วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ผลกระทบต่อการตีลูก

จากการทำกิจกรรมและพูดคุยกับแม่ๆ ครั้งนี้เราสะดุดประโยคนี้อย่างจัง
"พ่อแม่ฉันก็ตีกันมาแบบนี้แหละ"


ประโยคยอดฮิตที่ผู้ใหญ่มักอ้างความชอบธรรมในการตีลูกๆ
ประโยคข้างต้นสะท้อนถึงผลกระทบทางลบต่อการใช้ความรุนแรง
หรือการถ่ายทอดวิธีการเลี้ยงดูสั่งสอนแบบอำนาจนิยมในบ้านได้เป็นอย่างดี
.................................................

เราเคยสงสัยไหมว่าทำไมเราเชื่ออย่างสนิทใจว่าการตี คือการสั่งสอนที่ดีที่สุด
ประโยคข้างบนคงตอบอะไรบางอย่างได้ 
เพราะว่าเราได้รับมรดกวัฒนธรรมความรุนแรงในครอบครัวแบบนี้มาจากรุ่นสู่รุ่น 
เป็นมรดกที่เราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเราเคยโดนสั่งสอนมาด้วยวิธีนี้ 
จนทำให้เราหลงลืมไปว่าเรารู้สึกเจ็บปวดขนาดไหนเมื่อโดนตี 
และมืดบอดในการคิดหาวิธีการสั่งสอนที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ 
เพราะมันซึมซับเข้าไปในตัวเรา และแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติในการใช้ควบคุม 
หรือแก้ปัญหาของลูกเราต่อๆ กันมา และในทางเดียวกันเมื่อเราตีลูก 
ลูกจะเริ่มเรียนรู้ว่า "การตี การด่า หรือตวาด" คือวิธีการในการควบคุมคนอื่น และแก้ไขปัญหา 
เพราะพ่อแม่ทำให้สิ่งนี้ถูกยอมรับ 

ลูกจะซึมซับไปโดยไม่รู้ตัวอย่างแนบเนียน 
และผุดพรายออกมาเป็นพฤติกรรมเลียนแบบต่อไปในอนาคตในการที่เขาใช้ควบคุมคนอื่น 
ไปโรงเรียนไม่พอใจเพื่อนก็ตีเพื่อน 
โตมาไม่พอใจแม่ก็ตวาดแม่กลับ แล้วยังจะโทษลูกอีกมั้ย? 
จริงๆ ผลกระทบของการตีลูกมีหลากหลายอย่างด้วยกัน


  1. คนตีอย่างพ่อแม่ก็เสียใจ
  2. ลูกเองไม่ต้องพูดถึงทั้งเสียใจ ทั้งเจ็บ บางครั้งโกรธด้วยซ้ำ
  3. ลูกกำลังถูกสั่งสอนวิธีแก้ไขปัญหา และควบคุมคนอื่นด้วยวิธีการรุนแรงอย่างซ้ำๆ ช้าๆ สม่ำเสมอจากในบ้าน
  4. เรากำลังบอกลูกว่าความรุนแรงในบ้านเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เมื่อลูกโตเป็นผู้ใหญ่ มีสิทธิ์อย่างมากที่จะใช้ความรุนแรงลักษณะนี้กับลูกๆ ของเขาต่อ
ในเมื่อจุดประสงค์ในการตีลูกของเราคือ ต้องการสั่งสอนให้ลูกไม่ทำพฤติกรรมที่ไม่ดีซ้ำ 
หรือต้องการให้เขาพัฒนา ดังนั้นเรามาสร้างความเชื่อใหม่ๆ กันเถอะว่า 
ถ้าด้วยจุดประสงค์นี้ เรามีอีกหลายวิธีที่สามารถไปให้ถึงจุดประสงค์
โดยไม่ต้องทำลายความรู้สึกลูกและตัวเราเอง 
และไม่เป็นการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรงอันเล็กให้เติบโตจากในบ้าน
และแผ่รากไปยังสังคม เพราะในเมื่อย้อนคิดกันดูดีๆ แล้ว 
เราตีลูกมากี่ปี พฤติกรรมที่ลูกมีหรือเป็นก็ยังเหมือนเดิม 
แสดงว่า มันไม่ได้ผลโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

"ความผิดพลาดของเด็ก คือ โอกาสที่ดีของผู้ใหญ่"


วันนี้เราเห็นหนังสือถูกฉีกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ตามพื้นเต็มไปหมดเราเห็นภาพแล้วอมยิ้มและดีใจ 
"เย้ ได้เวลาแล้ว" (เพราะพี่ๆ เจ้าหน้าที่เคยเตือนแล้วก่อนจะซื้อหนังสือ) เรารวบรวมชิ้นส่วน 
แล้วก็เรียกเด็กๆ ทุกคนมาคุย เราเริ่มจากหยิบชิ้นส่วนหนังสือและถามเด็กๆ เกิดอะไรกับหนังสือ 
และใครเป็นคนทำด้วยท่าทางที่ไม่ตำหนิ (ตรงนี้ต้องระมัดระวังมาก) 
เด็กๆ ส่ายหัวปฏิเสธตามคาด บ้างก็ชี้คนนู้นคนนี้ คนที่ถูกชี้ก็หน้าจ๋อย 
เราบอกเด็กๆ ว่าเราอยากให้คนที่ทำยอมรับ และมีเด็กหนึ่งคนยอมรับว่าเขาฉีก 
เราเรียกเขาออกมาข้างหน้าอย่างยิ้มๆ และใช้มือโอบกอดเขา เพื่อให้เขารู้สึกไม่ถูกตำหนิ 
และรู้สึกว่าเราอยู่ข้างเขาในความกล้าหาญในการยอมรับผิดและถามคนอื่นๆ ว่ามีอีกมั้ย
เด็กที่ถูกเพื่อนชี้คนอื่นๆ ยังไม่ลุกขึ้น เราเห็นทีเลยพูด 

"พี่ไม่รู้ว่าใครจะฉีกหนังสือเล่มนี้บ้าง แต่พี่อยากบอกว่าครั้งนี้พี่ไม่โกรธและตำหนิ 
แต่พี่อยากให้ทุกคนยอมรับ เพราะถึงพี่ไม่รู้ แต่มีอัลเลาะห์ที่รู้ทุกอย่างว่าเราทำอะไร" 

ขอขอบคุณรูปภาพจาก Planforkids.com

เราเริ่มชวนเด็กๆ ทุกคนคุยว่า การฉีกหนังสือเป็นสิ่งที่ดีไหม เพื่อให้เด็กๆ ได้ตอบคำถาม 
และทุกคนในกลุ่มได้แแลกเปลี่ยนและซึมซัมความคิดของเพื่อนของพี่ 
และตระหนักรู้ว่าพฤติกรรมนี้ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่ม
หลังจากนั้นเราก็ชวนคุยต่อว่าหนังสือมีความสำคัญอย่างไร 
และชี้ให้เขาเห็นว่าถ้าเขาทำลายหนังสือไป เขาก็จะไม่มีอุปกรณ์ในการเรียนการเล่น 
และจะไม่มีคนซื้อมาให้อีก เพราะคนที่ซื้อมาก็เสียใจ 

เราถามย้ำอีกครั้งว่า ต่อไปจะมีเหตุการณ์แบบนี้อีกไหม
เด็กๆ บอกว่าจะไม่มีแล้ว และเขาจะช่วยกันดูแล 
เราขอให้ทุกคนเอานิ้วก้อยออกมาและสัญญากับเด็กๆ ทีละคน 
พร้อมทั้งฝากฝังพี่ใหญ่ให้ช่วยดูแลน้องๆ 
และปิดท้ายด้วยการขอบคุณเด็กๆ ทุกคนที่ตั้งใจฟังและสละเวลาดูทีวีของเขามาพูดคุยกับเรา 

การขอบคุณเด็กๆ เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากเป็นการที่เราย้ำตัวเราว่า
เรามองเราและเขาเท่ากันแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังเด็กๆ ในการให้เกียรติซึ่งกันและกันด้วย

เราอยากเล่าเรื่องนี้เพื่อที่จะบอกว่า 
เวลาเด็กทำผิด อยากให้ผู้ใหญ่ทุกคนมองความผิดพลาดเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม 
และมองให้เห็นโอกาสของเราในการที่จะปลูกฝัง และสอนเขา 
เด็กจะเรียนรู้ได้ดีผ่านการกระทำที่ผิดพลาด แล้วได้รับคำแนะนำด้วยเหตุผลจากผู้ใหญ่ 

การตำหนิเขาด้วยอารมณ์โกรธจะทำให้เด็กรู้สึกผิด เกิดปมในใจ และกลัว 
เด็กจะไม่ทำพฤติกรรมนั้นซ้ำเพราะความกลัว 
แต่เมื่อไม่กลัวแล้วเขาจะมีโอกาสทำอีก หรือจะแอบทำ แล้วไม่กล้ายอมรับผิด 
แต่ถ้าเด็กเข้าใจและเห็นว่าพฤติกรรมเหล่านั้นไม่เป็นที่ยอมรับ 
เขาจะมีชุดเหตุผลเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจในการที่จะไม่กระทำผิดซ้ำ
ได้ดีกว่าการทำให้กลัวหรือลงโทษที่รุนแรงทั้งทางกายและวาจา

เรามายิ้มและพูดว่า "เย้ ได้เวลาแล้ว" เมื่อเด็กๆ ทำผิดพลากกันเถอะ
ขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานกับเด็ก 
และอย่าอ่อนแอ ท้อแท้เมื่อการตักเตือน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
อาจจะไม่ได้ทันทีในครั้งแรก หรือระยะสั้น
เพราะหลักการสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือ "ปรับจนเปลี่ยน" 
สู้กันต่อไป เย้ๆ

แนวปฏิบัติของนักสังคมสงเคราะห์/นักจิตวิทยาตามป.วิอาญา ในการสืบพยานเด็ก

สวัสดีพี่น้องนักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยาตามป.วิ อาญา ที่รักทุกท่าน ผู้เขียนตั้งใจเขียนแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาเพราะรู้ดีว่าแม้พวกเราจะได้ร...