จากการทำกิจกรรมและพูดคุยกับแม่ๆ ครั้งนี้เราสะดุดประโยคนี้อย่างจัง
"พ่อแม่ฉันก็ตีกันมาแบบนี้แหละ"
ประโยคยอดฮิตที่ผู้ใหญ่มักอ้างความชอบธรรมในการตีลูกๆ
ประโยคข้างต้นสะท้อนถึงผลกระทบทางลบต่อการใช้ความรุนแรง
หรือการถ่ายทอดวิธีการเลี้ยงดูสั่งสอนแบบอำนาจนิยมในบ้านได้เป็นอย่างดี
.................................................
เราเคยสงสัยไหมว่าทำไมเราเชื่ออย่างสนิทใจว่าการตี คือการสั่งสอนที่ดีที่สุด
ประโยคข้างบนคงตอบอะไรบางอย่างได้
เพราะว่าเราได้รับมรดกวัฒนธรรมความรุนแรงในครอบครัวแบบนี้มาจากรุ่นสู่รุ่น
เป็นมรดกที่เราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเราเคยโดนสั่งสอนมาด้วยวิธีนี้
จนทำให้เราหลงลืมไปว่าเรารู้สึกเจ็บปวดขนาดไหนเมื่อโดนตี
และมืดบอดในการคิดหาวิธีการสั่งสอนที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้
เพราะมันซึมซับเข้าไปในตัวเรา และแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติในการใช้ควบคุม
หรือแก้ปัญหาของลูกเราต่อๆ กันมา และในทางเดียวกันเมื่อเราตีลูก
ลูกจะเริ่มเรียนรู้ว่า "การตี การด่า หรือตวาด" คือวิธีการในการควบคุมคนอื่น และแก้ไขปัญหา
เพราะพ่อแม่ทำให้สิ่งนี้ถูกยอมรับ
ลูกจะซึมซับไปโดยไม่รู้ตัวอย่างแนบเนียน
และผุดพรายออกมาเป็นพฤติกรรมเลียนแบบต่อไปในอนาคตในการที่เขาใช้ควบคุมคนอื่น
ไปโรงเรียนไม่พอใจเพื่อนก็ตีเพื่อน
โตมาไม่พอใจแม่ก็ตวาดแม่กลับ แล้วยังจะโทษลูกอีกมั้ย?
จริงๆ ผลกระทบของการตีลูกมีหลากหลายอย่างด้วยกัน
- คนตีอย่างพ่อแม่ก็เสียใจ
- ลูกเองไม่ต้องพูดถึงทั้งเสียใจ ทั้งเจ็บ บางครั้งโกรธด้วยซ้ำ
- ลูกกำลังถูกสั่งสอนวิธีแก้ไขปัญหา และควบคุมคนอื่นด้วยวิธีการรุนแรงอย่างซ้ำๆ ช้าๆ สม่ำเสมอจากในบ้าน
- เรากำลังบอกลูกว่าความรุนแรงในบ้านเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เมื่อลูกโตเป็นผู้ใหญ่ มีสิทธิ์อย่างมากที่จะใช้ความรุนแรงลักษณะนี้กับลูกๆ ของเขาต่อ
ในเมื่อจุดประสงค์ในการตีลูกของเราคือ ต้องการสั่งสอนให้ลูกไม่ทำพฤติกรรมที่ไม่ดีซ้ำ
หรือต้องการให้เขาพัฒนา ดังนั้นเรามาสร้างความเชื่อใหม่ๆ กันเถอะว่า
ถ้าด้วยจุดประสงค์นี้ เรามีอีกหลายวิธีที่สามารถไปให้ถึงจุดประสงค์
โดยไม่ต้องทำลายความรู้สึกลูกและตัวเราเอง
และไม่เป็นการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรงอันเล็กให้เติบโตจากในบ้าน
และแผ่รากไปยังสังคม เพราะในเมื่อย้อนคิดกันดูดีๆ แล้ว
เราตีลูกมากี่ปี พฤติกรรมที่ลูกมีหรือเป็นก็ยังเหมือนเดิม
แสดงว่า มันไม่ได้ผลโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

