทยกับการเสตติด "การลงโทษ"
เราเป็นสังคมที่เติบโตมากับแนวคิด
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่ดีที่สุดคือการลงโทษ
เราจึงยอมรับการตี และการด่าลูกภายในบ้าน
เราเป็นสังคมที่ยกเลิกการใช้้ไม้เรียวแล้วเรากลับโหยหา
เพราะพวกเราเติบโตมากับมรดกบาปทางวัฒนธรรม
ที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมันไม่มีทางเลือกอื่น
การบำบัด ฟื้นฟู และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงบวก
เป็นสิ่งรองที่เรายังไม่เชื่อถือและไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันมากนัก
พูดมาถึงตรงนี้เราอยากบอกว่าเราต้องตั้งโจทย์ให้ชัด
ว่าเราจะแก้ตรงไหน ถ้าเราไม่อยากให้มีอาชญากรเพิ่มขึ้นอีก
การพูดเรื่องการลงโทษมันกลับหัวกลับหาง
เพราะ การลงโทษคือ การกระทำที่เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ตายตัวมาก
คือแค่ “ผู้ที่กระทำผิดแล้ว” ก็แค่นั้น แต่ปัจจัยและโครงสร้างทางสังคมอื่นๆ
มันไม่ได้ถูกพูดถึงและให้ความสำคัญกันเลย
....................................................................

5. สังคมแห่งความลักลั่นทางศีลธรรม
น่าแปลกใจดีเหมือนกันที่เราโกรธแค้นการที่หมูหยองฆ่าคนตาย
แต่เรากลับเป็นส่วนสำคัญที่อยากผลักดันให้หมูหยองตายเพิ่มไปอีกคน
เราเป็นสังคมที่คนไปเวียนเทียนเข้าวัดในวันวิสาขบูชา
และกลับบ้านมายุให้รัฐฆ่าคนโดยถูกกฎหมายในวันเดียวกัน
เราเลือกถอดศีลธรรมชั่วครู่เพื่อสร้างความชอบธรรม
ในการไปลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น
ถ้าเราเกลียดสิ่งที่หมูหยองกระทำเราไม่ควรส่งหมูหยองเข้าแดนประหาร
ถ้าเราอยากหยุดระบบทางสังคมที่สร้างหมูหยอง
เราควรพยายามทำความเข้าใจที่มาที่ไปในมิติชีวิตของหมูหยอง
มากกว่าการมานั่งนับว่าเขาได้ฆ่าใครไปกี่ศพ หรือทำผิดมาแล้วกี่คดี
....................................................................

สุดท้ายนี้ เราควรมองสถานการณ์เหล่านี้อย่างมีสติ
และทำความเข้าใจกับตัวตนภายในของเราว่าจริงๆ แล้ว
สิ่งที่เราเกลียดชังและอยากให้มันตาย
คือพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมที่หมูหยองได้ทำลงไป
แต่ไม่ใช่ความเป็นมนุษย์ของเขาที่อยู่ภายในอันเป็นพื้นฐาน
ที่ควรได้รับการเคารพและถูกมองอย่างเข้าใจของทุกชีวิต

.....ถ้าเป็นแบบนั้น ความคิดเห็นของเราก็จะเปลี่ยนไป.....

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...